<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิด้าโพล&#039;เผยผู้สูงอายุเครียดกังวลจะติดเชื้อโควิด เรียกร้องรัฐเยียวยาเพิ่มเบี้ยยังชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10ก.ย.64-กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo;&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง &amp;ldquo;60+ ฝ่าวิกฤติ COVID-19 สู่วิถีถัดไป (Next Normal)&amp;rdquo; ทำการสำรวจในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 จากผู้สูงอายุมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูณ์ขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) รวมขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 4,400 หน่วยตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีลงพื้นที่ภาคสนาม และการตอบแบบสอบถามออนไลน์ กำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.00&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงการใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ พบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.36 ระบุว่า ใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวัน ขณะที่ ร้อยละ 16.64 ระบุว่า ไม่ใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในจำนวนผู้สูงอายุที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.66 ใช้มือถือแบบสมาร์ทโฟน รองลงมา ร้อยละ 34.05 ใช้มือถือแบบไมใช่สมาร์ทโฟน ร้อยละ 5.94 ใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก/แล็ปท็อป ร้อยละ 4.83 ใช้แท็บเล็ต และร้อยละ 1.20 ใช้นาฬิกาอัจฉริยะ (สมาร์ทวอทช์)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับการใช้แอปพลิเคชันต่างๆในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.79 ระบุว่า ใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ และร้อยละ 37.21 ระบุว่า ไม่ใช้แอปพลิเคชัน ซึ่งในจำนวนผู้สูงอายุที่ใช้แอปพลิเคชัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.19 ระบุว่าใช้ไลน์ รองลงมา ร้อยละ 67.39 ใช้เฟซบุ๊ก ร้อยละ 52.45 ใช้ยูทูบ ร้อยละ 27.49 ใช้กูเกิ้ลโครม ร้อยละ 16.59 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าการบริการออนไลน์ ร้อยละ 16.20 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเงิน ธนาคาร โอน รับ จ่ายเงิน ร้อยละ 7.29 ใช้อีเมล ร้อยละ 3.91 ใช้ทวิตเตอร์ และร้อยละ 0.13 ใช้ติ๊กต็อก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;เมื่อถามถึงผลกระทบที่ได้รับในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่&amp;nbsp; ร้อยละ 90.00 ได้รับผลกระทบโดยเกิดความเครียด วิตกกังวล รองลงมา&amp;nbsp; ร้อยละ 59.32 รายได้ลดลง มีภาระค่าใช้จ่าย หนี้สินมากขึ้น ร้อยละ 47.86 การออกไปพบปะสังสรรค์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำกิจกรรมนอกบ้าน ลดน้อยลง ร้อยละ 44.07 มีเวลาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ร้อยละ 23.84 ผู้สูงอายุต้องใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและเป็นภาระ ร้อยละ 23.61 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22.48 มีการจัดการดูแลสภาพแวดล้อม ที่พักอาศัยและชุมชนให้สะอาด ถูกหลักอนามัย ร้อยละ 20.20 มีการปรับใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เช่น มีการพูดคุย สื่อสารทางสังคมออนไลน์มากขึ้น ร้อยละ 18.86 ปริมาณขยะมูลฝอยและขยะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 15.43 กิจการ ธุรกิจการค้าขายประสบปัญหา หยุด พักเลิกกิจการ ไม่สามารถส่งงาน/สินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด และร้อยละ 4.82 รายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับตัวของกิจการ ธุรกิจการค้าขาย สินค้า และการบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุวิตกกังวลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.88 ระบุว่า เกิดความเครียดและกังวลว่า&amp;nbsp; จะติดเชื้อ อันดับ 2 ร้อยละ 17.58 ระบุว่า รายได้ รายจ่าย ภาระหนี้สิน อันดับ 3 ร้อยละ 13.89 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำมาหาเลี้ยงชีพ การประกอบอาชีพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านการได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา/กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงสถานการณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.55 ระบุว่าได้รับ และร้อยละ 3.45 ระบุว่า ไม่ได้รับ โดยในจำนวนผู้สูงอายุที่ระบุว่าได้รับ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.48 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รองลงมา ร้อยละ 43.90 ระบุว่า เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้อยละ 37.05 ระบุว่า เป็นโครงการคนละครึ่ง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า เป็นโครงการเราชนะ ร้อยละ 27.21 ระบุว่าเป็นเงินเยียวยาผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน หรือเงินสงเคราะห์ฉุกเฉินอื่น ๆ ร้อยละ 10.99 ระบุว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเงินเยียวยาผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเกษตรกรรายย่อย ร้อยละ 8.95 ระบุว่า เป็นการพักชำระหนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และร้อยละ 0.05 ระบุว่า เป็นเงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสาเหตุที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา/กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในจำนวนผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.54 ระบุว่าเนื่องจากเป็นข้าราชการบำนาญ รองลงมา ร้อยละ 15.63 ระบุว่า&amp;nbsp; ไม่ได้ลงทะเบียน ร้อยละ 12.50 ระบุว่า ต้องการให้คนที่เดือดร้อนกว่า ยังพอช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นของตัวเองมีที่ดินทำกิน และมีบุตรหลานคอยจุนเจืออยู่บ้าง ร้อยละ 11.46 ระบุว่า เป็นผู้สูงอายุใช้โทรศัพท์ลงทะเบียนไม่เป็น ไม่มีใครลงทะเบียนให้ ร้อยละ 9.37 ระบุว่า ไม่ได้ใช้มือถือสมาร์ทโฟน และคุณสมบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เข้าเกณฑ์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 3.13 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 23.77 การช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอินเทอร์เน็ต รองลงมา ร้อยละ 15.88 วัคซีนป้องกัน เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอต่อความต้องการ และได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง ร้อยละ 15.44 ความช่วยเหลือเรื่อง อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และสเปรย์แอลกอฮอล์ ร้อยละ 14.35 เพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือเยียวยาผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง และเพิ่มเงินสวัสดิการต่าง ๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินสงเคราะห์ และเงินสวัสดิการอื่น ๆ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 5.37 ระบุว่า การเข้ารับการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ร้อยละ 5.15 ส่งเสริม
ด้านการประกอบอาชีพทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม ร้อยละ 3.39 ความช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ เงินลงทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 2.08 ระบุว่า ตั้งจุดตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฟรี และสามารถเข้าถึงได้ง่าย และร้อยละ 0.22 ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.50 ระบุว่า มีการรับมือกับสถานการณ์โดยติดตามข้อมูล ข่าวสาร เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รองลงมา ร้อยละ 81.20 ระบุว่า ปฏิบัติตนตามนโยบายมาตรการการควบคุมของรัฐ ร้อยละ 51.98 ระบุว่า ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ร้อยละ 43.07 ระบุว่า ใช้สมุนไพรทางเลือกมากขึ้น เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชาย เป็นต้น ร้อยละ 29.14 ระบุว่า เตรียมอาหาร ข้าวของเครื่องใช้อุปโภค บริโภค ให้เพียงพอ ร้อยละ 25.70 ระบุว่า ปรับเปลี่ยนวางแผนการเข้ารับการบริการทางสาธารณสุข เช่น การเลื่อนนัดพบแพทย์ การรับยาทางไปรษณีย์หรือ รพสต. อสม. ร้านขายยาใกล้บ้านที่ได้รับการรับรอง เป็นต้น ร้อยละ 25.61 ระบุว่า ออกกำลังกาย ร้อยละ 25.23 ระบุว่า เข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ร้อยละ 19.98 ระบุว่า&amp;nbsp; วางแผนการใช้จ่ายเงิน และทำบัญชีครัวเรือน ร้อยละ 18.84 ระบุว่า ปฏิบัติตามหลักศาสนา ร้อยละ 18.00 ระบุว่า ทำงานอดิเรกเพิ่มมากขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ งานฝีมือ&amp;nbsp; หัตถกรรม เป็นต้น และร้อยละ 6.86 ระบุว่า เรียนรู้ ฝึกทักษะ หาแนวทางประกอบอาชีพเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 23.56 คือ การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อันดับ 2 ร้อยละ 18.33 คือ การช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยา เช่น การจ่ายเงินเยียวยาและชดเชย การสร้างงาน สร้างอาชีพ อันดับ 3 ร้อยละ 15.40 คือ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่พักอาศัยที่ถูกสุขลักษณะ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาหรือฟื้นฟู ทั้งในปัจจุบันและอนาคต มากที่สุด 3 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 16.80 คือ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา อันดับ 2&amp;nbsp; ร้อยละ 14.50 คือ ส่งเสริมการมีงานทำ พัฒนาทักษะอาชีพตามความถนัดและความสนใจ อันดับ 3 ร้อยละ 14.03 คือ เพิ่มวงเงินกู้ยืมเงินกองทุนประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวโน้มการปฏิบัติตัวตามรูปแบบวิถีถัดไป (Next Normal) ในอนาคต ซึ่งพิจารณาเฉพาะสัดส่วนผู้ที่ระบุว่า &amp;ldquo;ทำ&amp;rdquo; โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อยในประเด็นต่าง ๆ พบว่า ร้อยละ 98.66 ระบุว่า ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ (ออกกำลังกาย ล้างมือบ่อย ๆ สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน เว้นระยะห่างทางสังคม) มากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 91.91 ระบุว่า ทำกับข้าว ปลูกผักสวนครัว ไว้กินเอง&amp;nbsp; ร้อยละ 88.71 ระบุว่า การจัดสภาพแวดล้อม ที่พักอาศัยและชุมชนให้สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย ร้อยละ 86.36 ระบุว่า การกินอาหาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลอดสารพิษ สินค้าเกษตรอินทรีย์ ร้อยละ 82.39 ระบุว่า การฝึกปรับสภาพจิตใจและอารมณ์ให้สมดุล ปฏิบัติ ตามหลักศาสนา หากเกิดความเครียด ความวิตกกังวล ร้อยละ 81.91 ระบุว่า กินสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเน้นเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย เช่น วิตามิน อาหารเสริม สมุนไพรต่าง ๆ ร้อยละ 78.18 ระบุว่า ลดการทิ้งขยะ มีการนำมาใช้ซ้ำ/ลดการใช้ไฟฟ้า น้ำ น้ำมัน เชื้อเพลิง ร้อยละ 57.09 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการจับหรือสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยี ไร้การสัมผัส เช่น การรับ โอน จ่ายเงิน ผ่านโทรศัพท์มือถือ สั่งของออนไลน์ และร้อยละ 37.14 ระบุว่า ทำกิจกรรม ทำงานประกอบอาชีพธุรกิจที่บ้านหรือทางออนไลน์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.13 ระบุว่า ควรเพิ่มสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ เช่น การเพิ่มเบี้ยยังชีพ รายเดือนให้แก่ผู้สูงอายุ รองลงมา ร้อยละ 15.98 ระบุว่า ควรส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้กับผู้สูงอายุ ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ควรได้รับการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขโดยมีช่องทางการบริการสำหรับผู้สูงอายุ เพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับการรักษา ร้อยละ 8.47 ระบุว่า ควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมยามว่างหรือกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ร้อยละ 7.41 ระบุว่า ควรจัดสรรวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอต่อความต้องการ ร้อยละ 3.70 ระบุว่า ผู้สูงอายุต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ พูดคุย ให้กำลังใจ จากครอบครัวอย่างใกล้ชิด ร้อยละ 3.28 ระบุว่า การสอนหรือแนะนำการใช้อุปกรณ์เครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ ร้อยละ 2.65 ระบุว่า ควรมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ในปัจจุบัน และแนะนำวิธีการดูตัวเองที่ถูกต้องให้กับผู้สูงอายุในชุมชน ร้อยละ 2.22 ระบุว่า ควรส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต/โรงเรียนผู้สูงอายุ ร้อยละ 0.63 ระบุว่า ควรส่งเสริมการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ควรจัดหาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (แบบถาวร/ชั่วคราว)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116261</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มผู้สูงอายุ, นิด้าโพล, มาตรการเยียวยา, สมาร์ทโฟน, เบี้ยผู้สูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613af0e634908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2026 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>My BMW App ผู้ช่วยคู่ใจ สั่งการรถได้ง่ายผ่านสมาร์ทโฟนของคุณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;My BMW App คือแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อคนกับรถผ่าน smartphone จากระยะไกล เวอร์ชั่นล่าสุดนี้มีการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่ ให้ใช้งานง่ายขึ้นรวมถึงเพิ่มเติมฟังก์ชันมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของยานพาหนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเข้าไปในหน้าแอป จะมีข้อมูลของรถอย่างครบถ้วนด้วยรุ่นและสีของรถคุณที่หน้าจอ ด้านล่างจะมีข้อมูลทั้งจำนวนพลังงานไฟฟ้าที่คงเหลือ และน้ำมันคงเหลือว่าสามารถขับได้อีกกี่กิโลเมตร รวมถึงสถานะการล็อกรถว่าล็อกแล้วหรือยัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันจากระยะไกล
คุณสามารถค้นหารถ ล็อกและปลดล็อกประตูจากในแอป ด้วย Vehicle Finder ซึ่งจะแสดงแผนที่ที่รถของคุณจอดอยู่ และปลดล็อกหรือล็อกรถได้จากปุ่มสัญลักษณ์รูปกุญแจภายในแอปในกรณีที่คุณเดินออกห่างจากตัวรถแล้วเพื่อความสะดวกสบายโดยไม่ต้องเดินกลับมาที่รถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบสภาพแวดล้อมของรถในแบบสามมิติ (Remote 3D View)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถกดดูรถของคุณแบบ 3 มิติ กรณีที่คุณจอดรถทิ้งไว้แล้วต้องการตรวจดูสิ่งแวดล้อมรอบๆ รถของคุณว่าปลอดภัยดีหรือเปล่า เพียงกดที่ Remote 3D View ก็จะสามารถเลื่อนดูทุกมุมมองรอบๆ รถได้อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ค้นหาจุดหมายปลายทางและส่งพิกัดที่ต้องการไปยังระบบนำทางของรถได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณสามารถเซิร์จหาจุดหมายปลายทางที่ต้องการจะไปในโทรศัพท์ของคุณ และส่งพิกัดที่ต้องการไปยังระบบนำทางของรถได้โดยการกด Send to My BMW&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
BMW Digital Key
เปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็นกุญแจรถ ในการล็อก/ ปลดล็อก ไม่จำเป็นต้องพกกุญแจรถอีกต่อไป เพียงมี iPhone ก็สามารถปลดล็อกและสตาร์ทรถได้ด้วย BMW Digital Key แค่เพียงแตะโทรศัพท์ของคุณที่บริเวณมือจับประตูรถ โดยสามารถส่ง BMW Digital Key ให้เพื่อนได้ถึง 5 คน เพื่อใช้แทนกุญแจรถ และสามารถนำรถไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเรายังสามารถจำกัดความเร็วสูงสุด, แรงม้า, ความดังเครื่องเสียงสูงสุด และ อื่นๆ   &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่เราส่ง BMW Digital Key ไปให้ได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เปิดระบบระบายอากาศภายในรถจากระยะไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดระบบปรับอากาศก่อนการเดินทางได้จากระยะไกล เพียงกด Start Climatization ในแอป *เฉพาะรถยนต์ BMW รุ่น Plug-in Hybrid&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สามารถเปิดไฟหน้ารถชั่วคราวจากแอปพลิเคชั่น เพื่อค้นหารถของคุณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในแอปจะมีสัญลักษณ์ไฟ เมื่อกดจะสามารถเปิดไฟหน้าชั่วคราว ในกรณีจอดรถในที่มืดหรือพื้นที่กว้าง เพื่อส่งสัญญาณว่ารถของคุณอยู่ตรงไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช็คสถานะของรถคุณได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช็คน้ำมันเครื่องว่าครบกำหนดเปลี่ยนหรือยัง และสถานนะเซอร์วิสต่างๆ ของรถ เช่น เบรก เช็คระยะ หรือการอัพเกรดซอฟต์แวร์&amp;nbsp; สามารถเข้าไปเช็คระยะของรถได้จากในแอป ว่าครบกำหนดถ่ายน้ำมันเครื่องหรือยัง และเมื่อครบกำหนดจะมีข้อความแจ้งเตือน รวมถึงการเซอร์วิสต่างๆ ว่าพร้อมสำหรับการใช้งานหรือไม่ เช่นเบรก ถึงเวลาเปลี่ยนหรือยัง หรือเมื่อแอปมีการอัพเกรดเพิ่มเติมก็จะมีการแจ้งเตือนภายในแอป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถดาวน์โหลด My BMW App ได้แล้ววันนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบ iOS คลิก&amp;nbsp; https://apple.co/2Pg1eLg&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบ Android คลิก&amp;nbsp; https://bit.ly/3rGtF2h&lt;/p&gt;ufa911
ufarich777
ufa877
ufadeal
ufabet123
ufa1669
ufaonebet
ufa24
ufabetwin
sbobetsh
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100051</URL_LINK>
                <HASHTAG>My BMW App, สมาร์ทโฟน, แอปพลิเคชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e52601d2d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 00:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่มีสมาร์ทโฟน ร่วม‘เราชนะ’ได้ ใช้บัตรปชช.จ่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไม่มีสมาร์ทโฟนเฮ! &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; เปิดรับลงทะเบียนร่วมเราชนะ 15-25 ก.พ. ใช้บัตรประชาชนจับจ่ายได้ ยันพร้อมโอนเงินก้อนแรก 4 พันบาท 5 มี.ค. ก.แรงงานช่วยผู้ประกันตน ม.40 ลดเงินสมทบ 40% 6 เดือน ชง ครม.สัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังจะเปิดรับลงทะเบียนกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่น กลุ่มที่ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ในวันที่ 15-25 ก.พ.2564 โดยลงทะเบียนผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย หรือจุดบริการของธนาคารกรุงไทย ในเวลาทำการ ทุกสาขาทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กลุ่มดังกล่าวจะต้องให้ข้อมูลลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ โดยใช้ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลติดต่อ ความสัมพันธ์ของผู้ที่ติดต่อได้ ชื่อผู้ที่ติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์ของผู้ที่ติดต่อได้ และต้องยืนยันตัวตนที่สาขาธนาคาร โดยเสียบบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด กำหนดเลข PIN จำนวน 6 หลักสำหรับใช้สิทธิ์กับร้านค้า ถ่ายรูปหน้า และถ่ายรูปบัตรประจำตัวประชาชน และต้องเป็นผู้ใช้สิทธิ์จริง ไปลงทะเบียนด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนกรณีที่ไม่สามารถไปยืนยันตัวตนที่สาขากรุงไทยได้ จะได้รับความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย หรือท้องถิ่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงสาธารณสุข ในการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลผู้ร่วมโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ขณะนี้คลังอยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อเห็นชอบปรับรูปแบบการใช้จ่ายเงินกับร้านค้า โดยใช้จ่ายผ่านบัตรประจำตัวประชาชนได้ จากเดิมที่ใช้เฉพาะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น โดยคลังกำหนดว่าโอนเงินงวดแรกให้กลุ่มดังกล่าวในวันที่ 5 มี.ค. 2564 จำนวน 4,000 บาท และจะทยอยโอนสัปดาห์ละ 1,000 บาท จนครบ 7,000 บาท&amp;quot; นางสาวกุลยาระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี คลังคาดว่าการลงทะเบียนกลุ่มที่ต้องดูแลพิเศษนี้ จะยังอยู่ในกรอบให้ความช่วยเหลือของโครงการเราชนะ จำนวน 31.1 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินการใน 3 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ถือบัตรคนจน 13.8 ล้านคน กลุ่มใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง 8.4 ล้านคน และกลุ่มผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เราชนะที่ 6.4 ล้านคน มียอดผู้ได้รับสิทธิ์แล้ว 28.5 ล้านคน เมื่อรวมกับกลุ่มที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ์ คาดว่ากรอบจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ที่เตรียมไว้จะเพียงพอทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิ์เราชนะซึ่งเปิดให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.-8 มี.ค.2564 ผ่านเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com แล้วจำนวน 3.9 แสนราย โดยคลังได้แบ่งช่วงโอนเงินเยียวยาเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติทั่วไป เช่น ขอตรวจสอบสิทธิ์มาตรา 33 กลุ่มขอตรวจเงินฝากเกิน 5 แสนบาท ระหว่างวันที่ 8-21 ก.พ. จะประกาศผลวันที่ 4 มี.ค. และเริ่มโอนเงินตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มที่ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติทั่วไป ระหว่างวันที่ 22 ก.พ.-8มี.ค. คลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิ์ในวันที่ 19 มี.ค. และได้รับวงเงินก้อนแรก ในวันที่ 25 มี.ค. โดยใน 2 กลุ่มแรกนี้ จะได้รับเงินก้อนแรกที่ตกเบิก จากนั้นจะทยอยโอนให้สัปดาห์ละ 1,000 บาท จนครบ 7,000 บาท และสามารถสะสมใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 31 พ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มที่ยื่นขอตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องเงินได้พึงประเมิน ที่ต้องการใช้ฐานรายได้ปี 2563 ที่ยื่นในปี 2564 จากเดิมที่ใช้ฐานรายได้ปี 2562 แต่ให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบรายได้ในปี 2563 นั้น กลุ่มนี้จะต้องยื่นทบทวนสิทธิ์ระหว่างวันที่ 8 ก.พ.-8 มี.ค.2564 และเมื่อยื่นทบทวนสิทธิ์แล้ว จะต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2563 ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรภายใน 7 วัน ส่วนผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิ์ในวันที่ 8-9 ก.พ.ที่ผ่านมา จะต้องยื่นภาษีภายในวันที่ 17 ก.พ. โดยคลังจะประกาศผลทบทวนสิทธิ์ในวันที่ 19 มี.ค. และโอนเงินตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;มาตรการคลังถือว่าดูแลทุกกลุ่มแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีมาตรการคนละครึ่งเฟส 1-2 มาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้ ผู้เสียภาษี และมนุษย์เงินเดือน และจะมีมาตรการ ม.33 เรารักกันออกมาอีก ส่วนเกณฑ์ตัดสิทธิ์ผู้มีเงินฝากเกิน 5 แสนบาท ก็ใช้ข้อมูลล่าสุดที่ 31 ธ.ค.2563 หากใช้ฐานเงินฝากเพิ่มขึ้น เช่น 1 ล้านบาท ก็จะถูกมองว่ารัฐบาลช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งปัจจุบันผู้มีเงินฝากเกิน 5 แสนบาททุกบัญชีรวมกันในประเทศมีเพียง 1.8-2 ล้านรายเท่านั้นเมื่อเทียบกับจำนวนประชาชน 66 ล้านคน&amp;rdquo; นางสาวกุลยาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบแห่งชาติ (คนช.) ครั้งที่ 1/2564 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมว่า เป็นข่าวดีสำหรับแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3.5 ล้านคน บอร์ดประกันสังคมได้ทบทวนการให้ความช่วยเหลือลดการจ่ายเงินสมทบลงร้อยละ 40% ของฐานเงินสมทบที่จ่ายในแต่ละทางเลือก เป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าจ่าย 100 บาท เหลือจ่ายแค่ 60 บาท จะเข้า ครม.วันที่ 15 ก.พ.นี้ พร้อมกับการช่วยเหลือผู้ประกันตน มาตรา 33 &amp;ldquo;ม.33เรารักกัน&amp;rdquo; ที่จะจ่ายเยียวยา 4 พันบาทกว่า 9 ล้านคน ที่จะเริ่มลงทะเบียน 21 ก.พ.-7 มี.ค. นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตรได้ให้ประกันสังคมไปช่วยมาตรา 40 ที่ขาดลงเงินสมทบจนทำให้ขาดสิทธิ์ จะช่วยอย่างไรให้คงสภาพผู้ประกันตนต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.แรงงาน, ผู้ประกันตน, ลงทะเบียนร่วมเราชนะ, สมาร์ทโฟน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ใช้บัตรประชาชนจับจ่ายได้, ไม่มีสมาร์ทโฟน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023f14b3f9e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมเสพติด...โซเชียล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองเห็นเป็นคนแก่คนหนึ่งที่หันมาใส่ใจวิวัฒนาการของสมาร์ทโฟน หรือเทคโนโลยียุคดิจิทัล แล้วหัดใช้สื่อโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือไลน์ ในการสื่อสารกับคนอื่นๆ จนสามารถมีแฟนคลับ หรือเพื่อนฝูงเป็นจำนวนมาก ช่วยเปิดโลกทัศน์ต่างๆ ที่เคยจำกัดภายในบ้าน หรือพื้นที่ที่เคยทำงาน...ก็จะไม่รู้สึกเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต!!! จริงไหมคะ???&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็อะไรกันนักกันหนาหนอ กับอีแค่&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หรือ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; เปิดเว็บเพจของตัวเอง ในเมื่อตอนนี้สังคมโลกนั้นติดโซเชียลกันหนึบหนับ ติดมากติดน้อย ติดพอประมาณ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการของแต่ละบุคคลเท่านั้นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าคนระดับผู้นำไม่รู้จักโซเชียลมีเดีย หรือไม่คิดที่จะใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นประโยชน์ ...อันนี้สิจึงถือเป็นเรื่องต้องวิเคราะห์วิจารณ์ ว่า เป็นกบอยู่ในกะลา ไม่สมควรแก่การเป็นผู้บริหารบ้านเมืองในยุคที่ตัวเองพยายามอวดอ้างขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ..จริงไหมล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะระดับมนุษย์ป้าเอง เดี๋ยวนี้คิดอะไรไม่ออกก็หยิบมือถือมากดถาม หาทางไม่เจอก็กรอกมันเข้าไปบนมือถือ เดี๋ยวมันก็จะพาเราไปถึงจุดหมายได้ ช้าบ้างเร็วบ้าง แต่เชื่อได้ว่าไม่มีหลง อยากรู้ความหมายของภาษาต่างด้าวที่เราสับสนๆ ก็สามารถแจ่มแจ้งได้แค่คลิกนิ้วเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประโยชน์ของมันบานตะไท สมเป็นสมาร์ทโฟน&amp;nbsp; แต่มันก็มีโทษอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะ นั่นคือ ถ้าเราฝากความหวังไว้กับมันมาก เหมือนโลกทั้งใบอยู่ในไอโฟนเครื่องเดียวนี่แหละ เพราะมันหายหรือลืมมันไว้ตรงไหนสักแห่งเท่านั้นเอง...เหมือนโลกจะแตกถล่มทลาย กินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก นอกจากตะโกนมือถือชั้นหายๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาการแบบนี้ไม่ได้มีแต่ในสังคมไทยแน่นอน เพราะเมื่อวันก่อน เด็กดูแลอาม่าที่บ้าน ขออนุญาตให้ลูกชายและลูกสาวมาหาที่บ้านของมนุษย์ป้า แล้วภาพที่ได้พบเห็นคือ 3 คนแม่และลูกทักทายกันเล็กน้อย จากนั้นต่างคนต่างก็นั่งเล่นมือถือกัน เหมือนแค่มานั่งรวมกันเล่นมือถือแล้วแสนอบอุ่นใจ...ยังไงชอบกลอยู่ ทั้งๆ ที่ลูกสาวและลูกชายนั้นเดินทางมาจากเวียดนามเชียวนา ...555 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่ดูเหมือนเป็นโหมดชีวิตปกติของคนทั่วโลกในยุคดิจิทัลแล้ว และการไม่เล่นมือถือเวลาอยู่ตามที่สาธารณะอาจจะถือเป็นเรื่องผิดปกติเสียอีกต่างหาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เชื่อก็ลองดูนะคะ คราวหน้าคราวหลังนัดเพื่อนฝูงไปนั่งกินข้าว โดยบอกกติกาว่า ให้เอามือถือทุกคนมารวมกัน เพื่อจะไม่ให้สมาธิไปอยู่กันที่มือถือ และให้ทุกคนใส่ใจกันและกันบนโต๊ะอาหารสัก 2 ชั่วโมง หากใครแหกกฎจะต้องจ่ายมื้อนี้ ...รับรองว่าสักพักหนึ่งจะมีคนทนไม่ไหว และประกาศว่า โอเค...จะจ่ายมื้อนี้เองแลกกับการมีมือถือติดตัว เพราะมีธุระที่จะต้องคอยเฝ้ารับมือถืออยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่คือชีวิตจริงในยุคนี้...แต่เลี่ยงบ้างก็น่าจะดีนะคะ เพราะเราอยู่มาได้ตั้งนานโดยไม่มีมือถือ วันนี้ทำไมจะเป็นจะตายหนอ???&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20636</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้าเอง, มองมุมสูง, สมาร์ทโฟน, เสพติดโซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 22:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 22:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดขาย &#039;หัวเหว่ย&#039; แซง &#039;ไอโฟน&#039; ขึ้นเบอร์ 2 โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;quot;หัวเหว่ย&amp;quot; สมาร์ตโฟนสัญชาติจีน ทำยอดขายทั่วโลกในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 54.2 ล้านเครื่อง แซงแอปเปิลขึ้นอันดับ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ หัวเหว่ยแซงยอดขายไอโฟนขึ้นเป็นสมาร์ทโฟนขายดีอันดับ 2 ทั่วโลก เป็นรองแค่ซัมซุง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเมื่อวันพุธที่ 1 สิงหาคม เผยว่า ยอดขายสมาร์ตโฟนของหัวเหว่ยทั่วโลก ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน หรือไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 15.4% โดยขายสมาร์ตโฟนได้ 54.2 ล้านเครื่อง เป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 40.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 และทำให้หัวเหว่ยแซงแอปเปิล ผู้ผลิตไอโฟน ขึ้นเป็นผู้ขายสมาร์ตโฟนมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยไตรมาสที่ 2 ของปีนี้แอปเปิลครองส่วนแบ่งตลาด 12.1% ขายสมาร์ตโฟนได้ 41.3 ล้านเครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันดับ 1 ยังคงเป็นซัมซุง มีส่วนแบ่งการตลาด 20.9% ขายสมาร์ตโฟน 71.5 ล้านเครื่อง ส่วนอันดับ 4 คือเสี่ยวหมี่ มียอดขาย 31.9 ล้านเครื่อง และอันดับ 5 ได้แก่ออปโป้ 29.4 ล้านเครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท หัวเหว่ยเทคโนโลยีส์ เผยเมื่อวันอังคารว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกอร์ริต ชนีมานน์ นักวิเคราะห์ของบริษัท ไอเอชเอสมาร์กิต ให้ความเห็นว่า หัวเหว่ยได้เพิ่มมูลค่าให้โทรศัพท์รุ่นใหม่ที่ออกมา ได้แก่ หัวเหว่ย พี 20 โปร ซึ่งติดตั้งกล้องถึง 3 ตัว ทำให้ชนะคู่แข่งในตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ตลาด คานาลิส ระบุว่า ยอดขายสมาร์ตโฟนในจีนไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เกิน 100 ล้านเครื่อง มากกว่าไตรมาสแรกของปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 91 ล้านเครื่อง แสดงว่าส่วนแบ่งในตลาดจีนของหัวเหว่ยโตขึ้น 6% ภายในปีนี้ โดยครองส่วนแบ่งตลาดเป็นสถิติสูงสุดที่ 27%.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14541</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซัมซุง, สมาร์ทโฟน, ส่วนแบ่งตลาด, หัวเหว่ย, แซงไอโฟน, แอปเปิล, ไอโฟน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c475d20db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 20:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดบ้าน facebook</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน &amp;ldquo;facebook&amp;ldquo; และบรรดาแอปฯ เครือญาติ อย่าง Instragram, Messenger ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะผลสำรวจล่าสุดพบว่า &amp;nbsp;คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนเฉลี่ยต่อวันสูงที่สุดในโลก และแน่นอนที่เห็นก้มหน้าก้มตา ไถจอมือถืออยู่ตลอดนั้น ก็คือการติดตามความเคลื่อนไหวของโลกโซเชียลฯ อยู่นั่นเอง เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 34 ล้านคนนั้นใช้งาน facebook ทุกวัน และในแต่ละเดือนก็มียอดผู้ใช้เฉลี่ยสูงถึง 51 ล้านคน ซึ่งเป็นแนวโน้มขาขึ้นมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหากเทียบยอดการใช้งานของปีนี้ กับปี 2560 พบว่า คนไทยใช้งาน facebook เพิ่มถึง 11% เลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในเมื่อคนไทยมีความผูกพันต่อใช้งาน facebook รวมถึงแอปฯ ในเครืออย่างมากนี้เอง ทำให้ยักษ์ใหญ่ของวงการโซเชียลฯ รายนี้ ต้องแสดงออกต่อประเทศไทยว่า ให้ความสำคัญ ด้วยการประกาศตั้งสำนักงานตัวแทนขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ล่าสุด ในปี 2561 นี้ &amp;nbsp;facebook ก็มีการเปิดตัวสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสำนักงานใหม่นี้ ก็แน่นอนได้เลือกทำเลธุรกิจที่สำคัญที่สุดของไทย อย่างย่านราชประสงค์ เป็นจุดแลนด์มาร์คในการขยายธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง facebook ก็ทำการเปิดบ้าน เชิญคณะสื่อเข้าไปเยี่ยมชมบ้านหลังใหม่อย่างเป็นทางการ ณ อาคารเกษร ทาวเวอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการเยี่ยมชมในครั้งนี้ เจ้าบ้านอย่าง จอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ Facebook ประเทศไทย ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเอ็มดีรายนี้ถือว่ารู้จักประเทศไทยดีมาก เพราะสามารถพูดภาษาไทยได้ฉะฉาน ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว ด้วยความที่เข้ามาอยู่ประเทศไทยได้ 20 ปี ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน &amp;nbsp;แถมเจ้าตัวยังชอบอาหารไทย และที่สำคัญ ยังมีภรรยาเป็นคนไทยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แวกเนอร์เล่าว่า ตอนนี้ facebook ให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยอย่างมาก เพราะด้วยจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟในแพลตฟอร์มจำนวนมหาศาล แถมคนไทยยังเป็นผู้ที่สามารถใช้งาน facebook ได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ทางบริษัทแม่ที่อเมริกาสั่งให้ขยายการลงทุนและเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็มดีของ facebook ประเทศไทยกล่าวต่ออีกว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าของ case study (กรณีศึกษา) ในเรื่องการใช้งาน facebook หลายด้าน ที่โดดเด่นก็คือ ในเรื่องการใช้ Facebook ในการค้าขาย เชื่อหรือไม่ว่า ฟีเจอร์ ร้านค้า และตลาดขายของ (Marketplace) นั้นได้ไอเดียมาจากประเทศไทย ถึงขนาดทีมพัฒนาจากแคลิฟอร์เนีย ต้องบินมาศึกษาการใช้งานของผู้ใช้ชาวไทยเลยทีเดียว หรือแม้กระทั่งเรื่องการไลฟ์สดขายของ ผ่านกรุ๊ปของแม่ค้าคนไทย ซึ่งเดิมที facebook ไม่เคยคิดถึงการใช้งานด้านนี้เลย เพียงแต่คิดว่าจะไว้ใช้แชร์เรื่องราวหรือประสบการณ์ของผู้ใช้เท่านั้น แต่พอมาเจอการใช้แบบนี้ ก็ทำให้ได้ศึกษาข้อมูลและพฤติกรรมใหม่ๆ จากผู้ใช้ เพื่อนำไปปรับปรุงบริการได้อีกหลายอย่างเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอน การเข้ามารุกตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทางแวกเนอร์เล่าอีกว่า จะโฟกัสไปที่สามส่วนหลักๆ คือ ด้าน 1.SMB หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 98% จากธุรกิจทั้งหมด ซึ่ง facebook จะเน้นเข้าไปเจาะตลาดฝึกอบรม ให้ธุรกิจเหล่านี้มาใช้เครื่องมือของ facebook ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เพราะจากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีตลาด social Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คนไทยกว่า 51% ที่ซื้อของออนไลน์ มักจะซื้อขายผ่านช่องทางนี้ ด้านที่สอง กับรุกไปยังกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีแพลตฟอร์ม workplace สำหรับการใช้งานสื่อสารภายในองค์กร และยังช่วยในการประชาสัมพันธ์สื่อภายนอกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุดท้ายที่เพิ่งหันมาโฟกัสอย่างจริงจัง คือ การสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม ซึ่ง facebook มองเห็นว่าพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นสามารถช่วยเหลือสังคมชุมชน ความเป็นอยู่ได้อีกมาก ทางเราจึงพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในส่วนนี้ โดยปัจจุบัน คนไทย มีการสร้างกลุ่มบน facebook ถึง 1 ล้านกลุ่ม ซึ่งมีหลายกลุ่มในนี้น่าสนใจ มีประโยชน์ ทางเราก็เพิ่มสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือของเราในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือ พันธกิจ ก้าวต่อไปของ facebook ในประเทศไทย ที่ต้องจับตามอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9347</URL_LINK>
                <HASHTAG>case study, facebook, กระจกไร้เงา, จอห์น แวกเนอร์, บรรดาแอปฯ เครือญาติ, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, สมาร์ทโฟน, อาคารเกษร ทาวเวอร์, โลกโซเชียลฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2026 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2018 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มั่นใจ “ASUS Zenfone Max Plus” ปั้มยอดขาย18,000เครื่องต่อเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ASUS&amp;rdquo; ตั้งเป้าโกยยอดขายทั้งปี 1.5 ล้านเครื่อง โต 4% ทุ่มงบตลาด Q1/2561 กว่า 33 ล้านบาท มั่นใจสมาร์ทโฟนตลาดล่างยังเติบโตได้ดี หวัง Zenfone Max Plus เป็นเรือธง ปั้นยอดขาย 18,000 เครื่องต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.61 -นายชาลล์ ลิ่ว ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัท เอซุส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายของยอดขายสมาร์ทโฟนทั้งหมดในไทยไว้ที่ 1.5 ล้านเครื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะมีสินค้าออกมาสู่ตลาดประมาณ 8-9 รุ่น ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 10,000 บาท มองว่ากลุ่มตลาดนี้ยังคงมีกำลังซื้อและเติบโตได้อีกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560ที่ผ่านมาเอซุสมียอดขายในประเทศไทยประมาณ 800,000 เครื่อง จากสมาร์ทโฟนทั้งหมด 12 รุ่น ที่ราคาตั้งแต่ 5,000 &amp;ndash; 10,000 บาทต่อเครื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปีนี้คาดว่ายอดขายจะสมารถเติบโตได้ถึง 3-4% จากปีที่ผ่านมา สำหรับงบประมาณการทำตลาดในไทยนั้น เบื้องต้นในไตรมาส 1/2561 จะใช้เม็ดเงินประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 33 ล้านบาท ซึ่งในระหว่างปีหากยอดขายเติบโตได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ไปแตะถึง 5% ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการเพิ่มงบการทำตลาดเข้าไปตามความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเน้นเรื่องการทำตลาดผ่านออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ซึ่งร่วมกับ Shopee ,การเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทเกมออนไลน์ อาทิ&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์ เกมยอดนิยม ROV เพื่อให้ลูกค้ามีสิทธิพิเศษในการเข้าเล่นเกมแล้วได้ไอเท็มเกมนั้นฟรี ,การจับมือกับค่ายมือถืออย่างทรูมูฟเอช และรวมถึงการบริการหลังการขายที่สะดวกยิ่งขึ้นโดยให้ร้านสะดวกซื้อ 7-11 เป็นจุดรับ-ส่งคืนสินค้าหาจะต้องมีการเปลี่ยนหรือซ่อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง ล่าสุดได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงของปีนี้ &amp;nbsp;ASUS Zenfone Max Plus ในราคา 6,990 บาท ให้เลือก 3 สี คือ สีดำ สีทอง และสีเงิน ที่คาดว่าจะสามารถเจาะตลาดวัยรุ่นที่เป็นคอเกมได้เป็นอย่างนี้ เพราะรุ่นนี้มีจุดเด่นในเรื่องสเปคเครื่อง ไม่ว่าจะการรองรับ 2 ซิมการ์ด มีฟีเจอร์ปลดล็อคด้วยใบหน้า ขนาดหน้าจอ 5.7 นิ้ว ความจุแบตเตอรี่ 4,130 mAh ทำให้เวลาเล่นเกมมีมากขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งหากเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นในตลาดแล้ว ราคานี้และสเปคเรื่องแบบนี้ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น โดยตั้งเป้าว่ารุ่นนี้จะเป็นตัวโกยยอดขาย คาดว่าจะมียอดขายได้ถึง 18,000 เครื่องต่อเดือน หรือ 216,000 เครื่องในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/898</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASUS, Zenfone, สมาร์ทโฟน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a574173625ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
