<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝนหนักถึง12มิ.ย. กทม.รับสู้ไม่ไหว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพฯ ยังเสี่ยงเผชิญฝนตกหนัก-น้ำท่วม กรมอุตุฯ ออกประกาศแทบทุกภาคยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากจนถึง 12 มิ.ย. รองปลัด กทม.ยอมรับระบบท่อปัจจุบันยังไม่สามารถระบายน้ำทันหากเกิดฝนตกหนัก &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; อัดผู้ว่าฯ กทม.ไร้ความสามารถ แฉโครงการสร้างเขื่อนและโครงการบ้านมั่นคง รวม 4.7 พันล้าน ทิ้งขยะทั้งอิฐหินดินทรายลงคลอง แต่กลับไม่จัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเกิดฝนตกหนักน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นวงกว้าง ส่งผลให้การจราจรในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นอัมพาต กรุงเทพมหานครก็เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตรวจสอบสถานีสูบน้ำทุกแห่งให้ใช้การได้เป็นปกติ รวมทั้งกวาดเก็บขยะมูลฝอยที่เป็นตัวขวางทางน้ำ โดยเฉพาะขยะขนาดใหญ่ในคลองลาดพร้าวใกล้บึงพระราม 9 ที่พบมีทั้งฟูกที่นอน กล่องโฟม และวัสดุต่างๆ ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์พบว่าถูกกำจัดไปเกือบหมดสิ้น นอกจากนี้มีหลายเขต อาทิ เขตพระโขนง สายไหม จัดกิจกรรมนัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ เช่น โซฟา ตู้ เตียง ที่นอนเก่า ตู้เย็น ขยะอันตรายเเละสิ่งของเหลือใช้ในชุมชนเเละหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งจะจัดเก็บในช่วงวันหยุดเดือนละครั้งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวก ลดปริมาณขยะ และป้องกันไม่ให้ประชาชนลักลอบทิ้งขยะลงในลำคลอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. เปิดเผยว่า กทม.และรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาขยายทางน้ำและให้ชุมชนที่กีดขวางทางน้ำออกไป ซึ่งแล้วเสร็จไปแล้วในส่วนเขตสายไหม แต่ยังไม่ได้ขุดลอกคลองทั้งหมด อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยทำไปได้ 7 กิโลเมตร จากระยะทางทั้งหมดกว่า 20 กม. ซึ่งยอมรับว่าไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผน เพราะมีปัญหาการส่งคืนพื้นที่และสร้างที่อยู่ใหม่ให้ชุมชนที่ย้ายออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่า กทม.ได้เตรียมรับมือเรื่องการระบายน้ำในทุกด้าน ทั้งการวางระบบท่อระบายน้ำ การลอกท่อ ระบบสูบน้ำ การจัดการคูคลอง ทำให้น้ำที่ท่วมขังสามารถระบายได้เร็วขึ้น 1-2 ชั่วโมง แต่ระบบท่อระบายน้ำในถนน กทม.สามารถรับน้ำได้เพียงแค่ 60-80 มิลลิเมตร ซึ่งเกินกำลังที่จะสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสูงมากถึง 120-130 มิลลิเมตรได้ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมถนน ก่อนจะระบายออกไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. ถึง 12.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. ระบุว่า บริเวณด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยากรณ์อากาศ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่&amp;nbsp;ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง&amp;nbsp;พะเยา แพร่ น่าน พิษณุโลกกำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย&amp;nbsp;ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่&amp;nbsp;และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออก&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;บริเวณจังหวัดจันทบุรี และตราด&amp;nbsp;ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา&amp;nbsp;ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต&amp;nbsp;ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานครและปริมณฑล&amp;nbsp;มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ โอมาก ปฏิบัติราชการแทน ผวจ.ตรัง ลงนามคำประกาศกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง แจ้งเตือนทุกภาคส่วนในพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 12 มิถุนายน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานเจ้าท่า ประมง และตำรวจน้ำออกลาดตระเวน แจ้งเตือนการเดินเรือ จัดเตรียมอุปกรณ์ชูชีพให้เพียงพอ และให้ถือปฏิบัติอย่างเข้มงวด ในการตรวจความพร้อมก่อนออกเรือ รวมถึงติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่เกิดพายุฝนตกหนักในช่วงบ่ายวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้หลายเขตของ กทม. เช่น เขตห้วยขวาง เขตดินแดง เขตพญาไท เขตบางซื่อ เขตพระนคร ฯลฯ เกิดน้ำท่วมขังก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติจราจร รถติดอย่างมาก ปัญหาดังกล่าว ผู้ว่าฯ กทม.กลับไปโทษระบบไฟฟ้าดับที่อุโมงค์สูบน้ำบางซื่อ โดยไม่เคยโทษตนเองว่าบกพร่องในการบริหารสั่งการให้มีการเตรียมความพร้อม 24 ชั่วโมง ทั้งที่กรมอุตุนิยมวิทยาก็แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดฝนตกหนักในวันเวลาใด อีกทั้งเรดาร์ตรวจอากาศของ กทม.ก็รายงานข้อมูลได้แบบเรียลไทม์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แบบนี้ต้องถามผู้ว่าฯ อัศวินกันตรงๆ ว่ามีความสามารถในการบริหาร กทม.หรือไม่ และต้องถามย้อนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ด้วยว่าจะรับผิดชอบต่อผู้ว่าฯ คนนี้ที่ท่านตั้งขึ้นมาอย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า โครงการสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล. )ริมคลองของ กทม. งบประมาณ 1,654 ล้านบาท และโครงการบ้านมั่นคง งบ 4,061 ล้านบาท ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ เป็นสาเหตุหลักที่แอบโกยขยะทิ้งจากโครงการก่อสร้างลงคลองเต็มไปหมด และไม่ยอมขุดลอกก่อนฤดูฝนจะมาถึง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่าขณะนี้คลองลาดพร้าวตื้นเขินมาก พื้นที่รองรับน้ำฝนลดน้อยลงมาก เหตุเพราะผู้รับเหมาก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.ริมคลอง ได้โกยดินริมตลิ่งไปเกลี่ยทิ้งลงในคลองตลอดทั้งแนวคลอง ผนวกกับการก่อสร้างบ้านมั่นคงริมคลองก็มักง่ายแอบโกยขยะจากการก่อสร้าง เศษอิฐ หิน ดิน ทราย ทิ้งลงในคลองลาดพร้าวเต็มไปหมด แถมบางชุมชนมีการเกรดดินขยายพื้นที่ถมคลองให้แคบลงเพื่อเอาพื้นที่ไปสร้างบ้านมั่นคง โดยที่ กทม.ก็รับรู้ แต่แสร้งทำไม่รู้ไม่เห็น เนื่องจากโครงการเหล่านี้มีผลประโยชน์มหาศาลนับพันล้านบาท มีหน่วยงานรัฐต่างๆ เข้ามาเอี่ยวมากมาย อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กอ.รมน. กองทัพบก และ กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้ สทนช.พิจารณาประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และปรับปรุงข้อมูลแผน ผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งรายละเอียดแผนการดำเนินงานในแต่ละปี เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการปรับปรุงอาคาร หรือสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การระบายน้ำในช่วงฤดูฝนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการดำเนินงานล่าสุด พบว่า การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศ เช่น โครงสร้างสิ่งก่อสร้าง ถนน สะพาน ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการทั้งสิ้น 11 หน่วยงาน อาทิ กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 562 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 161 แห่ง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 แห่ง, &amp;nbsp;ภาคกลาง 115 แห่ง, ภาคตะวันออก 115 แห่ง ซึ่งปัจจุบันทั้ง 451 แห่ง ยังไม่มีการดำเนินการปรับปรุง เนื่องจากมีหลายหน่วยงานยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบพิกัดจุดที่ตั้ง และข้อมูลบัญชีรายการของอาคาร จึงเห็นควรพิจารณาตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูล เพื่อให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และจัดทำแผนปฏิบัติการในแต่ละปีต่อไป ขณะที่การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำในเขตภาคใต้ จำนวน 111 แห่ง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 74 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 26 แห่ง โดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 ที่เหลือจำนวน 11 รายการ อยู่ในแผนการดำเนินงานปี 2562 และ 2563 ของหน่วยงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ สทนช.กล่าวอีกว่า นอกจากสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอาคารสิ่งก่อสร้างแล้ว สทนช.ยังได้ติดตามความก้าวหน้าการจัดการแก้ไขปัญหาผักตบชวา โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้ดำเนินการสำรวจปริมาณผักตบชวาในแหล่งน้ำทั่วประเทศ และดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำจัดผักตบชวามาอย่างต่อเนื่องในแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ลงมาถึงอ่าวไทย แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีนตั้งเหนือประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา และพื้นที่คลองชลประทาน กรุงเทพมหานคร แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผลการดำเนินงานล่าสุดได้แก้ไขปัญหาผักตบชวาแล้วทั้งสิ้น 2,834,642 ตัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38085</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศรีสุวรรณ จรรยา, สมพงษ์ เวียงแก้ว, สมเกียรติ ประจำวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ โอมาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190609/image_big_5cfd096a24034.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.ลุยแก้คอขวดบีทีเอสตากสิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กทม.เปิดรับฟังความคิดเห็นปรับแผนอีไอเอ เร่งแก้คอขวด บีทีเอสตากสิน เล็งเสนออนุมัติก่อสร้าง กลางปี 63 ใช้งบ 1.1 พันล้านบาท ทำเบี่ยงทางสะพานสาทร วางรางคู่ สร้างชานชาลาใหม่ ใช้เวลา 32 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.)เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดทำร่างรายงานและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการฯ กรณีปรับปรุงสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน (S6) จากรางเดี่ยว เป็นรางคู่ของ รถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อจัดทำรายงานเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน มีข้อจำกัดในการเดินทางจากการเป็นช่องทางเดินรถ 1 ช่องทาง ทำให้ความถี่ในการเดินรถไฟฟ้าไม่เพียงพอ และรถไฟฟ้าต้องจอดรอเพื่อสับรางตลอด ซึ่งปกติผู้โดยสารจะต้องเสียเวลารอประมาณ 10-15 นาที โดยในปี 2560 มีการหารือระหว่างกระทรวงคมนาคม กทม. และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ซึ่ง กทม.ได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาของ BTSC นำเสนอให้ที่ประชุมทราบถึงแนวทางแก้ปัญหาการปรับปรุงสถานีสะพานตากสิน ซึ่งเป็นสถานีชั่วคราวมาตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์กล่าวว่าโครงการปรับปรุงสถานีสะพานตากสิน(S6) งบประมาณ 1.1พันล้าน นั้นขณะนี้การออกแบบการขยายรางรวมถึงสถานีเพื่อแก้ปัญหารถไฟฟ้าบีทีเอสรอสับหลีก หรือแก้ปัญหาคอขวดได้ดำเนินการเสร็จแล้ว และทางบริษัทที่ปรึกษาได้นำแบบให้ทาง กรมทางหลวงชนบท(ทช.) พิจารณาในส่วนของรูปแบบสะพานที่ต้องมีการขยายช่องจราจรออกไป ซึ่งขณะนี้ ทช.ก็ได้มีการอนุมัติแบบแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียดการวิเคราะห์รายงานสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) โดยต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงสถานีเพื่อทำรายงานให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นภายในเดือนธ.ค.ส่งต่อไปยัง สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(สผ.)เพื่อพิจารณาใช้ระยะเวลาประมาณ3เดือนก่อนนำเสนอต่อไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.) &amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ1ปี และคาดว่าจะสามารถหาผู้รับจ้าง 4 เดือน และเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี63 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 32เดือน หรือประมาณ2ปี 8เดือน &amp;nbsp;และจะสามารถเปิดให้ประชาชนใช้บริการ ในปี65 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21939</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ทำเบี่ยงทางสะพานสาทร, บีทีเอสตากสิน, วางรางคู่, สมพงษ์ เวียงแก้ว, สร้างชานชาลาใหม่, แก้ปัญหารอสับราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5beb8351d83c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดับฝันคนชานเมือง กทม.เบรคลงทุนรถไฟฟ้าช่วงสมุทรปราการ-บางปู และคูคต-ลำลูกกา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดับฝันชานเมือง กทม.สั่งเบรคลงทุนรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเหนือ-ใต้ 2 หมื่นล้าน หวั่นไม่คุ้มค่า เล็งทบทวนใหม่ 2 ปี เล็งขยายสัมปทานบีทีเอสแลกค่าโดยสาร 65 บาทตลอดสาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าขณะนี้กทม.ได้สั่งทบทวนและชะลอโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ส่วนต่อขยาย ช่วงสมุทรปราการ-บางปู วงเงิน 1.37 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยาย ช่วงคูคต-ลำลูกกา วงเงิน 1.19 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เตรียมจะเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อขอเปิดประมูลช่วงปลายปีนี้
สำหรับการชะลอโครงการดังกล่าวนั้นเพราะต้องการดูปริมาณผู้โดยสารว่ามีทิศทางเป็นอย่างไรและจะเหมาะสมในการต่อขยายเส้นทางออกไปหรือไม่ หรือจะทยอยขยายในเส้นทางที่มีคนเยอะก่อนเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงต้องพิจารณาและเก็บข้อมูลสถิติจากการเปิดให้บริการสายสีเขียวใต้ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการและสายสีเขียวเหนือช่วงหมอชิต-คูคต คาดว่าจะใช้เวลารวมรวบข้อมูล 1-2 ปีก่อนตัดสินใจต่อไป ทั้งนี้หากเดินหน้าต่อโครงการนี้จะเปิดประมูลแบบร่วมทุนพีพีพีเพื่อเปิดกว้างให้เอกชนเข้ามาแข่งขันโดยจะไม่มีการคัดเลือกเอกชนด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงแบบรถไฟฟ้าใต้ดินแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์กล่าวต่อว่าส่วนด้านความคืบหน้าการโอนหนี้สินและทรัพย์สินรถไฟฟ้าสายสีเขียววงเงิน 6 หมื่นล้านบาทนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปแนวทางการทางทยอยชำระหนี้ร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) และกระทรวงการคลังก่อนลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กันต่อไป ส่วนด้านความคืบหน้าการปรัาโครงสร้างค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวร่วมกับบีทีเอสนั้นยังคงไม่ได้ข้อสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานครเปิดเผยว่าการเจรจาปรับอัตราค่าโดยสารใหม่นั้นทางผู้ว่ามีความต้องการชัดเจนในราคาที่ 65 บาทตลอดสาย ซึ่งถือว่าตัวเลขห่างกันมากเมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบันที่ 140-145 บาท ดังนั้นกทม.จึงต้องยื่นข้อเสนอการขยายสัมปทานเดินรถให้กับบีทีเอสราว 5-10 ปีเพื่อแลกกับเงื่อนไขการคิดราคาดังกล่าว จากเดิมที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 85 ส่วนด้านการชะลอโครงการสายสีเขียวส่วรต่อขยายนั้นเพราะหวั่นไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเนื่องจากปริมาณผู้โดยสารที่เบาบางบริเวณชานเมืองจึงต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่าตัวเลขคาดการณ์ของโครงการส่วนต่อขยายเหนือ-ใต้พบว่าในปีแรก62 ที่เปิดใช้สายสีเชียวใต้จะมีปริมาณผู้โดยสาร 9.7 หมื่นคนต่อวัน รวมรายได้ปีละ 2,868 ล้านบาท จากนั้นในปี64 เมื่อเปิดใช้เชียวเหนือ-ใต้ จะมีผู้โดยสาร 3.5 แสนคนต่อวัน แบ่งเป็นสายเหนือ 2.5 แสนคนและสายใต้ 1.06 แสนคน รวมรายได้ปีละ 5,703 ล้านบาท จากนั้นในปี 2574 จะมีปริมาณผู้โดยสารส่วนต่อขยายรวม 5.34 แสนคนต่อวัน รวมรายได้ปีละ 14,014 ล้านบาท สุดท้ายในปี 84 จะมีผู้โดยสารส่วนต่อขยายรวม 5.9 แสนคนต่อวัน รวมรายได้ปีละ 20,582 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณเติบโตด้านรายได้ราว 700% เมื่อเทียบกับปีแรกที่เปิดให้บริการ 62 ขณะที่ด้านศักยภาพผู้โดยสารนั้นคิดเป็นการเติบโต 66% เมื่อเทียบกับปีแรกที่เปิดบริการต่อขยายเต็มสาย 64&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20575</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กลัวไม่คุ้มทุน, ชะลอโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ส่วนต่อขยาย, ช่วงคูคต-ลำลูกกา, รองปลัดกรุงเทพมหานคร, วงสมุทรปราการ-บางปู, สมพงษ์ เวียงแก้ว, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bcfdaa71d579.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น3เขื่อนใหญ่พร่องนํ้า!20จว.เสี่ยงจม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์ ฉก.รัฐบาล&amp;quot; ออกประกาศฉบับแรก เตือน 5 อำเภอ จ.เพชรบุรี รับมือน้ำท่วม ก่อนช่วงค่ำพลิก เชื่อเขื่อนแก่งกระจานรับมือได้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ห่วงสถานการณ์ สั่งทุกหน่วยพร้อมรับมือ กำชับ ทร.ส่งกำลังพลและเรือเร่งผลักดันน้ำ &amp;quot;สทนช.&amp;quot; นัดทุกหน่วยประชุมแผนระบายน้ำ 3 เขื่อนใหญ่ 6 ส.ค.นี้ &amp;quot;ปภ.&amp;quot; &amp;nbsp;แจ้ง 20 จว.เสี่ยงเฝ้าระวังเกิดอุทกภัยฉับพลัน &amp;quot;กทม.&amp;quot; มั่นใจเอาอยู่ &amp;quot;โพล&amp;quot; เผย ปชช.เสนอรัฐเตรียมแผนรองรับภัยพิบัติทุกรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายสำเริง แสงภู่วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ออกประกาศฉบับที่ 1/2561 เรื่องสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี ระบุว่า ด้วยมีฝนตกหนักต่อเนื่องในลุ่มน้ำเพชรบุรีบริเวณเหนือเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ช่วงระหว่างวันที่ 19-20 ก.ค.2561 ส่งผลให้มีน้ำไหลหลากเข้าเขื่อนอย่างรวดเร็ว มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับยังมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำล้นทางระบายน้ำล้นของเขื่อนลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีในวันนี้ (5 ส.ค.) เวลาประมาณ 24.00 น. โดยจะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีตั้งแต่ท้ายเขื่อนแก่งกระจานจนถึงเขื่อนเพชรบุรี ประกอบด้วย 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอบ้านลาด อำเภอท่ายาง อำเภอเมืองฯ และอำเภอบ้านแหลม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าจะถึงตัวเมืองเพชรบุรีตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. เป็นต้นไป โดยระดับน้ำจะสูงกว่าตลิ่งประมาณ 10-15 ซม. ดังนั้นขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมชลประทาน ผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมเผชิญเหตุ และแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรี เตรียมรับสถานการณ์และเฝ้าระวังระดับน้ำแม่น้ำเพชรบุรีไหลเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&amp;quot; ท้ายประกาศศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลาประมาณ 20.00 น. พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข่าวเข้าในห้องไลน์สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ได้รับรายงานล่าสุดจากอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดดูแลบริหารจัดการน้ำเขื่อนแก่งกระจาน พบว่าในช่วงนี้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ย 21 ล้าน ลบ.ม/วัน หรือ 245 ลบ.ม/วินาที ส่วนอัตราการระบายน้ำสูงสุดของอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (สปิลเวย์) 1,380 ลบ.ม/วินาที มากกว่า 5 เท่าของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน ดังนั้นไม่ล้นสันเขื่อนหรือ overtop แน่นอน รวมทั้งตัวเขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรง มีการติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน และการตรวจสอบบำรุงรักษาตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ที่เขื่อนแก่งกระจาน สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเมื่อวันที่ 5 ส.ค.61 เวลา 06.00 น. มีปริมาณน้ำ 701.36 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100% ปริมาณน้ำไหลเข้า 21.04 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 9.61 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านทาง ระบายน้ำล้นลงแม่น้ำเพชรบุรี ในวันนี้ (5 ส.ค.61) ยังคงมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างอย่างต่อเนื่อง คาดว่าระดับน้ำจะสูงถึงสันทางระบายน้ำล้นคืนวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติยังระบุว่า ในส่วนที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 648 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ปริมาณน้ำไหลเข้า 6.39 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 3.80 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง และจะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 4.15 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันสภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำยังคงปกติ คาดว่าจะไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีน้ำล้นตลิ่ง การบริหารจัดการน้ำ ควบคุมการระบายน้ำออกจากเขื่อน 3.50 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มการระบายน้ำโดยวิธีกาลักน้ำ และเครื่องสูบน้ำอีก 0.3 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งและให้ติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดสกลนคร บึงกาฬ นครพนม ซึ่งลําน้ำอูนและลําน้ำสงครามไหลผ่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 7,403 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 84 % ปริมาณน้ำไหลเข้า 89.29 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 36.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างมีแนวโน้มลดลง สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำยังคงปกติ ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มไม่ล้นตลิ่ง แต่อาจส่งผลกระทบต่อบริเวณรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย โดยการบริหารจัดการน้ำ ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำให้เป็น 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ภายในวันที่ 6 ส.ค. การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลําน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำ
บิ๊กตู่ห่วง &amp;#39;แก่งกระจาน&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำ/ลำน้ำ โดยแม่น้ำสายสำคัญ ที่ภาคเหนือ ประกอบด้วย ลําน้ำน่าน อําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้เฝ้าระวัง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลําน้ำสายใหญ่ เริ่มมีระดับน้ำลดลง แต่ยังมีน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง ในลําน้ำยัง บริเวณจังหวัดร้อยเอ็ด ลําเซบาย บริเวณจังหวัดยโสธร และลําน้ำสงคราม บริเวณจังหวัดนครพนม, ภาคกลางและภาคใต้ ปริมาณน้ำในลําน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนแม่น้ำระหว่างประเทศคือ แม่น้ำโขง ปริมาณน้ำในแม่น้ำที่ไหลจากประเทศจีนยังคงที่ แต่ฝนที่ตกสะสมในประเทศลาว ทำให้ยังมีมวลน้ำไหลลงมายังแม่น้ำโขง ส่งผลให้ระดับน้ำล้นตลิ่งบริเวณจังหวัดนครพนม สูง 34 ซม. มุกดาหาร 36 ซม. และอุบลราชธานี 45 ซม. ทั้งนี้ ระดับน้ำในลําน้ำโขงมีแนวโน้มสูงขึ้น ให้เฝ้าระวังในบริเวณดังกล่าวเป็นพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามปริมาณน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังจากที่ได้รับทราบรายงานว่าปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน และมีโอกาสที่น้ำจะล้นสปิลเวย์หรือทางน้ำล้น และไหลเข้าสู่เขื่อนเพชรบุรีและตัวเมืองเพชรบุรี ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตลอดเส้นทางของน้ำจะทำให้น้ำไหลลงข้างทาง ซึ่งอาจจะกระทบบ้านเรือนริมทางน้ำ รีสอร์ต และพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.แก่งกระจาน และ อ.ท่ายาง โดยภาพรวมคาดว่าระดับน้ำในปีนี้จะสูงมากกว่าปีก่อนโดยอยู่ที่ประมาณ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร และจะส่งผลให้น้ำท่วมขังราว 1-2 เดือน ซึ่งนานกว่าปีก่อนที่ขังนาน 1 เดือน&amp;quot; พล.ท.สรรเสริญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ผ่านกระทรวงมหาดไทย ให้แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยขนย้ายทรัพย์สินมีค่าขึ้นที่สูง และวางแผนการดำเนินชีวิตในช่วงที่น้ำท่วม ส่วนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้เตรียมดูแลทั้งเรื่องเส้นทางคมนาคม การสาธารณสุข โรงพยาบาล ไฟฟ้า ประปา รวมถึงจุดอพยพประชาชนและการจัดหาอาหารและสิ่งของที่จำเป็นให้พร้อม
เร่งระบายน้ำ 3 เขื่อนใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ระหว่างนี้กรมชลประทานได้เร่งพร่องน้ำออกจากเขื่อน ส่วนจุดที่มีคันกั้นน้ำก็จะลดระดับเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลออก ช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเรือน รีสอร์ต และพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ส่งเรือผลักดันน้ำและกำลังพลลงไปช่วยดำเนินการในพื้นที่โดยเร่งด่วน&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ คณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จะประชุมสรุปข้อเสนอแผนระบายน้ำและแผนรองรับผลกระทบที่ให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กลับไปปรับปรุงแผนการระบายน้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ ที่มีปัญหาน้ำเกินระดับการบริหารจัดการร้อยละ 90-100 จนปริมาณน้ำทางน้ำล้น (Spillway) คือ เขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร, เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี โดยให้เร่งระบายน้ำหรือพร่องน้ำออกจากเขื่อนภายใน 10 วัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนใหม่ และมีพื้นที่อาจกระทบต่อประชาชนที่อยู่ท้ายน้ำและริมน้ำบางพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวถึงแผนระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจานว่า จะยังใช้ 2 ทางคือ ระบายลงเขื่อนเพชร และระบายลงแม่น้ำเพชรบุรี มีพื้นที่ได้รับผลกระทบบริเวณ อำเภอท่ายาง แก่งกระจาน บ้านลาด อำเภอเมืองฯ และอำเภอบ้านแหลม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดการณ์ปริมาณน้ำจะไหลเข้าพื้นที่ตัวเมืองเพชรบุรีจะยืดเวลาออกไปเช่นกัน หลังระดมระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานออกไปได้มากขึ้น ในเบื้องต้นยังคงเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนเพชร เพื่อเตรียมรับน้ำใหม่ที่จะล้นจากเขื่อนแก่งกระจาน โดยประเมินว่าในปีนี้ตั้งแต่เขื่อนแก่งกระจานถึงเขื่อนเพชร จะเกิดน้ำท่วมประมาณ 1-2 เดือน เพราะปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์เดียวกับปี 2560&amp;quot; เลขาฯ สทนช.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เพชรบุรี นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รอง ผวจ.เพชรบุรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่คลองกะลาตาย บ้านคลองยอ หมู่ 2 บ้านม่วงงาม ต.ถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เพื่อสำรวจและนำแบ็กโฮขุดลอกเปิดทางน้ำที่ล้นมาจากแม่น้ำเพชรออกทางประตูระบายน้ำคลองกะลาตาย โดยน้ำจะไหลผ่านตำบลถ้ำรงค์ ตำบลท่าเสน ตำบลไร่มะขาม ตำบลดอนยาง ตำบลนาพันสาม ออกสู่คลอง D 18 และลงสู่ทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนได้เสนอคลองห้วยกะลาตาย ที่ปัจจุบันมีวัชพืชขึ้นรกทึบ และเป็นคลองดิน แต่คลองดังกล่าวจะสามารถช่วยระบายน้ำได้ จึงเข้ามาช่วยสนับสนุนทางจังหวัดในเรื่องของรถแบ็กโฮเพื่อใช้ในการขุดลอกคลองห้วยกะลาตาย เพื่อให้น้ำได้ระบายได้อีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งจะระบายน้ำได้ในอัตรา 10 ลบ.ม/วินาที ซึ่งจะช่วยในตัวเมืองได้เยอะ โดยน้ำจะออกผ่านท่าเสนไปถึงคลอง D18 อีกทั้งยังมี อีก 2 พื้นที่ที่สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้คือ คลอง D25 ซึ่งมีพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างช่องสะแก &amp;nbsp;โพธิ์พระ บางจาน ปากทะเล และบางแก้ว ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการขุดลอกวัชพืชและผักตบชวา เพื่อเปิดช่องทางให้น้ำไหลออกสู่ทางทะเลได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมานะ เพิ่มพูล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวถึงสาเหตุเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี น้ำล้นเขื่อนอย่างรวดเร็วว่า สืบเนื่องมาจากการบุกรุกป่าตามแนวชายแดน มีการเปิดพื้นที่ป่าสมบูรณ์ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำเพชรบุรี บริเวณใจแผ่นดิน ห้วยสามแพ่ง บางกลอยบน และห้วยเต่าดำ พบการเปิดพื้นที่ป่า อย่างต่อเนื่องทำให้ฝนที่ตกมา ถึงแม้จะไม่มาก แต่ป่าที่ถูกเปิดไม่สามารถเก็บซับน้ำไว้ได้ เมื่อฝนตกปริมาณน้ำฝนที่ตกก็จะไหลลงตามแม่น้ำเพชรเข้าเขื่อนอย่างรวดเร็ว จนทำให้ปริมาณน้ำเข้าเติมเต็มอย่างเร็วกว่าปกติ
เตือน 20 จว.เสี่ยงรับมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะผู้อำนวยการกลางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) กล่าวว่า กอปภ.ก.ได้สั่งให้จังหวัดเสี่ยงภัยจำนวน 20 จังหวัด แยกเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง ได้แก่ เพชรบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี จังหวัดริมแม่น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อุบลราชธานี รวมทั้งพื้นที่ฝั่งอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมรับมือภาวะอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นลมแรงในระยะนี้ โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศ ตรวจวัดปริมาณฝน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม.ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคกลางอยู่ในระดับปกติ ขณะที่ปริมาณน้ำภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่อนข้างมาก สำหรับข้อกังวลว่าปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีจำนวนมาก และจะส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคอีสานจะกระทบต่อพื้นที่ กทม.นั้น กทม.ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบในช่วงนี้ เนื่องจากเขื่อนแก่งกระจานจังหวัดเพชรบุรี หากน้ำเอ่อล้นก็จะกระทบทางภาคตะวันตก ปริมาณน้ำจะไหลลงออกสู่ทางภาคใต้และฝั่งตะวันตก ส่วนเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ที่มีปริมาณน้ำเริ่มวิกฤติ น้ำจะไหลออกสู่แม่น้ำโขง จึงช่วยเสริมความมั่นใจให้ กทม.ในระดับหนึ่ง ว่าน้ำจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 6 เรื่อง &amp;quot;คลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ และฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย&amp;quot; ระบุว่า ในช่วงวันที่ 5-9 ส.ค.61 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;quot;ประชาชนคิดอย่างไร? กรณีภัยพิบัติจากน้ำท่วม&amp;quot; พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 47.99 ระบุเป็นภัยธรรมชาติ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ควบคุมได้ยาก รองลงมาร้อยละ 34.26 ระบุภาครัฐควรหาแนวทางป้องกัน วิธีการรับมือ มีระบบเตือนภัยที่ดี &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อข้อถามที่ว่า ประชาชนคิดว่าสาเหตุของภัยพิบัติจากน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม พบร้อยละ 64.01 มาจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ตัดไม้ทำลายป่า และร้อยละ 40.41 ระบุสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภาวะโลกร้อน ส่วนคำถามที่ว่า ประชาชนคิดว่าควรมีวิธีป้องกันภัยพิบัติจากน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม อย่างไร พบร้อยละ 54.82 เสนอปลูกป่า ปลูกพืชคลุมดิน ไม่ทำลายป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น และร้อยละ 34.84 ระบุบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ กักเก็บ และผันน้ำให้มีปริมาณเหมาะสม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงข้อเสนอแนะ/สิ่งที่อยากบอกรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ร้อยละ 43.14 ระบุให้สำรวจความเสียหาย จัดส่งอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ สิ่งที่ต้องการอย่างเร่งด่วน รองลงมาร้อยละ 36.60 ระบุกำหนดให้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นวาระสำคัญ เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14759</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, ณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร, พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มานะ เพิ่มพูล, สมพงษ์ เวียงแก้ว, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, สำเริง แสงภู่วงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขื่อนวชิราลงกรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b6714fe4246f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุ่นใจ รองปลัดกทม. การันตีกรุงเทพฯน้ำไม่ท่วม ระดับเจ้าพระยาปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กทม.&amp;rdquo; แจง ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา-ภาคกลาง ปกติ ไม่ท่วมเร็วๆนี้ เผย กลางวันร่องมรสุมผ่าน กทม. ปลายปี ทำน้ำรอระบายทั่วกรุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครขณะนี้ ว่า ปัจจุบันตนได้รับรายงานว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคกลางอยู่ในระดับปกติ ขณะที่ปริมาณน้ำภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่อนข้างมาก สำหรับข้อกังวลว่าปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีจำนวนมากและจะส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคอีสานจะกระทบต่อพื้นที่กทม.นั้น กทม.ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบในช่วงนี้ เนื่องจากเขื่อนแก่งกระจานจังหวัดเพชรบุรี หากน้ำเอ่อล้นก็จะกระทบทางภาคตะวันตก ปริมาณน้ำจะไหลลงออกสู่ทางภาคใต้และฝั่งตะวันตก ส่วนเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ที่มีปริมาณน้ำเริ่มวิกฤต น้ำจะไหลออกสู่แม่น้ำโขง จึงช่วยเสริมความมั่นใจให้กทม.ในระดับหนึ่ง ว่าน้ำจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ กทม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองปลัดกทม. กล่าวอีกว่า กทม.ได้ติดตามข้อมูลพร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผ่านคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ประสานข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทาน โดยมีการประชุมติดตามเรื่องน้ำทุกวันจันทร์ ส่วนข้อมูลระดับน้ำตามเขื่อนต่างๆ กทม.ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งจังหวัดที่คาดจะได้รับผลกระทบ อาจเกิดกับจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดชัยนาท อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปีนี้ สิ่งหนึ่งที่กทม.กังวลคือ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์จะมีร่องมรสุมในพื้นที่กรุงเทพฯ หรืออาจกล่าวได้ว่า ปลายปีนี้อาจมีฝนตกมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องประเมินสถานการณ์ว่าร่องมรสุมนั้นกระทบต่อกทม.มากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองสารสนเทศระบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ กทม. รายงานสถานการณ์น้ำปัจจุบันว่า การพยากรณ์อากาศสำหรับกทม.ระหว่าง 4-9 สิงหาคม จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนปริมาณฝนในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนเล็กน้อยที่คลองสิบสอง ตอนถนนประชาสำราญ เขตหนองจอก วัดได้ 1.5 มิลลิเมตร (มม.) และคลองเก้า ตอนวัดศรีสุขสถาพร เขตคลองสามวา 0.5 มม. ส่วนปริมาณฝนสะสม ตั้งแต่ 1 มกราคม-4 สิงหาคม อยู่ที่ 915.5 มม.มากกว่าค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 8.5 เฉลี่ยฝน 27 ปี 843.8 มม. ส่วนระดับน้ำพื้นที่กทม.ภายนอกคันป้องกันน้ำทุกจุดมีระดับน้ำปกติ ได้แก่ 1.คลองสองสายใต้ ระดับน้ำวัดได้เมื่อ 07.00 น.อยู่ที่ +0.80 ม.รทก.จากระดับวิกฤต +1.80 ม.รทก. 2.คลองแสนแสบ มีนบุรี +0.39ม.รทก. จากระดับวิกฤต +0.90 ม.รทก. และ 3.คลองประเวศฯ ลาดกระบัง วัดได้ +0.10 ม.รทก. จากระดับวิกฤต +0.60 ม.รทก. เช่นเดียวกับระดับน้ำภายในคันป้องกันน้ำท่วม ขณะที่ ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 4 สิงหาคม วัดที่ปากคลองตลาดสูงสุด เวลา 22.00 น.ระดับน้ำอยู่ +1.05 ม.รทก.ต่ำกว่าคันกั้นน้ำช่วงที่ต่ำที่สุด 1.95 เมตร อยู่ในระดับปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14737</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., รองปลัดกรุงเทพมหานคร, สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, สมพงษ์ เวียงแก้ว, แม่น้ำเจ้าพระยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180222/image_big_5a8e68d1bfe9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
