<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิรูปต้นทาง แก้ยัด&#039;ข้อหา&#039; ป้องกัน&#039;แพะ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงเสวนารวมพลคนเป็นแพะ 3 คดีร่วมกันแฉตำรวจยัดข้อหา ซ้อม ทรมานให้รับสารภาพ เดินหน้าฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย พ่อเด็ก ม.6 โอดครอบครัวหมดเนื้อหมดตัว ลูกชายถูกซ้อมจนเป็นโรคซึมเศร้า &amp;nbsp;อัยการสะท้อนใจแฉมีคดีแพะอื้อ แนะปฏิรูปให้อัยการเห็นสำนวนตั้งแต่แรก หลายหน่วยงานฟ้องเองได้ อึ้ง!อดีตผู้พิพากษาศาลฎีการับเป็นแพะเหมือนกัน ถูกหลอกมาเยอะ กว่าสำนวนขึ้นสู่ศาลแทบไม่เหลืออะไรแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ถนนสามเสน วันที่ 7 ตุลาคม มีการเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;ตำรวจยัดข้อหา ประชาชนจะต่อสู้และปฏิรูประบบสอบสวนอย่างไร?&amp;quot; จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police Watch ซึ่งมีเหยื่อและญาติผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดข้อหามาร่วม 3 กรณี โดยมี พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้เขียนหนังสือ &amp;quot;วิกฤติตำรวจและงานสอบสวน จุดดับกระบวนการยุติธรรม&amp;quot; เป็นผู้ดำเนินรายการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.จินดา ศรีสมัย ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดครอบครองยาเสพติด กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อ 19 ก.ย.54 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดยา ใช้วิธีการซ้อม บังคับให้ยอมรับว่าครอบครองยาเสพติดที่สถานบันเทิง ซึ่งตำรวจเข้าใจว่าตนเองชื่อ &amp;quot;เก๋&amp;quot; ตามที่สายลับบอกมา ต่อมาตำรวจตามไปจับที่ปั๊มน้ำมัน อ.สำโรง จ. สมุทรปราการ ขณะกำลังไปขึ้นรถ แล้วตบไปมา ถามว่า &amp;ldquo;มึงมีของมั้ย&amp;rdquo; มีการค้นที่ห้องพักและเอาของที่มีราคาไป หยิบเงินไปกว่าหมื่นบาท ระหว่างที่ไป บก.น.1 ก็ยังมีการซ้อม บอกว่าถ้าอยากกลับบ้านก็ขอมีเพศสัมพันธ์กับตำรวจ 4 นาย ขอเงิน 200,000 บาท ถ้าไม่สามารถเอาเงินมาได้ก็จะเพิ่มยาเสพติดให้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดิฉันมีการให้รายละเอียดต่อศาลว่าถูกซ้อม แต่ศาลไม่รับฟัง แต่ฟังตำรวจมากกว่าผู้ต้องหา เป็นเรื่องที่ไม่มีการนำพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นหลักฐาน และศาลไม่ให้ประกันตัว ศาลชั้นต้นลงโทษ 9 ปี 4 เดือน &amp;nbsp;ติดไปแล้วกว่า 3 ปี ต่อมาดิฉันเห็นคนเดิมไปทำเหตุการณ์เช่นนี้กับคนอื่นอีกจึงทนไม่ได้ จึงขอให้กระบวนการยุติธรรมปรับปรุง เพราะประชาชนเดือดร้อนมากแล้ว และได้ฟ้องกลับตำรวจที่จับกุมในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และตบทรัพย์&amp;quot; น.ส.จินดากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยงค์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตามมาตรา 131 ป.วิอาญาเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบต้องรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเพื่อพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาด้วย ดังนั้นต้องไม่มีอคติต่อผู้ต้องหา และหากไม่ได้รับความยุติธรรม ขอให้ผู้ต้องหายื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดขอความเป็นธรรมได้ ซึ่งมีสิทธิที่จะดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานสอบสวนภายในอายุความที่กำหนด อย่าเชื่อว่าจะมีการวิ่งเต้นไม่ให้อัยการสั่งไม่ฟ้องหรือโดนหลอก สำหรับปัญหาการสอบสวนของไทย เพราะอัยการไม่ได้ลงไปสอบสวนด้วยแต่แรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ฟังเรื่องของคุณจินดาแล้วสะท้อนใจ ตนได้ยินเรื่องเหล่านี้มาแทบทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้ในต่างประเทศหากมีความผิดพลาดเมื่อเห็นปัญหาต้องรีบแก้ไข แต่ประเทศไทยจะรีบแก้ตัว และปกปิดความจริง กรณีแบบเดียวกับคุณจินดามีมากมาย ประเทศใดที่มีการคอร์รัปชันมาก ตัวชี้วัดคือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมไทยโคตรห่วยแตก เกิดการจับผิดและยัดข้อหารีดเงินกันมากมาย พนักงานสอบสวนไม่รวบรวมหลักฐานหรือสอบสวนเพิ่มเติมตามจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามมาตรฐานสากล เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาไปแล้วจะรีบแจ้งอัยการทันที &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การปฏิรูปของไทยต้องยอมให้อัยการสามารถลงไปดูหรือรับรู้เมื่อมีการจับกุม และการที่ดำเนินคดีควรมีหลายหน่วยงานดำเนินคดีได้ เช่น ปกครอง อัยการ ส่งพยานหลักฐานฟ้องเองได้ ที่น่าสงสัย การยึดยาเสพติดของไทยมีปัญหามาก ทำให้ตำรวจเอายาไปยัดยาให้ใครก็ได้ จับ 1 หมื่นเม็ด เหลือ 1 พันเม็ด แล้ว 9 พันเม็ดไปไหน ซึ่งในต่างประเทศเขาจะให้อัยการเข้าไปตรวจสอบด้วยแต่แรก เพื่อไม่ให้ตำรวจนำยาที่ไม่รายงานไปยัดให้ใครได้ การทำงานของเราไม่มีมาตรฐานแม้แต่ขั้นตอนเดียว&amp;quot; นายน้ำแท้กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ม.บูรพา กล่าวว่า การที่สอบสวนไม่มีการบันทึกภาพและเสียงทำให้เกิดปัญหา หากมีอุปกรณ์เหล่านี้ จะเห็นว่าผู้ต้องหามีบาดแผลจากการซ้อม ทรมาน เมื่อมีการจับกุม พนักงานสอบสวนไม่สอบเพิ่มเติม หลายกรณีไม่มีการถ่วงดุล สตช.ควรนำกรณีผิดพลาดต่างๆ ไปปรับปรุงการทำงานที่ผิดพลาด เพราะเกิดขึ้นทั้งในนครบาลและต่างจังหวัด เชื่อว่ามีแบบนี้อีกเป็นแสนราย กระบวนการยุติธรรมต้องเลิกการทำงานของคนคนเดียวที่สามารถจับกุมเอง หาหลักฐาน สอบเองและทำคดีเอง แบบนี้คนไทยมีสิทธิติดคุกง่ายมาก และต้องเลิกการใช้สายลับ มาเป็นการใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวรนารภ ภูมิถาวร อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า ตำรวจต้องให้ผู้ต้องหาอ่านสำนวนคดีก่อนเซ็นชื่อด้วย ปัญหาสำคัญมาจากการสอบสวนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กรณีจับกุมนำตัวไปรีดไถเรื่องที่เกิดขึ้นตนก็เป็นแพะถูกหลอกมาเยอะ กว่าสำนวนมาสู่ศาลแทบไม่เหลืออะไรแล้ว คนที่ถูกจองจำเป็นผู้บริสุทธิ์เยอะ ตนถึงกรวดน้ำให้ผู้บริสุทธิ์ทุกวัน ขอฝากสื่อให้ลงข่าวในเรื่องประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม ให้ไปหาอัยการคุ้มครองสิทธิฯ และขอให้การปฏิรูปตำรวจนำคนที่เป็นแพะเข้าไปประชุมด้วย คณะกรรมการปฏิรูปควรจะเคยต้องคดีมาก่อนถึงจะปฏิรูปตำรวจสำเร็จ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนากร เจริญรุ่งเรือง บิดานายราชศักดิ์ เจริญรุ่งเรือง ที่ถูกตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรีจับกุมข้อหายาเสพติด ศาลฎีกายกฟ้อง และกำลังฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาท กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจพยายามยัดข้อหายาเสพติด น.ส.ศิริวรรณ ที่มีนายราชศักดิ์พยายามเข้าไปช่วย และถูกเอาถุงข้าวสารครอบหัวเพื่อเอาทรัพย์ไป (แหวน) โดยทำการซ้อมเพื่อให้ยอมรับ โดยนำผู้ต้องหา น.ส.ศิริวรรณและนายราชศักดิ์กลับไปที่บ้านเพื่อค้นหายาที่อ้างว่าพบยา 716 เม็ดโดยบอกว่ามียาเสพติดในกระเป๋ากางเกงของผู้ต้องหาทั้งสอง คนละ 10 เม็ด และ 6 เม็ด และให้ชี้จุดที่ซ่อนยาข้างบ้าน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่การบันทึกการจับกุมขณะที่จำเลยถูกมัดไขว้หลังมีพิรุธ ทั้งเวลา หลักฐานที่ไม่สอดคล้องกัน ในฐานะพ่อ จึงต้องต่อสู้เพื่อลูก ดำเนินคดีจากหลักฐานของตำรวจเองก็เป็นดาบคืนสนอง ซึ่งคุณศิริวรรณบอกในภายหลังว่าตำรวจหลอกให้ไปกดเงินเอทีเอ็มให้ 50,000 บาท แต่เวลาที่ตำรวจบันทึกเป็นเวลาที่ต่างจากเวลาที่กดเงินจริง ในคำเบิกความคุณศิริวรรณมีความชัดเจน &amp;nbsp;ตอนนี้ศาลยกฟ้องแล้ว และกำลังฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย 30 ล้าน&amp;quot; นายธนากรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร นักเรียนชั้น ม.6 ที่ถูกตำรวจ จ.ปราจีนบุรี จับยัดข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กล่าวว่า ลูกชายถูกจับแล้วซ้อม ใช้ถุงขยะครอบหัวเพื่อให้ยอมรับว่าครอบครองสร้อยทองที่อ้างว่าไปชิงจากหญิงคนหนึ่ง และทำการตรวจสอบฉี่ อ้างว่าพบสารเสพติด แต่มีญาติมาช่วยได้ทัน และพาไปตรวจฉี่ที่โรงพยาบาล ผลฉี่คือไม่พบสารเสพติด ต่อมาตำรวจได้ขอเงิน 50,000 บาท ทราบว่าเป็นตำรวจปราจีนฯ ชุดเดียวกันกับคดีของนายราชศักดิ์ โดยศาลชั้นต้นลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงนายเดียวยศ พ.ต.ท. ลงโทษเพียง 1 ปี 4 เดือน แต่ต่อมารอลงอาญา เพราะตำรวจมีประวัติที่ไม่เคยกระทำผิดในวิชาชีพ ตนจะสู้ต่อขออุทธรณ์ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมได้ไปร้องเรียนมาแล้วทุกกระทรวงถึง 50 หน่วยงานรัฐในรอบ 7 ปี ไม่สามารถช่วยได้ ก็แค่ปาหี่ ทุกที่บอกเหมือนกันว่ากำลังดำเนินการ พยายามให้คิดว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมที่ไม่มีใครอยากฟัง รอว่าถ้ามีกระทรวงเวรกรรมผมก็จะไปร้องอีก ขณะนี้ครอบครัวชื่นจิตรหมดเนื้อหมดตัวและเสียสุขภาพจิตกับตำรวจอย่างมาก ไปร้องที่อำเภอบ้านสร้างก็หาว่าผมติดยาเสพติด ลูกชายสะสมความเครียดมาก ใส่ชุดนักเรียนไปร้องเรียนกลายเป็นโรคหวาดระแวง ซึมเศร้าจากการถูกซ้อมทรมาน ที่เรียกว่า PDSD จึงขอใบรับรองจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ไปร้องต่อศาล ซึ่งศาลก็วินิจฉัยตามนั้น วันตัดสินของศาลชั้นต้น ศาลได้พยายามไกล่เกลี่ยและให้อภัยด้วยการรับเงินไปเสีย แต่โจทก์ไม่ยินดีที่จะรับเงิน และจะเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป&amp;quot; นายสมศักดิ์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19314</URL_LINK>
                <HASHTAG>จินดา ศรีสมัย, ธนากร เจริญรุ่งเรือง, น้ำแท้ มีบุญสล้าง, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, วรนารภ ภูมิถาวร, วิเชียร ตันศิริคงคล, สมศักดิ์ ชื่นจิตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181007/image_big_5bba184b16cfd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ปีที่รอคอย คุกตร.ปราจีน ยัดข้อหาม.6</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิพากษาคุก 1 ปี ตร.ปราจีนฯ ซ้อมยัดข้อหาเด็ก ม.6 โดยให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมปรับ 8พันบาท &amp;quot;พ่อเหยื่อ&amp;quot; เผย 9 ปีที่รอคอยพิสูจน์ลูกชายเป็นแพะ เตรียมอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องบทลงโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง (ในขณะนั้น) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมพวก เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.925/2558 ว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 จำเลยได้ร่วมกันซ้อมทรมานเพื่อให้ตนเองรับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา เหตุเกิดที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรีนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลปราจีนบุรีได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2561 ว่า พ.ต.ท.วชิรพันธ์ โพธิราช มีความผิดจริง ส่วน พ.ต.ท.ปัญญา เรือนดี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากพยานหลักฐานที่ได้จากการพิจารณา ศาลเชื่อว่าโจทก์ได้ถูก พ.ต.ท.วชิรพันธ์ จำเลย ทำร้ายเพื่อให้รับสารภาพจริง จึงมีความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 157 มาตรา 200 มาตรา 295 มาตรา 309 มาตรา 301 มาตรา 391 และมาตรา 83 ให้ลงโทษฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 12,000 บาท แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ศาลลดโทษกึ่งหนึ่งคือ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 1 ปี ปรับ 8,000 บาท ด้วยวิชาชีพของจำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลย เคยถูกลงโทษมาก่อน ให้รอลงอาญา 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.ท.ปัญญา ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าได้ทำร้ายโจทก์ เพียงแต่เปิดประตูแล้วถามว่า โจทก์รับสารภาพแล้วหรือยัง อีกทั้งโจทก์ไม่ได้เบิกความว่าได้ร่วมทำร้ายโจทก์ แต่รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่โจทก์ถูกซ้อมทรมาน แต่เนื่องจากขณะที่เปิดประตูและถามว่าโจทก์รับสารภาพหรือยังนั้น ไม่ได้เห็นแจ้งว่าพูดในขณะที่โจทก์ถูกคลุมถุงที่จะทราบได้ว่าผู้พูดเป็นใคร คำให้การโจทก์จึงไม่ยืนยันพฤติกรรมการกระทำความผิดของพ.ต.ท.ปัญญา เป็นเหตุให้มีข้อสงสัย ศาลจึงยกประโยชน์ต่อความสงสัยนั้น และยกฟ้องจำเลยดังกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ กล่าวภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า เรารอคอยความยุติธรรมมาตลอด 9 ปี หวังให้ความจริงปรากฏ ครอบครัวของเราต้องเป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำร้ายร่างกายประชาชน ซ้อมทรมานให้รับสารภาพในความผิดอาญาที่เราไม่ได้เป็นผู้กระทำ สิ่งที่ลูกชายได้พูดมาตลอดระยะเวลา 9 ปี เป็นความจริง มิได้เป็นการใส่ร้ายกล่าวหาตำรวจ ชาวบ้านธรรมดาที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัวให้มีกินสุขสบายก็ยากลำบากแล้ว ใครจะไปกล้าให้ร้ายกล่าวหาตำรวจผู้ที่มือข้างหนึ่งถืออำนาจรัฐ และมืออีกข้างยังถือปืนกุญแจมือพร้อมด้วยกฎหมาย ชาวบ้านกลัวและไม่กล้ายุ่งเกี่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คำพิพากษาดังกล่าวพิสูจน์ว่าสิ่งที่ลูกชายพูดมาตลอด 9 ปีเป็นความจริง มิได้ให้ร้ายกล่าวหาตำรวจ แต่สิ่งที่ไม่เห็นพ้องคือบทลงโทษ ซึ่งก็ต้องร้องขอในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ผมมีหน้าที่ปกป้องครอบครัวและคนที่ผมรัก จึงต้องแสวงหาความยุติธรรมกลับคืนมาให้ได้&amp;rdquo; บิดานายฤทธิรงค์ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19048</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.วชิรพันธ์ โพธิราช, ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร, สมศักดิ์ ชื่นจิตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb4d3db7b730.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
