<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปพ.รั้นต้านประมูลแหล่งก๊าซบงกช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ระบุกังวลขุดเจาะน้ำมันไม่ได้ ทำกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ขอทุกคนเปิดใจ อย่าฟังความข้างเดียว ย้ำทำให้ ปชช.ได้ประโยชน์ที่สุด &amp;nbsp;ขณะที่ ปตท.สผ.ยื่นประมูลแล้ว มั่นใจสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;ด้าน &amp;quot;คปพ.&amp;quot; ลั่นเอาผิดกราวรูด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคาร ถึงเหตุผลความจำเป็นและความชัดเจนในการผลักดันเดินหน้าประมูลสิทธิสำรวจแหล่งปิโตรเลียม แม้ว่าจะมีกลุ่มที่เห็นต่างออกมาคัดค้านว่า เรื่องนี้เราทราบกันดีว่ามีระยะเวลาเท่าไหร่ในการที่หมดอายุ ซึ่งน่าประมาณอีก 3 ปีกว่า แต่จริงๆ แล้วในการลงทุนแบบนี้ มันต้องใช้เวลาเตรียมการประมาณสัก 5 ปี ในการเตรียมการส่งมอบเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ให้กับรายใหม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครจะได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างความเข้าใจมาโดยตลอด ก็ขอให้ทุกคนเปิดใจและดูให้รอบด้าน อะไรที่ทำได้ ทำไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่ผมเป็นกังวลก็คือ ถ้ามันทำไม่ได้แล้วทำไม่ทัน ปริมาณแก๊ส ปริมาณน้ำมันที่เราขุดในประเทศก็จะลดลงทันที ก็จะทำให้พลังงานเราลดลงและจะมีผลในเรื่องของอุตสาหกรรมเราไปด้วย ดังนั้นประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ สิทธิประโยชน์ต่างๆ เราก็มุ่งหวังว่าสิทธิประโยชน์ภาครัฐจะต้องได้มากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้&amp;rdquo;นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ให้ความเห็นในช่วงเวลาการเปิดประมูลปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณและบงกช ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากบางกลุ่มว่า การประมูลแหล่งปิโตรเลียมในครั้งนี้ ควรเดินหน้าต่อไป และเมื่อกระทรวงพลังงานปักธงที่จะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) แล้ว ก็ต้องทำต่อ แต่สัดส่วนการแบ่งปันเหมาะสมหรือไม่ ตอบไม่ได้ แล้วแต่กรณี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า 98% ทั่วโลกบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่สิ้นสุดสัมปทาน ซึ่งมีเอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอยู่ก่อนแล้ว จะใช้วิธีการเจรจาต่อรอง เพราะจะได้ประโยชน์สูงสุด สำหรับการประมูลครั้งต่อไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะมีแหล่งใหม่ให้สำรวจและผลิตอีกหรือไม่ แต่หากมี และกระทรวงพลังงานจะเปิดประมูล ยืนยันว่าใช้ระบบสัมปทานจะดีที่สุด เหมาะสมกับประเทศที่มีแหล่งผลิตน้อย และหายากอย่างประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การคัดค้านมีมาตลอด แต่ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะฟังมาก กระทรวงพลังงานเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามเสียงคัดค้านก็ไม่ไหว เพราะเราเสียเวลามากว่า 2 ปีแล้ว ตั้งแต่การแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อบรรจุเรื่อง PSC &amp;nbsp;ใส่เข้าไปตามเสียงเรียกร้อง แต่สุดท้ายก็เรียกร้องเรื่องอื่นต่ออีก การบริหารประเทศมีคนคัดค้านอยู่แล้ว แต่ต้องเดินหน้า การเอียงไปเอียงมา เปลี่ยนนโยบายไปมาไม่ส่งผลดี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ.ได้ยื่นประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุ ทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ ซึ่งในส่วนของแหล่งบงกชนั้น ปตท.สผ.จะยื่นประมูลเอง โดยผู้ร่วมทุนรายเดิมตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลด้วย สำหรับแหล่งเอราวัณนั้น ปตท.สผ.เข้าร่วมประมูลกับบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด เนื่องจากเป็นผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพ และมีการลงทุนในแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยอยู่แล้ว จึงมีความเข้าใจพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้ ประสบการณ์และความชำนาญในการสำรวจ พัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งบงกชตลอดระยะเวลา 25 ปี ทำให้เรายื่นข้อเสนอในการประมูลที่จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้ และสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศได้มากกว่า เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว&amp;rdquo; นายสมพรกล่าว และว่า แหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย มีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกันคิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ได้ออกแถลงการณ์ ระบุช่วงหนึ่งว่า กรณีมีการอ้างว่าหากไม่ดำเนินการเปิดประมูลในวันนี้ การส่งมอบการผลิตปิโตรเลียมอาจจะขาดช่วง ทำให้จำเป็นต้องเร่งนำเข้าก๊าซและน้ำมันเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อราคาพลังงานนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คปพ.ขอชี้แจงว่า หากมีการขาดช่วงการผลิตปิโตรเลียมขึ้น ก็จะไม่กระทบประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลนี้ใช้นโยบายราคาน้ำมันอ้างอิงราคานำเข้าจากประเทศสิงคโปร์อยู่แล้ว ส่วนก๊าซหุงต้ม แม้ผลิตในไทย ก็อ้างอิงราคานำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติ ณ ปากหลุมผลิตที่ผ่านมาก็กำหนดไว้สูงกว่าราคาตลาดโลกที่สหรัฐถึงกว่าสองเท่า ดังนั้น ถึงหากแม้การผลิตและการส่งมอบจะขาดช่วงไปจนต้องนำเข้า ราคาพลังงานจะไม่สูงกว่าปัจจุบัน เพราะที่ผ่านมาแม้มีการผลิตปิโตรเลียมในประเทศได้ แต่ประชาชนก็ซื้อพลังงานในราคาสูงเสมือนนำเข้าอยู่แล้ว ดังนั้น กระทรวงพลังงานไม่อาจจะหยิบยกข้ออ้างว่าพลังงานจะแพงขึ้นหากชะลอการประมูลออกไป เพื่อจะหลีกเลี่ยงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้ครบถ้วนได้แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะดำเนินการทางกฎหมายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุดต่อไป&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18437</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมพร ว่องวุฒิพรชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แหล่งก๊าซบงกช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa49aaed382.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.ปลื้มติดอันดับดาวโจนส์ 5 ปีซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปตท.สผ.ปลื้มรับคัดเลือดติดอันดับดาวโจนส์ ต่อเนื่องปีที่ 5 สะท้อนพันธกิจองค์กร ที่มุ่งเน้นการพัฒนาสังคม-สิ่งแวดล้อม ไร้คอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2561 - นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัทได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ระดับโลกในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ประเภทธุรกิจขั้นต้นและธุรกิจครบวงจร (World Oil and Gas Upstream &amp;amp; Integrated Industry) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปตท.สผ. และพนักงานทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร และเดินไปตามแนวทางที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ เนื่องจากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ เป็นดัชนีประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ซึ่งใช้วัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ 2,500 บริษัทชั้นนำทั่วโลก โดยการคัดเลือกสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI จะพิจารณาจากผลประกอบการที่ดี ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ DJSI เป็นดัชนีหลักซึ่งกองทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจะอ้างอิงถึงเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17495</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซ, น้ำมัน, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, สมพร ว่องวุฒิพรชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc4d0ed44b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2018 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.โอดบาทอ่อนฉุดกำไรครึ่งปีแรกตก 6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;PTTEP โอดผลกำไรครึ่งแรกปี 61 หด 6% ทำได้ 1.98 หมื่นล้านบาท ชี้เป็นผลจากค่าใช้จ่ายทางภาษี-ค่าเงินบาทอ่อน ตัวแต่ยังย้ำรายได้โตรับผลจากการเติบโตของปริมาณการขายและราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น พร้อมพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 1.75 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยผลประกอบการในครึ่งแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 16,971 ล้านบาท ลดลงประมาณ 6% จาก ช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 19,820 ล้านบาท เนื่องจากมีขาดทุนจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติรวม 3,410 ล้านบาท โดยหลักเป็นการขาดทุนและค่าใช้จ่ายทางภาษีจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาทระหว่างงวด และขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่กระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปตท.สผ. มีรายได้รวมในครึ่งปีแรก จำนวน 81,343 &amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 73,693 ล้านบาท ตามราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่ปรับตัวสูง และปริมาณขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 297,999 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จาก 292,709 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ในส่วนของต้นทุนต่อหน่วย สำหรับครึ่งปีแรกปรับตัวขึ้นจาก 28.29 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ มาอยู่ที่ 30.37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7% เป็นผลของค่าภาคหลวงที่สูงขึ้นตามรายได้และการปรับตัวของค่าเสื่อมจากการรับรู้สินทรัพย์ที่พร้อมใช้งานของโครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการเอส 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลประกอบการดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานของ ปตท.สผ. งวด 6 เดือนแรกปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 1.75 บาท สอดคล้องกับนโยบายการให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น โดย ปตท.สผ. กำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่ 9 ส.ค. 2561และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 ส.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. ยังเน้นดำเนินธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ 3R (Reset-Refocus-Renew) โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ได้มีความคืบหน้าจากการดำเนินการตามกลยุทธ์ Refocus โดยการเข้าซื้อสัดส่วนในโครงการบงกชจากบริษัทในเครือของกลุ่มเชลล์แล้วเสร็จ ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการถือสัดส่วนในโครงการบงกชเพิ่มขึ้นเป็น 66.6667% และปริมาณการขายเพิ่มขึ้นประมาณ 35,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปตท.สผ. มองหาโอกาสและปรับแผนการลงทุนอยู่เสมอ สะท้อนผ่านการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา จากการเข้าซื้อสัดส่วน 22.2222% ในแหล่งบงกช ล่าสุดในเดือนก.ค.ได้อนุมัติขายสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดในแหล่งมอนทารา พร้อมทั้งเดินหน้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทานทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ โดย ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับการลงทุนและความพยายามที่จะเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความชำนาญและความเสี่ยงตํ่า โดยหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางเพื่อสร้างความเติบโตทั้งในเรื่องของปริมาณขายและปริมาณสำรอง &amp;rdquo;นายสมพร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14201</URL_LINK>
                <HASHTAG>PTTEP, กำไรครึ่งปี, ค่าเงินบาท, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), สมพร ว่องวุฒิพรชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c8d5332a63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2018 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2018 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTTEP ปลื้มกำไรพุ่ง 21% โวมีเงินสดพร้อมประมูลแหล่งปิโตรฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท.สผ. ปลื้มกำไรไตรมาสแรกโต 21% รับราคาน้ำมันฟื้นตัว และเงินบาทแข็งหนุนราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ย 44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โวสถานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมเดินหน้าประมูลสัมปทานหมดอายุทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย. 2561 - นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 13,381 ล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 12,284 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกถึง 32,896 ล้านบาท และมีเงินสดในมือ 159,121 ล้านบาท ซึ่งตรงตามเงื่อนไขการเข้าเข้าร่วมการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดอายุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในไตรมาส 1 ปี 2561 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 39,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้38,377 ล้านบาท โดยหลักมาจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยของ ปตท.สผ. อยู่ที่ประมาณ 44.01 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาขายอยู่ที่ 38.00 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2561 ปตท.สผ. มีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติประมาณ 9,607 ล้านบาท และมีกำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติประมาณ 3,774 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกำไรและผลประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7931</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำมันดิ, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, ปิโตรเลียม, ราคาน้ำมัน, สมพร ว่องวุฒิพรชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc4d0ed44b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ. ประกาศพร้อมประมูล แหล่งบงกช-เอราวัณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท.สผ. ประกาศพร้อมประมูล แหล่งบงกช-เอราวัณ หลังที่ประชุม กพช. มีมติรับทราบการเปิดประมูล เผยร่วมกับผู้ร่วมทุนรายเดิม &amp;quot;โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ &amp;quot;
&amp;nbsp;
24เม.ย. 61- &amp;nbsp;นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ได้รับทราบการดำเนินงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและเอราวัณว่า ปตท.สผ. ยินดีที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซจากทั้ง 2 แหล่งที่จะหมดอายุสัมปทาน เนื่องจากทั้ง 2 แหล่งมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศไทย โดยมีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกันคิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ในฐานะที่ ปตท.สผ. ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นตัวแทนของรัฐในการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และมีภารกิจหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ปตท.สผ. จึงจะเข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้อย่างแน่นอน &amp;nbsp;โดยมั่นใจว่าประสบการณ์และความชำนาญในการสำรวจ พัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งบงกชซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการมาถึง 20 ปี ทำให้บริษัทมีความเข้าใจลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งเป็นอย่างดี รวมถึงมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และหาก ปตท.สผ. ได้รับเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการต่อ จะสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีการหยุดชะงักในการผลิต รวมทั้งสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับภาครัฐได้มากกว่า&amp;quot;นายสมพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การประมูลในแหล่งบงกช บริษัทมีแผนจะเข้าประมูลร่วมกับผู้ร่วมทุนรายเดิม คือบริษัท โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ เนื่องจากเป็นพันธมิตรในการลงทุนที่ดี สามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่มีร่วมกันในการพัฒนาแหล่งบงกชได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับแหล่งเอราวัณ ปตท.สผ. มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากเดิม โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ดำเนินการปัจจุบัน (เชฟรอน) และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมประมูลในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหลักเกณฑ์ TOR ที่ภาครัฐเตรียมจะออกประกาศเชิญชวนประมูลนั้น ปตท.สผ. ขอดูในรายละเอียดต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะพิจารณาจากการสร้างผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ประเทศเป็นหลัก และเชื่อว่าภาครัฐสามารถรักษาสมดุลโดยพิจารณาองค์ประกอบหลาย ๆ ด้าน เพื่อดึงดูดให้บริษัทน้ำมันเข้าร่วมการประมูล และสามารถคัดเลือกผู้ชนะการประมูลที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางพลังงานให้แก่ประเทศ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7684</URL_LINK>
                <HASHTAG>PTTEP, กพช., บงกช, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, สมพร ว่องวุฒิพรชัย, เชฟรอน, เอราวัณ, โททาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc4d0ed44b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
