<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.ชงปกขาวรัฐบาล6ประเด็นท้องถิ่นขับเคลื่อนฝ่าวิกฤตต่อยอดนโยบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ก.ย.63- น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ&amp;nbsp;(สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการแผนสุขภาวะชุมชน สำนัก 3 กล่าวว่า​ จากที่เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ และสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น วาระ : ทศวรรษร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคเหนือ ที่ห้องประชุมสักทอง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ได้มีการระดมความคิด และประมวลทิศทางการขับเคลื่อนเครือข่ายภาคเหนือสู่ความยั่งยืน 6 ประเด็น คือ 1) การเตรียมความพร้อมสังคมผู้สูงอายุ 2) ระบบเศรษฐกิจชุมชน 3) การจัดการโรคติดต่อ 4) การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง 5) การสร้างชุมชนเกื้อกูล และ6) การรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดวงพร กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นกรณีการจัดการไฟป่าหมอกควันมลพิษทางอากาศที่มีทุกปีการที่ชุมชนท้องที่ยังติดปัญหา​การเข้าพื้นที่ช่วยเหลือที่ต้องรอ กรมอุทยานฯยินยอมเห็นชอบ​ และยังโยงถึงการใช้งบประมาณที่​ สตง.เห็นแย้งเป็นปัญหา​เชิงปฏิบัติขณะนี้ หรือแม้แต่การฝ่าวิกฤตจากสถานการณ์​โควิด-19​ ที่ทั่วโลก​กำ​ลัง​เผชิญ​ ซึ่งแต่ละภาคหรือพื้นที่อาจมีบริบทในปัญหา​ไม่เหมือนกันดังนั้นหลังจัดเวทีครบทุกภาคจะได้ทำข้อสรุปสำคัญ​ๆเสนอเป็นปกขาวให้รัฐบาลสามารถนำไปต่อยอดหรือดำเนินนโยบายตามความเป็นจริงที่ท้องถิ่นชุมชน​ได้สะท้อน​ ซึ่งหากสร้างความเข้มแข็ง​หนุนเสริมความคิดสร้างสรรค์​ของประชาชน​ ประเทศชาติก็รอดในทุกสถานการณ์​
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
น.ส.ดวงพร กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;สำหรับประเด็นที่น่าสนใจอื่นของภาคเหนือคือการเตรียมความพร้อมสังคมผู้สูงอายุ เวทีสุดยอดผู้นำฯ ได้ระดมความคิดเห็น และสรุปว่าแต่ละพื้นที่ต้องพัฒนาด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ และรูปแบบขนส่งสาธารณะสำหรับผู้สูงอายุ ให้มีการสร้างคุณค่าแก่ผู้สูงอายุ พัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลายและครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของผู้สูงอายุ รวมถึงสร้างความภาคภูมิใจให้ผู้สูงอายุผ่านการชื่นชมต่อสาธารณะ สร้างการตระหนักถึงความจำเป็นการในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุทั้งด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ส่วนประเด็นระบบเศรษฐกิจชุมชน ต้องส่งเสริมอาชีพผู้ขาดโอกาส มีการบริหารจัดการหนี้ รองรับคนกลับถิ่น และที่สำคัญยังต้องจัดการเศรษฐกิจชุมชนหลังสถานการณ์โควิด-19 ด้วย เพราะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้นในการจัดการระบบเศรษฐกิจชุมชน จึงต้องอาศัยทั้งผู้นำ และทุนทางสังคมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
เธอระบุด้วยว่า ประเด็นการจัดการโรคติดต่อ ชุมชนต้องสร้างรูปธรรมในการจัดการโรคติดต่อทั้งโควิด-19 โรคไข้เลือดออก และโรคมือเท้าปาก หรือโรคอุบัติใหม่ต่างๆ​ &amp;nbsp;ซึ่งหากตั้งรับได้ดีจะทำให้ชุมชนปลอดโรค ไม่มีผู้ติดเชื้อหรือผู้ติดเชื้อลดลง ประชาชนก็อุ่นใจที่มีมาตรการป้องกันโรค เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สร้างความภาคภูมิใจให้กับอาสาสมัครที่ดำเนินงานป้องกันโรค ที่สำคัญทุกภาคส่วนได้รับการพัฒนาศักยภาพในการป้องกันโรคสำหรับประเด็นการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนั้น พบว่าจำเป็นต้องสร้างผู้นำรุ่นใหม่ สร้างจิตอาสา และสร้างแกนนำเยาวชน ขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่เป็นไปอย่างยั่งยืน ต่อเนื่องและมีศักยภาพ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ขณะที่ประเด็นการสร้างชุมชนเกื้อกูล ต้องมีการจัดสวัสดิการชุมชนถ้วนหน้า มีการสานพลังเพื่อการพึ่งพาตนเอง และการช่วยเหลือดูแลผู้ด้อยโอกาส และประเด็นสุดท้าย การรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะจากฝุ่นควัน ขยะล้นเมือง หรือภัยพิบัติ เช่น น้ำ ลม ความแห้งแล้ง ต้องมีการรับมืออย่างถูกต้อง ทันท่วงที และวางแผนจัดการทั้งระยะก่อนเกิดวิกฤต ขณะเกิดวิกฤติและหลังเกิดวิกฤติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นางเสาวนีย์ กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส. กล่าวว่า จากเนื้อหาที่ประมวลผ่านการระดมความคิดของกลุ่มย่อยต่างๆ นั้น ค้นพบว่ามีประเด็นร่วมที่น่าสนใจ 4 ประการ คือ 1) เนื้อหาของประเด็นย่อยต่างๆ สามารถนำไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์หลัก และกำหนดการอยู่ดี กินดี ของท้องถิ่นได้ 2) แต่ละท้องถิ่นมีเครือข่าย ภาคีทั้งภายใน และภายนอกชุมชน คอยเสริมพลังให้การทำงานแต่ละด้านประสบความสำเร็จ 3) มีการถ่ายทอดประสบการณ์ บทเรียนจากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ชุมชนอื่นๆ เห็นตัวอย่างที่ดี และมีแรงบันดาลใจในการนำกลับไปประยุกต์ใช้กับชุมชนของตนเอง และ4) สุดยอดผู้นำท้องถิ่น คือบุคคลสำคัญในการพัฒนา ต้องมีหัวใจเปี่ยมด้วยความรัก และเชื่อมั่นว่าชุมชนของตนมีศักยภาพที่จะต่อสู้ แก้ไข เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขยายผู้นำให้มากขึ้นเรื่อยๆ สร้างผู้นำใหม่ให้เกิดขึ้น เพื่อให้การทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทางด้าน นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวถึงการค้นหาสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่นว่า​ ดูจากการทำงานและผลงานในพื้นที่เป็นหลัก ส่วนนวัตกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการบ่งบอกถึงภาวะความเป็นผู้นำของคนในชุมชน ซึ่งมีผลต่อการช่วยหนุนเสริมพลังท้องถิ่น ท้องที่ ส่วนราชการ และมีการนำศาสตร์ของพระราชาไปสู่การปฏิบัติ แล้วประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการระเบิดจากข้างใน หรือนำคนอื่นในการคิดการทำสิ่งต่างๆ เป็นต้นแบบในการปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้กำลังพยายามขยายแนวคิดการสร้างสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น ไปสู่ทั้งในและนอกเครือข่าย โดยนอกเครือข่าย ได้ประสานกับภาคราชการ อย่างกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะยังติดกับกรอบหรือแนวคิดแบบราชการ ทั้งๆ ที่บางอย่างจำเป็นต้องคิดนอกกรอบถึงจะทำได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่นครั้งนี้ยังได้ประกาศรายชื่อมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรมชุมชนท้องถิ่น ก่อนปิดเวทีด้วยการร่วมกันประกาศความมุ่งมั่นสุดยอดผู้นำ ร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคเหนือ ท่ามกลางผู้นำท้องถิ่นในเขตภาคเหนือทั้งตอนบนและตอนล่าง 89 แห่ง &amp;nbsp;จำนวน 573 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77294</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), รัฐบาล, สมุดปกขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5dc51600101.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2019 21:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 21:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนขู่ส่งกำลังทหารรักษาความสงบในฮ่องกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงกลาโหมจีนปรามม็อบฮ่องกง ระบุจีนพร้อมวางกำลังทหารในฮ่องกงหากได้รับคำร้องขอเพื่อรักษา &amp;quot;ความสงบเรียบร้อย&amp;quot; ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายฮ่องกง ขณะสมุดปกขาวที่เผยแพร่วันเดียวกันเตือนไต้หวันอย่าคิดแยกตัวเป็นเอกราช พร้อมตั้งเป้าพัฒนากองทัพจีนให้ทันสมัยและไฮเทคมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงเดินผ่านข้อความบนกำแพง &amp;quot;ฮ่องกงต้องการประชาธิปไตย&amp;quot; ภายหลังการเดินขบวนประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2562 กล่าวว่า คำแถลงของอู่ เชี่ยน โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลปักกิ่งกล่าวอย่างเปิดเผยถึงความเป็นไปได้ที่กองทัพปลดแอกประชาชน (พีแอลเอ) อาจวางกำลังทหาร เพื่อรับมือกับเหตุการณ์วุ่นวายในฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกจีนกล่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งให้ความสนใจติดตามสถานการณ์ในฮ่องกงอย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีคำถามว่ากระทรวงกลาโหมของจีนจะรับมือกับสถานการณ์ในฮ่องกงอย่างไร เขาตอบโดยยกกฎหมายกองทหารรักษาการณ์ของฮ่องกงว่า มีมาตรา 14 &amp;quot;บัญญัติไว้ชัดเจน&amp;quot; อยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า มาตรานี้ระบุว่า ทางการฮ่องกงสามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง &amp;quot;เมื่อถึงคราวจำเป็น&amp;quot; เพื่อให้กองทหารรักษาการณ์ &amp;quot;รักษาความสงบเรียบร้อยและบรรเทาภัยพิบัติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พีแอลดีมีกองทหารรักษาการณ์อยู่ในฮ่องกงนับตั้งแต่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงแก่จีนเมื่อปี 2540 แต่ทหารจีนมักไม่ทำตัวเด่นและไม่ค่อยแต่งเครื่องแบบในที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำเตือนของจีนมีออกมาหลังจากไม่กี่วันก่อนหน้านี้ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลพ่นสเปรย์ใส่กำแพงและตราสัญลักษณ์ประจำชาติหน้าสำนักงานผู้แทนจีนในฮ่องกง ทำให้รัฐบาลจีนโกรธ อู่กล่าวด้วยว่า พฤติกรรมของผู้ประท้วงหัวรุนแรงบางคนท้าทายอำนาจรัฐบาลกลางและหลักการ &amp;quot;หนึ่งประเทศ สองระบบ&amp;quot; ซึ่งไม่อาจยอมทนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร รัฐบาลฮ่องกงปฏิเสธ &amp;quot;ข่าวลือ&amp;quot; ทางออนไลน์ที่ว่ากองทัพจีนส่งทหารมารักษาการณ์ที่ทำการรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน ซึ่งรวมถึงสำนักงานผู้แทนจีนที่โดนผู้ประท้วงโจมตีเมื่อวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้าการขู่จะวางกำลังทหารตามกฎหมายของฮ่องกง เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวโยงกับกองทัพเคยเผยแพร่ภาพถ่ายกองทหารรักษาการณ์ของจีนฝึกทหารนาน 1 สัปดาห์ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นการเตือนถึงพวกที่วิจารณ์รัฐบาลปักกิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้นเดือนพฤษภาคม กองทัพจีนเพิ่งรับมอบพื้นที่ริมฝั่งของฮ่องกง ซึ่งจะเปิดช่องให้เรือรบของจีนมาจอดในอ่าววิกตอเรียได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังได้เปิดเผยสมุดปกขาวด้านกลาโหมฉบับครอบคลุมครั้งแรกนับแต่ปี 2555 กำหนดแผนด้านการป้องกันประเทศ โดยตั้งเป้าหมายปรับปรุงกองทัพให้มีความทันสมัยและใช้เทคโนโลยีทางทหารสมัยใหม่บนฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกสารนโยบายกลาโหมของจีนระบุว่า สหรัฐได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและการป้องกันประเทศที่ทำให้เกิดการแข่งขันในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่มากขึ้น โดยสหรัฐใช้ &amp;quot;นโยบายแบบฝ่ายเดียว&amp;quot; เพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ, เพิ่มขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์, อวกาศ, ไซเบอร์ และการป้องกันด้วยมิสไซล์ และบั่นทอนเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์โลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกสารนี้กล่าวถึงไต้หวันด้วย โดยย้ำว่าจีนไม่ปฏิเสธการใช้กำลังทหาร และจะไม่ยอมให้ดินแดนส่วนหนึ่งส่วนใดของจีนแยกตัวเป็นเอกราช พร้อมกับระบุถึง &amp;quot;กบฏแบ่งแยกดินแดน&amp;quot; ของไต้หวันว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อการรวมชาติอย่างสันติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสภากิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน วิจารณ์สมุดปกขาวของจีนว่าไร้สาระ ไต้หวันคัดค้านและประณามรัฐบาลปักกิ่งที่ใช้ประเด็นระหว่างช่องแคบไต้หวันเป็นข้ออ้างสำหรับการขยายบทบาททางทหารและข่มขู่ใช้กำลังทหารกับไต้หวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพไฮเทค, จีน, รักษาความสงบเรียบร้อย, วางกำลังทหาร, สมุดปกขาว, ฮ่องกง, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d385f44381b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 21:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉุนจดหมายกร่าง ต้นเหตุ &#039;ทรัมป์&#039; สั่ง &#039;ปอมเปโอ&#039; ล้มทริปเยือนเกาหลีเหนือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วอชิงตันโพสต์เผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งยกเลิกแผนการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่กำหนดไว้ในสัปดาห์นี้ ภายหลังผู้แทนของเกาหลีเหนือส่งจดหมายถึงปอมเปโอที่มีเนื้อหาที่แสดงถึงความก้าวร้าว ขณะสมุดปกขาวของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นย้ำเกาหลีเหนือยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ขณะประกาศแต่งตั้งสตีฟ บีกัน เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐด้านเกาหลีเหนือ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ส.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีอ้างรายงานของวอชิงตันโพสต์เมื่อวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 ซึ่งอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนาม 2 ราย ที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐ ว่าจดหมายที่สหรัฐได้รับเมื่อวันศุกร์ ส่งมาจากคิม ยองชอล รองประธานคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นผู้นำคณะเจรจาของเกาหลีเหนือที่เคยจัดเจรจากับปอมเปโอมาแล้วหลายรอบก่อนหน้านี้ ไม่มีความชัดเจนว่าเนื้อหาในจดหมายกล่าวว่าอย่างไรบ้าง แต่แหล่งข่าวชี้ว่ามีความก้าวร้าวมากพอที่ทำให้ทรัมป์และปอมเปโอตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันพฤหัสบดีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐประกาศแผนการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือรอบใหม่ของปอมเปโอ ซึ่งข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า ทริปนี้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐตั้งใจจะแนะนำสตีเฟน บีกัน ทูตพิเศษคนใหม่ของสหรัฐ ต่อเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การยกเลิกแผนการเดินทางของปอมเปโอในครั้งนี้เท่ากับทรัมป์ยอมรับอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่าความพยายามของเขาเพื่อทำให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้น หยุดชะงักนับจากซัมมิตระหว่างเขากับคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สื่อของทางการเกาหลีเหนือกล่าวหาสหรัฐว่า &amp;quot;เล่นไม่ซื่อ&amp;quot; และ &amp;quot;กำลังวางแผนร้าย&amp;quot; ต่อเกาหลีเหนือ แต่รายงานไม่ได้กล่าวถึงการยกเลิกแผนการเยือนของปอมเปโอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ข่าวกรองและกลาโหมของสหรัฐเคยแสดงความกังขากันอยู่หลายครั้งต่อความเต็มใจของเกาหลีเหนือที่จะล้มเลิกอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาจึงไม่คาดหวังว่าทริปของปอมเปโอจะให้ผลลัพธ์ในเชิงบวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่ซัมมิตที่สิงคโปร์ ซึ่งทรัมป์คุยว่าสามารถขจัดภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้ทันทีทันใด การปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีตามที่คิม จองอึน รับปากไว้ ก็มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้ว่าเกาหลีเหนือจะประกาศระงับการทดสอบขีปนาวุธและอ้างว่าได้ทำลายอุโมงค์ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์แล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร สมุดปกขาวของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นตอกย้ำด้วยว่า เกาหลีเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงและจวนตัวต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กิจกรรมทางทหารของเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามที่กดดันและร้ายแรงที่สุดที่ประเทศของเราเผชิญมา&amp;quot; เอกสารทบทวนนโยบายกลาโหมประจำปี 2561 ของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกสารฉบับนี้กล่าวถึงความห่วงกังวลด้านความมั่นคงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญจากประเทศที่อาจเป็นคู่ปรปักษ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากเกาหลีเหนือแล้ว ยังรวมถึงแสนยานุภาพทางทหารที่เพิ่มพูนขึ้นและความทะเยอทะยานด้านดินแดนของจีน กับความตั้งใจของรัสเซียที่จะเสริมสร้างอำนาจของตนอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2560 ทหารญี่ปุ่นรักษาการณ์ระบบป้องกันขีปนาวุธ แพ็ก-3 ชนิดจากพื้นสู่อากาศ ที่ฐานทัพอากาศโยโกตะของสหรัฐ ในกรุงโตเกียว / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นจัดทำเอกสารทบทวนด้านกลาโหมในช่วงยามที่สถานการณ์เกี่ยวกับเกาหลีเหนือมีความตึงเครียดสูง และประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่าจะโจมตีเกาหลีเหนืออย่างดุเดือดเลือดพล่านหากรัฐบาลเปียงยางยังข่มขู่คุกคามไม่เลิก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือเปลี่ยนไปในปีนี้ กระนั้น ญี่ปุ่นยืนกรานเมื่อวันอังคารว่า ความตระหนักของญี่ปุ่นต่อภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และมิสไซล์ของเกาหลีเหนือนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิสึโนริ โอโนเดระ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นย้ำว่า ญี่ปุ่นไม่อาจมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า แม้แต่ในวันนี้ เกาหลีเหนือยังครอบครองและจัดวางกำลังมิสไซล์หลายร้อยลูกโดยดินแดนญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดอยู่ในพิสัยการโจมตี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16373</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญี่ปุ่น, ยกเลิกเยือน, สมุดปกขาว, สหรัฐ, เกาหลีเหนือ, ไมค์ ปอมเปโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180828/image_big_5b855a30ae1bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
