<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัส&#039;โผล่ฟันธง สนช.หมดสิทธิ์ &#039;องค์กรอิสระ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กสม.เขย่าคุณสมบัติต้องห้ามอดีต สนช. นั่งเก้าอี้ในกรรมการอิสระ ชี้ประธานวุฒิสภาต้องรอข้อยุติสรรหา กสม.ก่อนนำชื่อว่าที่ ป.ป.ช.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ขณะที่โฆษก ป.ป.ช.ปัดชี้มูลเสียบบัตรแทน 2 ส.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ กรณีที่คณะกรรมการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) มีมติเลือกบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการสรรหา และวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วนั้น ล่าสุด นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวผ่านสถานีวิทยุแห่งจุฬาฯ ในรายการสำนึกของสังคม ระบุใจความช่วงหนึ่งว่า ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 การสรรหาและแต่งตั้งบุคคลมาเป็น ส.ว. จำนวน 196 คน มีลักษณะต้องห้ามประการหนึ่งที่ยกเว้นไว้ว่าไม่ให้นำมาใช้บังคับคือ คนที่เป็นรัฐมนตรีมาก่อนสามารถได้รับการสรรหาและแต่งตั้งให้เป็น ส.ว. ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี (มาตรา 369 (2))
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัสกล่าวต่อว่า แต่คนที่เป็นสมาชิก สนช. ในฐานะ ส.ส.มาก่อน รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้บัญญัติให้แต่งตั้งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคดังกรณีที่รัฐมนตรีมาเป็น ส.ว. ดังนั้นสมาชิก สนช. ในฐานะ ส.ส. จึงน่าจะไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ส.ว. โดยยังเว้นวรรคไม่ถึง 5 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในส่วนของกรรมการ ป.ป.ช.นั้น มีลักษณะต้องห้ามอยู่ 24 ข้อ ข้อที่เป็นปัญหาคือ เป็นหรือเคยเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. ในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการสรรหา (พ.ร.ป. ป.ป.ช. 2561 มาตรา 11 (18)) อดีตสมาชิก สนช. ในระบบสภาเดียว ย่อมมีสถานะเป็นทั้ง ส.ส.และ ส.ว. จึงมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. หากเว้นวรรคไม่เกิน 10 ปี&amp;rdquo; ประธาน กสม.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธาน กสม.กล่าวอีกว่า ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระทุกองค์กร ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการสรรหา เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย แม้กฎหมายจะบัญญัติต่อไปว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด ก็ไม่ตัดอำนาจขององค์กรตุลาการที่จะเข้ามาตรวจความถูกต้อง องค์กรตุลาการดังกล่าวคือศาลปกครอง เพราะกรรมการสรรหาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และคณะกรรมการสรรหาถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ผู้เดือดร้อนหรือเสียหายมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งหรือมติที่คณะกรรมการสรรหาเลือกอดีตสมาชิก สนช. มาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ภายใน 90 วัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในกรณีที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบอดีตสมาชิก สนช. เป็นกรรมการ ป.ป.ช. &amp;nbsp;และพ้นกำหนดเวลา 90 วันไปแล้ว ประธานวุฒิสภาควรรอข้อยุติจากการสรรหา กสม. อีก 3 คน ที่ยังดำเนินการอยู่ ก่อนนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส่วนกรณีการสรรหา กสม.อีก 3 คนที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น หากคณะกรรมการสรรหาประกาศรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้ว ผู้ที่ถูกตัดรายชื่อออกไปเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองกลางภายใน 90 วัน เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา&amp;quot; ประธาน กสม.ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กสม.ระบุด้วยว่า เมื่อมีการฟ้องคดีดังกล่าว กระบวนการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาและการพิจารณาให้ความเห็นชอบของวุฒิสภายังคงเดินหน้าต่อไป เพราะกฎหมายบัญญัติว่า ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา และมิให้นำบทบัญญัติว่าด้วยมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับ (พ.ร.ป.กสม. 2560 มาตรา 18)&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า &amp;ldquo;ข่าวล่ามาเร็ว....มี ส.ส. 2 คน ถูกชี้มูลคดีอาญา ม.157 เรื่องกดบัตรแทนกัน จบข่าว!!&amp;rdquo; ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณา เพื่อเสนอตั้งคณะกรรมการไต่สวนเต็มองค์คณะ หรือตั้งคณะกรรมการไต่สวน ตอนนี้ยังไม่ไปถึงขั้นตอนดังกล่าว ดังนั้น เรื่องนี้จึงยังไม่มีการชี้มูลความผิดแต่อย่างใด ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะได้แถลงข่าวให้ทราบ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่มีการยื่นนั้นคือกรณีกล่าวหา 3 ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง, &amp;nbsp;นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ และ 1 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คือ น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ เสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิพิฏฐ์กล่าวสั้นๆ กับผู้สื่อข่าวที่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามข้อเท็จจริงว่า ขอไม่เปิดเผยรายชื่อ และให้ไปตามเรื่องจาก ป.ป.ช. ซึ่งคดีเสียบบัตรแทนกัน ผลคดีมีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68700</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉลอง เทอดวีระพงศ์, นาที รัชกิจประการ, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, นิวัติไชย เกษมมงคล, ภริม พูลเจริญ, สมบูรณ์ ซารัมย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200614/image_big_5ee61d13ea8e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มติ5:4งบไม่โมฆะ! 13ก.พ.แปรญัตติโหวตใหม่/ทูลเกล้าฯก่อนสิ้นเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาล รธน.มีมติเฉียดฉิว 5 ต่อ 4 &amp;nbsp;พ.ร.บ.งบฯ 63 ไม่โมฆะ แม้เสียบบัตรแทนมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ผ่านวาระหนึ่งมาโดยชอบรัฐธรรมนูญแล้ว ระบุประเทศชาติรองบฯ ไปแก้ปัญหา ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ศาลกำหนดทางออก สั่งลงมติวาระ 2-3 ใหม่ พร้อมให้รายงานผลใน 30 วัน &amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; กำหนด 13 ก.พ.ประชุมแก้ไข &amp;nbsp;วิษณุคาดทูลเกล้าฯ ถวายได้ในเดือน ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ &amp;nbsp;7 ก.พ.63 องค์คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาพิจารณาคดีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของ ส.ส. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีนายฉลอง เทิดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย, &amp;nbsp;น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคดีนี้ไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ และไม่มีประเด็นเกี่ยวกับความผิดทางอาญาหรือทางจริยธรรมของ ส.ส.คนใด คงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะเรื่องกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เท่านั้น ส่วนบุคคลใดจะต้องรับโทษอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า การกระทำโดยไม่สุจริตใช้สิทธิออกเสียงลงมติ แทนผู้ที่ไม่ได้อยู่ร่วมประชุมด้วยนั้นเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น ส.ส. ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในอาณัติมอบหมายของผู้ใด และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ทั้งสมาชิกคนหนึ่งย่อมมีหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 120 วรรคสาม และการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 80 วรรคสาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เมื่อวันที่ 10 ม.ค.63 เวลา 19.30 น. ถึงวันที่ 11 ม.ค.63 ซึ่งเป็นการพิจารณาวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ปรากฏการแสดงตนและลงมติของนายฉลอง ทั้งที่นายฉลองรับเองว่าตนไม่อยู่ในที่ประชุมตามวันและเวลาดังกล่าว การที่ ส.ส.มิได้อยู่ในห้องประชุม แต่ปรากฏว่ามีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแทน ย่อมมีผลเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ทำให้ผลการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 63 ในวันและเวลาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 63 ตกไปทั้งฉบับตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15-18/2556 (กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.) และคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 (กรณีร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท) หรือไม่ เห็นว่าประเด็นข้อวินิจฉัยพฤติการณ์แห่งคดีและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวแตกต่างจากประเด็นข้อวินิจฉัยพฤติการณ์แห่งคดี และบทกฎหมายในคดีนี้อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือคดีนี้ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับข้อความอันเป็นสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่มีปัญหาที่กระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ปรากฏชัดว่า การพิจารณาออกเสียงลงมติของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ชั้นรับหลักการและการพิจารณาของกรรมาธิการก่อนเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราในวาระที่ 2 ได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ ถือว่าได้เป็นขั้นตอนที่เสร็จสิ้นไปโดยสมบูรณ์ก่อนแล้ว
ให้แก้ไขใน 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศชาติจะต้องได้กฎหมายฉบับนี้ไปช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 74 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกำหนดคำบังคับไว้ในคำวินิจฉัยได้ด้วย ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวนี้มิได้มีอยู่ในอดีต จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ดังกล่าว ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้ถูกต้องเฉพาะในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 และข้อสังเกตของกรรมาธิการ แต่การพิจารณาลงมติในวาระที่ 1 และขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาออกเสียงลงมติเรียงตามลำดับมาตราในวาระที่ 2 ซึ่งได้เสร็จสิ้นไปก่อนที่จะมีการกระทำอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงเป็นขั้นตอนที่ชอบและมีผลสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญแล้ว จากนั้นให้เสนอร่าง พ.ร.บ.ที่แก้ไขให้ถูกต้องดังกล่าวให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญต่อไป พร้อมทั้งให้สภาผู้แทนราษฎรรายงานผลการปฏิบัติตามคำบังคับต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส.จำนวน 78 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 6 ก.พ.นั้น เห็นว่าเหตุแห่งคำร้องดังกล่าวเป็นเหตุเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในคดีนี้แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุต้องรับไว้พิจารณาวินิจฉัยให้อีก จึงสั่งไม่รับคำร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นไปอย่างฉิวเฉียด ด้วยมติ 5 : 4 เสียง โดยมีรายงานว่า ตุลาการเสียงข้างมาก 5 คน ประกอบด้วย นายนุรักษ์ มาประณีต,นายจรัญ ภักดีธนากุล, นายบุญส่ง กุลบุปผา, นายปัญญา อุดชาชน และนายวรวิทย์ กังศศิเทียม ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 4 คน ประกอบด้วย นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายชัช ชลวร และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมาย เพราะเดาล่วงหน้าไว้อยู่แล้ว และคิดว่าคนส่วนหนึ่งคงคิดคล้ายๆ กัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะนั่งดูเฉยๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยนั้นคงไม่น่าดูเท่าไหร่นัก เพราะนี่คือการกระทำของฝ่ายรัฐบาลล้วนๆ ต้องรับผิดบ้าง ไม่ใช่เอาเข้าวาระ 2-3 ใหม่แล้วจบกัน ทั้งนี้ ความรับผิดชอบทางการเมืองคือรัฐบาลลาออกหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่อย่างนั้นจะหาบรรทัดฐานอะไรไม่ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นเสียบบัตรแทนกันกล่าวในเรื่องนี้ว่า เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล เพราะไม่ต้องการให้ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต้องตกไป และส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ทั้งนี้ ศาลสามารถกำหนดคำบังคับให้ปฏิบัติให้ถูกต้องได้ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีความไม่สมบูรณ์ของ พ.ร.บ.งบฯ เกิดขึ้นจริงในวาระที่ 2 และ 3 จึงต้องไปทำให้สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าใดนั้น อยู่ที่กระบวนการทางสภา โดยคาดว่าใช้เวลาไม่นาน ซึ่งศาลก็ระบุว่าต้องรายงานให้ศาลทราบภายใน 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คนที่เสียบบัตรแทนกัน และเจ้าของบัตรที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมในวันโหวตนั้น ทราบว่าทางสภาได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีความผิดจริยธรรมของนักการเมืองหรือไม่ ถ้าผิดจริงก็ถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง คณะกรรมการฯ ก็ต้องทำความเห็นเพื่อส่งเรื่องให้สภาพิจารณาและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญา เพราะถือว่า ส.ส.เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี ทั้งนี้ การกระทำของนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย และนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ ก็อยู่ที่ ป.ป.ช.จะดำเนินการต่อไป ซึ่งมีผู้ไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ไว้แล้ว&amp;rdquo; นายนิพิฏฐ์ระบุ
นัด 13 ก.พ.ถกวาระ 2-3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ศาลได้ส่งหนังสือมายังสภาเรียบร้อย นายชวนจึงมีดำริว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนและสำคัญกับประเทศ จึงสั่งให้มีการประชุมสภานัดพิเศษ ในวันที่ 13 ก.พ. เวลา 09.30 น. โดยผู้ที่สงวนคำแปรญัตติในครั้งที่แล้วมีสิทธิอภิปราย แต่ถ้าจะให้ประหยัดเวลา วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านก็สามารถหารือกัน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ คนที่พูดไว้เมื่อครั้งก่อนอาจขอถอนไม่อภิปรายก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สาเหตุที่ไม่นัดประชุมพิเศษในวันที่ 12 ก.พ.นั้น เนื่องจากฝ่ายค้านได้ประสานงานมา โดยอยากให้จบญัตติด่วนของนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมคณะเรื่อง ขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้น นายชวนจึงดำริให้วันดังกล่าวเป็นวันประชุมตามวาระเช่นเดิม&amp;rdquo; นพ.สุกิจกล่าว
นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า ในขั้นตอนการประชุมวันที่ 13 ก.พ. ต้องเริ่มพิจารณาวาระสองใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร่าง ไปจนถึงมาตราสุดท้าย โดย ส.ส.ที่เสนอคำแปรญัตติ และ กมธ.ที่ขอสงวนความเห็นสามารถอภิปรายได้ตามกรอบเดิม และลงมติเป็นรายมาตรา ก่อนลงมติวาระสามต่อไป โดยหากการประชุมนัดพิเศษไม่แล้วเสร็จภายในวันเดียว ก็สามารถขยายไปจนกว่าการพิจารณาจะแล้วเสร็จทั้งฉบับ และเมื่อสภาลงมติวาระสามแล้วเสร็จ ก็จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณาต่อทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกโล่งอก โดยทุกอย่างต้องรีบร้อน รวดเร็ว ให้เสร็จใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. ตามที่ศาลมีคำวินิจฉัย ซึ่งได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมทราบแล้ว และทราบว่านายชวนกำหนดให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าววันที่ 13 ก.พ.เป็นต้นไป เมื่อพิจารณากันเสร็จและลงมติวาระ 3 เสร็จแล้ว ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของ ส.ว. ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน จากนั้น ส.ว.จะส่งกลับมายังรัฐบาลซึ่งมีเวลา 5 วัน ก่อนนำขึ้นกราบบังคมทูล คาดว่าทูลเกล้าฯ ถวายได้ภายในเดือน ก.พ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการดำเนินการกับผู้เสียบบัตรแทนกัน นายวิษณุ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แตะต้อง เพราะไม่ใช่เรื่องของศาล ต้องไปตรวจสอบกันเอง และไม่ว่าภายหลังผลการตรวจสอบการเสียบบัตรจะเป็นอย่างไร ผิดหรือไม่ จะไม่ย้อนมาทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ นั้นเสียไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวสภามีสิทธิเอาเรื่องกับผู้เสียบบัตรแทนกันได้ ใครก็สามารถร้องเรียนเหมือนกับที่มีการยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ มันเป็นเรื่องพฤติกรรมของ ส.ส. ไม่ใช่คดีอาญาธรรมดา เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ป.ป.ช.จะเป็นเจ้าของเรื่องที่ต้องตรวจสอบก่อนเป็นด่านแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกับเจ้าของบัตร มีโทษเหมือนกันหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เรายังไม่ทราบเลยว่ามีการเสียบบัตรแทนกันหรือไม่ แต่ละคนมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน บางคนอ้างว่าบัตรคาอยู่เพราะตัวเขาไม่อยู่ บางคนก็อ้างว่าให้คนอื่นเสียบบัตรแทนโดยยินยอมและยืนควบคุมอยู่ สิ่งเหล่านี้หากเป็นความผิดจะไม่เหมือนกัน โทษก็จะไม่เหมือนกัน เว้นแต่เป็นการสมคบกันแบบนั้นจะถือเป็นตัวการทั้งคู่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56578</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, ภริม พูลเจริญ, วิษณุ เครืองาม, สมคิด เชื้อคง, สมบูรณ์ ซารัมย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200207/image_big_5e3d606394459.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
