<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมพงษ์&#039; แนะรร.เตรียมความพร้อมให้กับผู้ปกครองไว้ รองรับการเรียน  Onsite, Online ,On hand </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23ส.ค.64- นายสมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ ล็อกดาวน์ ไม่ล็อกการเรียนรู้ ตนได้รับฟังการเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางเป้าหมายของโรงเรียนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการวางเป้าหมายแบบที่ผู้บริหาร ครู ร่วมกันคิด คือ จะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน และอีกเรื่องที่สำคัญ คือ การเผยแพร่วิสัยทัศน์ ให้เกิด แรงบันดาลใจ &amp;nbsp; หรือ Passion เพราะการเรียนออนไลน์ เป็นการการสร้างระบบการเรียนรู้ไปกับผู้ปกครอง ดังนั้นหากเราไม่แชร์วิสัยทัศน์และไม่สร้าง Passion ไปกับผู้ปกครองด้วย เรื่องการเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นภาระ แก่ผู้ปกครองทันที ซึ่งตนมองว่าโรงเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับผู้ปกครองให้การเรียนรู้ที่บ้านและโรงเรียนเชื่อมโยง และมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อบุตร หลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ โรงเรียนไม่จำเป็นต้องสั่งงาน หรือ ให้ใบงานจำนวนเยอะ แต่ขอให้เข้าใจว่าเรากำลังทำงานในโจทย์ที่มีความท้าทาย ซับซ้อน และมีเรื่องความแตกต่าง เพราะในอนาคตการเรียนรู้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไป จะเป็นการเรียนรู้ระหว่าง Onsite Online และ On hand ไม่ใช่มีเพียงรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง โรงเรียนจะกลายเป็นหน่วยงานกลาง ที่ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร และนักเรียน มาร่วมกันออกแบบการเรียนรู้&amp;quot;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นานสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้สิ่งที่ตนต้องการที่จะเน้นย้ำ อีกเรื่อง คือ เรื่องเป้าหมายชีวิต และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ซึ่งจากประสบการณ์ที่ตนทำงานร่วมกับเด็กยากจนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง เด็กกลุ่มนี้ไม่มีแรงบันดาลใจและเป้าหมายชีวิตไม่มี ดังนั้นหากผู้ปกครองรักบุตร หลาน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114248</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ล็อกดาวน์, #โควิด19, #โรงเรียนทั่วไป, การเรียนออนไลน์, ผู้ปกครอง, สกศ., สมพงษ์ จิตรระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed6261196483.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดนะโควิด!!!&quot;สมพงษ์&quot;เผยกลุ่มเด็กเปราะบาง  พ่อแม่ตกงาน บางวันไม่มีอะไรจะกินเสี่ยงหลุดระบบการศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2มิ.ย.63-นายสมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่หลายชุมชน พบว่า สถานการณ์เด็กเปราะบางและเด็กนอกระบบ อยู่ในภาวะเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาสูงมาก สิ่งที่ค้นพบจากการคุยกับครอบครัวและตัวเด็ก คือ พวกเขาซึมซับจากสถานการณ์รุนแรงโควิด-19 แบบเงียบๆ โดยที่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ทั้งในภาวะที่รับรู้ข่าวสาร หรือได้รับผลกระทบจากพ่อแม่ที่ตกงาน การไม่มีรายได้ บางวันไม่รู้จะกินอะไร ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหน จะเปิดเทอมแล้วจะจัดการชีวิตภายในครอบครัวกันอย่างไร เป็นสภาพย่ำแย่ที่สุด และในด้านสุขภาพจิต พบว่า เด็กเครียดกดดัน จิตใจกระทบกระเทือนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กสศ. ทำงานด้วยการเชื่อมโยงหน่วยงานอื่นๆ พบคนที่ลงไปหากลุ่มเป้าหมายเจอนั้นคือ เอ็นจีโอ ภาคเอกชน สภาเด็ก นักวิชาการ บอกได้ว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงอยู่ตรงไหน เช่น กลุ่มเด็กเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในชุมชน ติดอยู่กับรางรถไฟ ไม่สามารถมองไม่เห็นจากถนน จากบนทางด่วน เขาแทบไม่มีตัวตนในสังคมปกติ เราแทบจะไม่เห็นเขา เมื่อ กสศ.ได้เจอกับกลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่ เขาสามารถพาไปหากลุ่มเป้าหมายได้ นอกจากนี้ กสศ.จะเริ่มทำคือโครงการพัฒนารูปแบบเด็กนอกระบบ กับครูนอกระบบ เป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งเล็งเป้าหมายไว้ว่า เด็กนอกระบบจะมีประมาณ 35,000 คน และครู 1,000 คน ซึ่งครูในความหมายของเราไม่ใช่ครูในโรงเรียน แต่เป็นครูนอกระบบที่ทำงานกับชุมชน เป็นเอ็นจีโอก็ได้ เป็นสภาเด็กก็ได้ หรือเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหว&amp;rdquo;ที่ปรึกษา กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ กสศ.จะเปิดเป็นโครงการใหญ่ แบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนแรก ลงพื้นที่แล้วช่วยเหลือเลย เป็นโครงการเร่งด่วนแก้ปัญหาโควิด-19 ส่วนที่สองคือโครงการระยะยาวจะเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ และภาคอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมอยู่แล้ว เขียนโครงการเพื่อพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งเราได้ข้อมูลจากภาคสนาม รู้เลยว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย สังคมไทยระเบิดได้ แล้วจะเป็นปัญหาที่แก้ยาก เพราะว่าเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเอง ในภาวะที่มีความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันมากมาย สิ่งที่เกิดอยู่มันจะกลายเป็นความก้าวร้าวรุนแรงขึ้น การที่ กสศ. มาทำต้นทาง เพื่อพยายามจะลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ลง ทำให้เด็กได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษา เราสนับสนุนเรื่องทุน หาอาชีพ-รายได้ให้กับพ่อแม่เขา เชื่อว่าสิ่งนี้ จะสามารถตัดวงจรเรื่องความยากจนจากครอบครัวเขา แล้วเขาสามารถจะอยู่รอดและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้น หากทำต่อเนื่องอย่างน้อย 5-6 ปี แล้วเขาได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยที่สูงเกือบจะเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น ลดน้อยลงตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67652</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กลุ่มเด็กเปราะบาง, กสศ., สมพงษ์ จิตรระดับ, เด็กหลุดระบบการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed6261196483.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2020 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2020 18:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการเห็นด้วย การแก้ปัญหา ลดการสอบ ประเมิน วัดผลของประเทศ  โดยเฉพาะการสอบเข้ามหา&#039;ลัยแนวใหม่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21เม.ย.63- นักวิชาการ เห็นด้วย กับการแก้ปัญหาการประเมินและวัดผลของประเทศ กับการสอบเข้า มหา&amp;rsquo;ลัย เชื่อ หากทำได้จริงจะทำให้การปฏิรูปได้ชัดเจนมากขึ้น แนะ ทำให้นโยบายการศึกษาเป็นมติของประเทศ ที่ไม่ว่าใครเข้ามาบริหารก็ควรสานต่อให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมที่จะปรับปรุงแบบทดสอบต่างๆ ที่จะใช้คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยลดจำนวนครั้งการสอบให้น้อยลง เพื่อลดความเครียดของนักเรียน ว่า ตนเห็นด้วยและสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว เป็นครั้งแรกที่ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายการเมืองคือนายณัฏฐพล , ฝ่ายข้าราชการ ได้แก่ สพฐ. และ สทศ. และฝ่ายมหาวิทยาลัย คือ ทปอ. ที่มีความคิดเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจกันในการแก้ปัญหาการประเมินและวัดผลของประเทศ กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หากทำได้จริงจะทำให้การปฏิรูปการประเมินและการวัดผลของประเทศเกิดการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ได้ และจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของการปฏิรูปของประเทศได้ชัดเจนมากขึ้นครั้งหนึ่ง &amp;nbsp;เพราะการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นต้นแบบของการสอบเข้าม.1 และ ม.4 ถ้าสามารถปลดล็อคการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้มีการปรับเปลี่ยนข้อสอบที่วัดทักษะ สมรรถนะ มากกว่าเนื้อหา ความรู้ความจำ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นทอดๆลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า องค์ประกอบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย &amp;nbsp;ได้แก่ คะแนนโอเน็ต ที่วัดความรู้พื้นฐานของนักเรียน , แฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งประกอบด้วยทักษะ สมรรถนะ การมีส่วนร่วมที่เน้นการทำกิจกรรมของเด็ก , และ ข้อสอบของมหาวิทยาลัย เช่น GAT/PAT &amp;nbsp;ซึ่งมี 3 องค์ประกอบก็น่าจะเพียงพอแล้ว ที่จะวัดเด็กได้อย่างรอบด้าน โดยข้อสอบโอเน็ตที่จะรวมวิชาสามัญ 9 วิชาเข้าด้วยกัน ถ้ายึดตามแนวทางการพัฒนาข้อสอบ SAT เหมือนที่ประเทศสหรัฐอเมริการ ใช้ ซึ่งเป็นข้อสอบกลางที่สามารถวัดทักษะการอ่าน คิด เขียน ระดับความรู้พื้นฐานที่เด็กเรียนในโรงเรียน และวัดศักยภาพเด็กที่จะเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาได้ ซึ่งถ้าข้อสอบกลางของไทยสามารถพัฒนาไปในแนวทางเดียวกับ SAT ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ความต่อเนื่องของฝ่ายการเมือง หากเปลี่ยนตัว รมว.ศธ.หรือ ผู้บริหาร ของ ทปอ. อาจทำให้แนวคิดนี้เปลี่ยนไป จึงอยากเสนอว่า ควรให้ทำให้นโยบายการศึกษาเป็นนโยบายหรือประเด็นสาธารณะ เมื่อได้ข้อสรุปเกิดขึ้นควรมีการทำประชาพิจารณ์ เพื่อเป็นข้อผูกมัดให้เป็นมติของประเทศ เป็นวาระชาติด้านการศึกษา ที่ไม่ว่าใครเข้ามาบริหารก็ควรสานต่อให้สำเร็จ ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานก็ควรช่วยกันอธิบายให้สังคมเข้าใจว่า แนวทางนี้จะช่วยเด็กและเยาวชน ลดความเครียด ลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;และเด็กสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้อย่างรอบด้าน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63850</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสอบเข้ามหาวิทยาลัย, สมพงษ์ จิตรระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e99821cb97e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชการตั้งคำถาม เราจัดการศึกษาเพื่อใคร อีอีซี พ่อแม่ ศธ. หรือเพื่อเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ห้องประชุมอำไพ สุจริตกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะวันเยาวชนแห่งชาติ &amp;ldquo;การปฏิรูปการศึกษาที่เยาวชนเป็นเจ้าของ&amp;rdquo; โดยในเวทีเสวนา เรื่อง &amp;ldquo;สุก หรือ สุข พื้นที่การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า ในระบบการศึกษาจะพบว่าในห่วงโซ่การศึกษาคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและส่วนร่วมต่ำที่สุด คือ เด็กและเยาวชน ดังนั้นสิ่งที่เราจะพบก็คือ ใครเป็นเจ้าของการศึกษา &amp;nbsp;จากคำถามนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงเกิดชุดแนวความคิดหลักของการศึกษาปีนี้ ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียน หรือ ปฏิรูปการศึกษาโดยเยาวชนเป็นเจ้าของ ดังนั้น สิทธิทางการศึกษาจริงๆ เป็นเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่ต้องออกมา และให้เด็กมีส่วนร่วมในเรื่องการออกแบบการเรียนรู้ ต่อจากนี้การปฏิรูปการศึกษาต้องอย่าลืมเด็ก ว่า เขาคิด และต้องการอะไร อีกทั้ง UN ให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมาทบทวนว่าเราจัดการศึกษาเพื่อใคร ตอบโจทย์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พ่อแม่ผู้ปกครอง ค่านิยม แต่เราไม่เคยตอบโจทย์วิธีคิดของเด็กเลยหรือไม่ เพราะฉะนั้นการศึกษาที่ UN ให้ความหมายในเรื่องของปฏิรูปการศึกษา เป็นศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ทักษะด้านอารมณ์ ที่เด็กจะได้เรียนตรงกับความสนใจความต้องการ การศึกษามีความเท่าเทียมเที่ยงธรรม ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูงถึง 20 เท่า ระหว่างในเมืองกับชนบท เด็กฐานะยากจนที่สุดในประเทศ มีถึงร้อยละ 20 และสามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพียงร้อย 5 เท่านั้น แต่ร้อยละ 20 ของเด็กที่มีฐานะทางสังคมสูง สามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้ 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า การที่ประเทศเราพูดถึงการศึกษาเพื่อทุกคนแต่เราจะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวนกว่า 15,000 โรง และเด็กชนบทก็ไปเรียนที่ไหน สิ่งที่กำลังจะตามมาอีกคือ การจัดสอบเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 100% ในจำนวน 400 กว่าโรงเรียน เรื่องนี้ทำให้เราพบกับการเรียนในลีกษณะที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย การเรียนกวดวิชาจะเพิ่มขึ้น เพราะค่านิยมของพ่อแม่ที่ต้องให้ลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด และสำหรับโรงเรียนอีก 15,000 แห่งที่เหลือ เราจะเอาไปไว้ไหน ทำไมไม่มีการมองเรื่องการสร้างคุณภาพของโรงเรียนให้มีความเท่าเทียมและเที่ยงธรรม อีกทั้งระบบการศึกษาเรายังออกแบบให้หลักสูตรมีตัวดัชนี บ่งชี้ กว่า 1,400 ตัว ที่ครูจะต้องทำให้ได้ &amp;nbsp;ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใครจะมานั่งสนใจชีวิตเด็ก ครูจะมุ่งสอนเนื้อหา แต่ไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมมองว่าเราจำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก การสอบเข้า 100% การผลิตคนเพื่อป้อน EEC เพราะเด็กในพื้นที่จะหายไป ต่างคนต่างเข้าไปเรียนต่อในเมือง ทำให้สายสัมพันธ์ในชุมชนหายไปด้วย&amp;rdquo;ผอ.ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวกล่าว และว่า อาวุธสำคัญของการศึกษา เนลสัน แมนเดลา พูดไว้ว่า ถ้าเราไม่ให้การศึกษาที่ดีและไม่เปิดพื้นที่อิสระ และไม่มีเสรีภาพทางความคิด เราก็จะมีคนติดกรอบเป็นค่านิยม และเราก็จะเดินตามเขาโดยที่เราไม่กล้าสวนกระแส ความกล้าและจิตวิญญาณมันจะฝ่อ ทั้งนี้ในอนาคตตนเชื่อว่าเสียงของเด็กจะมีความสำคัญ เราต้องทำตามความต้องการมาจากข้างล่างขึ้นสู่ด้านบน เพราะถ้าเด็กยังไม่มีเสียงเด็กก็จะต้องเดินไปตามเส้นทางที่เป็นค่านิยมที่มีการวางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิน เครือพิมาย นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ กล่าวว่า เรื่องที่เจ็บปวดมากสำหรับการเรียน คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองเรียนไปทำอะไร เรียนไปใช้อย่างไร และสภาพแวดล้อมในห้องเรียนก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เราได้เรียนรู้ กีดกันความสามารถของเด็ก กำหนดความสำคัญของรายวิชาให้มีความต่างกันทั้งที่เด็กมีความถนัดไม่เหมือนกัน ปัญหาของระบบการศึกษาส่วนหนึ่ง คือ คนในระบบการศึกษาไม่รู้ว่าตัวเองเรียนไปทำไม และการที่จะแก้ไขระบบการศึกษาค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องยาก เนื่องจาก มีความซับซ้อน ดังนั้นตนจึงมองว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมี 3 ตัวการสำคัญ คือ คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ความรู้ และทักษะด้านอารมณ์ ซึ่งพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนนี้สามารถทำได้ในทุกที่ และทุกกลุ่มคน เพื่อที่จะสร้างพื้นที่ตรงกลางในการแลกเปลี่ยนความคิด สร้างไอเดีย และความเปลี่ยนแปลง เพราะระบบการศึกษาของเรายังแก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องเริ่มจากนอกระบบก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น พี่เลี้ยงเครือข่ายเยาวชน กล่าวว่า ตนมองว่าการศึกษาไทยจะไม่สามารถปฏิรูปได้ เพราะสังคมไทยติดระบบความคิด เรื่องระบบอุปถัมภ์ โครงสร้างอำนาจ เส้นสายพรรคพวก และระบบอาวุโส ทั้ง 4 เรื่องนี้ สะท้อนว่าอำนาจและอิสระภาพไม่ได้ถูกออกแบบให้เราใช้ชีวิต แต่ถูกใครก็ไม่รู้เป็นคนขีดไว้ และเมื่ออำนาจและอิสระภาพ ก็จะทำให้เกิดความกลัว ซึ่งความกลัวเป็นสิ่งที่ทำลายความรู้ ตนย้ำว่าอำนาจและอิสระภาพถูกจำกัดด้วยผู้ที่มีอำนาจ และคนที่มีอำนาจจะใช้ความกลัวในการปกคลุม แม้กระทั่งการเรียนการสอน ทั้งนี้หากเราไม่สามารถแกะทั้ง 4 เรื่องนี้ออกได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีการปฏิรูป และจากการที่ตนได้เรียนรู้ชีวิตเด็กๆ จากการทำงานทำให้พบว่า เราต้องเปิดอิสระให้แก่เด็กและเด็กจะคิดเอง ออกแบบการเรียนรู้เองร่วมกับชุมชนได้เอง ดังนั้นตนจึงมองว่าการเป็นอิสระเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำได้ยาก ซึ่งคนรุ่นใหม่จะต้องกล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง เพราะจะไม่มีใครช่วยคุณได้ถ้าคุณไม่เปลี่ยนตัวเอง และตนหวังว่าจะเห็นนักวิชาการและสื่อมวลชน สนใจคนตัวเล็กๆ ในสังคมที่เปลี่ยนตัวเองได้และพยายามจะสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46512</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิรูปการศึกษาที่เยาวชนเป็นเจ้าของ”, ความเหลื่อมล้ำการศึกษา, สมพงษ์ จิตรระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d89fcaaf2ff4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2019 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2019 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการจวก สังคมคาดหวัง&quot;ณัฏฐพล&quot;ไว้สูง แต่&quot;ผลงานอืด&quot; ขับเคลื่อนการศึกษาไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23ก.ย.62&amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; จวกการขับเคลื่อนงานการศึกษา ศธ. อืด &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผิดหวังหลายเรื่อง &amp;nbsp;2เดือนยังไม่เห็นโครงสร้างนโยบายที่ชัดเจน &amp;nbsp; ชี้สังคมคาดหวัง&amp;quot;ณัฏฐพล&amp;quot;จะเป็นตัวจริงเสียงจริง แต่กลับไม่เห็นอะไร &amp;nbsp; การขับเคลื่อนการศึกษาไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา เหตุคล้อยตามฟังข้าราชการมากเกินไป &amp;nbsp;ย้ำเรื่องให้สอบ 100% และยุบรร.ขนาดเล็ก เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าทำจริงเท่ากับทิ้งเด็กมากมายไว้ข้างหลัง

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ตนคาดหวังว่าวิธีการคิดการตัดสินใจจากภาคเอกชน จะฉับไว รวดเร็ว ตรงกับสิ่งที่เป็นที่ปัญหาสังคมด้านการศึกษาของประเทศไทยที่มีจำนวนมากมาย แต่ขณะนี้ถือว่าค่อนข้างผิดหวัง อีกทั้งตอนนี้ยังไม่เห็นถึงความชัดเจนของโครงสร้างของนโยบายเลย ซึ่งงานที่ออกมาจะพบว่าเป็นงานที่เป็นไปตามความสนใจของรัฐมนตรีแต่ละคน เช่น เรื่องกัญชา โค้ดดิ้ง เป็นต้น แต่องค์รวมของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้เรายังไม่เห็นชัดเจน เพราะสังคมตั้งความหวังไว้ว่านายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) น่าจะเป็นตัวจริง เสียงจริงสักที แต่ปรากฏว่าระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่าน คำตอบเราก็ยังไม่เห็น ดังนั้นนายณัฏฐพล จำเป็นที่จะต้องหลักที่รวบรวมนโยบายหลักที่จะใช้ในการขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ

&amp;ldquo;เรากับพบความผิดหวังในหลายเรื่อง ทั้งการที่รัฐมนตรีฟังเสียงข้าราชการมากกว่าบุคคลภายนอก ที่เป็นนักวิชาการหรือแม้แต่กลุ่มภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ศธ.ไม่มีการฟังเสียงการทักท้วงเรื่องการสอบเข้าศึกษาต่อ 100% การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งผมมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ข้าราชการต้องการให้ระบบเอื้อกับ ศธ. ไม่ได้เอื้อกับบุคคลภายนอกหรือตัวเด็ก เรื่องการสอบเข้า 100% แน่นอนว่าทุกคนต้องการที่จะสอนเด็กเก่งทุกคน แต่หากมองมาข้างหลังเราจะพบว่าเราทิ้งเด็กไว้อีกกี่ล้านคน แม้ว่าจะมีการระบุว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อน แต่ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องของการไม่กล้าตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการพูดกันในวงการภายนอก ว่า หาก ศธ.ยังคงเดินหน้าที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก และการสอบเข้า 100% เราจะปฏิเสธความร่วมมือกับ ศธ. ซึ่งถือว่าเป็นการส่งสัญญาณอันตราย ว่า การขับเคลื่อนการศึกษาไทยอยู่แค่ใน ศธ. ผมจึงอยากขอร้องให้มีการคิดเรื่องนี้ใหม่และทบทวนให้ดี รวมถึงฟังเสียงจากบุคคลภายนอกให้มากกว่านี้&amp;rdquo;อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขขณะนี้ คือ เรื่องโครงสร้างและระบบ ต้องจัดการความขัดแย้งระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และการปรับปรุงหลักสูตรที่มีการตั้งคณะกรรมการโดยกรรมการก็มาจากคนใน ศธ. ก็จะทำให้หลักสูตรกลายเป็นหลักสูตรที่มาจาก ศธ. ไม่มีการมองออกมายังภายนอก และต้องตั้งเป้าว่าหลักสูตรนี้จะตอบโจทย์เด็ก หรือ ข้าราชการ ซึ่งเนื้องานของ ศธ. ขณะนี้ร้อยละ 60-70 มาจากคนใน ศธ. ไม่มีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่น ทำให้ตนเห็นว่ากาาขับเคลื่อนงานการศึกษาไม่ได้แตกต่างจากที่ผ่านมา ทั้งที่สังคมคาดหวังว่าจะมีความแตกต่าง ทั้งนี้ยังมีเรื่องการวัดและประเมินผล ที่ยังคงเป็นวาทกรรมที่ยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลอย่างจริงจัง ตนจึงมองว่าการขับเคลื่อนงานของ ศธ.ขณะนี้ยังขาดความหนักแน่น

&amp;ldquo;ผมมองว่าหากรัฐมนตรีของ ศธ. จริงใจกับระบบการศึกษาก็ควรเปิดรับฟังความเห็นจากภายนอก อย่าไปกลัวคนกลุ่มนี้ เพราะจะทำให้ ศธ. ได้ข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่ควรจะจัดการและตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ระบบราชการกินรัฐมนตรี เพราะขณะนี้ ศธ. มีรัฐมนตรี 3 คน แต่มีผู้ที่ให้ทิศทางและนโยบายปัจจุบันมีมากกว่า 3 คน ทำให้ผมสงสัยว่าตกลงแล้วใครเป็นผู้กำหนดนโยบาย ทั้งนี้ผมคิดว่าควรที่จะให้มีการสำรวจและประเมินผลการทำงานในช่วงที่ผ่านมา 2 เดือน ว่าประชาชนพึงพอใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าการทำงานเป็นไปอย่างช้า และยังดูเหมือนไม่แน่ใจ รวมถึงทำงานกับระบบราชการมากเกินไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจในบางเรื่องก็ยังมีความลังเล&amp;rdquo;นายสมพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46381</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ผลงานการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ, สมพงษ์ จิตรระดับ, สังคมคาดหวังณัฏฐพล สูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d723512b9179.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2019 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.จัด 73โครงการโมเดลต้นแบบพัฒนาทักษะอาชีพแรงงานขาดแคลนทุนทรัพย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18ก.บ.62-นายสมพงษ์ จิตระดับ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงข้อเสนอโครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และด้อยโอกาส ว่า โครงการนี้จะเป็นโครงการที่ช่วยเหลือกลุ่มคนด้อยโอกาส คนตกงาน ซึ่งกสศ.ร่วมกับเครือข่ายหน่วยพัฒนาอาชีพ จำนวน 73 แห่ง เช่น กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน วิทยาลัยชุมชน มหาวิทยาลัย ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ปราชญ์ กศน.อำเภอ วิสาหกิจชุมชน ร่วมดำเนินโครงการดังกล่าวโดยมีพื้นที่ปฏิบัติการระดับตำบลหรือเทศบาลจำนวนกว่า 76 ตำบล ใน 42 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาค ในปีแรกจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 6,239 คน ซึ่งหน่วยพัฒนาอาชีพทั้ง 73 แห่งจะออกแบบระบบพัฒนาทักษะที่เน้น 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อยกระดับการประกอบอาชีพ มีการวิเคราะห์ทุนชุมชน จุดแข็ง จุดอ่อน 2.การพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ/แรงงานฝีมือในชุมชน ผ่านหลักสูตรระยะสั้น 100-200 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านทักษะอาชีพโดยปฏิบัติงานจริงในชุมชนหรือสถานประกอบการ ทักษะการบริหารจัดการสำหรับศตวรรษที่ 21 และทักษะชีวิตด้านเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน 3.การเสริมสร้างสมรรถนะแก่ชุมชนและภาคเอกชน โดยจะส่งเสริมบทบาทในการเป็นเจ้าภาพหลักในการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลบอกประเทศต้องก้าวไปสู่ 4.0 แต่คนของเรากว่า 16.1 ล้านคน ยังเป็น 1.0 หรือ 2.0 ได้รับการศึกษาครึ่งๆ กลางๆ จบมัธยมต้นหรือต่ำกว่า ถูกทอดทิ้งให้เป็นแรงงานนอกระบบ คนว่างงาน คนพิการ สุดท้ายกลายเป็นภาระชุมชน สังคม ถูกตีตราเป็นคนด้อยโอกาส โครงการนี้จะช่วยให้โอกาสคนกลุ่มนี้ได้มีตัวตน มีที่ยืนในสังคม รอดพ้นจากวิกฤตชีวิต&amp;quot;
นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ที่ผ่านมาระบบทุนนิยมดึงลูกหลาน เราออกจากชุมชนทุกวัน ชุมชนอ่อนแอลงตามลำดับ ช่องว่างในประเทศมากขึ้นทุกวัน ความเหลื่อมล้ำเป็นผลพวงจากเรื่องนี้ การแก้ไขต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ให้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศ และตัดวงจรความเหลื่อมล้ำข้ามชั่วคนได้ และทั้ง 73 โครงการ จะเป็นโมเดลต้นแบบสำคัญของประเทศ ในการยกระดับแรงงานให้เป็นแรงงานมีที่ฝีมือ เป็นผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ของชุมชน ตนคิดว่าเรื่องนี้ กสศ.มาถูกทาง เพราะนอกจาโครงการนี้จะตอบโจทย์สำคัญของประเทศในการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจ 4.0 ที่ยั่งยืนมีชุมชนเป็นฐาน แก้เหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง และไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร ชุมชนจะรองรับได้ อีกทั้งยังเป็นการลดปัญหาคนรุ่นใหม่ทิ้งถิ่นฐาน เพื่อเข้ามาหางานในเมืองด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46063</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., พัฒนาทักษะแรงงานด้อยโอกาส, สมพงษ์ จิตรระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81ed3c76858.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 07:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 07:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นักวิชาการแนะรมว.ศธ.ตั้งสมัชชาขับเคลื่อนปฎิรูปศึกษา/ อย่ายึดติดตวามคิดขรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22ก.ค.62-นักวิชาการ แนะ รมว.ศธ.ใช้เวลา 1 เดือนแรกของการทำงาน ระดมสมองจากทุกภาคส่วน ตั้งโจทย์การปฏิรูปการศึกษา จะไม่ยึดติดกับความคิดและข้อเสนอของข้าราชการ ควรตั้งสมัชชาปฏิรูปการศึกษาของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวทางการทำงานและนโยบายการศึกษาของนายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. ว่า ทีมการศึกษาของรัฐบาลชุดนี้มีการเร่ิมต้นทางดี ไม่มีลักษณะงานของพรรคใครพรรคมัน มีการมองการศึกษาแบบเปิดกว้าง โดยประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากทุกภาคส่วนเพื่อรวบรวมข้อมูล มีทีมงานมืออาชีพคอยกลั่นกรองข้อมูล ซึ่งส่วนตัวตนเห็นว่า นายณัฎฐพล มีบุคลิกที่กล้าตัดสินใจ ซึ่งต้องถือว่าเป็นจุดแข็งของทีมการศึกษาชุดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นตนจึงมีข้อเสนอ&amp;nbsp; คือต้องการให้ รมว.ศธ.ใช้เวลา 1 เดือนแรกของการทำงานระดมสมองจากทุกภาคส่วน เพื่อตั้งโจทย์การปฏิรูปการศึกษา จะทำให้เห็นทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจนขึ้น โดยรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ครู นักเรียน ผู้บริหาร ไม่ยึดติดกับความคิดและข้อเสนอของข้าราชการ จะทำให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่าย เมื่อได้โจทย์การปฏิรูปการศึกษาแล้ว ก็ต้องตัดสินใจและลงมือทำงานทันที พร้อมกันนั้นควรตั้งสมัชชาปฏิรูปการศึกษาของประเทศ จำนวน 20-25 คน ซึ่งเป็นคณะที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้สิ่งเร่งด่วนที่ผมอยากให้ต้องเร่งตัดสินใจคือ การปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทันกับโลกศตวรรษที่ 21 เพราะหลักสูตรที่ใช้อยู่เก่าแล้วควรยกเลิก ทั้งต้องเร่งปรับวิธีการทดสอบ ประเมินผล โดยเฉพาะการปรับบทบาทของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ส่วนของครูคือ การลดภาระครูซึ่งทำได้ทันทีคือ การลดเลิกสั่งนโยบายจากส่วนกลาง โดยเฉพาะโครงการต่างๆ จากสำนักต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมุ่งคิดโครงการเพื่อให้ได้งบประมาณแต่เป็นภาระของครู หากทำได้จริงจะทำให้ครูมีความสุขมาก ได้กลับคืนสู่ห้องเรียนอย่างแท้จริง รวมทั้งตัดสินใจแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ... บางประเด็นที่ผู้บริหารไม่สบายใจ เช่น คำว่า ครูใหญ่ เป็นต้น เพราะหลักการในภาพรวมของ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ เป็นหลักการที่ดี&amp;rdquo;นายสมพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงที่มาของสมัชชาปฏิรูปการศึกษา นายสมพงษ์ กล่าวว่า การเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนรวมทั้งการหารือกับสภาการศึกษา ภาคประชาสังคม จะทำให้เห็นภาพกลุ่มคนที่รู้และเข้าใจการศึกษา ซึ่งเรื่องสมัชชาดังกล่าวรมว.ศธ.จะรับข้อเสนอหรือไม่ก็เป็นเรื่องของ รมว.ศธ. และที่เสนอก็ไม่ใช่ต้องการจะให้มาเลือกตนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41559</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทำงานของรมว.ศธ.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นโยบายกระทรวงกีฬาฯ, รมว.ศธ., สมพงษ์ จิตรระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be19680d892f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
