<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสมาคมทนายฯ ชี้หากตร.ทำสำนวนคดี &#039;อดีตผกก.โจ้&#039; เสร็จแล้ว ควรแถลงให้ปชช.รู้ทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความว่า ตามที่สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2564 เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล (ผู้กำกับโจ้) กับพวก กรณีถูกกล่าวหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ที่ จ. 187/2564 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดซึ่งต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้โอนสำนวนมาให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยขอเรียนว่า เหตุที่ได้เรียกร้องให้มีการโอนสำนวนคดีนี้จาก สภ.เมืองนครสวรรค์ ให้กองบังคับการกองปราบปรามรับผิดชอบเพื่อขจัดการมีส่วนได้เสียอันจะทำให้การสอบสวนเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยเฉพาะการดำเนินคดีนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานตำรวจในขณะที่ผู้ทำหน้าที่สอบสวนก็เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเช่นกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงต้องดำเนินคดีนี้ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในตำรวจที่เป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนว่ามีความเป็นกลางและเป็นธรรม การมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องบุคคลใดได้ดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและตามรูปคดี โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำไม่ว่าจะจากบุคคลหรือองค์กรใด ดังนั้น เมื่อทำการสอบสวนเสร็จก่อนส่งสำนวนและความเห็นของพนักงานสอบสวนให้กับพนักงานอัยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรแถลงให้ประชาชนได้ทราบถึงความเห็นของพนักงานสอบสวนในการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคนใด ในข้อหาใดหรือไม่พร้อมด้วยเหตุผลประกอบการมีความเห็นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศเห็นว่าการแถลงให้ประชาชนทราบถึงความเห็นของพนักงานสอบสวนไม่ถือเป็นการแทรกแซงการสอบสวน ทั้งมิได้เป็นการเปิดเผยความลับในสำนวนและมิได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยขอสนับสนุนการดำเนินคดีอย่างอิสระของพนักงานสอบสวน โดยทุกขั้นตอนจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ปราศจากอคติ ความลำเอียง และต้องเคารพสิทธิของผู้ต้องหาที่รัฐธรรมนูญสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115402</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงคลุมหัว, นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, ผู้กำกับโจ้, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_6080221fedcaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมทนายความฯ ควง &#039;ไทยสร้างไทย&#039; นำ 7 แสนรายชื่อฟ้องนายกฯปฏิบัติหน้าที่มิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ออกเเถลงการว่า สมาคมทนายความเเห่งประเทศไทย และพรรคไทยสร้างไทย ,โดย รศ.ดร. โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ ,นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะกรรมการกฎหมายและการเมือง พร้อมด้วยผู้เสียหาย ได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้า สืบเนื่องจากกรณีที่มีประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารทางสาธารณสุขผิดพลาดจากรัฐบาลกว่า 700,000 คน ลงชื่อในแคมเปญของพรรคไทยสร้างไทย ในการร่วมฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา กับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. จากประเด็นและสาเหตุดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย ประชาชนย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่อจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนรัฐมีหน้าที่ต้องควบคุมและป้องกันโรค รักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 47 และ 55 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สถานการณ์ของโควิด-19 ณ วันที่ 7 ส.ค. 2564 ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปรากฏว่า มีผู้ติดเชื้อสะสมถึง 707,659 ราย เสียชีวิต 6,066 คน เป็นผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวจำนวน 213,444 คน รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 78,733 คน ทำให้ผู้ป่วยล้นเกินจากระบบสาธารณสุขปกติถึง 134,671 คน ต้องรักษาตัวนอกระบบสาธารณสุขปกติ ได้แก่ รักษาตัวโรงพยาบาลสนาม 70,281 คน รักษาตัวด้วยการกักตัวในบ้านหรือในชุมชน (Home/Community Isolation) 55,177 คน รักษาตัวอยู่ในที่อื่นที่ไม่สามารถระบุได้อีก 9,213 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สาเหตุของความล้มเหลวของการบริหารสถานการณ์โควิด-19 และการบริหารทางสาธารณสุข เกิดจากความบกพร่องอย่างร้ายแรงของนายกรัฐมนตรีที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดการแพร่ระบาดถึง 4 ระลอก รวมทั้งบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบบสาธารณสุขปกติไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจํานวนมากดังกล่าวได้ ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่สาธารณะหรือบ้านพักตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 และขยายเวลาจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2564 โดยรวมอำนาจรักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับไว้ที่ตนเองแต่เพียงผู้เดียว แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายดังกล่าวอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสมาคมทนายความฯ ได้ดำเนินการจัดทำสำนวนคำฟ้องในเรื่องนี้เสร็จเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมจะยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในวันศุกร์ที่ 13 ส.ค.เวลาประมาณ 10.30 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112993</URL_LINK>
                <HASHTAG>นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พรรคไทยสร้างไทย, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113acc530e59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมทนายความฯ จี้ &#039;บิ๊กตู่&#039; ยกเลิกข้อกำหนดให้อำนาจ กสทช.ฟันข่าวปลอม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความว่า &amp;quot;ตามที่นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ลงวันที่ 29 ก.ค. 64นั้น สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ตามข้อกำหนดข้อ 1 ที่ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว นั้น &amp;nbsp;เป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจไว้เฉพาะเพียงเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน เท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจการนำเสนอข่าวหรือสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) การห้ามนำเสนอข่าว สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจะกระทบไปถึงเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลบางกลุ่ม เช่น นักประพันธ์หนังสือหรือผู้สร้างภาพยนตร์แนวสยองขวัญหรือฆาตกรรม ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความหวาดกลัวมากที่สุดเพื่อผลทางการค้าและความบันเทิง โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19แต่การประกอบอาชีพของบุคคลดังกล่าวกลับถูกห้ามตามข้อกำหนดข้อ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ตามมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบเป็นผู้ใช้อำนาจออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แทนก็ได้นั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จะต้องเป็นบุคคลซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคม หรือสื่อสังคมออนไลน์ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2563 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 แต่ตามข้อกำหนดข้อ 2 กลับให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ซึ่งมิได้เป็นบุคคลที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อกำหนดนี้จึงขัดต่อกฎหมายและขัดกับคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2563ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ส่วนการให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรเป็นผู้วินิจฉัยว่าข้อความหรือข่าวสารใดขัดต่อข้อกำหนดข้อ 1 ซึ่งเป็นอำนาจศาลที่นอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 194 แล้ว การใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยดังกล่าว จะกระทำได้เฉพาะผู้ที่เป็นบุคคลเท่านั้น ส่วนสำนักงาน กสทช. มิได้เป็นบุคคล จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจตามคำสั่งดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) นอกจากนี้ การให้อำนาจสำนักงาน กสทช. มีอำนาจสั่งให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ในไอพี (IP address) ที่ใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวสารหรือข้อมูลดังกล่าวทันที เท่ากับเป็นการปิดกิจการของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นที่ดำเนินกิจการทางออนไลน์ จึงขัดต่อบทบัญญัติตามมาตรา 35 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of powers) เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ โดยฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมาย ฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนศาล หรือฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตัดสินกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การที่กฎหมายยกเว้นให้ฝ่ายบริหารสามารถออกข้อกำหนดที่มีสถานะเป็นกฎหมายได้ก็เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่กฎหมายมิได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการในการวินิจฉัยผิดถูกด้วย การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารจึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ยกเลิกข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 29 ทันที พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาลพึงตระหนักว่า อำนาจและงบประมาณที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นของประชาชนและมาจากภาษีอากรของประชาชน รัฐบาลที่ดีจึงต้องรับฟังความคิดเห็นและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้การตรากฎหมายหรือออกข้อบังคับใด ๆ นอกจากจะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเพื่อความมั่นคงของรัฐ แต่ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111677</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อกำหนดฉบับที่ 29, นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พรก.ฉุกเฉิน, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_6080221fedcaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2020 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2020 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมทนายฯประกาศเลือกข้าง ช่วยเหลือกฎหมาย ผู้เสียหายจากการถูกจนท.สลายชุมนุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.63 - นายนรินทพงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ออก แถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำลังรถยนต์และเครื่องมือที่ใช้ในการปราบจลาจลเข้าสลายการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่มาร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล ที่บริเวณสี่แยกปทุมวันนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยเห็นว่า แม้การชุมนุมดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันจะถือเป็นความผิดตามกฎหมายก็ตาม&amp;nbsp;แต่การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าระงับการชุมนุมที่ถือเป็นความผิดจะต้องกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินแก่เหตุ หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น อันเป็นไปตามมาตรา 17 ของกฎหมายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจึงจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่การชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นโดยสงบ ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีการก่อเหตุร้ายหรือก่อเหตุจลาจล ดังนั้นการระงับการชุมนุมจึงต้องกระทำโดยละม่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับปรากฏว่า เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลังและเครื่องมือร้ายแรงที่มีไว้เพื่อปราบการจลาจลเข้าสลายการชุมนุม การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่สุจริตและเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีจำเป็น ผู้กระทำจึงต้องรับผิดทั้งทางแพ่งทางอาญาและทางวินัย รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยพร้อมจะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าว และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติพึงระลึกว่า ผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นคนร่วมชาติที่มิได้มีความขัดแย้งกับท่าน หากแต่เป็นการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี จึงควรปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมด้วยขันติธรรมและเมตตาธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80889</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, นรินทพงศ์ จินาภักดิ์, ม็อบ, สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f8ac9182ce2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
