<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านปู เน็กซ์ บริษัทลูกของบ้านปู ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สานต่อความมุ่งมั่นในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างโอกาสการเรียนรู้สู่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้ &amp;lsquo;โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ Light &amp;amp; Learn&amp;rsquo; ปีที่ 4 พาทีมพนักงานจิตอาสาและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ พร้อมแบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์ ให้แก่ 15 โรงเรียนในพื้นจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมมอบสื่อการเรียนรู้ อาทิ โทรทัศน์ ชุดรับสัญญาณดาวเทียม และหนังสือนิทาน &amp;lsquo;มหัศจรรย์พลังงานโซลาร์กับกระแสไฟฟ้าสร้างเองได้ไม่มีวันหมด&amp;rsquo; เพื่อเปิดโลกทัศน์ด้านการศึกษา และปลูกฝังความรู้เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้พลังงานสะอาดอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด เปิดเผยว่า บ้านปู เน็กซ์ ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างความยั่งยืน และคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลมาโดยตลอด จึงมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมาต่อยอดเป็นกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม โดยเฉพาะ &amp;lsquo;โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ Light &amp;amp; Learn&amp;rsquo; ที่มุ่งนำระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นหนึ่งใน &amp;lsquo;โซลูชันพลังงานฉลาด&amp;rsquo; จากบ้านปู เน็กซ์ ไปติดตั้งให้แก่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความต่อเนื่องในการเรียนการสอน และการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปีนี้ ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญได้ลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนไฟฟ้าในจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงพื้นที่ติดชายแดนเมียนมา พร้อมดำเนินการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่ให้แก่โรงเรียน 15 แห่ง มีจำนวนนักเรียนและครูกว่า 600 คน ได้แก่ โรงเรียนในอำเภอสังขละบุรี 11 แห่ง อำเภอศรีสวัสดิ์ 3 แห่ง และอำเภอทองผาภูมิ 1 แห่ง นอกจากนี้ยังมอบสื่อการเรียนการสอน อาทิ โทรทัศน์ ชุดรับสัญญาณดาวเทียม และหนังสือนิทาน &amp;lsquo;มหัศจรรย์พลังงานโซลาร์กับกระแสไฟฟ้าสร้างเองได้ไม่มีวันหมด&amp;rsquo; ซึ่งบ้านปู เน็กซ์ ได้จัดทำขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพลังงานสะอาดที่จะเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทยในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ด้วยความเชื่อว่า พลังงานการเรียนรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ซึ่งบ้านปู เน็กซ์ จะสานต่อโครงการนี้ไปอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีโรงเรียนที่ขาดแคลนไฟฟ้าและอุปกรณ์การเรียน รวมถึงจะเดินหน้าผลักดันให้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมการนำพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีพลังงานต่างๆ ไปพัฒนาทุกภาคส่วนให้ยั่งยืน&amp;rdquo; นางสมฤดีกล่าวสรุป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางมนภรณ์ ศตวรรษมณฑล ครูผู้แลศูนย์เด็กเล็กสะเนพ่อง กล่าวว่า รู้สึกดีใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางบ้านปู เน็กซ์ ได้เข้ามาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ให้กับทางโรงเรียน ทำให้เด็กๆ มีไฟฟ้าใช้เรียนหนังสือและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดทั้งวัน รวมถึงยังมอบสื่อการเรียนการสอนมาให้เด็กๆ ได้เปิดโลกการเรียนรู้นอกตำราเรียน และช่วยให้เราสามารถจัดกิจกรรมสันทนาการที่เด็กๆ ชื่นชอบ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและความสามารถพิเศษของเด็กๆ เช่น นำมาใช้สอนร้องเพลง สอนเต้น หรือเปิดวิดีโอต่างๆ อีกทั้งครูก็สามารถใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนให้ดียิ่งขึ้น เช่น นำคอมพิวเตอร์มาใช้สร้างสื่อการสอนรูปแบบใหม่ๆ ให้แก่นักเรียน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93002</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr, มนภรณ์ ศตวรรษมณฑล, สมฤดี ชัยมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_6028f59ff2a24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2020 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บ้านปูฯโชว์ไตรมาส 3 แกร่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย. 2563 นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บ้านปูฯ ได้รับเสียงสะท้อนจากสื่อและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานว่าเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนได้อย่างชัดเจน ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG และกลยุทธ์ Greener &amp;amp; Smarter ทำให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจโลกในไตรมาส 3 มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นจากครึ่งปีแรก บริษัทฯ ยังคงดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และบริหารงบลงทุนอย่างรัดกุม &amp;nbsp;เน้นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนในทันทีและมีความเสี่ยงต่ำ รวมทั้งเน้นการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทฯมีเสถียรภาพในการเติบโตทางธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรวมกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 บริษัทฯ ยังคงเน้นมาตรการลดต้นทุนการผลิตของเหมืองในทุกประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านอุปสงค์และราคาตลาดที่อ่อนตัวลง ในขณะเดียวกัน ได้ต่อยอดกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ โดยมุ่งขยายธุรกิจต้นน้ำ เน้นมองหาโอกาสเพิ่มเติมในการลงทุนที่สามารถสร้างพลังร่วม (synergy) กับแหล่งก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่งที่มีอยู่ ในจังหวะราคาซื้อขายที่ต่ำลง รวมทั้ง มองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจกลางน้ำ เช่น ท่อส่งและระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการผลิตของแหล่งก๊าซที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทฯ ได้อย่างมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน สามารถสร้างกระแสเงินสดและผลกำไรที่แข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ ได้อย่างต่อเนื่อง รับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้นจากปริมาณขายไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีและโรงไฟฟ้าเอชพีซีอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมีการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น รวมถึงการก่อสร้างโครงการต่างๆ ที่ยังคงเป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ภายใต้การดำเนินงานของ &amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านปู เน็กซ์&amp;rsquo; &amp;nbsp;รุดหน้านำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น โดยร่วมกับภูเก็ต พัชทรี ทัวร์ นำเรือ &amp;lsquo;บ้านปู เน็กซ์ อีเฟอร์รี่&amp;rsquo; (Banpu NEXT e-Ferry) เรือท่องเที่ยวไฟฟ้าทางทะเลลำแรกของไทย มาให้บริการในเส้นทางภูเก็ต-พังงา ยกระดับการบริการด้านการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) รวมทั้งผลักดันสมาร์ทโมบิลิตี้ (Smart Mobility) อันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ (Smart City) ส่งเสริมไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ให้หันมาใช้รถพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยนำโครงการ &amp;lsquo;Banpu NEXT EV Car Sharing&amp;rsquo; มานำร่องเปิดจุดบริการระดับแฟล็กชิพแห่งแรก &amp;lsquo;สามย่านมิตรทาวน์&amp;rsquo; ครบครันทั้งจุดรับ-คืนรถ และจุดชาร์จที่ใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเดินหน้าขยายจุดบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล เเละต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด บ้านปู เน็กซ์ ลงนามความร่วมมือครั้งสำคัญกับ &amp;lsquo;ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพร์ส&amp;rsquo; พัฒนา &amp;lsquo;โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ หรือโซลาร์ลอยน้ำ&amp;rsquo; (Solar Floating) กำลังการผลิตรวมสูงถึง 16 เมกะวัตต์ นับเป็นโครงการโซลาร์ลอยน้ำของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อเสริมให้นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จ. ระยอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้จะพบกับความท้าท้ายในยุค &amp;ldquo;Never normal&amp;rdquo; บ้านปูฯ ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener &amp;amp; Smarter ได้อย่างต่อเนื่อง เราพร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียด้วย &amp;ldquo;อนาคตพลังงานเพื่อความ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83621</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ้านปู, สมฤดี ชัยมงคล, ไตรมาส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201112/image_big_5facf05cb7355.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ้านปูฯ โชว์กำไรไตรมาส 1 แตะ   1,721 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 พ.ค. 2563 &amp;nbsp;บ้านปู รายงานผลการดำเนินธุรกิจไตรมาสแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 633 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 19,806 ล้านบาท) ลดลงจำนวน 66 ล้านเหรียญสหรัฐจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ประมาณ 2,065 ล้านบาท) คิดเป็น 9% &amp;nbsp;โดยมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 134 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,193 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 55 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,721 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;แม้วิกฤตโควิด-19 จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในวงกว้างในไตรมาสแรกของปี 2563 แต่บ้านปูฯ ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener &amp;amp; Smarter ใน 10 ประเทศได้อย่างราบรื่นด้วยระบบการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) ที่มีประสิทธิภาพ โดยจัดเตรียมแผนปฏิบัติการในภาวะวิกฤตและเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ การกำหนดมาตรการให้พนักงานปฏิบัติงานจากที่พัก พนักงานของเรากว่า 6,000 คนมีความปลอดภัยและสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สอดคล้องกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและนโยบายของรัฐบาลในทุกประเทศที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ ซึ่งผลการดำเนินงานโดยรวมเป็นที่น่าพอใจ มีความพร้อมในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจต่อเนื่อง หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โดยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและปรับเปลี่ยนธุรกิจที่มีอยู่เดิมให้สอดรับกับ New Normal ที่มีผลต่อแนวโน้มการใช้พลังงานในอนาคต รวมทั้งการใช้พลังงานภาคประชาชนที่สูงขึ้น เพื่อให้ทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้จากทุกที่ และ New Normal นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญในการสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 บ้านปูฯ ร่วมมือกับกลุ่มมิตรผลในการจัดตั้งกองทุน มูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อช่วยสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จำเป็นในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้บริจาคเงินไปแล้วกว่า 88 ล้านบาทให้กับหน่วยงานและโรงพยาบาลกว่า 30 แห่งทั่วประเทศไทย และร่วมมือกับ Muvmi เพื่อให้บริการรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าสำหรับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสภากาชาดไทยในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ FOMM ผู้นำด้านการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Compact EV) จากประเทศญี่ปุ่น และ Haup Car ผู้นำบริการคาร์แชร์ริ่งผ่านแอพลิเคชัน เพื่อให้บริการด้านการขนส่งแก่บุคลากรทางการเพทย์ในช่วงโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2563 การผลิตถ่านหินยังคงเดินหน้าได้ตามปกติ มีปริมาณการผลิตตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น จากการบริหารจัดการด้านการผลิตและการคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้มีศักยภาพการผลิตก๊าซที่ดีขึ้น ตลอดจนการปรับเปลี่ยนสัญญาซื้อขายแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกระแสเงินสดให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะที่ยังสามารถสร้างการเติบโตทางการผลิตได้ตามแผน ส่วนกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานมีการเติบโตที่ดี โดยโรงไฟฟ้าหงสาและโรงไฟฟ้าบีแอลซีพียังคงเดินเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากรายงานดัชนีค่าความพร้อมจ่าย (Equivalent Availability Factor: EAF) กว่าร้อยละ 90 เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนและญี่ปุ่น ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ สำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน มีการขยายพอร์ตเทคโนโลยีพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัท Sunseap Group Pte. Ltd. (Sunseap) ผู้นำธุรกิจระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาของสิงคโปร์ ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 48.6 จากเดิมร้อยละ 38.5 และทำให้บ้านปูฯ มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 760 เมกะวัตต์ (จากระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและโซลาร์ฟาร์ม) นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะนำรถยนต์ไฟฟ้าให้บริการผ่านแอพลิเคชัน รวมถึงเดินหน้าผนึกความร่วมมือกับ &amp;ldquo;บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด&amp;rdquo; (ปณท) เปิดตัวโครงการการบริหารจัดการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพิ่มศักยภาพการขนส่งพัสดุให้สะดวก รวดเร็ว ทั้งยังประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา บริษัทฯ ดำเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายทั่วทั้งองค์กร และกลยุทธ์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยเฉพาะการบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน บ้านปู ยังคงเดินหน้ามองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในฐานะบริษัทพลังงานครบวงจรที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหรือนวัตกรรมพลังงานที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า ตอบโจทย์ New Normal ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งก้าวไปพร้อมกับเทรนด์ด้านพลังงานแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเป็นแหล่งสำรองไฟฟ้า ระบบไมโครกริดเพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้า โมไบล์แอปสำหรับตรวจสอบการทำงานของแผงโซลาร์เซล การใช้เทคโนโลยีเอไอในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ และการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุการณ์วิกฤตโควิดในครั้งนี้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์และ New Normal ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างต่อเนื่อง วัฒนธรรมองค์กร &amp;ldquo;บ้านปู ฮาร์ท&amp;rdquo; ของเราก็ช่วยหล่อหลอมให้พนักงานมุ่งมั่นยืนหยัดที่จะร่วมมือกันหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างพลังร่วม (Synergy) ที่มีความสำคัญต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นตัวผลักดันให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนในองค์กรมีแรงใจร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้&amp;rdquo; นางสมฤดี กล่าวปิดท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65799</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ้านปู, ผลประกอบการ, สมฤดี ชัยมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebb72a3f0b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ้านปูปลื้มQ1/62โกยกำไร916ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านปูฯ ปลื้มผลประกอบการไตรมาส 1/62 ทำกำไร 916 ล้านบาท สะท้อนทุกธุรกิจกำลังสดใส รุกกลยุทธ์ส่งเสริมพลังงานสะอาด เดินหน้าลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ด้านบ้านปู เพาเวอร์ฯ โชว์กำไรโต 167%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.2562- นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2562 ของบริษัทฯ ว่า มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) 7,302 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 916 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากการนำมาตรการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงการสร้างมูลค่าเหมืองในระยะยาวมาใช้อย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานสะท้อนถึงการบริหารการผลิตไฟฟ้าให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครบตามสัญญารองรับความต้องการใช้พลังงานตามฤดูกาลได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ธุรกิจถ่านหินมีปริมาณขายเพิ่มขึ้น 33% แต่ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยในตลาดลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นต่อเนื่อง โดยมี EBITDA อยู่ที่ 885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.1 เหรียญสหรัฐต่อพันล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ภายใต้กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานของบ้านปูฯ ยังคงสดใสต่อเนื่อง แนวโน้มอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีความต้องการนำก๊าซธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลากหลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2562 ของบริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 1,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว กำไรสุทธิรวม 1,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 784 ล้านบาท หรือ 167% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหนึ่งมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีซึ่งมีประสิทธิภาพการจ่ายไฟถึง 100% เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าหงสาที่แม้จะมีการหยุดเดินเครื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ แต่ยังรักษาประสิทธิภาพการจ่ายไฟอยู่ที่ 81% ส่วนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมซ็อกจัง กำลังผลิตรวม 80 เมกะวัตต์ ในประเทศเวียดนาม คืบหน้าตามแผนที่วางไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งนี้สะท้อนถึงสถานะการเงินที่มั่นคง ซึ่งจะส่งเสริมให้การพัฒนาโครงการที่มีอยู่ลุล่วงเป็นไปตามแผน สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมซ็อกจัง ระยะที่ 1 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้แล้วเสร็จ รวมไปถึงการทำประชาพิจารณ์กับชุมชนโดยรอบทั้งในส่วนพื้นที่พัฒนาโครงการและพื้นที่ก่อสร้างสายส่งซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชน จึงเชื่อมั่นว่าการพัฒนาโครงการในลำดับต่อไปจะราบรื่นและสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามกำหนด&amp;rdquo;นายสุธี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35734</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซธรรมชาติ, ธุรกิจถ่านหิน, บ้านปู, พลังงาน, สมฤดี ชัยมงคล, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190324/image_big_5c9792bd5bd4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รักบี้ โรงเรียนต้นแบบสมาร์ทแคมปัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ด้วยศักยภาพทั้งทางด้านความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานครบวงจร พร้อมผู้บริหารและพนักงานที่มีศักยภาพ รวมทั้งการมีความแข่งแกร่งด้านเงินลงทุน เราเชื่อว่าบ้านปูเป็นอีกหนึ่งภาคเอกชนที่สามารถเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยพัฒนาพื้นที่อีอีซีและประเทศไทยกลายเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมกับนานาประเทศ และเป็นเมืองแห่งอนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดที่ว่า ปัจจุบันมีประชากรทั่วโลกอาศัยอยู่ในชุมชนเมืองมากถึง 55% และคาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็น 68% หรือประมาณ 25,000 ล้านคน ซึ่งสวนทางกับปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในหลายด้าน โดยเฉพาะชุมชนในเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกจึงพยายามคิดค้นวิธีรับมือกับปัญหาดังกล่าวด้วยการขับเคลื่อนเมืองสำคัญให้ก้าวสู่การเป็น &amp;lsquo;สมาร์ทซิตี้&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;เมืองอัจฉริยะ&amp;rsquo; โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการทรัพยากรของเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ภาครัฐมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และโครงการต่างๆ มากมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้กลุยทธ์ &amp;lsquo;ไทยแลนด์ 4.0&amp;rsquo; ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีเป้าหมายหลักพัฒนาให้เขตเศรษฐกิจพิเศษฯ ใน 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้เป็นพื้นที่ที่มีการเชื่ยมโยงโครงข่ายด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและทันสมัยที่สุด ยกระดับอุตสาหกรรม เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว พร้อมพัฒนาไปสู่เมืองแห่งความสมดุลของสถานที่ทำงานและที่พักอาศัยในอนาคต พลังงานถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ภาครัฐจึงมีการวางแผนการจัดการพลังงานตามนโยบาย &amp;lsquo;พลังงาน 4.0&amp;rsquo; ด้วยการใช้พลังงานทดแทน พัฒนาระบบจัดเก็บพลังงาน สนับสนุนให้มีการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมนำนวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อพัฒนาเมืองไทยให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะโดยภาครัฐได้วางยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานไว้ 5 แผนงานหลัก ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงการที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนมีส่วนร่วมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสังคมในด้านต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้เร็วขึ้น จะเห็นได้ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไปทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองไทยให้สมาร์ทมากขึ้น เพียงแค่หันมาใช้พลังงานทดแทน หรือนำสมาร์ทโซลูชั่นเข้ามาใช้ในภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และการดำเนินชีวิตประจำวันก็ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มุ่งสู่สมาร์ทซิตี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจะเห็นการตื่นตัวของภาคเอกชนหลายแห่งที่มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประเทศไทยให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และให้คนไทยได้เข้าถึงพลังงานทดแทนได้อย่างง่ายดายในราคาที่เหมาะสม มีความเสถียร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านปูให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางธุรกิจทั่วทั้งองค์กร เพราะเชื่อมั่นว่าการที่ธุรกิจของบริษัทจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยระบบนิเวศทางธุรกิจที่เอื้อประโยชน์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ผนึกกำลังระหว่างกลุ่มธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ประกอบไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ได้แก่ ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตลาด การค้า โลจิสติกส์ และการจัดหาเชื้อเพลิง และสายส่ง กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และจากพลังงานหมุนเวียน และ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ได้แก่ ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร ระบบจัดเก็บพลังงาน และระบบการจัดการเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งกลุ่มนี้จะดำเนินการโดยอาศัยทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยี และศักยภาพของบุคลากร ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน 10 ประเทศ การต่อยอดลงทุนหรือมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการมองถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์ที่จะตอบโจทย์ความเป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรด้วยพันธสัญญา พลังบ้านปูสู่พลังงานที่ยั่งยืน &amp;ldquo;Our Way in Energy&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสมฤดี กล่าวว่า บ้านปู ได้สร้างฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนตามกลยุทธ์ Greener&amp;amp;Smarter ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม และเพื่อสานต่อกลยุทธ์ Greener&amp;amp;Smarter กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีด้านพลังงานของบ้านปูที่ดำเนินการภายใต้ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งมุ่งมั่นคัดสรรนวัตกรรมและให้บริการพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสม มีความเสถียร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเสนอสมาร์ทซิตี้โซลูชั่นที่ดีที่สุดมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ &amp;quot;สมาร์ทซิตี้&amp;quot; ในรูปแบบเฉพาะของประเทศไทยที่ยั่งยืน ประกอบด้วยนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระบบไมโครกริด ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ระบบการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System : &amp;nbsp;EMS) รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และสถานีประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รักบี้โรงเรียนต้นแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสมฤดีกล่าวว่า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมีพลังงานสะอาดใช้อย่างยั่งยืน ด้วยประสบการณ์และความชำนาญในการให้บริการด้านพลังงานแบบครบวงจรจากหลายประเทศ บ้านปูจึงมั่นใจว่าการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโซลูชั่นเทคโนโลยีด้านพลังงานอื่นๆ ให้กับโรงเรียนนานาชาติรักบี้ฯ จะช่วยส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นหนึ่งในต้นแบบสมาร์ทแคมปัสที่มีการใช้งานพลังงานอย่างชาญฉลาด และส่งเสริมการเรียนของเด็กยุคใหม่ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการในเฟสแรกของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อรองรับระบบไมโครกริดในอนาคตของโรงเรียนนานาชาติรักบี้ฯ ที่บ้านปูเข้าติดตั้งมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 1 เมกะวัตต์ ด้วยกำลังการผลิตรวมในปัจจุบัน คาดว่าภายใน 1 ปีโรงเรียนนานาชาติรักบี้ฯ จะสามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้กว่า 740 ตัน เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 43,000 ต้นต่อปี ลดการใช้น้ำได้กว่า 1.5 ลิตรต่อปี สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 4.3ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากจะติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่หลังคาของโรงเรียนและบริเวณลานจอดรถแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีด้านพลังงานอื่นๆ เช่น โซลาร์คีออส (Solar Kiosk)&amp;nbsp; ระบบออนและออฟกริด ที่ใช้ได้ทั้งไฟบ้านและพลังงานแสงอาทิตย์ และโซลาร์แชร์ (Solar Chair) ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้แบบ 100% ตั้งอยู่บริเวณจุดรับรองผู้ปกครองและแขกของโรงเรียนให้สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือหรือใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่อาจารย์ในการเดินทางภายในโรงเรียนด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) คือสกูตเตอร์ไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเฟสต่อไปนั้นบ้านปูมีแผนจะพัฒนาและนำเสนอสมาร์ทซิตี้โซลูชั่นอื่นๆ ที่เหมาะสมตามการเติบโตของโรงเรียน หรือความต้องการของนักเรียนและครูมาให้บริการที่โรงเรียนเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมแนวคิดสมาร์ทแคมปัสของโรงเรียนนานาชาติรักบี้ฯ และช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานภายในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(สมฤดี ชัยมงคล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสมฤดี กล่าวว่า ปัจจุบันบ้านปูได้ให้บริการการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบครบวงจร ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ตลาด และสถานีบริการน้ำมันโดยมีกำลังการผลิตรวมทั้งหมดจากการดำเนินการในประเทศและต่างประเทศประมาณ 151เมกะวัตต์ รวมถึงการให้บริการด้านสมาร์ทซิตี้โซลูชั่นที่บ้านปูได้เริ่มดำเนินบ้างแล้วในเขตพื้นที่อีอีซี คือ โรงเรียนนานาชาติรักบี้ ประเทศไทย ในจังหวัดชลบุรี เพื่อผลักดันโรงเรียนเข้าสู่การเป็น สมาร์ทแคมปัสอย่างเต็มรูปแบบ&amp;nbsp; หรือศูนย์การศึกษาอัจฉริยะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ บริษัท บ้านปูฯ ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ทั้งจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก และในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่แข็งแกร่ง จากการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ซันซีป กรุ๊ป (Sunseap Group Pte Ltd.) ธุรกิจการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ของสิงคโปร์ บริษัท ดูราพาวเวอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ธุรกิจจัดเก็บพลังงานของสิงคโปร์ และ บริษัท ฟอมม์ คอร์ปอเรชั่น&amp;nbsp; บริษัทออกแบบและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กจากประเทศญี่ปุ่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งนอกจากการลงทุนแล้ว ยังมีการก่อตั้งหน่วยงาน Banpu Innovation &amp;amp; Ventures หรือ BIV ขึ้นมา เพื่อมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ในการรองรับรูปแบบการใช้พลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าบริษัทมีโซลูชั่นที่ดีที่สุดที่จะตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย พร้อมนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการดำเนินกิจการทั้งหมดของกลุ่มบ้านปูมาใช้ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชนอื่นๆ เพื่อพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีด้านพลังงานมาใช้เพื่อเกิดการใช้แหล่งพลังงานได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ด้วยศักยภาพทั้งทางด้านความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานครบวงจร พร้อมผู้บริหารและพนักงานที่มีศักยภาพ รวมทั้งการมีความแข่งแกร่งด้านเงินลงทุน เราเชื่อว่าบ้านปูเป็นอีกหนึ่งภาคเอกชนที่สามารถเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยพัฒนาพื้นที่อีอีซีและประเทศไทยกลายเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมกับนานาประเทศ และเป็นเมืองแห่งอนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;quot; นางสมฤดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสมฤดีกล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนงานในช่วง 5 ปี (64-68) โดยมุ่งเน้นดำเนินธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด ตั้งเป้าปี 2568 บริษัทจะมีสัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย, ภาษี, ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่มาจากธุรกิจถ่านหินลดลงเหลือ 44% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% ส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แผนงานดังกล่าวจะครอบคลุมปัจจัยที่องค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่มีมติให้จำกัดกำมะถันในน้ำมันเตาของเรือขนส่งให้ไม่เกิน 0.5% จากปัจจุบัน 3.5% โดยจะมีผลในปี 63 ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทมีแผนนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในเหมืองเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลด้วย นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนในธุรกิจปลายน้ำในประเทศสหรัฐเพิ่มเติม&amp;nbsp; โดยจะรวมอยู่ในแผนงานปี 64-68 โดยการลงทุนจะมีความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้เติบโต 20% มาอยู่ที่ 3.2 พันล้านเหรียญฯ เป็นไปตามปริมาณการขายถ่านหินที่เพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านตัน จากปีก่อนที่ทำได้ 42 ล้านตัน. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บุญช่วย ค้ายาดี รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32123</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญช่วย ค้ายาดี, สมฤดี ชัยมงคล, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190324/image_big_5c9792c81675b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
