<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TRA Poll ชี้ผู้บริหารค้าปลีกฯ เห็นด้วยเปิดประเทศ 1 พ.ย. นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;18 ต.ค. 2564 - นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า &amp;ldquo;จากผลสำรวจของ TRA Poll ของผู้บริหารกลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง และบริการ จำนวน 283 ราย ชี้ให้เห็นว่านโยบายการเตรียมเปิดประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ของภาครัฐ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เป็นการเปิดรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติให้เข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัว แต่ต้องขอเน้นย้ำรัฐบาลในเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างจริงจังและเข้มข้น พร้อมทั้งเร่งการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 70%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2564 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ รวมทั้งต้องจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ และมีจำนวนที่เพียงพอจนถึงปี 2565 และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงชุดตรวจ ATK ที่สะดวกและราคารับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลสรุปความคิดเห็นของผู้บริหารกลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง และบริการ ในหัวข้อ &amp;ldquo;ภาคการค้าปลีกและบริการพร้อมเปิดประเทศ ภายใต้เงื่อนไขมิติเศรษฐกิจและสาธารณสุข&amp;rdquo; มีรายละเอียด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเปิดประเทศครั้งนี้ นอกเหนือจากการผ่อนคลายมาตรการทางสาธารณสุขแล้ว สมาคมผู้ค้าปลีกไทยยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงโดยการนำโครงการ &amp;ldquo;ช้อปดีมีคืน&amp;rdquo; กลับมาอีกครั้งหนึ่ง และเพิ่มวงเงินเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 200,000 บาท เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็ว สำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และเป็นแต้มต่อให้ SME ไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป คนไทยควรปรับแนวคิดว่าจะต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิดให้ได้ และต่อจากนี้ไปเราต้องร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยเข้าสู่การฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120064</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายญนน์ โภคทรัพย์, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d05320d50e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 06:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 06:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนอ้อนรัฐฟื้น ‘ช้อปดีมีคืน’ดันเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค. 2564 นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก&amp;nbsp;Retail Sentiment Index (RSI)&amp;nbsp;เดือน ก.ย. 2564ว่า&amp;nbsp;ส่งสัญญาณที่ดีโตขึ้น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เท่า&amp;nbsp;จากเดือนก่อนหน้า ที่ระดับ&amp;nbsp;59.0จากมาตรการการผ่อนปรนให้เปิดกิจการและธุรกิจเพิ่มเติม ส่งผลให้ความถี่ในการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้น แต่ยอดการใช้จ่ายต่อครั้งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และต้องการการกระตุ้นจากภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนี&amp;nbsp;RSI&amp;nbsp;ในอีก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือนข้างหน้า ปรับตัวดีมาอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;63.8&amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;25%&amp;nbsp;จากเดือนก่อนหน้า&amp;nbsp;สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความวิตกกังวลอยู่มากต่อมาตรการการผ่อนคลาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่มีความชัดเจน&amp;nbsp;และหากแยกตามประเภทร้านค้าปลีก มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกประเภทธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง ซ่อมบำรุง ขณะที่ร้านสะดวกซื้อดัชนีความเชื่อมั่นยังอยู่ต่ำกว่าค่ากลาง จากมาตรการเคอร์ฟิว ส่งผลกระทบยอดขายในรอบดึก รวมถึงมาตรการ&amp;nbsp;WFH&amp;nbsp;และการปิดสถานศึกษา ส่งผลให้ปริมาณลูกค้าลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีการประเมินผลกระทบต่อยอดขายและกำลังซื้อและแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากมุมมองผู้ประกอบการในเดือน&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp;68%&amp;nbsp;ผู้ประกอบการคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;น่าจะหดตัวถึง&amp;nbsp;30%ส่วน&amp;nbsp;57%&amp;nbsp;ผู้ประกอบการระบุว่ายอดขายในไตรมาส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จะลดลงมากกว่า&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ขณะที่&amp;nbsp;73%&amp;nbsp;ของผู้ประกอบการคาดว่า สถานการณ์จะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี&amp;nbsp;2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีข้อเสนอต่อภาครัฐ อาทิ ภาครัฐต้องเร่งฟื้นโครงการช้อปดีมีคืนอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ กระตุ้นการจับจ่ายในช่วงไฮซีซั่นให้กลับมาคึกคัก รวมถึงการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการในด้านค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุข และเร่งการกระจายการฉีดวัคซีนให้รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนมากกว่า&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ของประชากรทั้งหมดของประเทศ&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118502</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช้อปดีมีคืน, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6091fd1a4e0db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2025 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลายล็อกดาวน์ดันดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีกเพิ่ม2เท่า วอนรัฐฟื้นมาตรการช้อปดีมีคืนกระตุ้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.64- นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีกในเดือนกันยายน ส่งสัญญาณที่ดีโตขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมในปีเดียวกัน เป็นผลจากมาตรการการผ่อนปรนให้เปิดกิจการและธุรกิจเพิ่มเติมในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ ส่งผลให้ความถี่ในการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้น แต่ยอดการใช้จ่ายต่อครั้งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และต้องการการกระตุ้นจากภาครัฐเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก Retail Sentiment Index (RSI) เดือนกันยายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นกว่า 2 เท่าอย่างชัดเจน จากที่ระดับ 25.0 ในเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ระดับ 59.0 ในเดือนกันยายน หลังการประกาศผ่อนคลายมาตรการฯ ของรัฐ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก RSI ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ก็ปรับตัวดีจากระดับที่ 47.8 เดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ระดับ 63.8 ในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 25% ในขณะที่ความเชื่อมั่นสภาวะปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 200% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมีความวิตกกังวลอยู่มากของมาตรการการผ่อนคลาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่มีความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่น RSI แยกตามภูมิภาค จะพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขายเดิมเดือนกันยายนดีขึ้นอย่างชัดเจนในทุกภูมิภาค และอยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 ยกเว้น ภาคเหนือ และภาคใต้ ซึ่งยังต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 ต่อเนื่องมานับจากเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่ถูกผลกระทบจากการท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่หดหาย และการเลื่อนการบินภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนดัชนีความเชื่อมั่น RSI แยกตามประเภทร้านค้าปลีก มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกประเภทธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง ซ่อมบำรุง แต่ในขณะที่ร้านค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อที่ดัชนีความเชื่อมั่นยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 เป็นผลจากมาตรการเคอร์ฟิว ส่งผลกระทบยอดขายในรอบดึกซึ่งมีสัดส่วนราว 35% ของยอดขายต่อวันหายไป รวมถึงมาตรการ WFH และการปิดสถานศึกษา ส่งผลให้ปริมาณลูกค้าลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายฉัตรชัย กล่าวว่า ยังมีบทสรุปประเด็นสำคัญของการประเมินผลกระทบต่อยอดขายและกำลังซื้อและแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากมุมมองผู้ประกอบการในเดือนกันยายน พบว่า 68% ผู้ประกอบการคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 3 น่าจะหดตัวถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วน 57% ผู้ประกอบการระบุว่ายอดขายในไตรมาส 3 น่าจะลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ 73% ของผู้ประกอบการคาดว่า สถานการณ์จะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 ซึ่งเป็นผลจากการกระจายวัคซีนให้กับประชาชนได้ตามเกณฑ์ โดยมี 26% จะเปิดเป็นบางส่วนหรือปิดชั่วคราว แม้ว่าภาครัฐจะผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ก็ตาม ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจของในสถานการณ์ปัจจุบัน ระบุว่า 83%&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาตรการเคอร์ฟิวมีผลต่อยอดขายมาก, 58%&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำลังซื้อผู้บริโภคหดหาย ไม่ฟื้นตัวเร็ว, 42% ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น, 33%&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีบุคลากรที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอีกมาก,33%&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าใช้จ่ายตามประกาศ Covid Free Setting บานปลาย โดย 90% ไม่มีความมั่นใจในนโยบายที่ภาครัฐประกาศจะเปิดประเทศ 120 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอต่อภาครัฐ อาทิ ภาครัฐต้องเร่งฟื้นโครงการ &amp;ldquo;ช้อปดีมีคืน&amp;rdquo; อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ กระตุ้นมู้ดการจับจ่ายในช่วงไฮซีซั่นให้กลับมาคึกคัก รวมถึงการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการในด้านค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุข นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย ATK ควงคู่ไปกับความชัดเจนในการนำมาตรการ Covid Free Setting และ Universal Prevention โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถปฎิบัติได้ง่ายและมีขั้นตอนที่ชัดเจน และภาครัฐเร่งการกระจายการฉีดวัคซีนให้รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนมากกว่า 70% ของประชากรทั้งหมดของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่ามาตรการผ่อนปรนฯ เป็นกุญแจสำคัญที่เรียกความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจกลับคืนมา และยังเป็น การสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบค้าปลีกและบริการได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเร่งการกระจายการฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากรทั้งประเทศตามที่ได้ตั้งเป้าไว้ เพื่อจะได้เปิดประเทศอย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด อีกปัจจัยที่สำคัญ&amp;nbsp; ที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของปีนี้ ขอเสนอให้นำมาตรการ &amp;ldquo;ช้อปดีมีคืน&amp;rdquo; กลับมาใช้อย่างเร่งด่วน เพราะจะเป็นการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118429</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot; Helena Citronova &quot; รักต้องห้าม&quot;นักโทษหญิงชาวยิว กับทหารนาซี&quot;, https://teslastocknetwork.com/, การตลาด, การพนัน, ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีกในเดือนกันยายน, นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, สล็อตเว็บตรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156a0ae1b7e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมค้าปลีก-ศูนย์การค้า เผยแนวทาง เปิดห้างอย่างปลอดภัย ในวันที่ 1 ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 2564 &amp;nbsp;จากการประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2564 มีมติเห็นชอบปรับระดับของพื้นที่สถานการณ์ในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรและมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด - 19 ในจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด (พื้นที่สีแดงเข้ม) ให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านค้า และร้านอาหาร เปิดให้บริการได้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และ นายนพพร วิฑูรชาติ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย ร่วมกล่าวว่า &amp;quot;สมาคมฯ ได้หารือร่วมกับภาคีเครือข่าย ในการเดินหน้าเปิดธุรกิจอย่างปลอดภัย และยกระดับมาตรการป้องกันและคัดกรองขั้นสูงสุด เพื่อเป็นการช่วยฟื้นฟูธุรกิจของผู้ประกอบการและร้านค้า ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ ให้กลับมามีรายได้ และช่วยพยุงการจ้างงานของแรงงานในระบบค้าปลีกและบริการ เราทั้ง 2 สมาคมฯ มีความเชื่อมั่นว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทย คือ การกลับมาเปิดธุรกิจอย่างปลอดภัย พร้อมการรองรับของระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ผนึกกับการร่วมมือของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชน ที่ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดและทำให้เกิดขึ้นได้จริงจะช่วยให้การเปิดเมือง เปิดห้างในครั้งนี้ ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการที่รัฐบาลสามารถนำวัคซีนเข้ามาได้ในปริมาณที่มากขึ้นและเพียงพอ มีการจัดหา ATK (Antigen Test Kit) เพื่อเป็นการคัดกรองผู้ติดเชื้อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทั้งยังเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหาและการกระจายวัคซีน มีการจัดระเบียบให้ประชาชนและชุมชนดูแลกันเอง รวมกับการติดเชื้อรายใหม่มีจำนวนที่ลดลง และจำนวนของผู้หายป่วยมากกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต่อเนื่อง ประชาชนทุกคนมีความรับผิดชอบในตนเองและสังคม ทำให้มีการเปิดเมือง และ เปิดห้างได้อย่างปลอดภัย ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นความหวังที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาฟื้นตัว และทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง&amp;quot; นายญนน์ กล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 2 สมาคมฯ พร้อมดำเนินการตามเกณฑ์และเงื่อนไขในการปฏิบัติเข้มข้นขั้นสูงสุด โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรการของ ศบค. ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ สามารถเปิดดำเนินการได้ทุกแผนก และปิดบริการเวลา 20.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ห้ามจัดกิจกรรมมากกว่า 25 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ร้านอาหาร เปิดได้ตามเงื่อนไข ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร้านอาหารที่อยู่นอกอาคาร หรือในอาคารแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีลักษณะโล่ง และอากาศถ่ายเทได้ดี ให้นั่งรับประทานได้ 75% ของจำนวนที่นั่งปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร้านอาหารที่เป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ให้นั่งรับประทานได้ 50% ของจำนวนที่นั่งปกติงดจำหน่ายและดื่มสุราในร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ร้านเสริมสวย เปิดให้บริการไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อคน ต้องมีการนัดหมายก่อนเข้าใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) ร้านนวด เปิดได้เฉพาะนวดเท้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) คลินิกเสริมความงาม เปิดจำหน่ายสินค้าเท่านั้น (ตามมาตรการของ ศบค.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7) กลุ่มธุรกิจที่ยังไม่เปิดให้บริการ มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันกวดวิชา
โรงภาพยนตร์
สปา
สวนสนุก สวนน้ำ
ฟิตเนส ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ
ห้องประชุมจัดเลี้ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8) ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ ต้องดำเนินการตามมาตรการการป้องกันโรค D-M-H-T-T ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารสุข และประเมินตนเองผ่าน Thai Stop Covid Plus รวมทั้งคัดกรอง ผู้ให้บริการผ่าน Platform Thai Safe Thai ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และต้องปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9) สำหรับการเปิดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงร้านค้าในศูนย์การค้าฯ ต่างๆ ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ขอให้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ประกอบการ และร้านค้าแต่ละรายเป็นหลัก
10) หากมีประกาศของจังหวัดอื่นใด นอกเหนือจากนี้ให้ปฏิบัติตามประกาศของจังหวัดนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และ สมาคมศูนย์การค้าไทย ยืนยันที่จะปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ และ ศบค. อย่างเต็มกำลัง เพื่อการเปิดเมือง เปิดห้างอย่างปลอดภัย และร่วมผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิดครั้งนี้ไปให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115004</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, สมาคมศูนย์การค้าไทย, เปิดห้างปลอดภัย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c4c4f76bd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเตรียมความพร้อมเปิดเมือง 1 กันยายน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 64 -ตามที่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการกลุ่มการค้าปลีกและบริการ หอการค้าไทย หารือเรื่องการเตรียมเปิดธุรกิจอย่างปลอดภัยเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการของสาธารณสุข โดยการประชุมในวันที่ 20 สิงหาคม 2564 มีกรรมการเข้าร่วมประชุมครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ อาทิ กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ศูนย์การค้า ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายเครื่องอุปโภคและบริโภค ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง Platform Online และ Logistics นอกจากนี้ ยังได้รับความคิดเห็นโดยตรงจากกรมอนามัย และ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาข้อสรุปเป็นแนวทางในการเตรียมเปิดเมืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยร่วมกัน และในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 สมาคมฯ ยังได้เข้าร่วมหารือเพิ่มเติมกับคณะกรรมการสภาความมั่นคงแห่งชาติในเรื่องการเตรียมเปิดเมืองอย่างปลอดภัย และได้สรุปเป็นมาตรการเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา ของศบค. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการร่วมมือร่วมใจของภาครัฐและภาคธุรกิจในการระดมความคิดเห็น และหารือในรายละเอียดของการเตรียมเปิดเมืองอย่างปลอดภัย โดยได้กำหนดมาตรการและข้อปฏิบัติร่วมกัน พร้อมยกมาตรการขั้นสูงสุดเพื่อทำให้การเปิดธุรกิจเกิดขึ้นได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมฯ จึงขอนำเสนอมาตรการผ่อนผันเร่งด่วนให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และร้านค้าต่างๆ สามารถเปิดบริการแก่ประชาชนเป็นปกติได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 โดยมีเงื่อนไขและเกณฑ์ในการปฏิบัติเข้มข้น ในการเปิดเมืองอย่างปลอดภัย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. คัดกรองพนักงานโดย Platform Thai Safe Thai (TST) ทุกวัน หากพบว่ามีอุณหภูมิเกินกว่าที่กำหนดและมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อให้ตรวจด้วย Antigen Test Kit (ATK) ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้ร้านค้าประเมินตนเองตามหลักเกณฑ์ของ Thai Stop Covid+ (TSC+) ทุกเดือน และติดใบรับรอง Certificate ในบริเวณที่เจ้าหน้าที่และผู้รับบริการสามารถแสกน QR Code เพื่อตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผู้เข้ามาใช้บริการปฏิบัติตาม D-M-H-T-T&amp;nbsp; พร้อมคัดกรองตัวเองผ่าน TST และแสดงให้ผู้รับบริการก่อนเข้าสถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ควบคุมจำนวนพนักงานและลูกค้า 1 คน ต่อ 5 ตารางเมตร ในสถานประกอบการ (กรมอนามัยใช้หลักเกณฑ์ 1 ต่อ 4 ตารางเมตร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. กำหนดให้มีการจองการเข้ารับบริการผ่านทาง Application หรือ โทรศัพท์ หรือรับบัตรคิวล่วงหน้า ในทุกธุรกิจของการบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสสูง High Touch Area อย่างน้อยทุกๆ 1 ชั่วโมง (กรมอนามัยใช้หลักเกณฑ์ทุกๆ 2 ชั่วโมง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ตรวจวัดค่าปริมาณคลอรีนในน้ำคงเหลือไม่ต่ำกว่า 0.5 ppm ในช่วงก่อนเปิดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และร้านค้าต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และภาคีเครือข่าย ยินดีที่จะสนับสนุนรัฐบาลและขานรับมาตรการต่างๆ ของทางศบค. และพร้อมที่จะยกระดับการปฏิบัติการเข้มข้นขั้นสูงสุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฝ่าฟันวิกฤตโควิดในครั้งนี้ เพื่อร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114509</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายญนน์ โภคทรัพย์, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, เปิดเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61260670c6f4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมค้าปลีกไทย จี้รัฐกระจายวัคซีนให้เร็วที่สุด! ชี้ล็อกดาวน์ควรเจ็บแต่จบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ก.ค. 2564 นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม ประกอบด้วยกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการทั้งในและนอกระบบประกันสังคม มีระยะเวลาในการช่วยเหลือ 1 เดือน โดยครอบคลุม 10 กลุ่มอาชีพ รวมทั้งลดค่าน้ำค่าไฟแก่ประชาชนทั่วประเทศอีก 2 เดือน เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของลูกจ้าง นายจ้างและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในช่วงล็อคดาวน์ มองว่ามาตรการภาครัฐครั้งนี้ออกมาได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่ ต้องการจากรัฐบาลคือ การเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงให้กับบุคลากรของกลุ่มการค้าปลีกและบริการ เพื่อให้การล็อคดาวน์ครั้งนี้เจ็บแต่จบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย ก็จะสามารถเปิดประเทศได้ แต่ขณะเดียวกันก็มองว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และควรครอบคลุมผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทุกกลุ่ม รวมทั้งขยายระยะเวลาในการเยียวยาให้ยาวขึ้น พร้อมเร่งดำเนินการให้เงินเยียวยาถึงมือโดยทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอเสนอ 3 มาตรการ ดังนี้ คือ 1.มาตรการจัดหาและกระจายวัคซีนที่ชัดเจน โดยใช้พื้นที่จุดฉีดวัคซีนที่ภาคค้าปลีกและบริการได้เตรียมไว้ทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับเร่งฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรของกลุ่มการค้าปลีกและบริการให้ทั่วถึง รวมถึงสนับสนุนชุดตรวจ Rapid Antigen Test ให้กับธุรกิจในภาคค้าปลีกและบริการเพื่อนำไปตรวจเชิงรุกให้กับบุคลากรในบริษัท เป็นการลดความเสี่ยงของการระบาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการที่ 2.มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการค้าปลีกและบริการ อาทิ ลดค่าน้ำ ค่าไฟ เพิ่มเป็น 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน ขณะเดียวกันยังควรเพิ่มมาตรการพักหนี้ ช่วยลูกหนี้ในพื้นที่ล็อกดาวน์ จาก 2 เดือน เป็น 6 เดือน พร้อมหยุดคิดดอกเบี้ยเงินกู้ ควบคู่ไปกับสนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่เป็นผู้รับสินเชื่อ Soft Loan จากสถาบันการเงิน เพื่อนำไปให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการข้อ 3.มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปรับกลไกโครงการ &amp;ldquo;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;rdquo; ให้เหมือนกับโครงการ &amp;ldquo;ช้อปดีมีคืน&amp;rdquo; และเพิ่มวงเงินเป็น 100,000 บาท เพื่อกระตุ้นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง ควบคู่ไปกับส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกิจอีคอมเมิร์ซตั้งแต่บาทแรก และห้ามขายสินค้าต่ำกว่าทุน และปลดล็อกขั้นตอนการออกใบอนุญาตเหลือเพียง 1 ใบ (Super License) จากเดิมที่ต้องขอใบอนุญาตกว่า 43 ใบ จาก 28 หน่วยงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังควรขยายเวลาโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับนักศึกษาจบใหม่ ซึ่งจะสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2564 ออกไปอีก 1 ปี และทดลองใช้ระบบการจ้างงานประจำเป็นรายชั่วโมง เพื่อสอดคล้องกับช่วงฟื้นฟูธุรกิจและเกิดการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีกและบริการทั่วประเทศกว่า 100 บริษัท ครอบคลุมเอสเอ็มอีในห่วงโซ่การค้ามากกว่า 100,000 ราย นับเป็น 40% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกทั้งประเทศ หรือ คิดเป็น 12% ของจีดีพี ซึ่งมีความสำคัญและถือได้ว่าเป็นเสมือนกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; นายญนน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ สมาคมฯ พร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับภาครัฐด้วยสรรพกำลังทั้งหมดของสมาคมฯ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดนี้ จะต้องทำให้เกิดขึ้นทันที เชื่อว่าด้วยการรวมพลังของเราทุกคน จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110029</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ล็อกดาวน์, จี้เร่งกระจายวัคซีน, ญนน์ โภคทรัพย์, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0a87589d534.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมผู้ค้าปลีกไทยผนึกแบงก์ช่วยเหลือคู่ค้าเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤตโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 2564 นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 พ.ค. 64 ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้มีการประชุมกับสมาชิกสมาคมและภาคีเครือข่ายกว่า 70 บริษัท ซึ่งมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การค้ามากกว่า 100,000 ราย นับเป็น 40% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกทั้งประเทศหรือคิดเป็น 12% ของจีดีพีร่วมกับธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ &amp;nbsp;5 รายในเฟสแรก คือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน เพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุน ผ่าน Digital Factoring Platform โดยสมาคมฯเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย เพื่อช่วยให้การพิจารณาสินเชื่อ แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกรได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤติโควิด-19 ที่เอสเอ็มอีทั่วประเทศ ขาดสภาพคล่องเป็นอย่างมาก และต้องการความช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้เริ่มโครงการแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เซ็นทรัลรีเทล (CRC) และ ธนาคารกสิกรไทย โดยการนำข้อมูลการทำธุรกิจระหว่างบริษัทฯ และซัพพลายเออร์หรือคู่ค้าเบื้องต้นกว่า 4,000 ราย ของ เซ็นทรัล รีเทล เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทย ผ่านแพลตฟอร์มฯ และได้อนุมัติสินเชื่อกลุ่มแรกให้กับเอสเอ็มอีมากกว่า 1,000 ราย ในวงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ซึ่งกว่า 70% ของเอสเอ็มอีเหล่านี้ยังไม่เคยเข้าถึงแหล่งเงินทุน Soft Loan มาก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแพลตฟอร์มนี้ทำให้ธนาคารฯ สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บนต้นทุนและความเสี่ยงที่ต่ำ และเอสเอ็มอีสามารถชำระหนี้แบบอัตโนมัติผ่านช่องทางดิจิทัลเพราะฉะนั้น ธนาคาร จึงสามารถเสนอสินเชื่อวงเงินที่สูงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ความสำเร็จของโครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะนำต้นแบบนี้ขยายไปสู่เอสเอ็มอีมากกว่า 100,000 ราย ทั่วประเทศ ของสมาชิกสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและภาคีเครือข่ายภายในสิ้นปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในเฟสต่อไปจะขยายผลไปถึงสมาชิกของทุกสมาคมฯ ตั้งแต่ สมาคมศูนย์การค้าไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้รับการร่วมมืออย่างเต็มที่จากธนาคารพาณิชย์ของรัฐและเอกชน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพลิกฟื้น เสริมสภาพคล่อง และได้แต้มต่อในการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104457</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญนน์ โภคทรัพย์, ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การค้า, รับสินเชื่อซอฟ์ทโลน, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b05cbe1c8f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
