<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซี สมาร์ทกริด รองรับอุตสาหกรรมอย่างมีเสถียรภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีอีซี สมาร์ทกริด จะช่วยให้สามารถเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชน &amp;nbsp;เพราะในอนาคตนั้นทุกคนมีการผลิตไฟไว้ใช้เอง มีอีวีคาร์ ถ้ามีการใช้เยอะจะจัดการการใช้พลังงานอย่างไร ดังนั้นเราต้องปรับระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้โครงการใกล้แล้วเสร็จจำนวน 114,000 เครื่อง จากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อีอีซีจำนวน 2 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ที่มีการใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายทั้งประเภทพลังงานและเชื้อเพลิง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม เพื่อสนับสนุนให้ไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีมีความมั่นคง และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมได้อย่างมีเสถียรภาพ&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าการไฟฟ้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ในฐานะผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้า และดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าให้เกิดความพึงพอใจทั้งด้านคุณภาพและการบริการ โดยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเป็นองค์กรชั้นนำที่ทันสมัยในระดับภูภาค มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน ให้บริการพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง ปลอดภัย และมุ่งมั่นให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้ทุกครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมพงษ์ ปรีเปรม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น จึงต้องเตรียมพร้อมและพัฒนาตัวเองเพื่อรองรับยุคดิจิทัล ซึ่ง นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล &amp;nbsp; PEA จะต้องพลิกองค์กรสู่การเป็น &amp;ldquo;ดิจิทัลยูทิลิตี้ (Digital Utility)&amp;rdquo; เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจัยทางเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ กล่าวว่า PEA ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น การเติบโตของการใช้งานด้านผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี และ IoT ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม อุปกรณ์สมาร์ทดีไวส์ และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า อันจะทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้นในอนาคต ที่สำคัญการเกิดขึ้นของผู้ใช้บริการไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือน และเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สร้างความท้าทายในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าในอนาคตอย่างมาก เพราะแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ใช่แหล่งพลังงานที่ให้กำลังไฟฟ้าที่แน่นอน จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สามารถควบคุม และคาดการณ์แนวโน้มการใช้พลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ PEA สามารถบริหารจัดงานการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ได้อย่างครอบคลุม มีคุณภาพตามมาตรฐานการให้บริการ และเพียงพอ ในช่วงเวลาวิกฤติต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภารกิจหลักของ PEA คือ ทุกพื้นที่ต้องมีไฟฟ้าใช้ จึงจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตการให้บริการไฟฟ้าเพื่อครอบคลุมในทุกพื้นที่ 74 จังหวัด สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าด้านอุตสาหกรรมด้วย เนื่องจากผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอุตสาหกรรมต้องการไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและมีปริมาณที่สูง บนพื้นฐานของความมั่นคงและความปลอดภัย พร้อมกับโครงการที่รองรับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจของไทยต่อไปในระยะยาว&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น PEA จึงต้องยกระดับระบบไฟฟ้าด้วยดิจิทัล เชื่อมโยงลูกค้าด้วยเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนสู่องค์กรทันสมัย เสริมสร้างบุคลากรแห่งอนาคต และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ให้บริการไฟฟ้าที่มั่นคง ปลอดภัย มุ่งมั่นให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ 100% &amp;ldquo;สว่างทั่วทิศ สร้างคุณภาพชีวิตทั่วไทย&amp;rdquo; Brightness for Life Quality&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นำร่องสมาร์ทกริดพัทยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ กล่าวว่า แผนการลงทุน 5 ปี (63-67) ของ PEA คาดจะใช้เงินลงทุนรวมราว 2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า และการลงทุนพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน โดยโครงการสำคัญที่จะมีการดำเนินงานในปี 2563-65 ซึ่งเป็นโครงการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ทำให้ระบบมีเสถียรภาพและปลอดภัย เช่นโครงการระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 2 เน้นการก่อสร้างระบบไฟฟ้า สายส่ง แรงดัน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-67 ขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับประชาชนในเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้า จะมีผู้ใช้ไฟรายใหม่เกิดขึ้นปีละ 4 แสนราย และในจำนวนนี้จะมีประมาณ 4 หมื่นรายที่อยู่นอกแนวเสา หรือระบบจำหน่าย ดังนั้นจึงมีการขยายเขตไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ โดยการไฟฟ้าจะลงทุนให้ทุกบาทรายละไม่ต่ำกว่า 75,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เริ่มดำเนินการไปแล้วอย่าง โครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่ดำเนินการติดตั้งสามาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) ที่พัฒนาจากมิเตอร์ฟ้าแบบจานหมุนปกติ มาเป็นสมาร์ทมิเตอร์ ซึ่งนอกจากทำหน้าที่ในการวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถควบคุมและสั่งการผ่านตัวสมาร์ทมิเตอร์ไปยังศูนย์ควบคุมของ PEA ทำให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมการใช้ไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะนำไปสู่นโยบายการประหยัดพลังงาน และควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ที่สำคัญผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ปัญหาคือโครงการนี้จะใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง คาดว่าแล้วเสร็จในเวลาปี 64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากจากดำเนินการที่พัทยาแล้วเสร็จ ก็จะขยายโครงการไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากเป็นพื้นที่มีศักยภาพ และจะพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคต ซึ่งขณะนี้ PEA อยู่ระหว่างศึกษาโครงการสมาร์ทกริดในอีอีซี คาดจะต้องเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าจากแบบเดิมเป็นสมาร์ทมิเตอร์ รวมแล้วประมาณ 2 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้ว จะไปทำสมาร์ทกริดที่จังหวัดขนาดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีอีซี สมาร์ทกริด จะช่วยให้สามารถเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชน &amp;nbsp;เพราะในอนาคตนั้นทุกคนมีการผลิตไฟไว้ใช้เอง มีอีวีคาร์ &amp;nbsp;ถ้ามีการใช้เยอะจะจัดการการใช้พลังงานอย่างไร ดังนั้นเราต้องปรับระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้โครงการใกล้แล้วเสร็จ จำนวน 114,000 เครื่อง จากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อีอีซี จำนวน 2 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสสาหกรรม ที่มีการใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายทั้งประเภทและเชื้อเพลิง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม เพื่อสนับสนุนใหไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีมีความมั่นคง และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมได้อย่างมีเสถียรภาพ&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว
ปรับองค์กรสู่ดิจิทัลยูทิลิตี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภ กิตติวิวัฒน์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา PEA กล่าวว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้า PEA ได้กําหนดยุทธศาสตร์ให้มุ่งสู่การเป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ภายในปี พ.ศ.2565 เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งในด้านเครือข่ายระบบไฟฟ้า การให้บริการลูกค้า กระบวนการภายใน ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ความสำเร็จของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) จำเป็นต้องมีการบูรณาการระบบงาน และกระบวนการต่างๆ ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งโครงสร้างองค์กร และรูปแบบในการดำเนินงานจะปรับให้มีความคล่องตัว โดยมีหน่วยงานด้านธุรกิจ และหน่วยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องมีการประสานการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ในการพัฒนาองค์กรให้เป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ (Digital Utility) รวมทั้งบุคลากรของ PEA จำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ เพียงพอและเหมาะสมในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงรองรับรูปแบบของการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลของ PEA มีการดำเนินการไปพร้อมๆ กันหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการเดินทางไปสู่ &amp;ldquo;สมาร์ทกริด&amp;rdquo; จะเป็นส่วนสำคัญและเป็นมิติใหม่ของการให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการดำเนินการด้านการแก้ไขกระแสไฟฟ้าขัดข้อง พร้อมความสามารถในการควบคุม สั่งการการพยากรณ์และวิเคราะห์การใช้พลังงานของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ด้วย เพื่อเสถียรภาพพลังงานของประเทศ&amp;quot; นายวัลลภกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภกล่าวว่า สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับงานควบคุมสั่งการจ่ายไฟฟ้า PEA จะนำมาใช้ คือ EcoStruxure&amp;trade; ADMS (Advanced Distribution Management System) &amp;nbsp;จากชไนเดอร์ อิเล็กทริก เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ระบบควบคุมการจ่ายไฟฟ้าของ PEA ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องสมาร์ทกริดที่สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดเพื่อแก้ไขได้อย่างทันท่วงที และบริหารจัดการพลังงานให้มีความต่อเนื่องในทุกพื้นที่อย่างเพียงพอแก่การใช้งานอย่างแท้จริง แม้ในช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งมีโซลูชั่นสำหรับการบริหารจัดการแหล่งพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resource Management System: DERMS) โดยสามารถมองเห็นการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ PEA ได้ทั้งระบบ สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิม หรืออุปกรณ์หลากหลายแบรนด์ได้อย่างราบรื่น สร้างความเสถียรของเครือข่ายที่มากขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และที่สำคัญที่สุดคือสามารถคาดการณ์แนวโน้มการใช้ไฟในอนาคต ช่วยให้ กฟภ.สามารถบริหารจัดการแหล่งพลังงานรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของ กฟภ.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภกล่าวว่า &amp;ldquo;EcoStruxure ADMS จากชไนเดอร์ อิเล็กทริก นับเป็นการอัพเกรด และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้สามารถควบคุม สั่งการและวิเคราะห์จ่ายไฟฟ้าให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้ารูปแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้ &amp;lsquo;โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ (คปศ.) ซึ่งทาง กฟภ.มีความคาดหวังว่าทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจพลังงาน จะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวของ กฟภ. เมื่อระบบงานต่างๆ ทุกอย่างแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแผนยุทธศาสตร์ที่เราได้วางเอาไว้ เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ดิจิทัลด้านพลังงานอย่างแท้จริง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77409</URL_LINK>
                <HASHTAG>PEA, สมพงษ์ ปรีเปรม, สมาร์ทกริด, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f440100ecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
