<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หยุดเชื้อเพื่อชาติ&quot; วิกฤติเป็นโอกาส ปลูกฝังเยาวชนรู้รับผิดชอบสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงนี้มองไปทางไหนมีแต่คนชูป้ายรณรงค์การหยุดเชื้อเพื่อชาติ โดยการขอความร่วมมือร่วมใจให้ทุกคนอยู่บ้านเพื่อลดการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 บ้างก็ติดแฮชแท็ก &amp;ldquo;อยู่บ้าน เพื่อชาติ&amp;rdquo; ลงในสื่อโซเชียลทั้งทวิตเตอร์ ไอจี และเฟซบุ๊ก กระทั่งเกิดเป็นความร่วมมือของหลายองค์กรและหลายหน่วยงานที่ขานรับนโยบายดังกล่าวจากภาครัฐ โดยให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน และทำให้ปัจจุบันยอดของผู้ติดเชื้อใหม่มีแนวโน้มที่ลดลงจากก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อปฏิบัติด้านการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือ ตลอดจนเว้นระยะห่างกัน หรือ &amp;ldquo;social distancing&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปรากฏการณ์เช่นนี้ถือเป็นการต่อสู้กับโรค ที่ทั่วโลกถอดบทเรียนและเลียนแบบกันอย่างไม่มีลิขสิทธิ์ จนได้เห็นวิถีชีวิตและวิธีคิดของการ &amp;quot;อยู่บ้าน&amp;quot; ในมุมต่างๆ ที่น่าสนใจ รวมทั้งการบอกเล่าเก้าสิบกับบรรดาเด็กๆ และเยาวชน เพราะการเรียนการสอนและห้วงเวลาของการปิด-เปิดเทอมที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิตของพวกเขาแตกต่างกันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมพงษ์ จิตระดับ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการ และเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า &amp;ldquo;นโยบายการหยุดเชื้อเพื่อชาติ ต้องคิดให้เป็นระบบ ที่สำคัญภาครัฐควรต้องถอดบทเรียนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคที่อุบัติใหม่ ที่ไม่มีใครคาดคิด และประชาชนเองก็ไม่ได้เตรียมตัวรับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมคิดว่าสำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 นี้ รัฐบาลที่เป็นผู้ออกนโยบายดังกล่าวจะต้องมีการถอดบทเรียนเรื่องนี้ โดยอาจจะมอบหมายให้มหาวิทยาลัยภายใต้สังกัดรัฐบาลเป็นผู้ช่วยในการรวบรวมข้อมูล โดยการหาจุดแข็งและจุดอ่อนในการบังคับใช้นโยบายหยุดเชื้อเพื่อชาติ เพื่อสรุปหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้จากเหตุการณ์โรคโควิด-19 เช่น การที่ทุกคนรับรู้และปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว โดยการใส่หน้ากากอนามัยคิดเป็นร้อยละ 90 ดังนั้นเมื่อทุกคนถูกเค้น ถูกบีบให้หันมาป้องกันตัวเองด้วยวิธีต่างๆ นั่นไม่เพียงทำให้ทุกคนตื่นตัวในเรื่องนี้ แต่ยังทำให้ยอดการติดเชื้อมีแนวโน้มคงที่ และเป็นที่น่าพอใจอย่างเห็นได้ชัด หรือแม้แต่มาตรการอื่นๆ อย่างการเว้นระยะห่าง &amp;ldquo;social distancing&amp;rdquo; เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เมื่อมีการถอดบทเรียนดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทยแล้ว จึงนำมาเป็นข้อบังคับหรือข้อปฏิบัติตัวเอง เพื่อนำไปสู่มาตรการในการป้องกัน หากในอนาคตเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดต่างๆ ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก ซึ่งชุดความรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียนของรัฐในครั้งนี้ จะต้องเผยแพร่ให้ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกคน หรือถ้าในโรงเรียนก็นำบทเรียนดังกล่าวมาจัดทำเป็นวิชาเรียนในห้องเรียนให้กับเด็กๆ โดยอาจจะใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;วิชาการจัดการความเสี่ยง&amp;rdquo; ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเรียนมาก และมีประโยชน์กับเด็กและเยาวชน เพราะไม่เพียงทำให้เขาได้เรียนรู้ แต่จะทำให้มีทักษะการใช้ชีวิตที่เด็กสามารถเอาตัวรอด อีกทั้งบริหารจัดการตัวเอง หากว่าประสบเหตุในลักษณะดังกล่าว และที่ผ่านมาบ้านเมืองมีเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆ และควรนำมาถอดบทเรียน ไม่ว่าจะกรณีเด็ก 13 คนติดอยู่ในถ้ำขุนน้ำนางนอน หรือแม้แต่เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 และเหตุการณ์ภัยพิบัติอย่างสึนามิเป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.สมพงษ์ บอกอีกว่า ในประเทศญี่ปุ่นที่ประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเหตุการณ์สึนามิที่พบได้ค่อนข้างบ่อย ตรงนี้รัฐบาลเขาจะมีการจัดทำเป็นวิชาเรียนที่สำคัญวิชาหนึ่ง เพื่อให้เด็กๆ มีทักษะการเอาตัวรอดได้ดี ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าวิชาเรียนทั่วไปเสียอีก โดยเฉพาะวิชาการจัดการความเสี่ยง เพื่อรับมือภัยพิบัติต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ระพีพรรณ พัฒนาเวช)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ครูแต้ว-ระพีพรรณ พัฒนาเวช บรรณาธิการหนังสือภาพสำหรับเด็ก (อิสระ) บอกว่า &amp;ldquo;จากนโยบายของการหยุดเชื้อเพื่อชาตินั้น ส่วนตัวมองภาพรวมว่า เป็นเรื่องของการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ดังนั้นการอธิบายให้เด็กๆ ได้เข้าใจ เพื่อสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้อื่นในสังคมนั้น คือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องบอกให้เด็กๆ รับรู้ว่าเชื้อโรคนั้นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น และไม่แสดงอาการ ดังนั้นเด็กๆ จะไม่รู้ว่ามีใครติดเชื้อโรคร้ายนี้บ้าง อีกทั้งผู้ปกครองจะต้องบอกให้ลูกหลานรับรู้อีกว่า หากว่าเด็กๆ ป่วยด้วยโรคโควิด-19 จะลำบากสักแค่ไหน และคิดดูเล่นๆ ว่าถ้าเด็กๆ ป่วย ผู้ปกครองไม่สามารถไปเยี่ยมได้ นอกจากนี้หากเด็กๆ ป่วยแล้ว ก็อาจจะทำให้ผู้อื่น อาทิ เพื่อนบ้าน ติดได้เช่นกัน ซึ่งทำให้คนอื่นเดือดร้อน หรือการที่พ่อแม่ยกตัวอย่างให้ลูกๆ ฟังว่า ถ้าพ่อแม่ติดโรคโควิด-19 แล้ว เด็กๆ จะอยู่กันอย่างไร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญที่จะทำให้ภาพของการอธิบายเกี่ยวกับนโยบายหยุดเชื้อเพื่อชาติ ไปสู่เด็กๆ ได้เห็นชัดมากที่สุดคือ ผู้ปกครองอาจจะวาดแผนภาพลงในกระดาษ เช่น ถ้ามีคนติดเชื้อโรค 1 คน ก็จะกระจายไปสู่บุคคลอื่น จาก 1 คน กลายเป็น 2 จาก 2 คน กลายเป็น 4 และ 8 คนตามลำดับ รวมถึงการยกตัวอย่างให้ลูกหลานเห็นว่าเชื้อโรคร้ายนั้นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สามารถแฝงอยู่ในตัวและตามสถานที่ต่างๆ หากว่าเด็กๆ เผลอไปสัมผัสเข้า และเมื่อมีสมาชิกในบ้านติดแล้ว จะทำให้ทั้งตัวเองและสังคมเดือดร้อน จากการให้ความรู้กับเด็กๆ เหล่านี้ จะทำให้เด็กเข้าใจและเป็นข้อมูลการปฏิบัติที่ยั่งยืน เพราะเด็กๆ จะรู้ว่า หากเขาไม่ดูแลตัวเองด้วยการหยุดอยู่กับบ้าน ก็จะทำให้ทั้งสมาชิกในครอบครัวท่านอื่นๆ ป่วย หรือถึงเพื่อนๆ ข้างบ้านป่วยด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ธนภรณ์ พรมชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ต่างจาก อ.ธนภรณ์ พรมชาติ ครูชำนาญการพิเศษ (คศ3) โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ฯ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ในฐานะที่ตัวเองเป็นอาจารย์สอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 นั้น มองว่านโยบายของการหยุดเชื้อเพื่อชาตินั้นเป็นสิ่งที่ภาครัฐเองก็ต้องการให้ประชาชนทุกคน รวมถึงเด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกในการดูแลสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเด็กๆ เองเท่านั้น แต่เป็นนโยบายของการหยุดอยู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนและมนุษย์โลกทุกคน สามารถปลอดภัยจากเชื้อโรคร้าย และอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับมาตรการทั้งนโยบายการหยุดเชื้อเพื่อชาติ หรือมาตรการเคอร์ฟิวต่างๆ จากภาครัฐ ล้วนเป็นความหวังดีต่อประชาชนทุกคน ที่สำคัญเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในการหยุดการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 ดังนั้นในมุมมองของคนที่เป็นครูอาจารย์ ก็อยากให้เด็กๆ มองเห็นถึงประโยชน์ของนโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐได้ออกมาในช่วงนี้ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นการฝึกให้เด็กได้คิดว่า เวลาที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราจะต้องทำอะไรก็แล้วแต่สัก 1 เรื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมและส่วนรวม เฉกเช่นนโยบายของการหยุดเชื้อเพื่อชาติเป็นต้น ที่สิ่งสำคัญเด็กๆ จะต้องคิดอยู่เสมอว่า แม้ว่าเราจะเป็นเด็กเยาวชน ไม่ใช่คนวัยทำงาน แต่ก็สามารถช่วยเหลือสังคม โดยลดการแพร่เชื้อจากการหยุดอยู่บ้าน ที่สำคัญยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าเราจะเคยปฏิบัติตัวอย่างอิสระแค่ไหน แต่เมื่อมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อหยุดการแพร่เชื้อโรค เด็กๆ ทุกคนก็ยังให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามได้ ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะห่างทางสังคม เพราะเด็กๆ อย่าลืมว่า ถ้าเราเป็นคนที่รู้จักใส่ใจและรับผิดรับต่อสังคม ผ่านนโยบายหยุดเชื้อเพื่อชาติก็ดี หรือนโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐออกมา เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมา เด็กๆ จะมีทั้งความซื่อสัตย์สุจริต การเป็นคนดี และการคิดดี การรู้จักเสียสละ การรับผิดชอบต่อสังคม และเรื่องอื่นๆ จะตามมาอีกมากมายค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กๆ วัยปฐมเรียนรู้อะไรจากนโยบาย &amp;ldquo;หยุดเชื้อเพื่อชาติ&amp;rdquo; กันบ้าง??&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(โชติกา กนกวรกาญจน์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด.ญ.โชติกา กนกวรกาญจน์ ชั้น ป.5 รร.พระหฤทัยคอนแวนต์ บอกว่า &amp;ldquo;สิ่งที่ได้เรียนรู้จากนโยบายหยุดอยู่บ้านเพื่อชาติ คือการที่เราก็เป็นส่วนหนึ่งในการหยุดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ และยังทำให้เด็กๆ อย่างหนูเรียนรู้การป้องกัน โดยการใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นทาเจลล้างมือบ่อยๆ ที่สำคัญถ้าหากว่าในอนาคตนั้นมีโรคระบาดเกิดขึ้นอีก แน่นอนว่าเราจะต้องรู้จักการป้องกันตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัยเด็ก และการที่ไม่ออกไปเล่นหรือไม่ไปอยู่ที่ชุมชนแออัด เพื่อลดการติดเชื้อค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(มุขสุดา ศรีสงคราม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน น้องแก้ม-ด.ญ.มุขสุดา ศรีสงคราม ชั้น ป.5 รร.สวัสดีวิทยา บอกว่า &amp;ldquo;น้องแก้มคิดว่าการที่ได้หยุดอยู่บ้านในช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ก็ทำให้ลดการแพร่เชื้อ เพราะถ้าเราออกไปข้างนอกและติดโควิด-19 ขึ้นมาก ก็จะทำให้ลำบาก เพราะต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และทำให้อดเล่นน้ำสงกรานต์ อีกทั้งอาจทำให้ติดพ่อกับแม่ได้ เพราะเราต้องนอนด้วยกัน ในอนาคตไม่อยากให้เกิดโรคระบาดอีก และประสบการณ์ในการดูแลป้องกันตัวเองในครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือและการกินร้อนช้อนกลาง ที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิต เช่น ในอนาคตมีโรคไข้หวัด หรือโรคท้องร่วงระบาด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ธีรเมธ มั่นศักดิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ น้องเทม-ด.ช.ธีรเมธ มั่นศักดิ์ ชั้น ป.5. รร.สายน้ำทิพย์ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ส่วนตัวน้องเทมดูข่าว และเห็นในสื่อโซเชียล เกี่ยวกับนโยบายการหยุดเชื้อเพื่อชาติ และแม่ก็บอกว่าเราต้องปฏิบัติตาม เพราะช่วงนี้โรคโควิด-19 กำลังระบาด และประโยชน์ที่น้องเทมได้รับ อันที่หนึ่งคือ เราไม่ติดโรคโควิด-19 อย่างแน่นอน เพราะเราต้องใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือบ่อยๆ ที่สำคัญเวลาจามหรือไอ ก็ให้จามใส่ข้อพับของตัวเอง หากว่าลืมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อลดการแพร่เชื้อ อีกทั้งการได้หยุดอยู่บ้าน น้องเทมก็ได้ช่วยแม่กวาดบ้านและล้างจาน ก็ถือว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มากกว่าการเล่นเกมครับ นอกจากนี้หากเกิดโรคระบาดขึ้นอีกครั้ง เราทุกคนก็ต้องพยายามเว้นระยะห่างระหว่างตัวเองและเพื่อนๆ ครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนภรณ์ พรมชาติ, ธีรเมธ มั่นศักดิ์, มุขสุดา ศรีสงคราม, ระพีพรรณ พัฒนาเวช, สมพงษ์ จิตระดับ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โชติกา กนกวรกาญจน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e9982fc100d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2019 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2019 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;สมศักดิ์&quot;เหมาะกับกระทรวงอื่นมากกว่าศธ. ชี้ปัญหาการศึกษาไทยหนักหน่วงต้องการคนเข้าใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13มิ.ย.62-&amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; ไม่อยากให้กระแส &amp;ldquo;สมศักดิ์&amp;rdquo; นั่ง รมว.ศธ. เกิดขึ้น ชี้เป็นผู้มีความสามารถแต่เหมาะกับกระทรวงอื่นมากกว่า &amp;nbsp;เพราะปัญหาการศึกษาไทย หนักหน่วงและสะสมมายาวนาน &amp;nbsp;การแก้ปัญหา ต้องการคนที่เข้าใจและรู้ปัญหาอย่างแท้จริง &amp;nbsp;ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ยึดติดกรอบเดิมๆมาทำงานได้ก็น่าจะเหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;

ตามที่มีกระแสข่าว เรื่อง การจัดโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงต่างๆ ว่ามีความชัดเจนไปพอสมควรแล้ว &amp;nbsp;พร้อมทั้งปรากฎชื่อ &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;(พปชร)อาจจะเป็นผู้มีสิทธิ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือ กระทรววงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่ถือว่าเป็นกระทรวงใหญ่เกรดเอ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้โควตาของพปชร.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากความคิดเห็นส่วนตัวของตนมองว่า นายสมศักดิ์ มีความรู้ ความสามารถ ด้านการเมือง และถือว่ามีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาว เห็นบรรยากาศทางการเมืองมาอย่างมาก ดังนั้น ตนจึงมองว่าความสามารถของนายสมศักดิ์ จะเหมาะสมกับบริบทของกระทรวงอื่นมากกว่า เนื่องจากบริบทเรื่องการศึกษามีความแตกต่าง และขณะนี้ปัญหาเรื่องการศึกษาถือว่าหนักหน่วงและมีการสะสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งตนคิดว่าการแก้ปัญหาตรงนี้ คงต้องการคนที่เข้าใจและรู้ปัญหาอย่างแท้จริง รวมถึงมีความกล้าตัดสินใจและกล้าเปลี่ยนแปลง อีกทั้งต้องมองเรื่องการศึกษามาเป็นปฐมบท และโดยส่วนตัวกระแสดังกล่าวนี้ตนไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะนายสมศักดิ์ มีความรู้ความสามารถด้านการเมือง เหมาะสมกับกระทรวงอื่นๆ ส่วน ศธ.ตนคิดว่ารัฐบาลน่าจะคิดใหม่ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. นายสมพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าหากรัฐบาลไม่สามารถหาผู้ที่มีวามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาได้ ก็อาจจะให้มีคนกลางที่เป็นที่ยอมรับ เข้าใจปัญหาการศึกษา และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ เข้ามาทำหน้าที่ รมว.ศธ. และตนคิดว่าเรื่องการศึกษาอาจจะให้คนรุ่นใหม่เข้ามาดูแลได้ &amp;nbsp; เพราะกระแสของคนรุ่นใหม่ขณะนี้ ตนเห็นว่ามีการมองเรื่องการศึกษาแตกต่างออกไปเยอะมาก ทั้งเรื่องการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ปรากฎการณ์การศึกษาทางเลือก การศึกษาตลอดชีวิต ไม่ใช่มองแค่เรื่องของการติดกรอบการศึกษาภายในโรงเรียนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38435</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฯหาการศึกษาไทย, รมต.กระทรวงศึกษาธิการ, สมพงษ์ จิตระดับ, สมศัักดิ์ เทพสุทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190401/image_big_5ca1a44fedb49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2019 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2019 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อ.สมพงษ์&quot;ยันไม่มีเจตนาเชียร์พรคการเมืองใด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

7ม.ค.62- &amp;ldquo;สมพงษ์ จิตระดับ&amp;rdquo; ยัน ไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ลั่น เป็นนักวิชาการต้องวางตัวเป็นกลาง เผย ที่ผ่านมาวิจารณ์การทำงานของทุกรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา&amp;nbsp; ย้ำไม่อยากให้การทำงานของคณะกรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษาต้องเสียเปล่า

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่ตนให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องแนวโน้มการศึกษาไทยในปี 2562 ว่า และมีการการเสนอข่าวว่าตนสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐนั้น ตนขอชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใดๆแต่อย่างใด เพียงแต่ตนมองว่าการศึกษาของประเทศไทยอยู่ขั้นที่ตกต่ำมาหลายปีและต้องการให้การศึกษาในปี 2562 ดีขึ้น โดยการวิเคราะห์ผ่านจุดแข็งและจุดอ่อนของรัฐบาล ซึ่งมีกลไกที่จะใช้ขับเคลื่อนการศึกษาให้ดีขึ้น ทั้งแผนการศึกษาชาติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่างๆ รวมถึงผลงานที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ศึกษาไว้ ซึ่งหากพูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผ่านมา จะพบว่าเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมาก็จะต้องถูกละทิ้ง ดังนั้นตนจึงรู้สึกเสียดายผลงานของคณะกรรมการอิสระฯ เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ได้มีการศึกษาเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าหากรัฐบาลใหม่นำผลการศึกษานี้มาขับเคลื่อนต่อก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่จำเป็นต้องเริ่มศึกษาใหม่ทั้งหมด และสามารถเดินงานด้านการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและเร็วขึ้น

&amp;ldquo;ด้วยความเป็นนักวิชาการผมจะต้องวางตัวเป็นกลาง ซึ่งส่วนตัวผมเองก็วิจารณ์การทำงานของทุกรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มีการเอนเอียงหรือเข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง ดังนั้นจึงอยากสร้างความเข้าใจว่าผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนพรรคประชารัฐ อีกทั้งขณะนี้ผมก็ยังไม่ได้เห็นนโยบายด้านการศึกษาของพรรคดังกล่าว และผมก็ไม่ต้องการให้เกิดการมองว่าผมมีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง&amp;rdquo;อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25967</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การปฎิรูปการศึกษา, #การศึกษาไทย, #พรรคการเมือง, สมพงษ์ จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be19680d892f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2019 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2019 22:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมพงษ์ จิตระดับ เชียร์พปชร.เป็นรัฐบาลสานต่อการศึกษา ชี้หากได้พรรคแนวประชานิยม &quot;ศธ.&quot;จะได้รมว.&quot;เด็กทดลองงาน&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ม.ค.62-&amp;quot;สมพงษ์ จิตระดับ &amp;quot;เชียร์พปชร. ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ชี้จะมีผลดีต่อการศึกษาไทย สานต่อนโยบายต่อเนื่อง &amp;nbsp; แต่หากเป็นรัฐบาล แนวประชานิยม จะได้รมว.ศธ. ทดลองงาน ทำให้นโยบายการศึกษาที่คณะกรรมการอิสระฯวางไว้ ไม่ได้รับความสนใจดำเนินตาม &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่ พ.ร.บ.ปฐมวัย จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการศึกษา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวโน้มการศึกษาไทยในปี 2562 ส่วนตัวตนมองว่าการศึกษาไทยปี 2562 จะดีขึ้น เพราะเราไม่มีอะไรจะตกต่ำไปมากกว่านี้แล้ว โดยดูผลการวิเคราะห์ของธนาคารโลกและคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลให้การศึกษาในปีนี้ดีขึ้น คือ 1.หลังการเลือกตั้งเราได้รัฐบาลปัจจุบันกลับมา ซึ่งที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะทำให้ยุทธศาสตร์ประเทศและยุทธศาสตร์การศึกษาชาติขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลนี้กำหนดยุทธศาสตร์เองมากับมือ 2.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีผลบังคับใช้ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ, ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย, ร่าง พ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา, ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา,พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นต้น จะทำให้เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการศึกษาของประเทศด้วยกฎหมาย 3.ประชาชนตื่นตัวต่อปัญหาการศึกษาที่คณะกรรมการอิสระฯ นำเสนอทุกสัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจัยใดที่จะส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาไม่ได้รับการขับเคลื่อน นายสมพงษ์ กล่าวว่า ประการแรก คือ นโยบายการศึกษาของแต่ละพรรคการเมือง ไม่ชัดเจน ผลักดันการศึกษาเป็นจุดๆ และเป็นแนวประชานิยม ประการที่สอง หากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นกระทรวงที่ถูกแบ่งเค้ก ก็จะได้รัฐมนตรีที่เข้ามาฝึกงานหรือนำนโยบายของตนเองมาทดลอง ประการที่สาม หากรัฐบาลปัจจุบันไม่กลับมา งานการศึกษาจะเป็นศูนย์ ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด และจะทิ้งสิ่งที่คณะกรรมการอิสระฯ ศึกษามาแน่นอน หากรัฐบาลใหม่มีสนใจงานการศึกษา ก็จะทำให้การศึกษาชาติล้าหลังตามประเทศเพื่อนบ้านไม่ทัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้น ต้องตั้งหลักให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น งานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและ นวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาประเทศก็จริง แต่งานวิจัยด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ จะต้องไม่ถูกทอดทิ้ง กระทรวงใหม่ต้องชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับงานสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์อย่างไร และต้องทำตั้งแต่เริ่มตั้งกระทรวงด้วยเพื่อจัดสมดุลของงานวิจัยทั้ง 2 ด้านตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25624</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายการศึกษา, พปชร., รัฐบาลเลือกตั้ง, สมพงษ์ จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7d89ca9f642.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยายยื่นบัญชีกก.หน่วยรัฐ ขู่บอร์ดมหา&#039;ลัยออกนับพัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มติ ป.ป.ช.ขยายเวลายื่นบัญชีทรัพย์สิน &amp;quot;กรรมการหน่วยงานรัฐ&amp;quot; เพิ่มเติม มีผลพร้อมกัน 31 ม.ค.62 ถึงคิวประธาน กพฐ.ไขก๊อก &amp;quot;สมพงษ์&amp;quot; เตือนจากนี้ได้เห็น จม.ลาออกว่อนนับพันฉบับ งานมหา&amp;#39;ลัยป่วน 6เดือน-1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดใหญ่ เปิดเผยว่า ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติกรณีเรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 จนทำให้มีกรรมการในสภามหาวิทยาลัยลาออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ระยะขยายเวลาการบังคับใช้ประกาศดังกล่าว ในตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย, กรรมการสภามหาวิทยาลัย ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า รองประธานสภาสถาบัน และกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ไปแล้วนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมมีมติเพิ่มเติมให้ขยายเวลาการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ในส่วนของกรรมการหน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย 1.กองทุน ได้แก่ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กองทุนยุติธรรม กองทุนสงเคราะห์ กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย 2.ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แก่ ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการ ก.ล.ต. เลขาธิการ ก.ล.ต. 4.สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้แก่ ประธานกรรมการ กรรมการ คปภ. และเลขาธิการ คปภ. 5.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 6.สถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ประธานสภาสถาบัน รองประธานสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน และเลขาธิการสถาบัน และ7.สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ได้แก่ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมถึงอธิการบดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเสมอภาคกับตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้ได้ขยายเวลาไปแล้ว ดังนั้นจะทำให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันคือในวันที่ 31 มกราคม 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และผู้อำนวยการ สมศ. ยื่นขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่ต้องการที่จะเป็นภาระและยุ่งยากในการยื่นทรัพย์สิน ตามประกาศ ป.ป.ช. เรื่องกําหนดตําแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ว่า ไม่ทราบถึงเหตุผลจริงๆ ที่มีการลาออก เพราะการลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ใน สมศ. ไม่ต้องมายื่นเรื่องที่ตน แต่ทราบตามข่าวว่าเป็นการลาออก เพราะไม่ต้องการความยุ่งยาก ดังนั้นจึงของดให้ความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่กระทบต่อการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ประกาศ ป.ป.ช.ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการและ ผอ.สมศ.หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติกล่าวว่า หากจะพูดถึงผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ คงกระทบคณะกรรมการทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมการ สมศ. ดังนั้นคงต้องรอความชัดเจนจากทาง ป.ป.ช. ว่าจะแก้ไขไปในทิศทางใด แต่การที่มีกรรมการลาออก ตนไม่สามารถไปทำอะไรได้ เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล นอกจากนี้ นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ยังได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งประธาน กพฐ.ด้วย เนื่องจากประธาน กพฐ.เป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการ สมศ. ที่จะต้องยื่นทรัพย์สินตามประกาศของ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ใดสนใจที่จะลาออกอีก ก็ยินดีที่จะรับพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากนี้ไป 1-2 เดือน รัฐบาลและ ป.ป.ช.จะเห็นปรากฏการณ์การยื่นจดหมายลาออกจากคณะกรรมการต่างๆ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยนับพันฉบับ ซึ่งจะทำให้เกิดช่องโหว่ของสถาบันอุดมศึกษาขนาดใหญ่ ส่งผลให้งานหยุดชะงัก ไปไม่น้อยกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี กว่าที่จะหากรรมการชุดใหม่ได้เรียบร้อย การที่ ป.ป.ช.ตีความว่านายกสภาและกรรมการสภาฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ซึ่งต้องยื่นทรัพย์สิน เพื่อการตรวจสอบและความโปร่งใส ซึ่งข้อเท็จจริงเราก็ยอมรับว่ากรรมการมหาวิทยาลัยบางแห่งที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส แต่ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การที่ ป.ป.ช.ออกกฎหมายแบบครอบจักรวาล ทำให้คนภายนอกที่ตั้งใจจะเข้ามาช่วยมหาวิทยาลัยไม่กล้าเข้ามา ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตนวัตกรรม ผลิตองค์ความรู้ และให้ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัย แต่กฎหมาย ป.ป.ช.กลับเป็นตัวผลักคนที่มาช่วยมหาวิทยาลัยให้ออกไป ซึ่งจะยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยถูกแช่แข็ง ไม่พัฒนา ส่งผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการตรวจสอบความโปร่งใสของกรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นหน้าที่ของสภาคณาจารย์อยู่แล้ว เราควรส่งเสริมให้สภาคณาจารย์เข้มแข็ง มีบทบาทในการตรวจสอบมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23046</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, สมพงษ์ จิตระดับ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181128/image_mid_5bfea82fc6b81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมพงษ์&quot;ระบุต่อจากนี้่จะเห็นจม.ลาออก กก.มหา&#039;ลัยอีกนับพันฉบับ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28พ.ย.61- นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และผู้อำนวยการ สมศ. ยื่นขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่ต้องการที่จะเป็นภาระและยุ่งยากในการยื่นทรัพย์สิน ตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง กําหนดตําแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ว่า ส่วนตัวแล้วตนไม่ทราบถึงเหตุผลจริงๆ ที่มีการลาออก เพราะการลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ใน สมศ. ไม่ต้องมายื่นเรื่องที่ตน แต่ก็ทราบตามข่าวว่าเป็นการลาออก เพราะไม่ต้องการความยุ่งยาก ดังนั้นตนจึงของดให้ความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่กระทบต่อการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประกาศ ป.ป.ช.ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการและผอ.สมศ. หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า หากจะพูดถึงผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ ตนคิดว่าคงกระทบคณะกรรมการทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมการ สมศ. ดังนั้นตนคิดว่าคงต้องรอความชัดเจนจากทาง ป.ป.ช. ว่าจะแก้ไขไปในทิศทางใด แต่การที่มีกรรมการลาออก ตนก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้ เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล นอกจากนี้นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ยังได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งประธาน กพฐ.ด้วย เนื่องจากประธาน กพฐ.เป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการ สมศ. ที่จะต้องยื่นทรัพย์สินตามประกาศของ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ใดสนใจที่จะลาออกอีก ตนก็ยินดีที่จะรับพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากนี้ไป 1-2 เดือน รัฐบาลและ ป.ป.ช. จะเห็นปรากฎการณ์การยื่นจดหมายลาออกจากคณะกรรมการต่างๆ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยนับพันฉบับ &amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้เกิดช่องโหว่ของสถาบันอุดมศึกษาขนาดใหญ่ ส่งผลให้งานหยุดชะงัก ไปไม่น้อยกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี กว่าที่จะหากรรมการชุดใหม่ได้เรียบร้อย การที่ ป.ป.ช.ตีความว่านายกสภาและกรรมการสภาฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ซึ่งต้องยื่นทรัพย์สิน เพื่อการตรวจสอบและความโปร่งใส ซึ่งข้อเท็จจริงเราก็ยอมรับว่ากรรมการมหาวิทยาลัยบางแห่งที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส แต่ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา &amp;nbsp;แต่การ ป.ป.ช.ออกกฎหมายแบบครอบจักรวาล &amp;nbsp;ทำให้คนภายนอกที่ตั้งใจจะเข้ามาช่วยมหาวิทยาลัยไม่กล้าเข้ามา ทั้งๆที่รัฐบาลประกาศให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตนวัตกรรม ผลิตองค์ความรู้ และให้ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัย แต่กฎหมาย ป.ป.ช.กลับเป็นตัวผลักคนที่มาช่วยมหาวิทยาลัยให้ออกไป ซึ่งจะยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยถูกแช่แข็ง ไม่พัฒนา ส่งผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการตรวจสอบความโปร่งใสของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็เป็นหน้าที่ของสภาคณาจารย์อยู่แล้ว เราควรส่งเสริมให้สภาคณาจารย์เข้มแข็ง มีบทบาทในการตรวจสอบมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23006</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นจดหมายลาออก, ยื่นบัญชีทรัพย์สินป.ป.ช., สมพงษ์ จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181106/image_mid_5be19680d892f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2018 06:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้เด็กไทยไปไม่ถึง4.0ผู้ใหญ่ยัดเยียดกรอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7พ.ย.61-&amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; ชี้การผลิตเด็กไทย 4.0 &amp;nbsp;ยังติดกรอบ ไร้ทิศทาง ด้อยคุณภาพ ไม่สร้างสรรค์ &amp;nbsp;กิจกรรมที่ประกาศว่าสร้างเด็ก ยังเป็นการผลิตซ้ำตามวิถีทางแบบเดิม ไม่ปล่อยให้เด็กออกแบบโครงการ หรือปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เหมือน &amp;quot;เลือดข้นอันตราย จางอ่อนศีลธรรมจริยธรรม&amp;quot; แนะต้องตื่นรู้ เปลี่ยนวิธีคิดของเด็ก ให้ชอบท้าทาย ขบคิดปัญหามากกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - นายสมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo; ผลิตเด็กไทย 4.0 ..สร้างสรรค์หรือติดกรอบ&amp;rdquo; ว่า วิธีการคิด เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเด็ก แต่ปัจจุบันเรามัวสาลละวนอยู่กับปัญหาบนยอดภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน ขณะที่การออกแบบระบบการผลิตเด็กไทยในยุค 4.0 จึงเกิดคำถามที่ว่าเป็นการผลิตซ้ำความคิดและวิธีการเดิมๆ เพื่อป้อนเด็กเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม หรือเป็นการเปิดทางให้เด็กยุคใหม่เกิดความคิด จินตนาการ และการสร้างสรรค์ ผ่านการสร้าง growth mindset คือไม่กลัวปัญหาและอุปสรรค สู้ ชอบเผชิญหน้า เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นทั้งในตัวผู้ใหญ่ที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน ตลอดจนตัวเด็กและเยาวชนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า แต่กิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชนในประเทศไทยที่ผ่านมา ผู้ใหญ่จะเป็นผู้กำหนดกรอบทั้งการดำเนินงานและความคิดให้เด็ก ส่วนบทบาทของเด็กและเยาวชนเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหามากกว่า &amp;nbsp; การพัฒนากระบวนการตัวอย่างรูปแบบกิจกรรม &amp;nbsp;โครงการกิจกรรมต่างๆ &amp;nbsp;มักจะเป็นแบบจิตอาสาตามสั่ง อบรมเสริมศักยภาพ ที่ขาดการมีส่วนร่วมทางความคิดของเด็ก จึงสรุปได้การผลิตเด็กไทย 4.0 ไม่สร้างสรรค์ ติดกรอบมาตลอด ไร้ทิศทาง ด้อยคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; เลือดข้นอันตราย จางอ่อนศีลธรรมจริยธรรม ดังนั้นผมคิดว่าแนวโน้มเด็กไทย 4.0 คือ จะต้องตื่นรู้ โดยเชื่อมโยงความเป็นสากลสู่ท้องถิ่น คิดริเริ่ม สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ ตามกระแสไม่แคร์สื่อ ต้องตามการเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง ระบบและกฎหมาย นโยบายล่างสู่บน ทั้งนี้หากฟังเสียงเด็กมากขึ้น การมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย และมีการเปลี่ยนวิธีคิด จะสร้างผลให้เด็กพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ให้ความสำคัญกับความพยายามและชอบปัญหาและความท้าทาย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวพจนา อาภานุรักษ์ นักวิชาการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นหัวข้อ &amp;ldquo;เด็กไทยทำไมต้อง 4.0&amp;rdquo; โดยสำรวจเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม &amp;ndash; 2 พฤศจิกายน 2561 พบว่าเด็กและเยาวชนมีมุมมองต่อคุณลักษณะสำคัญของเด็กไทย 4.0ในทางบวกคือ &amp;nbsp;ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพื่อสืบค้นข้อมูลประกอบการเรียน มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับการเรียน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนผลทางลบเรื่องการเสพติดเทคโนโลยีเกินไป ติดเกมและภาวะความกดดันที่ต้องแบกรับ ในด้านการเรียน เมื่อถามการทำงานของรัฐบาล 4 ปีที่ผ่านมา พบว่ายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;ส่วนการให้คะแนนรัฐบาลเกี่ยวกับการทำงานด้านเด็กและเยาวชน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.32คะแนน จาก 10 คะแนน เด็กอยากเห็นนโยบายการให้สิทธิเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง การเคารพในสิทธิมนุษยชนและการสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงการศึกาอย่างเท่าเทียม และอยากเห็นเด็กไทยในอนาคตเป็นคนดี เก่งและกล้า.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21474</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมพงษ์ จิตระดับ, เด็กไทยไปไม่ถึง4.0</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be19680d892f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
