<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มีชัย&#039;เสนอทางออกกำกับดูแลสื่อ หนุนรวมศูนย์กำกับดูแลหน่วยงานทุกสื่อ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
3 ก.ค.61 - นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ปาฐกถาพิเศษเรื่อง &amp;quot;กำกับดูแลสื่ออย่างไรให้เป็นที่พึ่งของสังคม&amp;quot; ในโอกาสครบรอบ 21ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยระบุว่า เป็นหัวข้อที่น่าแปลกใจ เพราะเท่าที่จำได้สื่อเรียกร้องให้ตัวเองมีอิสระเสรีไม่ให้ใครมากำกับควบคุม จนมีการรับรองความเป็นอิสระจากทุกคนทุกฝ่าย แม้แต่เจ้าของธุรกิจสื่อมวลชนเองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่ให้เจ้าของสื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพราะอาจใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ และยังมีกลไกใหม่ออกมาคือทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้โซ่จริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องกำหนดกันเอง แต่พบว่า 1. ไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่ 2. ไม่ค่อยมีใครปฏิบัติตาม เพราะองค์กรสื่อจัดตั้งขึ้นมาโดยอาศัยกฎหมายปกติธรรมดา กติกาจะใช้ได้เฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิก แต่ก็มีกรณีที่ออกจากการเป็นสมาชิก ทำให้กติกาไม่ได้ครอบคลุมไปถึงคนเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมีชัย กล่าวว่าขณะเดียวกันตอนนี้สื่อมวลชนตระหนักกันว่าถูกมองในแง่ลบมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากการให้ข่าวสารและความคิดเห็นหลายกรณีถูกตั้งคำถามว่า ข่าวนั้นเป็นข่าวจริงหรือปนอารมณ์เข้าไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมีชัย ยังกล่าวย้ำถึงแนวคิดผู้ตรวจการ (Ombudman) เป็นระบบการตรวจสอบภาครัฐ ซึ่งเป็นต้นแบบการกำกับดูแลสื่อตั้งแต่เจ้าของสื่อ บรรณาธิการ ผู้สนับสนุนสื่อ และประชาชน ซึ่งแต่ก่อนประชาชนอาจจะยังไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบ แต่ปัจจุบันนี้ประชาชนขึ้นมาเป็นสื่อได้เองโดยที่ไม่ต้องมีวิชาชีพก็สามารถจะเผยแพร่ถ้อยคำได้ทุกรูปแบบ รู้อะไรก็แชร์ข้อมูล และหากใครจับหลักจิตวิทยาได้ ก็ยิ่งหยิบเอาข้อมูลดิบใส่คนอื่น ทุกคนมีอารมณ์ดิบด้วยกันทุกคน ก็เกิดความสะใจ และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงกลายเป็นว่าสื่อเดินตามสังคมที่สามารถรายงานได้ทันต่อสถานการณ์ จนทำให้ประชาชนคนทั่วไปเชื่อถือข้อมูลในสังคมออนไลน์ และทำให้ความตำเป็นในการสนใจต่อสื่อหลักน้อยลง เพราะคนสามารถเลือกบริโภคสื่อตามความสะดวกมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อเสนอแนะในการตรวจสอบกันเอง นายมีชัย กล่าวว่า องค์กรที่เกี่ยวกับการควบคุมวิชาชีพสื่อมวลชนจะต้องรวมทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่หนังสือพิมพ์ และมีความจำเป็นที่ต้องออกเป็นกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรให้เป็นหลักเป็นฐาน และต้องมีอำนาจบางอย่างเพื่อวางจริยธรรมวิชาชีพ แม้จะไม่มีอำนาจลงโทษ แต่หากมีการกระทำผิดจริยธรรมจริง ให้มีอำนาจแถลงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ ซึ่ะฟ้องกลับว่าหมื่นประมาทไม่ได้ และ แล้วก็ไม่ต้องไปลงโทษเพิกถอนใบอนุญาตวิชาชีพ หรือไปบังคับใครมาอบรมจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งเป็นวิธีรักษาความน่าเชื่อถือของสื่อ โดยไม่ไปกระทบหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพใคร พร้อมย้ำความจำเป็นที่ต้องมีองค์กรกำกับวิชาชีพสื่อ เพื่อตรวจสอบดูแลการทำงานและการนำเสนอข่าวสาร โดยเฉพาะท่ามกลางสังคมออนไลน์ที่มีการกระจายข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12734</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏรูปสื่อ, มีชัย, สมาคมนักข่าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b0423fa66e5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2018 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสวนายุติธรรมภิวัฒน์ &#039;พระพยอม&#039; สวดยุติธรรมไทยกำลังป่วย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 มี.ค. 61 - &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ร่วมกับเครือข่ายจิตอาสาเพื่อสังคม จัดงานเสวนาในหัวข้อ &amp;rdquo;เสวนายุติธรรมภิวัฒน์&amp;rdquo; เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคมไทยโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องจากการต่อสู้ของประชาชนในการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ โดยมี &amp;nbsp;พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว นายไพบูลย์ นิติตะวัน ฃอดีตสมาชิกสภาปฏิรุปแห่งชาติ(สปช.)นายประยงค์ ไชยศรี ตัวแทนกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ ร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพยอม กล่าวว่าความยุติธรรมต้องเกิดจาก ธรรม โดยชอบธรรม เพื่อธรรม แต่ความยุติธรรมไทยขณะนี้อยู่ในภาวะป่วย เนื่องจากมีบางคดีที่ถูกตัดสินไปแล้วอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อมีคนไปร้องใหม่ พร้อมค่าธรรมเนียม ศาลก็รับฟ้อง ส่งผลให้มีคดีใหม่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องสุมกับคดีเก่า ยิ่งทำให้มีคดีเต็มไปหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับคดีโฉนดที่ดินของตนที่เวลาผ่านไปนานมากแล้ว และกฎหมายบางมาตราระบุว่าถ้าใครได้รับการรับโอนที่ดิน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่เกิน 1 ปี ภายหลังศาลตัดสินคดีไปแล้ว หากจะมีการร้องคัดค้าน ต้องดำเนินการในช่วงเวลาที่กำหนด แต่กรณีนี้ ตนเริ่มดำเนินการถมที่ และก่อสร้าง ไปแล้ว 2 ปี 7 เดือน แต่อยู่ดีๆ โฉนดที่ตนถือ อยู่กลับกลายเป็นสิ่งไม่มีค่าไปเสียอย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องผ่านไปเลยระยะเวลาที่กำหนด แต่ทำไมถึงมีการขุดมาดำเนินการใหม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีลูกศิษย์มาเล่าให้อาตมาฟัง วันที่มีการตัดสินคดี ฝ่ายที่ชนะคดีได้พูดในงานเลี้ยง ว่า ต่อให้เป็นพระดี พระดัง สร้างบารมีแค่ไหน มันก็สู้เทคนิคทางกฎหมายของพวกเราไม่ได้&amp;rdquo;เจ้าอาวาส วัดสวนแก้ว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายไพบูลย์ &amp;nbsp;กล่าวว่าปัญหาความยุติธรรมที่ไม่เกิดขึ้น เกิดจากผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรม และตัวบทกฎหมายต่างๆ ที่เอื้อต่อผู้มีอำนาจ อาทิกฎหมายที่ยังมีความคลุมเครือ ส่งผลให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือ รวมทั้งปัญหาความเข้มแข็งของการตรวจสอบถ่วงดุลโดยภาคประชาชน ผ่านกลไก การชุมนุม หรือการร้องทุกข์ตามกระบวนที่กำหนด แต่กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเข้าสู่เป้าหมาย กลับกลายเป็นว่า ยิ่งทำยิ่งผิดกฎหมายที่บัญญัติ ทำให้ผู้มีอำนาจนำกฎหมายเหล่านั้นมาบังคับเป็นคดีความต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากต้องการให้เกิดความยุติธรรม ประชาชนต้องมีอำนาจเพิ่มโดยใช้กลไกลของกฎหมาย โดยการศึกษากฎหมาย เพื่อใช้ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน ได้แก่ ตำรวจ และดีเอสไอ ชั้นอัยการ ซึ่บางกรณี มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่ฟ้องอัยการ เพื่อไม่ได้ศึกษาข้อกฎหมาย ได้เพียงแค่ก่นด่า ทั้งที่ประชาชนสามารถฟ้องอัยการได้ ความยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้นเลย หากตัวท่านเองไม่ดำเนินการ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยงค์ กล่าวว่า กฎหมายในประเทศไทยศักดิ์สิทธิ์เฉพาะกับบรรดาชาวบ้าน แต่ไม่ได้รวมถึงนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งที่ผ่านมาภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ องค์กรพิทักษ์สยาม และ กปปส. &amp;nbsp;ต่างต่อสู้เพื่อความยุติธรรมมาโดยตลอด ซึ่งพวเขาเหล่านี้ เป็นคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ เคารพและเชื่อมั่นต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งกลุ่มที่เคลื่อนไหวล้วนมีสิทธิตามรัฐธรรมนสูญที่จะออกมาขับไล่รัฐบาลที่ไม่รักษาผลประโญชน์ของประเทศชาติ ตามม.69 แต่ทำไมถึงยังต้องโดนคดีกบฎ และก่อนการร้าย ตนจึงอยากถามว่า ใครเป็นคนที่ทำให้พวกเราเป็นกบฎ และเป็นภัยต่อความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความรุนแรงที่เกิดขึ้นช่วงที่มีการชุมนุมนั้น เกิดขึ้นจากฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น และการชุมนุมของพันธมิตรฯ ทำให้ประชาชนรักสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น มีความจงรักภักดีมากขึ้นและยังทำให้ประชาชนหูตาสว่าง นอกจากนี้ ข้อมูลที่พันธมิตรฯนำเสนอต่อประชาชนนั้น ส่งผลให้ผู้ที่ทุจริตถูกลงโทษไปหลายราย และการชุมนุมครั้งนั้น ทำให้ประชาชนทราบว่า ระบอบทักษิณมีอยู่จริง เช่นเดียวกับการจ้องล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกัน&amp;rdquo; นายประยงค์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5642</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระพยอม, ยุติธรรม, สมาคมนักข่าว, เสวนายุติธรรมภิวัฒ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180323/image_big_5ab4cd5cc59fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
