<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต่างชาติใช้บริการ&quot;สปา-นวด&quot; มากถึง75% คนไทยยังน้อยควรต้องเพิ่มเป็น50% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ก.ย.61-นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุ เผย รัฐบาลส่งเสริมนโยบาย ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพนานาชาติ Medical Hub เพื่อสร้างรายได้แก่ประเทศ ชี้ การเข้ารับบริการธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม ในปี 2560 ที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ประมาณ 75 % เป็นชาวต่างชาติ มีคนไทยเพียง 25 % &amp;nbsp;ซึ่หากให้ยั่งยืนควรรณรงค์ให้คนไทยเข้ารับบริการเพื่อมากขึ้น เป็น 50% &amp;nbsp;ด้าน สบส.เผย มี พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ควบคุมการให้บริการของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพเพื่อให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีการแถลงข่าว เรื่อง &amp;ldquo;แนวทางการขับเคลื่อนมาตรฐานธุรกิจบริการสุขภาพเพื่อเป็นศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดย นพ.ฆนัท ครุธกูล &amp;nbsp;นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการแพทย์และการบริการธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม ทั้งสปา การนวดเพื่อสุขภาพ และธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับ ดังนั้น การยกระดับและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพนานาชาติ Medical Hub ที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นอีกทางหนึ่งที่จะสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางทางด้าน Medical Hub ของภูมิภาค จากราคาที่เหมาะสมในการให้บริการ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ทั้งนี้พบว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ในการเข้ารับบริการธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม ในปี 2560 ที่ผ่านมา ประมาณ 75 % เป็นชาวต่างชาติ มีคนไทยเพียง 25 % &amp;nbsp;ซึ่งหากจะให้มีความยั่งยืนควรต้องรณรงค์ให้คนไทยเข้ารับบริการเพื่อเพิ่มสัดส่วนคนไทย ให้ได้ร้อยละ 50/50 เพราะหากเจอเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ไข้หวัดนก สึกนามิ และล่าสุดเรือทัวร์จีนคว่ำจนทำให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตหลายราย นักท่องเที่ยวก็จะหายไปในช่วงนั้น ซึ่งจะทำให้ผู้รับบริการหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาการยกระดับและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพนานาชาติ Medical Hub ของรัฐบาลมีคณะทำงานจากหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จนทำให้การทำงานมีปัญหาติดขัดบ้างในช่วงแรก แต่ขณะนี้จากการที่มีการตั้งคณะทำงานร่วมของกระทรวงต่างๆ โดยมี สบส.เป็นตัวกลาง ก็ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีชาวต่างชาติและชาวไทยมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจะเห็นว่ารายได้ทางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจทางด้านสุขภาพ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดความยั่งยืน โดยการแก้ไขร้านนวดแฝง และขับเคลื่อนโดยอัตลักษณ์ความเป็นไทย&amp;rdquo;นพ.ฆนัท กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล ผู้อำนวยการกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ว่า การยกระดับและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพนานาชาติ Medical Hubของรัฐบาลนั้นมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพตั้งแต่ต้นทางสู่ปลายทางโดยการพัฒนาที่ต้นทางนั้น สบส.ซึ่งเป็นตัวกลางในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ มี พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ควบคุมการให้บริการของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพเพื่อให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน ทั้ง ธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพ ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ หรือธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ที่ผู้ประกอบการ ต้องมาขอขึ้นทะเบียน &amp;nbsp;โดยในสถานประกอบการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนนั้นผู้ที่ทำการนวดได้จะต้องผ่านหลักสูตรที่ สธ.กำหนด โดยต้องผ่านการอบรมอย่างน้อย 150 ชม. และร้านนวดที่ผ่านการขึ้นทะเบียนขอยืนยันว่าผู้นวดเป็นคนไทย 100 % ส่วนประเด็นการนวดแอบแฝงนั้น เช่น สปาพริตตี้ ร้านนวดที่ใช้หญิงสาวต่างๆนั้น จะเป็นความรับผิดชอบของตำรวจในการเฝ้าระวัง ซึ่งหากพบก็จะมีการประสานมาที่ สบส. ซึ่งก็จะลงไปตรวจ โดยจะมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เฉลี่ยแล้ว จะพบร้านนวดแฝงประมาณ 10 ราย ในแต่ละปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย. พ.ศ.2560มีธุรกิจด้านสุขภาพจำนวน 4,099 ราย โดยมีการจัดตั้งใหม่จำนวน 610 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 62 ราย โดยธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุคิดเป็น 11 % ของธุรกิจด้านสุขภาพ โดยมีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2559.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17036</URL_LINK>
                <HASHTAG>Medical Hub, นวด-สปาไทย, พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559, สมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b925b3c0312d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
