<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.-สมาคมรพ.เอกชน แถลงการณ์จี้ ซิลลิคฯ ส่ง&#039;โมเดอร์นา&#039;ในเดือนต.ค.โดยให้นำเข้าล็อตที่ผลิตในอเมริกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
2ต.ค.64-องค์การเภสัชกรรมและสมาคมโรงพยาบาลเอกชน &amp;nbsp;ได้ออกแถลงการณ์ เร่งรัด ให้ส่งมอบวัคซีนโมเดอร์นา ตามที่บริษัทซิลลิคฯได้แจ้งไว้ &amp;nbsp;โดยมีข้อความดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแถลงการณ์ของบริษัทซิลลิค ฟาร์มา จำกัด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ได้แจ้งกำหนดการส่งมอบวัคซีนโมเดอร์นา ในไตรมาส 4 ของปี 2564 จำนวน 1.9 ล้านโดส โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ ในเดือนพฤศจิกายน นั้นองค์การเภสัชกรรม ได้รับจดหมายแจ้งจาก บริษัทซิลลิค เพิ่มเติมว่า ตามที่ทางบริษัทฯคาดว่าจะส่งมอบ วัคซีนโมเดอร์นา ในเดือนตุลาคมได้นั้น ต่อมาพบว่า แหล่งผลิตในยุโรปที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสำหรับนำเข้าไว้ มีแนวโน้มว่าจะส่งมอบได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตามบริษัทซิลลิคฯ ได้พยายามจะนำเข้ามาให้ได้ภายในเดือนตุลาคม &amp;nbsp;โดยจัดหาจากแหล่งผลิตอื่นมาทดแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแหล่งประเทศสหรัฐอเมริกา
ในการนี้ องค์การเภสัชกรรม และ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน จะติดตามเร่งรัดให้มีการส่งมอบให้ได้ ตามที่บริษัทซิลลิคฯได้เคยแจ้งไว้คือในเดือนตุลาคมนี้ และเมื่อได้รับวัคซีนแล้ว จะเร่งดำเนินการกระจายตามสัดส่วนที่โรงพยาบาล ได้จองไว้อย่างรวดเร็วต่อไป
ส่วนวัคซีนที่เหลือ 3.1 ล้านโดส ตามสัญญาที่ 1 และซื้อเพิ่ม 3.7 ล้านโดส ตามสัญญาที่ 2 รวมทั้งสิ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.8 ล้านโดสนั้น ทางบริษัทซิลลิคฯ จะส่งมอบได้ในไตรมาส 1ของปี 2565
&amp;nbsp;
ขอขอบคุณ
องค์การเภสัชกรรม และ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118522</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, อภ., โมเดอร์นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_6157e5324d462.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดเศร้า!โควิดคร่า3ชีวิตในครอบครัว&#039;หมอเตี๋ยว&#039;จี้แก้กฎระเบียบให้สมาคมรพ.เอกชนนำเข้าวัคซีนเองได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ส.ค.64-นายแพทย์สิทธิพงศ์ ฬาพานิช หรือ หมอเตี๋ยว น้องชาย น.อ.หญิง ดร.พญ.สรัญยา ฬาพานิช หรือ &amp;quot;หมอแอ้ม&amp;quot; แพทย์หญิง รพ.ภูมิพลอดุยเดช&amp;nbsp; ซึ่งติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิต หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก AVELA Clinique ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคสพี่สาวผม (นอ หญิง ดร พญ สรัญยา ฬาพานิช) เป็นเเพทย์ที่เเม้จะฉีดวัคซีนไปแล้วก็ยังติดเชื้อโควิดและเสียชีวิต&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครอบครัวเราเสียชีวิตจากโควิด ตอนนี้ สามชีวิตครับ คือคุณแม่ เมื่อ 25/7 คุณพ่อ 31/7 แล้วก็พี่สาว เมื่อวานนี้
ผมคิดว่าผมมีสิทธิที่จะพูดความรู้สึก และความต้องการที่เห็นสถานการณ์โควิด ในประเทศปัจจุบันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเองไม่อยากจะโทษวัคซีนใดๆว่าดีหรือไม่ดี เพราะ หลายยี่ห้อฉีดครบก็มีเสียชีวิตครับ
แต่โดยหลักทางวิชาการที่ยอมรับในหลายๆประเทศทั่วโลกนั่น ชนิด mrna หรือ subunit protien น่าจะเป็นคำตอบที่ดีในเบื้องต้นนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเเม้ว่าวัคซีนที่น่าจะครอบคลุมทุกเชื้อน่าจะเป็นล็อตของปีหน้า แต่เรารอเเบบนั้นไม่ได้นะครับ เราต้องมีวัคซีนที่มาตรฐานจำนวนมากกว่าที่มีตอนนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาของเราคือ &amp;quot;กฎที่ออกว่า ใครจะซื้อต้องผ่านหน่วยงานรัฐ&amp;quot;
ผมเองไม่มั่นใจในเรื่องกฎหมายเท่าไรนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถออกกฎแบบที่ ราชกิจจาฯ ที่ให้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นำเข้าได้&amp;nbsp; ก็น่าจะออกให้บรรดา โรงพยาบาลเอกชน หรือ องค์กรเอกชน สามารถนำเข้าได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่เชื่อใจโรงพยาบาลเอกชนที่ใด&amp;nbsp; ก็ผ่านตัวสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ก็น่าจะเป็นสมาคมใหญ่ในระดับที่น่าเชื่อถือได้นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนำเข้าวัคซีนที่ยอมรับ ในต่างประเทศมามากที่สุด เท่าที่ทำได้ ในทุกๆทาง โดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ ผ่านหน่วยงานรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าจะอนุโลมให้ใช้ในสถานการณ์ ที่คนไทยได้ฉีดวัคซีนเพียง 25% (นี่คือรวมเชื้อตายและ mrna) ของประชากร &amp;nbsp;
เพราะวัคซีนยิ่งเยอะ (โดยเฉพาะพวก mrna และ Subunit Protein) มันก็จะยิ่งดีไม่ใช่หรือครับ
มันน่าจะถึงเวลาที่เราควรแก้บางกฎ เพื่อให้คนไทยได้วัคซีน &amp;quot;ที่มาตรฐาน&amp;quot; ที่จะพอป้องกันตัวเองได้ อย่างน้อย เราก็
พอมองเห็นทางสว่างข้างหน้าครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่า ถ้าออกกฎที่แก้ได้ จะมีบริษัท หรือ โรงพยาบาลมากมาย หรือแม้แต่หน่วยงานใดๆ ที่จะยินดีติดต่อเอง&amp;nbsp; และเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้ อย่างรวดเร็ว
เพราะเราเสียเวลามามากเกินไปแล้วครับ กับคำว่ารอ วัคซีนที่มาตรฐาน ครับ &amp;nbsp;
เปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ นำเข้าวัคซีนเองเถอะครับ มีมากดีกว่ามีไม่พอนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สิทธิพงศ์ ฬาพานิช (หมอเตี๋ยว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113135</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.หญิง ดร.พญ.สรัญยา ฬาพานิช, นายแพทย์สิทธิพงศ์ ฬาพานิช, นำเข้าวัคซีน, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115c02b57e1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 07:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 07:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอเหรียญทอง&#039; เสนอ &#039;สมาคม รพ.เอกชน&#039; ผนึกกำลังตั้งโรงพยาบาลสนามทั่วไทยรับมือโควิดระบาดหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.63 - พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;เรียน นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ผมขอเสนอให้สมาคม รพ.เอกชน ร่วมมือกันจัดตั้ง &amp;quot;รพ.สนาม สมาคม รพ.เอกชน&amp;quot;&amp;nbsp;เพื่อพร้อมปฏิบัติการภาคสนาม โดยเป็นหน่วยปฏิบัติการภาคสนามที่ระดมสรรพกำลังจาก รพ.เอกชนต่างๆ โดยแบ่งเขตพื้นที่ตามภูมิภาคเพื่อการรับผิดชอบดังต่อไปนี้
1.รพ.สนามเอกชนที่ 1 รับผิดชอบภาคกลาง จัดกำลังจาก รพ.เอกชนต่างๆในพื้นที่ภาคกลาง
2.รพ.สนามเอกชนที่ 2 รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดกำลังจาก รพ.เอกชนต่างๆในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3.รพ.สนามเอกชนที่ 3 รับผิดชอบภาคเหนือ จัดกำลังจาก รพ.เอกชนต่างๆในพื้นที่ภาคเหนือ
4.รพ.สนามเอกชนที่ 4 รับผิดชอบภาคใต้ จัดกำลังจาก รพ.เอกชนต่างๆในพื้นที่ภาคใต้
5.รพ.สนามเอกชนที่ 5 รับผิดชอบกรุงเทพมหานคร จัดกำลังจาก รพ.เอกชนต่างๆในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รพ.สนามเอกชนข้างต้นจะเป็นหน่วยปฏิบัติการภาคสนามที่เพิ่มเติมกำลังสนับสนุน &amp;quot;รพ.ประจำถิ่น&amp;quot; ซึ่งหมายถึง รพ.รัฐ และ รพ.เอกชน หากประสบปัญหาผู้ป่วยจากการระบาดจำนวนมากในแต่ละพื้นที่ของภูมิภาคต่างๆตามการแบ่งมอบข้างต้น
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา
ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61753</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, เหรียญทอง แน่นหนา, โควิด19, โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e852caa0e158.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ส่งข้อมูลแจงศาลปกครอง ยันโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งโขกค่ายาเกินจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค. 2562 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.62 กรมการค้าภายใน ได้ส่งหนังสือชี้แจงไปให้ศาลปกครอง ภายหลังจากที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และกกร.ได้มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 62 และศาลได้แจ้งมายังกระทรวงพาณิชย์ให้ทำหนังสือชี้แจงภายใน 15 วัน โดยไม่ต้องไปชี้แจงต่อศาลด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลใดเพิ่มเติม สามารถส่งไปให้ศาลได้อีกจนถึงวันที่ 1 พ.ค.นี้ โดยหลังจากนี้ ต้องรอให้ศาลพิจารณาและตัดสินก่อน ซึ่งไม่ว่าในที่สุดแล้ว ศาลจะตัดสินอย่างไร กระทรวงพาณิชย์พร้อมดำเนินการตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่ง กกร. ที่นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม โดยอ้างว่า ก่อนที่กกร.จะนำเข้าสู่บัญชีควบคุม สมาคมไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใดๆ และคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐด้วย จึงส่งผลเสียหายต่อโรงพยาบาลเอกชน และขอให้ศาลคุ้มครองคำสั่งชั่วคราว เพื่อให้การออกประกาศของกกร.หยุดการบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนังสือชี้แจงดังกล่าว &amp;nbsp;เป็นการชี้แจงถึงสาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเสนอให้ กกร. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่า โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งคิดค่ายา และค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง จนได้รับความเดือดร้อนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังชี้แจงอีกว่า ก่อนที่จะเสนอให้ กกร. และครม.อนุมัติให้เป็นสินค้าควบคุมนั้น กระทรวงได้หารือ และขอความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับการประกอบธุรกิจประกันภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประกาศของกกร.ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงสถานพยาบาลทุกแห่ง ทั้งของรัฐ และเอกชนด้วย ไม่ได้เลือกปฏิบัติ และการขอข้อมูลราคาซื้อขาย ราคานำเข้ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชน ก็เพื่อนำมาศึกษาโครงสร้างต้นทุนราคา เพื่อให้รู้ว่า โรงพยาบาลคิดราคาสูงเกินจริงอย่างที่ผู้บริโภคร้องเรียนหรือไม่ ก่อนที่จะหามาตรการกำกับดูแลต่อไป ซึ่งต้องเป็นมาตรการที่โปร่งใส เป็นธรรม แลทุกฝ่ายเห็นชอบ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ กระทรวงยังไม่ได้ควบคุมราคาขาย และจะไม่มีมาตรการควบคุมราคาขายแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พร้อมกันนั้น กระทรวงได้ส่งข้อมูลราคาซื้อขาย และนำเข้า ที่ได้จากการสอบถามโรงพยาบาเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และร้านขายยารายใหญ่ ไปให้ศาลด้วย ซึ่งจากราคาดังกล่าว กระทรวงได้วิเคราะห์แล้วพบว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง คิดราคายาชนิดเดียวกันแตกต่างกันมาก โดยบางแห่งคิดราคาขายโดยบวกเพิ่มจากราคาต้นทุนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่บางแห่งบวกเพิ่มสูงถึง 200-300% เมื่อสอบถามโรงพยาบาลถึงสาเหตุที่คิดราคาสูงเกินจริง บางแห่งตอบไม่ได้ แต่บางแห่งบอกว่า จะนำรายได้ไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งกระทรวงมองว่า ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือค่าใช้จ่ายจากการลงทุนมาบวกเพิ่มในราคายา เพราะไม่เป็นธรรมกับประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล, ราคายา, ศาลปกครอง, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, แจงข้อมูลศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4e80bc8700f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงพยาบาลเอกชนไม่ยอมให้รัฐคุมราคายา ยื่นศาลปกครองขอคุ้มครองคำสั่ง &quot;กกร.&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประมาณต้นเดือนเม.ย.62 สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่ได้นำสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 62 โดยสมาคมฯอ้างว่า ก่อนที่กกร.จะนำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุมนั้น สมาคมฯไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใดๆ และคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐด้วย จึงส่งผลเสียหายต่อโรงพยาบาลเอกชน และขอให้ศาลคุ้มครองคำสั่งชั่วคราว เพื่อให้การออกประกาศของกกร.หยุดการบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;โรงพยาบาลเอกชนไม่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมยา และเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ จึงฟ้องศาลปกครอง และฟ้องเอาผิดกับกกร.ทุกคน รวมถึงรมว.พาณิชย์, ปลัดพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ซึ่งกระทรวงพร้อมชี้แจงเต็มที่ ส่วนศาลจะตัดสินว่าอย่างไรเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา หากไม่จบในศาลเดียวต้องว่ากันต่อไปในศาลสูงสุด และในที่สุดแล้ว ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร ก็พร้อมดำเนินการตาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กระทรวง ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งคิดค่ายา และค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้ธุรกิจของโรงพยาบาลเอกชนยังเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญ การนำยา และเวชภัณฑ์ และบริการทางแพทย์เป็นสินค้าและบริการควบคุมนั้น จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้กำหนดมาตรการใดๆ ออกมาควบคุมเลย เป็นเพียงแค่การนำมาจับตาเพื่อเฝ้าระวังเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า คาดว่า จะประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลยา และเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ ซึ่งมีตนเป็นประธานในเร็วๆ นี้ หลังจากที่คณะอนุกรรมการได้สั่งการให้คณะทำงานพิจารณาโครงสร้างต้นทุนราคายา ที่มีอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน ศึกษาโครงสร้างต้นทุนราคายาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ซึ่งขณะนี้คณะทำงานได้ข้อมูลราคาซื้อ-ขาย ราคานำเข้า จากโรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต-ผู้นำเข้า และร้านจำหน่ายยารายใหญ่ครบถ้วนแล้ว และอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลมาเสนอคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ศาลปกครองได้แจ้งกรมมาแล้ว เพื่อให้ทำหนังสือชี้แจงภายใน 15 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ก่อนที่กกร.จะอนุมัติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบนั้น ได้ขอความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งโรงพยาบาลเอกชน, หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุข, สมาคมประกันชีวิต-ประกันวินาศภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลเอกชนจะอ้างว่าไม่มีส่วนแสดงความเห็นได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในประกาศของกกร.จะครอบคลุมกับยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลทุกแห่ง ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนตามที่สมาคมฯเข้าใจ แต่การที่กรมขอข้อมูลราคาซื้อ-ขาย ราคานำเข้าจากโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น เป็นเพราะกรมไม่มีข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชน แต่ข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐ กรมได้ขอจากกรมบัญชีกลางแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการทื่ทนายความ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ส่งหนังสือถึงตนเพื่อขอให้ระงับการให้ข่าวที่เป็นการข่มขู่โรงพยาบาลนั้น ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายของกรมทำหนังสือชี้แจงไปแล้วว่า ตนไม่เคยข่มขู่ เพียงแค่ต้องการชี้แจงว่า กรมสามารถดำเนินการใดได้บ้างตามกฎหมายราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 เช่น หากกรมทำหนังสือขอให้โรงพยาบาล ส่งข้อมูลราคาซื้อขาย นำเข้า มาให้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเพิกเฉย กรมสามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ไม่ได้ข่มขู่แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34635</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5b41a13410.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ถกคุมค่ารักษาฯ แต่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนค้าน อ้างต้นทุนไม่เท่ากัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo;ถกวาระพิเศษ ร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็น หลัง กกร. มีมติให้นำ &amp;ldquo;ยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์&amp;rdquo; เป็นสินค้าและบริการควบคุม ยันภาคเอกชนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เตรียมนำข้อเสนอแนะทั้งหมดมาหารือภายในอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่จะไม่เปลี่ยนจุดยืนในการดูแลผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นัดประชุมวาระพิเศษร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันชีวิตและวินาศภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อหารือในประเด็นที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นสินค้าและบริการควบคุม และทางโรงพยาบาลเอกชนต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะถึงมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแล จึงได้เปิดโอกาสให้มาหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลการหารือ เอกชนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะโครงสร้างบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง โรคเดียวกัน อาจจะใช้วิธีการรักษาไม่เหมือนกัน เครื่องไม้เครื่องมือที่จะนำมาใช้แตกต่างกัน บริการก็แตกต่างกัน หรือกระทั่งหมอที่รักษาก็มีความเชี่ยวชาญต่างกัน การใช้มาตรการแบบเหมารวม ถือว่าไม่เป็นธรรม จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดิมทีเรื่องนี้ หลัง กกร. มีมติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อหารือถึงมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแล แต่ในเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องอยากพูด อยากเสนอข้อคิดเห็น ผมก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้พูด เมื่อรับฟังข้อเสนอต่างๆ มาแล้ว ก็จะนำมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ยืนยันไว้ตรงนี้ได้เลยว่าจะไม่มีการเปลี่ยนจุดยืนในการดูแลผู้บริโภค แต่วิธีการที่จะนำมาใช้ในการดูแลเรื่องนี้ ต้องเหมาะสม และเป็นธรรมกับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งจะมีการหารือภายในร่วมกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในอีกครั้งก่อนที่จะสรุป&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การนัดประชุมด่วนในครั้งนี้ เนื่องจากหุ้นโรงพยาบาลภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากแรงเทขายอย่างหนัก หลังจากที่ กกร. มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุม ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับผลกระทบจากราคาหุ้นที่ตกลง โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดหุ้นของโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์น่าจะหายไปเป็นหลักหมื่นล้านบาท นายสนธิรัตน์จึงต้องนัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องวาระพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป มีความเป็นไปได้ทั้งการคงให้ยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าและบริการควบคุม และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป แต่มาตรการที่จะนำมาใช้ดูแล จะต้องสร้างความเป็นธรรมทั้งกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และอีกแนวทางหนึ่ง อาจจะยกเลิกการเสนอให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งจะต้องมีการเสนอให้ กกร. พิจารณาเพื่อแก้ไขมติอีกครั้ง แต่กระทรวงพาณิชย์จะต้องมีมาตรการที่จะใช้ในการดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการนำยาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเป็นสินค้าและบริการควบคุม เพราะโรงพยาบาลเอกชนมีมาตรการที่โปร่งใสอยู่แล้ว และที่ผ่านมา ก็มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ควบคุมดูแล จึงมั่นใจได้ว่าการบริการของโรงพยาบาลมีความโปร่งใส่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จะมีการติดตามการแก้ไขปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ โดยเห็นว่ามาตรการที่ควรจะนำมาใช้ คือ การกำหนดส่วนต่างของต้นทุนและกำไรที่เหมาะสม เพราะค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลรัฐและเอกชนมีความแตกต่างกันมาก เช่น ค่ายาแพงกว่า 20-400 เท่า ค่าผ่าตัดไส้ติ่งเอกชนแพงกว่ารัฐ 14 เท่า แต่ของสิงคโปร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนห่างกันแค่ 2.5 เท่า ซึ่งหากกระทรวงพาณิชย์ไม่เดินหน้าต่อ มูลนิธิฯ จะฟ้องศาลปกครองว่ารมว.พาณิชย์ผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดูแลประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่หุ้นโรงพยาบาลเอกชนร่วงหนัก มองว่าเรื่องหุ้นมีขึ้นมีลง เช่น หุ้นของโรงพยาบาล ก เคยอยู่ที่ราคา 3 บาท และปัจจุบันขึ้นไป 6 บาท และร่วงเหลือ 5 บาท ถือเป็นไปตามภาวะตลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ การดูแลชีวิตของคน ที่รัฐบาลควรจะต้องให้ความสำคัญมากกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26364</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่ารักษาพยาบาล, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, สินค้าและบริการควบคุม, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed8a32daa2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.สธ.ส่งซิก &quot;ก.พาณิชย์&quot;เท่านั้นชี้ขาดว่าจะควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาลได้หรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค.62- ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยว่า เรื่องค่ารักษาพยาบาลแพงนั้น ในภาครัฐเชื่อว่ามีการควบคุมที่ดีอยู่แล้ว โดยพื้นที่ไหนจะมีการตั้งคลินิกนอกเวลา &amp;nbsp;จะต้องทำประชาพิจารณ์ และได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ก่อนถึงจะทำได้ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีคลินิกนอกเวลาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สามารถใช้สถานพยาบาลให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ส่วนโรงพยาบาลเอกชน ก็ต้องมีการหารือกันระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และกระทรวงพาณิชย์ ส่วนจะต้องกำหนดราคาหรือไม่นั้นต้องดูตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงข้อเรียกร้องให้กำหนดค่ารักษาพยาบาลให้เป็นสินค้าควบคุม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า คิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการคุยกัน แต่ไม่ใช่ลักษณะของการบังคับให้เอกชนต้องทำตาม เพราะค่ารักษาพยาบาลแต่ละแห่งมีหลายอย่างประกอบกัน ทั้ง ต้นทุนต่างกัน ค่าใช้จ่ายต่างกัน ค่ารักษาไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่เนย แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือการประกาศค่าใช้จ่ายให้ประชาชนทราบเพื่อจะได้รู้งบประมาณ และเตรียมพร้อมด้านการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่าทราบว่าในวันนี้ทางกระทรวงพาณิชย์จะมีการประชุมเรื่องการกำหนดให้ค่ารักษาพยาบาลเป็นสินค้าที่ต้องควบคุม หากมีมติเห็นชอบตามนั้นจะมีผลต่อระบบสาธารณสุขอย่างไรบ้างศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่ารอให้เขาอนุมัติก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส.กล่าวว่า มีเรื่องร้องเรียนโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาประมาณ 300 เรื่องต่อปี โดยเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพงมีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สบส. พยายามแก้ไขราคายาไม่ให้เกินจริง อีกทั้งวันนี้ จะมีการประชุมเฉพาะกิจร่วมกับนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และผู้แทนโรงพยาบาลเอกชนจำนวนหนึ่งเพื่อหารือ และวิเคราะห์แนวทางที่เคยทำมาต่างๆ นั้นมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ตรงไหนที่ต้องมีการปรับปรุง เป็นต้น แต่ไม่ได้มีการหารือเรื่องการคุมค่ารักษาโดยตรง ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26158</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงสาธารณสุข, ควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, สบส., สมาคมโรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181203/image_big_5c05402ecf920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
