<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นักวิเคราะหุ้นมองหุ้นมีสิทธิลงถึง 1,583 จุด จากปัจจัยการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค. 2562 นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ต่อมุมมองต่อทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2562 ร้อยละ 48 มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยระยะสั้นในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 มีแนวโน้มทิศทางบวก ในขณะที่ร้อยละ 40 มองไปในทิศทางไม่เปลี่ยนแปลงไปจากไตรมาสที่ 1 ปี 2562 และร้อยละ 12 มองว่าตลาดจะเปลี่ยนไปในทิศทางลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คาดว่าดัชนีราคาหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,689 จุด โดยปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในระยะสั้นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า เรื่องการเมืองภายในประเทศรวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล เป็นปัจจัยหลักต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย รองลงมาคือเรื่องของสงครามการและเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั้งปี 2562 จะอยู่จุดต่ำสุดที่ 1,583 จุด และจุดสูงสุดที่ 1,764 จุด โดยปัจจัยหลักที่จะส่งผลให้หุ้นไทยเป็นไปในทิศทางลบและบวก มาจากเรื่องการเมือง เนื่องจากยังไม่ได้ความแน่ชัดเรื่องรัฐบาลชุดใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนยังกังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และเรื่องสงครามการค้าสหรัฐและจีน ถึงแม้ว่าจะมีทิศทางการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงติดตามและกังวลเรื่องการยืดเยื้ออยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยการเมืองยังเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ เนื่องจากหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และมีเสถียรภาพจะเป็นบวก ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้แน่นอน โดยปัจจัยที่มีผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นผันผวนเป็นเรื่องของการเลือกตั้งและปัจจัยนอกประเทศ อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่มีท่าทีว่าจะสามารถเจรจากันได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอนเกิดขึ้น ซึ่งเป็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดเหวี่ยงขึ้นลงได้ โดยในขณะนี้นักลงทุนให้ความสนใจเรื่องบรรยากาศและการเข้าใกล้การมีรัฐบาลที่เป็นสากลมากกว่า เพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา โดยมีกติกาใหม่ที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก&amp;rdquo; นายสมบัติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ ท่าอากาศยานไทย (AOT) โดยมีปัจจัยมาจากธีมท่องเที่ยวซึ่งเป็นนโยบายของแทบทุกพรรคการเมือง , ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เนื่องจากภาวะการลงทุนในประเทศฟื้นตัว โดยวงจรการเงินจะหนุนสินเชื่อภาคธุรกิจ ซึ่งส่งผลดีต่อธนาคารกรุงเทพมากที่สุด , ซีพี ออลล์ (CPALL) มีปัจจัยสนันสนุนมาจากการบริโภคที่ฟื้นตัวของนโยบายผลักดันภาครัฐ , ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากกำไรที่กลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ปรับตัวลงช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ที่ผ่านมา และซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32769</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้นไทย, สมบัติ นราวุฒิชัย, สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180206/image_big_5a79469a16023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนเข้าคูหาช้า ระวัง&#039;หุ้นไทย&#039;ดิ่ง กระเทือนลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์การลงทุนชี้ เลื่อนเลือกตั้งเกิน 3 เดือน ดัชนีหุ้นไทยปั่นป่วนแน่ เหตุกระทบความเชื่อมั่นและการลงทุน คาดปี 62 ดัชนีหุ้นไทยค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,529 จุด และสูงสุดอยู่ที่ 1,834 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) เปิดเผยถึงผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองการลงทุนและทิศทางดัชนีหุ้นไทย ปี 62 ว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าการเลือกตั้งไทยจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้ แต่หากการเลือกตั้งเลื่อนเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนได้ เบื้องต้นหากเกิดขึ้นจริง นักวิเคราะห์คงต้องหารือและปรับคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยตามสมมุติฐานกันใหม่ เพราะจากการสำรวจนักวิเคราะห์ยังมองว่าการเลื่อน 1-3 เดือนไม่กระทบมากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,529 จุด และค่าเฉลี่ยจุดสูงสุดของดัชนีอยู่ที่ 1,834 จุด ส่วนเป้าหมายดัชนีในสิ้นปี 62 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,782 จุด โดยปัจจัยที่มีผลบวกจากปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ เช่น แนวโน้มการเลือกตั้ง และเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติที่จะเข้ามาในตลาดหุ้นไทย เสียงของนักวิเคราะห์ยังเป็นกลาง ทั้งอาจเข้าหรือไม่เข้ามาก็เป็นได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดัชนีราคาหุ้นไทยระยะสั้น ช่วงไตรมาสแรกปี 62 มีแนวโน้มทิศทางบวก โดยนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดว่าดัชนีระยะสั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 1,682 จุด โดยมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งของไทยเป็นปัจจัยลำดับแรก &amp;nbsp;รองลงมาคือ สงครามการค้า และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ แต่หากประเมินถึงการเลือกตั้ง ถ้าเลื่อนไม่เกิน 1-3 เดือนคงกระทบไม่มาก แต่หากเลื่อนนานกว่านั้น หรือเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไป ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ แม้ผลสำรวจครั้งนี้ส่วนใหญ่จะมองการเลือกตั้งเกิดขึ้นเดือน ก.พ. รองลงมาจะเลือกตั้งเดือน มี.ค.-พ.ค. และมีเพียงส่วนน้อยที่คาดเลือกตั้งช่วง มิ.ย.-ส.ค.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยลบที่ส่งผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ คือ เศรษฐกิจต่างประเทศของสหรัฐ ยุโรป เอเชีย รองลงมาเป็นปัจจัยการเมืองในต่างประเทศ และทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่วนปัจจัยดอกเบี้ยในประเทศไม่ได้มีผลต่อดัชนีมากนัก เพราะนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนยังเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 0.25-0.5% เท่านั้น จึงไม่น่ากระทบตลาดหุ้นไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรเทพ ชูพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า บริษัทยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 62 อยู่ที่ 2,000 จุด จากปัจจัยสนับสนุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยปัจจัยภายในประเทศยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ดี โดยคาดว่าปี 62 จะเติบโตได้ 4% รับอานิสงส์วัฏจักรการลงทุนขาขึ้น สะท้อนจากแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อไตรมาส 4 ปี 61 มีความต้องการสินเชื่อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกประเภท ส่วนความกังวลจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ความไม่แน่นอนข้อตกลงเบร็กซิต และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นใน 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งช่วยลดความกังวลต่อความเสี่ยงหลังๆ ลงได้มาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถิติที่ผ่านมาช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ของทุกปี จะเป็นช่วงที่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่าดัชนีมีโอกาสอยู่ที่ 1,600-1,700 จุด เนื่องจากมีปัจจัยหนุนทั้งการเลือกตั้ง จะช่วยให้กำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยปรับตัวดีขึ้น และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอีอีซี ส่งผลนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25721</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรเทพ ชูพันธุ์, สมบัติ นราวุฒิชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2e24b28d404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
