<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนชวนเลิกกรมธรรม์มีความผิด เสียสิทธิ์ประโยชน์เกินคาด-คปภ.เร่งช่วยเหยื่อหมิงตี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันได้มีบุคคลบางกลุ่มแอบอ้างตนเป็นที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของบริษัทประกันชีวิต โทรศัพท์ไปหาประชาชน เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการถือครองกรมธรรม์ประกันภัย มีการสอบถามและขอข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย โดยอ้างว่าจะทำการเปรียบเทียบและดูผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าให้ และเมื่อผู้เอาประกันภัยหลงเชื่อให้ข้อมูล ผู้แอบอ้างจะทำการเปรียบเทียบข้อมูลและแนะนำให้ผู้เอาประกันภัยยกเลิกหรือหยุดชำระเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ฉบับเดิม เพื่อทำสัญญาประกันชีวิตฉบับใหม่ ซึ่งทางสมาคมประกันชีวิตได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวนั้นถือว่าผิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทประกันชีวิตไม่เคยมีนโยบายหรือมอบหมายให้บุคคลกลุ่มใดชักชวนให้ประชาชนยกเลิกหรือเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยแต่อย่างใด เพราะการกระทำดังกล่าว อาจทำให้ผู้เอาประกันภัยเสียสิทธิ์ของกรมธรรม์และผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ เสียสิทธิ์เรื่องการลดหย่อนภาษีของผู้มีเงินได้ รวมถึงการที่ผู้เอาประกันภัยต้องดำเนินการแถลงข้อความจริงเกี่ยวกับสุขภาพต่อบริษัทใหม่ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัยหรือต้องจำยอมจ่ายเบี้ยประกันภัยในระดับที่สูงขึ้น เพราะปัญหาสุขภาพที่มากขึ้น และระดับอายุที่สูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์ที่จะไม่จ่ายเคลมหรือผลประโยชน์ในกรณีที่เกิดอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย หรือระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง ตั้งแต่ 30-120 วัน นับจากวันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ ซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันภัย และในกรณีถ้าหลงเชื่อทำการยกเลิกกรมธรรม์ โดยเฉพาะประเภทสะสมทรัพย์ก่อนครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันภัยอาจเสียสิทธิ์ได้ระดับผลตอบแทนที่มีการันตีผลตอบแทนหรือมีเงินคืนรายปี เพราะอัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น้อยกว่าอัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสาระ กล่าวว่า ดังนั้นบุคคลบางกลุ่มที่แอบอ้างตนเป็นที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของบริษัทประกันชีวิต รวมถึงตัวแทนหรือนายหน้าของบริษัทประกันภัยใดที่เชิญชวนให้ผู้เอาประกันภัยยกเลิก หรือเวนคืนกรมธรรม์ครบกำหนดสัญญา ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดหลักจรรยาบรรณและศีลธรรมของตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต ผู้กระทำการดังกล่าวจะต้องได้รับบทลงโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บุคคลที่จะสามารถทำการเสนอขายประกันภัยจะต้องมีใบอนุญาตที่ออกโดยสำนักงาน คปภ. และทุกครั้งที่ทำการเสนอขายไม่ว่าแบบพบหน้าหรือสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ บุคคลคนนั้นจะต้องแสดงใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิต แจ้งชื่อบริษัทประกันที่ตนสังกัด พร้อมทั้งแจ้งแหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ว่าได้มาอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และหากพบว่าการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล จะถือว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการออก และเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทประกันชีวิต และการดำเนินการของตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต และธนาคาร พ.ศ.2563 ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากผู้เอาประกันภัยพบว่า ได้รับการติดต่อจากบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว สามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีได้ หรือแจ้งไปที่สายด่วนประกันภัย 1186 หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยติดต่อที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัย หรือติดต่อที่สมาคมประกันชีวิตไทย หมายเลขโทรศัพท์ 0-2679-8080 หรือช่องทาง Email: tlaa@tlaa.org&amp;quot; นายสาระ กล่าว
คลอด 3 มาตรการช่วยเหยื่อหมิงตี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้กล่าวว่า จากกรณีถังเก็บสารเคมีระเบิดภายในบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านประกันภัยให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน โดยได้ออก 3 มาตรการเพิ่มในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.บูรณาการร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทประกันภัย เร่งตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านประกันภัยอย่างเร่งด่วน ทั้งจากการประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุ และการประกันภัยประเภทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้ทำประกันภัยรองรับไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.บูรณาการร่วมกับสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดสมุทรปราการ และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ ตั้งศูนย์รับแจ้งความเสียหาย เพื่อบูรณาการการทำงานและข้อมูลความสูญเสีย หรือความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินอื่นๆ ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้อย่างทันท่วงที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.เร่งบูรณาการการจ่ายสินไหมทดแทนให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยจะประสานและอำนวยความสะดวกในทุกด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจ่ายสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับรายที่ไม่ได้ทำประกันภัยครอบคลุมความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นไว้ จะได้รับการชดใช้จากการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งโรงงานได้ทำประกันภัยดังกล่าวรองรับไว้ด้วยวงเงินเอาประกันภัย 20 ล้านบาท ทั้งความสูญเสียหรือความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดับเพลิง และการเช่าที่พัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกินกว่าวงเงินเอาประกันภัย จำเป็นต้องเรียกร้องจากผู้ที่กระทำการละเมิด โดยสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดสมุทรปราการ และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ จะช่วยดำเนินการในกรณีดังกล่าว โดยสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัยจะร่วมบูรณาการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109810</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., ประกันชีวิต, สมาคมประกันชีวิตไทย, สาระ ล่ำซำ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, สุทธิพล ทวีชัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efe9bd7a9c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ.งัด3 มาตรการช่วยเหลือด้านประกันภัย ช่วยเหลือประชาชนจากพายุปาบึก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค. 2562 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่พายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้ภาคใต้บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต และสตูล มีลมแรง ฝนตกเป็นบริเวณกว้างและตกหนักมากในหลายพื้นที่ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดินโคลนถล่ม โดยขณะนี้ได้รับรายงานว่าส่งผลกระทบต่อพืชสวน ไร่ นาข้าว ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อติดตามดูแลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2562 สำนักงาน คปภ. ได้มีหนังสือถึงสมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมประกันชีวิตไทย เรื่องมาตรการในการดูแลสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยขอความร่วมมือสมาคมประกันวินาศภัยไทยและสมาคมประกันชีวิตไทย แจ้งให้ บริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบและเยียวยาความเสียหายได้ทันท่วงที โดยให้มีการประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ต่างๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบกับประชาชนผู้เอาประกันภัยเพื่อให้ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการป้องกันความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน และเตรียมความพร้อมรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยขอให้บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทประกันชีวิต เร่งรัดตรวจสอบความเสียหายและพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งขอให้สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทยกำชับให้บริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต สรุปรายงานความเสียหายและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากสถานการณ์ภัยธรรมชาติ นำส่งข้อมูลให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงาน คปภ. เพื่อดำเนินการติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นธรรมต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีบันทึกสั่งการไปยัง สำนักงาน คปภ.ภาค 8-9 ให้บูรณาการการทำงานร่วมกันและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่สอง เป็นมาตรการเยียวยา ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้ ให้สำนักงาน คปภ.จังหวัดในการกำกับของสำนักงานคปภ. ภาค 8-9 บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยและประสานความร่วมมือด้านข้อมูลการจัดทำประกันภัย ประสานงานการสำรวจภัยและการประเมินความเสียหาย รวมทั้งรวบรวมข้อมูลความเสียหาย ประสานติดตาม เร่งรัดให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและเป็นธรรม พร้อมได้เน้นย้ำให้ยึดถือแนวทางการจ่ายค่าสินไหมทดแทนประกันภัยรถยนต์ที่เคยปฏิบัติเกี่ยวกับการซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปี 2554 เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้ทำประกันภัยที่รถยนต์ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมาตรการที่สาม เป็นมาตรการฟื้นฟู ซึ่งหากพื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องออกคำสั่งนายทะเบียนเพื่อผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยในเขตพื้นที่ประสบวาตภัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้เอาประกันภัย เช่น มาตรการในการขยายระยะเวลาการผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย หรือการออกประกาศ สำนักงาน คปภ. เพื่ออนุญาตให้ตัวแทนประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันชีวิต นายหน้าประกันวินาศภัยในพื้นที่ที่เกิดเหตุวาตภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุให้สามารถขอขยายระยะเวลาพร้อมขอต่ออายุใบอนุญาต หรือ การเลื่อนวันสอบใบอนุญาตของตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันชีวิต นายหน้าประกันวินาศภัยในพื้นที่ที่เกิดเหตุวาตภัย ก็ให้รีบเสนอมาเพื่อให้เลขาธิการพิจารณาออกคำสั่ง
รวมทั้งกรณีมีความจำเป็นในการมอบเครื่องอุปโภค บริโภค ต่างๆ เพื่อเป็นการฟื้นฟู ก็ให้สำนักงานภาค 8 และ 9 ประสานเข้ามายังส่วนกลางได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอย้ำว่า สำนักงาน คปภ.จะใช้สรรพกำลังและเครือข่ายภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่เพื่อช่วยเหลือเยียวยาด้านประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย &amp;nbsp;รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยในครั้งนี้อย่างเต็มที่&amp;rdquo; นายสุทธิพล กล่าวในตอนท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25803</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., ดูแลสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ, สมาคมประกันชีวิตไทย, สมาคมประกันวินาศภัยไทย, สุทธิพล ทวีชัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190105/image_big_5c3027a6e0c19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจประกันชีวิตโกยเบี้ยรับปี 61 ทะลุ 5 แสนล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค.2562 - นายพิชา สิริโยธิน ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนของปี 2561 ที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 562,481.69 ล้านบาท เติบโต 4.19% และคิดเป็นอัตราความคงอยู่ร้อยละ 83 แบ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 162,461.31 ล้านบาท เติบโต 7.18% และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่ออายุ 400,020.38 ล้านบาท เติบโต 3.03% สำหรับเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ แยกเป็น เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 84,681.34 ล้านบาท และ เบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียว 77,779.97 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2562 นี้ สมาคมมีข้อแนะนำในวางแผนการใช้ชีวิตและการวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญ ด้วยการวางแผนในการซื้อความคุ้มครองชีวิตซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น และซื้อความคุ้มครองสุขภาพเพื่อเป็นการสร้างความคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล รวมถึงเป็นการสร้างหลักประกันเรื่องรายได้หากต้องนอนพักรักษาพยาบาลเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ จากข้อมูลสถิติในปี 2560 พบว่า อัตราการถือครองกรมธรรม์ของประชาชนไทย คิดเป็น 39.52% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสมาคมจึงขอเชิญชวนประชาชนให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิต โดยทำประกันชีวิตอย่างน้อยคนละ 1 กรมธรรม์ โดยสามารถเลือกความคุ้มครองให้ตรงกับความต้องการของตนเอง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เลือกต้องมีความเหมาะสมกับตนเองด้วย ซึ่งในปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตทุกบริษัทต่างนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความหลากหลายและสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตในปัจจุบันของประชาชนทุกเพศ ทุกวัย เช่นประกันภัยควบคู่กับการลงทุน ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำซึ่งคุ้มครองรายได้หลังเกษียณอายุ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้ประกอบการในธุรกิจประกันชีวิตได้มีพัฒนาช่องทางการซื้อและช่องทางการชำระเบี้ยประกันภัยสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว เช่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25736</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิชา สิริโยธิน, สมาคมประกันชีวิตไทย, เบี้ยประกันชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2eda07db2af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลื้มธุรกิจประกันชีวิตโกยเบี้ยทะลุ5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมประกันชีวิตไทย เผย 11 เดือน ปี 61 ธุรกิจประกันชีวิต โกยเบี้ยรับรวมกว่า 562,481.69 ล้านบาท เติบโต 4.19% และคิดเป็นอัตราความคงอยู่ร้อยละ 83 พร้อมแนะผู้บริโภคบริหารความเสี่ยงวางแผนการใช้ชีวิตและวางแผนการเงิน รองรับในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;03 ม.ค. 62- นายพิชา สิริโยธิน ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนของปี 2561 ที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 562,481.69 ล้านบาท เติบโต 4.19% และคิดเป็นอัตราความคงอยู่&amp;nbsp;83% &amp;nbsp;แบ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 162,461.31 ล้านบาท เติบโต 7.18% และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่ออายุ 400,020.38 ล้านบาท เติบโต 3.03% สำหรับเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ แยกเป็น เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 84,681.34 ล้านบาท และ เบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียว 77,779.97 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2562 นี้ สมาคมมีข้อแนะนำในวางแผนการใช้ชีวิตและการวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญ ด้วยการวางแผนในการซื้อความคุ้มครองชีวิตซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น และซื้อความคุ้มครองสุขภาพเพื่อเป็นการสร้างความคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล รวมถึงเป็นการสร้างหลักประกันเรื่องรายได้หากต้องนอนพักรักษาพยาบาลเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ จากข้อมูลสถิติในปี 2560 พบว่า อัตราการถือครองกรมธรรม์ของประชาชนไทย คิดเป็น 39.52% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสมาคมจึงขอเชิญชวนประชาชนให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิต โดยทำประกันชีวิตอย่างน้อยคนละ 1 กรมธรรม์ โดยสามารถเลือกความคุ้มครองให้ตรงกับความต้องการของตนเอง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เลือกต้องมีความเหมาะสมกับตนเองด้วย ซึ่งในปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตทุกบริษัทต่างนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความหลากหลายและสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตในปัจจุบันของประชาชนทุกเพศ ทุกวัย เช่นประกันภัยควบคู่กับการลงทุน ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำซึ่งคุ้มครองรายได้หลังเกษียณอายุ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25665</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันชีวิต, ประกันภัย, พิชา สิริโยธิน, สมาคมประกันชีวิตไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2dad26158cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2018 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจประกันชีวิตมั่นใจปี61โตตามเป้า4-6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมประกันชีวิตไทย มั่นใจปี 61 ธุรกิจประกันชีวิต โตตามเป้า 4-6% เผย 6 เดือนแรกธุรกิจประกันชีวิต กวาดเบี้ยประกันชีวิตรับรวมกว่า 312,530.24 ล้านบาท เติบโต 5.01%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 61 นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้ ธุรกิจประกันชีวิตได้ตั้งเป้าหมายมีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตรับรวมอยู่ที่ 4-6% โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 312,530.24 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 5.01% แบ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 89,970.03 ล้านบาท เติบโต 8.47% ประกอบไปด้วย เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 46,347.39 ล้านบาท เบี้ยประกันชีวิตจ่ายครั้งเดียว 43,622.63 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไป 222,560.22 ล้านบาท เติบโต 3.68% โดยมีอัตราการคงอยู่ 84%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีเบี้ยประกันชีวิตสูดงสุด ได้แก่ ช่องทางการขายผ่านธนาคาร มีเบี้ยประกันชีวิตรวม 151,236.67 ล้านบาท เติบโต 6.13% ซึ่งเป็นผลมาจากการออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบจ่ายครั้งเดียวมากขึ้น ช่องทางการขายผ่านตัวแทน มีเบี้ยรับรวม 139,415.18 ล้านบาท เติบโต 2.35% ช่องทางการขายผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น โบรกเกอร์ ระบบอินเตอร์เน็ต เคาน์เตอร์เซอร์วิส มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 14,827.25 ล้านบาท เติบโต 34.01% และ ช่องทางการขายผ่านช่องทางตลาดแบบตรง มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 7,051.13 ล้านบาท เติบโต 10.04%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ สมาคมยังคงเชื่อมั่นว่าภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตในปี 2560 ที่ผ่านมามีการถือครองอยู่ที่ 39% แสดงให้เห็นว่าตลาดประกันชีวิตในประเทศยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนุนจากภาครัฐที่มีนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีความคุ้มครองและการวงแผนทางการเงินเพื่อรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14439</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจประกันชีวิต, นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์, สมาคมประกันชีวิตไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180731/image_big_5b602dbc08a0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
