<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซี สมาร์ทกริด รองรับอุตสาหกรรมอย่างมีเสถียรภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีอีซี สมาร์ทกริด จะช่วยให้สามารถเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชน &amp;nbsp;เพราะในอนาคตนั้นทุกคนมีการผลิตไฟไว้ใช้เอง มีอีวีคาร์ ถ้ามีการใช้เยอะจะจัดการการใช้พลังงานอย่างไร ดังนั้นเราต้องปรับระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้โครงการใกล้แล้วเสร็จจำนวน 114,000 เครื่อง จากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อีอีซีจำนวน 2 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ที่มีการใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายทั้งประเภทพลังงานและเชื้อเพลิง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม เพื่อสนับสนุนให้ไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีมีความมั่นคง และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมได้อย่างมีเสถียรภาพ&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าการไฟฟ้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ในฐานะผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้า และดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าให้เกิดความพึงพอใจทั้งด้านคุณภาพและการบริการ โดยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเป็นองค์กรชั้นนำที่ทันสมัยในระดับภูภาค มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน ให้บริการพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง ปลอดภัย และมุ่งมั่นให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้ทุกครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมพงษ์ ปรีเปรม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น จึงต้องเตรียมพร้อมและพัฒนาตัวเองเพื่อรองรับยุคดิจิทัล ซึ่ง นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล &amp;nbsp; PEA จะต้องพลิกองค์กรสู่การเป็น &amp;ldquo;ดิจิทัลยูทิลิตี้ (Digital Utility)&amp;rdquo; เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจัยทางเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ กล่าวว่า PEA ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น การเติบโตของการใช้งานด้านผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี และ IoT ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม อุปกรณ์สมาร์ทดีไวส์ และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า อันจะทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้นในอนาคต ที่สำคัญการเกิดขึ้นของผู้ใช้บริการไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือน และเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สร้างความท้าทายในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าในอนาคตอย่างมาก เพราะแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ใช่แหล่งพลังงานที่ให้กำลังไฟฟ้าที่แน่นอน จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สามารถควบคุม และคาดการณ์แนวโน้มการใช้พลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ PEA สามารถบริหารจัดงานการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ได้อย่างครอบคลุม มีคุณภาพตามมาตรฐานการให้บริการ และเพียงพอ ในช่วงเวลาวิกฤติต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภารกิจหลักของ PEA คือ ทุกพื้นที่ต้องมีไฟฟ้าใช้ จึงจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตการให้บริการไฟฟ้าเพื่อครอบคลุมในทุกพื้นที่ 74 จังหวัด สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าด้านอุตสาหกรรมด้วย เนื่องจากผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอุตสาหกรรมต้องการไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและมีปริมาณที่สูง บนพื้นฐานของความมั่นคงและความปลอดภัย พร้อมกับโครงการที่รองรับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจของไทยต่อไปในระยะยาว&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น PEA จึงต้องยกระดับระบบไฟฟ้าด้วยดิจิทัล เชื่อมโยงลูกค้าด้วยเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนสู่องค์กรทันสมัย เสริมสร้างบุคลากรแห่งอนาคต และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ให้บริการไฟฟ้าที่มั่นคง ปลอดภัย มุ่งมั่นให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ 100% &amp;ldquo;สว่างทั่วทิศ สร้างคุณภาพชีวิตทั่วไทย&amp;rdquo; Brightness for Life Quality&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นำร่องสมาร์ทกริดพัทยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ กล่าวว่า แผนการลงทุน 5 ปี (63-67) ของ PEA คาดจะใช้เงินลงทุนรวมราว 2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า และการลงทุนพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน โดยโครงการสำคัญที่จะมีการดำเนินงานในปี 2563-65 ซึ่งเป็นโครงการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ทำให้ระบบมีเสถียรภาพและปลอดภัย เช่นโครงการระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 2 เน้นการก่อสร้างระบบไฟฟ้า สายส่ง แรงดัน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-67 ขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับประชาชนในเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้า จะมีผู้ใช้ไฟรายใหม่เกิดขึ้นปีละ 4 แสนราย และในจำนวนนี้จะมีประมาณ 4 หมื่นรายที่อยู่นอกแนวเสา หรือระบบจำหน่าย ดังนั้นจึงมีการขยายเขตไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ โดยการไฟฟ้าจะลงทุนให้ทุกบาทรายละไม่ต่ำกว่า 75,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เริ่มดำเนินการไปแล้วอย่าง โครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่ดำเนินการติดตั้งสามาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) ที่พัฒนาจากมิเตอร์ฟ้าแบบจานหมุนปกติ มาเป็นสมาร์ทมิเตอร์ ซึ่งนอกจากทำหน้าที่ในการวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถควบคุมและสั่งการผ่านตัวสมาร์ทมิเตอร์ไปยังศูนย์ควบคุมของ PEA ทำให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมการใช้ไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะนำไปสู่นโยบายการประหยัดพลังงาน และควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ที่สำคัญผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ปัญหาคือโครงการนี้จะใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง คาดว่าแล้วเสร็จในเวลาปี 64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากจากดำเนินการที่พัทยาแล้วเสร็จ ก็จะขยายโครงการไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากเป็นพื้นที่มีศักยภาพ และจะพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคต ซึ่งขณะนี้ PEA อยู่ระหว่างศึกษาโครงการสมาร์ทกริดในอีอีซี คาดจะต้องเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าจากแบบเดิมเป็นสมาร์ทมิเตอร์ รวมแล้วประมาณ 2 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้ว จะไปทำสมาร์ทกริดที่จังหวัดขนาดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีอีซี สมาร์ทกริด จะช่วยให้สามารถเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชน &amp;nbsp;เพราะในอนาคตนั้นทุกคนมีการผลิตไฟไว้ใช้เอง มีอีวีคาร์ &amp;nbsp;ถ้ามีการใช้เยอะจะจัดการการใช้พลังงานอย่างไร ดังนั้นเราต้องปรับระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้โครงการใกล้แล้วเสร็จ จำนวน 114,000 เครื่อง จากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อีอีซี จำนวน 2 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสสาหกรรม ที่มีการใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายทั้งประเภทและเชื้อเพลิง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม เพื่อสนับสนุนใหไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีมีความมั่นคง และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมได้อย่างมีเสถียรภาพ&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว
ปรับองค์กรสู่ดิจิทัลยูทิลิตี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภ กิตติวิวัฒน์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา PEA กล่าวว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้า PEA ได้กําหนดยุทธศาสตร์ให้มุ่งสู่การเป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ภายในปี พ.ศ.2565 เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งในด้านเครือข่ายระบบไฟฟ้า การให้บริการลูกค้า กระบวนการภายใน ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ความสำเร็จของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) จำเป็นต้องมีการบูรณาการระบบงาน และกระบวนการต่างๆ ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งโครงสร้างองค์กร และรูปแบบในการดำเนินงานจะปรับให้มีความคล่องตัว โดยมีหน่วยงานด้านธุรกิจ และหน่วยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องมีการประสานการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ในการพัฒนาองค์กรให้เป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ (Digital Utility) รวมทั้งบุคลากรของ PEA จำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ เพียงพอและเหมาะสมในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงรองรับรูปแบบของการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลของ PEA มีการดำเนินการไปพร้อมๆ กันหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการเดินทางไปสู่ &amp;ldquo;สมาร์ทกริด&amp;rdquo; จะเป็นส่วนสำคัญและเป็นมิติใหม่ของการให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการดำเนินการด้านการแก้ไขกระแสไฟฟ้าขัดข้อง พร้อมความสามารถในการควบคุม สั่งการการพยากรณ์และวิเคราะห์การใช้พลังงานของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ด้วย เพื่อเสถียรภาพพลังงานของประเทศ&amp;quot; นายวัลลภกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภกล่าวว่า สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับงานควบคุมสั่งการจ่ายไฟฟ้า PEA จะนำมาใช้ คือ EcoStruxure&amp;trade; ADMS (Advanced Distribution Management System) &amp;nbsp;จากชไนเดอร์ อิเล็กทริก เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ระบบควบคุมการจ่ายไฟฟ้าของ PEA ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องสมาร์ทกริดที่สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดเพื่อแก้ไขได้อย่างทันท่วงที และบริหารจัดการพลังงานให้มีความต่อเนื่องในทุกพื้นที่อย่างเพียงพอแก่การใช้งานอย่างแท้จริง แม้ในช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งมีโซลูชั่นสำหรับการบริหารจัดการแหล่งพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resource Management System: DERMS) โดยสามารถมองเห็นการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ PEA ได้ทั้งระบบ สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิม หรืออุปกรณ์หลากหลายแบรนด์ได้อย่างราบรื่น สร้างความเสถียรของเครือข่ายที่มากขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และที่สำคัญที่สุดคือสามารถคาดการณ์แนวโน้มการใช้ไฟในอนาคต ช่วยให้ กฟภ.สามารถบริหารจัดการแหล่งพลังงานรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของ กฟภ.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภกล่าวว่า &amp;ldquo;EcoStruxure ADMS จากชไนเดอร์ อิเล็กทริก นับเป็นการอัพเกรด และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้สามารถควบคุม สั่งการและวิเคราะห์จ่ายไฟฟ้าให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้ารูปแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้ &amp;lsquo;โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ (คปศ.) ซึ่งทาง กฟภ.มีความคาดหวังว่าทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจพลังงาน จะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวของ กฟภ. เมื่อระบบงานต่างๆ ทุกอย่างแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแผนยุทธศาสตร์ที่เราได้วางเอาไว้ เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ดิจิทัลด้านพลังงานอย่างแท้จริง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77409</URL_LINK>
                <HASHTAG>PEA, สมพงษ์ ปรีเปรม, สมาร์ทกริด, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f440100ecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คืนเงินประกันไฟฟ้า หวังกระตุ้น ศก.เยียวยาพิษโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ปัจจุบันยอดของผู้ติดเชื้อพุ่งสูงเกือบ 300 รายแล้ว เนื่องจากการส่งต่อเชื้อผ่านสารคัดหลั่งที่ออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำลายหรือเหงื่อ ซึ่งทำให้การแพร่กระจายของไวรัสนั้นรวดเร็วจนน่ากลัว และเมื่อผู้คนที่ได้รับเชื้อไปแล้วกว่าจะแสดงอาการก็ต้องรออย่างน้อย 1 สัปดาห์ แต่ในระหว่างนั้นก็สามารถเป็นพาหะที่จะแพร่สู่คนอื่นๆ ได้ ซึ่งเหตุนี้จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายกันเป็นวงกว้าง และบางครั้งไม่สามารถหาต้นทางของเชื้อได้ว่ามาจากไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ การแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ การใช้ชีวิต และกำลังใจของคนในประเทศเป็นอย่างมาก ซ้ำยังทำให้เกิดการชะงักของการดำเนินงานทุกด้าน โดยล่าสุดประเทศไทยโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสั่งเห็นชอบให้ปิดสถาบันศึกษาทุกประเภท ตลอดจนสถานบริการ ในเขต กทม.และปริมณฑล ให้หยุดบริการเป็นเวลา 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-31 มี.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งรวมถึงสนามกีฬา โรงภาพยนตร์-สถานบันเทิง ผับ-บาร์ ร้านนวดไทย-นวดโบราณ ที่เป็นร้านที่เข้ากฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ให้ปิดทั้งหมมด พร้อมเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ 13-15 เม.ย.63 ให้เป็นวันทำงานปกติ โดยยังไม่กำหนดวันชดเชย และให้งดกิจกรรมเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัด-ให้หน่วยราชการส่งเสริมการทำงานที่บ้าน โดยถือว่าเป็นการกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงกำลังใจของคนในประเทศและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลง การเดินทางท่องเที่ยวลดลง การลงทุนและกำลังการผลิตของภาคเอกชนลดลง และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทุกด้านลดลงด้วย แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะประกาศว่าสามารถรับมือกับวิกฤติดังกล่าวได้ แต่ยอดผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยช่วงนี้หน่วยงานของภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการมาแก้ปัญหา และเยียวยาทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบ และประชาชนทั่วไปเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้ จึงได้ออกแผนงานต่างๆ มา ล่าสุด ครม.เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2563 ได้มีการอนุมัติโครงการที่เสนอโดยกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทยมาทดแทน ซึ่งเห็นชอบให้มีการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 หรือบ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 หรือกิจการขนาดเล็ก รวม 22.17 ล้านราย วงเงิน 32,700 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แบ่งเป็นในส่วนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จำนวน 3.87 ล้ายราย วงเงิน 13,000 ล้าน และในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 18.30 ล้านราย วงเงิน 19,700 ล้านบาท ซึ่งผู้ใช้ไฟสามารถใช้สิทธิ์ขอเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืนได้ ตามขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่วางไว้ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ดูแลและประสานงาน ซึ่งล่าสุดในวันที่ 19 มี.ค.63 หลังจากมีการหารือร่วมกับระหว่าง กกพ., กฟน., กฟภ. และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ (กฟส.) ก็ได้ออกหลักเกณฑ์ที่จะให้ผู้มีสิทธิ์ยื่นขอเงินคืนได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดย ​นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้ประกาศหลักเกณฑ์การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก พ.ศ.2563 ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มี.ค.63 โดยจะเริ่มเปิดให้มีการตรวจสอบสิทธิ์ และทยอยคืนเงินประกันได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.เป็นต้นไป ในช่องทางออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ส่งผลให้ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กฟน., กฟภ. และ กฟส. จะต้องคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าว จำนวนรวม 22.17 ล้านราย วงเงิน 32,700 ล้านบาทตามมติ ครม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ 25 มี.ค.นี้ เพื่อให้มีการตรวจสอบสิทธิ์และเริ่มทยอยจ่ายคืนเงินได้ตั้งแต่ 31 มี.ค.เป็นต้นไป โดยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแจ้งความประสงค์ขอรับคืน และให้ผู้บริการไฟฟ้าคืนเงินให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่วางหลักประกันตามประเภทของขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ในการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าจะแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.บ้านพักขนาดเล็ก ที่ใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 แอมป์ มีการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าไว้ 300 บาท 2.บ้านเรือนส่วนใหญ่ ใช้มิเตอร์ขนาด 15 แอมป์ วางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าไว้ 2,000 บาท 3.บ้านพักขนาดใหญ่ ใช้มิเตอร์ 30 แอมป์ วางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าไว้ 4,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และ 4.ประชาชนส่วนน้อยที่ใช้มิเตอร์ 15 แอมป์ ซึ่งมี 3 เฟส วางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าไว้ 6,000 บาท ขณะเดียวกันหลังจากนี้จะไม่มีการเรียกเก็บเงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่อีกต่อไป ยกเว้นกรณีเปลี่ยนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าจากประเภทที่ 1 และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 2 ไปเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นที่มีข้อกำหนดไว้วางหลักประกันตามที่คณะ กกพ.เห็นชอบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้าน นายประเทศ ศรีชมภู รองเลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า ผู้มีสิทธิ์ที่จะได้คืนเงินประกันเบื้องต้นจะเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นผู้วางเงินประกัน ที่ชื่อตรงกับบิลค่าไฟฟ้า ขณะที่กรณีที่ผู้วางเงินเสียชีวิตนั้น หากเป็นทายาทให้นำใบมรณบัตรมาประกอบ แต่หากอยู่ในช่วงขอเป็นผู้จัดการมรดกจะต้องขอดูคำสั่งศาล ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้สามารถสอบถามที่การไฟฟ้าได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นนั้นหากใครไม่ขอคืนเงินประกันก็จะยังคงได้รับคืนเงินผลประโยชน์ทุกๆ 5 ปีตามที่ กกพ.กำหนดไว้เช่นเดิม แต่อนาคตก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการ กฟภ. กล่าวว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนการขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/ หรือสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่อยู่ในบิลค่าไฟ ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2563 เป็นต้นไป โดยกรอกชื่อ นามสกุล หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า หมายเลขบัตรประชาชน และส่งเอกสารหลักฐานผ่านระบบและรอรับเงินตามช่องทางการคืนที่ระบุ ผ่านระบบพร้อมเพย์, บัญชีเงินฝากธนาคาร, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือรับเงินสดที่สำนักงานการไฟฟ้าทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ จะมีเอสเอ็มเอสยืนยันผลการลงทะเบียน และแจ้งผลการคืนเงินให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบ โดย กฟภ.จะเริ่มจ่ายเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2563 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อตอบข้อซักถามและข้อสงสัยให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวน 90 คู่สาย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1129&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;​ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟน. กล่าวว่า กฟน.จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในช่องทางที่หลากหลาย ประกอบด้วย ช่องทางที่ 1 ลงทะเบียนทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2563 เป็นต้นไป ตลอด 24 ชั่วโมง ประกอบด้วยแอปพลิเคชัน MEA Smart Life, เว็บไซต์ www.mea.or.th, Facebook การไฟฟ้านครหลวง MEA, Twitter @mea_news, Line @meathailand และสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ในใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่จดเลขอ่านตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2563 เป็นต้นไป โดยผู้ลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์จะได้รับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืนตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;​ช่องทางที่ 2 ลงทะเบียนทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 0-2256-3333 จำนวน 50 คู่สาย ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2563-29 พ.ค.2563 เวลา 08.00 &amp;ndash;15.30 น. ในวันทำการ และช่องทางที่ 3 ลงทะเบียน ณ ที่ทำการของการไฟฟ้านครหลวง 18 เขต โดยทั้ง 3 ช่องทางดังกล่าว ผู้ขอคืนหลักประกันสามารถเลือกช่องทางการคืนเงินได้ 3 ช่องทางเช่นเดียวกัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ได้แก่ 1.บัญชีพร้อมเพย์ เฉพาะที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ของผู้วางหลักประกัน 2.บัญชีธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อตรงกับผู้วางหลักประกันที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือธนาคารกสิกรไทย และ 3.เคาน์เตอร์เซอร์วิส (จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายอื่นๆ ทางด้านไฟฟ้าและประปาอีกด้วย ทั้งลดราคาลงไปในช่วง 3 เดือน ตั้งแต่ เม.ย.-มิ.ย. และให้ผู้ใช้ไฟและน้ำประเภทกิจการเฉพาะอย่าง (ธุรกิจโรงแรม และกิจการให้เช่าพักอาศัย) สามารถยืดอายุการผ่อนชำระบิลทั้งค่าน้ำและค่าไฟไปได้อีก 6 เดือน โดยเฉพาะรอบบิลของเดือน เม.ย.-พ.ค.63 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รัฐบาลเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเยียวยาผลกระทบจากการแพร่กระจายของโควิด-19 ได้ ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันว่าหลังจากมาตรการต่างๆ ออกไปครบถ้วนนั้นจะเรียกขวัญและกำลังใจของคนในประเทศไทยได้ขนาดไหน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60537</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมกฤช ตันตระวาณิชย์, สมพงษ์ ปรีเปรม, อีโคโฟกัส, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e7738ca5023e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2019 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและนิสสัน ร่วมมือเตรียมความพร้อมรองรับการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และนิสสัน ประเทศไทย เดินหน้าประกาศความร่วมมือผ่านข้อตกลงร่วมกันเพื่อสร้างความมั่นใจในการเตรียมความพร้อมรองรับการชาร์จพลังงานสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภาคครัวเรือน เพื่อลูกค้า นิสสัน ลีฟ ในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั่วประเทศ โดยบันทึกความเข้าใจระหว่างสองหน่วยงานฉบับนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเข้าถึงคู่มือการใช้งานและบริการสำหรับระบบอัดประจุไฟฟ้า การฝึกอบรมทักษะทางเทคนิค รวมถึงจุดบริการอัดประจุไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;สมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า กฟภ. ได้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บท ซึ่งสนับสนุนการติดตั้งสถานีชาร์จ ให้มีความครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งฝึกอบรมพนักงานของเราให้มีทักษะและประสบการณ์ เพื่อสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการติดตั้งอุปกรณ์ และระบบการชาร์จรถไฟฟ้าด้วยไฟบ้านได้อย่างมืออาชีพ อีกทั้งยังให้การสนับสนุนในการเตรียมความพร้อมของระบบพลังงาน เพื่อเดินหน้าส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเต็มที่นอกจากนี้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็น บริษัทในเครือของกฟภ. จะเป็นผู้เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้แก่รถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ตู้แผงสวิตซ์ถึงเต้ารับอุตสาหกรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อตกลงร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการสร้างความร่วมมือ ระหว่างนิสสัน ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน เพื่อสนับสนุนแผนงานด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระดับโลกด้านรถยนต์ไฟฟ้าของนิสสันมาสู่ประเทศไทยเราได้เริ่มต้นส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ ใหม่ ให้แก่ลูกค้าชาวไทยแล้ว โดยลูกค้านิสสัน ลีฟ กว่าร้อยละ 20 เป็นลูกค้าในต่างจังหวัด ซึ่งความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อย่าง กฟภ. ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สามารถเข้าถึง โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;บันทึกข้อตกลงร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคครั้งนี้ เป็นการต่อยอดกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ซึ่งนิสสันได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อดำเนินการเตรียมโซลูชั่นรองรับการชาร์จในที่พักอาศัยสำหรับลูกค้านิสสัน ลีฟ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี พ.ศ. 2561 และเมื่อเดือนที่ผ่านมา นิสสัน ประกาศแต่งตั้งบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการหลักเครื่องชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ สำหรับลูกค้านิสสัน ลีฟ ในประเทศไทย นอกจากนี้ นิสสัน ยังได้พัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน มีโชว์รูมที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายนิสสัน ลีฟ อย่างเป็นทางการ 32 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละแห่งจะมีผู้เชี่ยวชาญรวมถึงมีทั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้สำหรับรองรับบริการโดยเฉพาะ เรามั่นใจในอนาคตที่สดใสสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยนิสสัน ได้ทำงานร่วมกับบริษัทวิจัย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีแผนในการสนับสนุนรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพื่อเข้าสู่ยุคแห่ง EV โดยตั้งเป้าผลักดันให้มีรถยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคันบนท้องถนน ทั่วประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2579 และเรามีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนไปสู่การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39098</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, thaipost, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, นิสสัน, ราเมช นาราสิมัน, สมพงษ์ ปรีเปรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0c58e020a60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
