<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ่อเมืองสมุทรสงครามลุยสร้างโรงพยาบาลสนามเตรียมพร้อมทุกตำบล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2564 นายชรัส บุญณสะ &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ก็ต้องยอมรับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัส โควิค ๑๙ &amp;nbsp;ในจังหวัดสมุทรสงครามปัจจุบัน มีสถิติ เพิ่มขึ้นทุกวัน &amp;nbsp;และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบทุกวัน &amp;nbsp;แม้ทางจังหวัดจะหาทางป้องกัน &amp;nbsp;อย่างเหนียวแน่นก็ตาม &amp;nbsp;แต่ก็ยังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน &amp;nbsp; และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ตามมาเช่นกัน &amp;nbsp; ทางจังหวัดจึงต้องเตรียมการ &amp;nbsp;รองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยการเตรียมหาสถานที่ สร้างโรงพยาบาลสนาม หรือศูนย์พักคอย &amp;nbsp; ถ้าเป็นไปได้ &amp;nbsp;อย่างน้อย ตำบลละ ๑ แห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับนโยบาย ทางรัฐบาล &amp;nbsp;ต้องการให้ผู้ป่วยที่ยัง &amp;nbsp;อยู่ในขั้น สีเขียวยังไม่ใช่สีเหลืองหรือสีส้ม &amp;nbsp;ให้ส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำนำ &amp;nbsp; เนื่องจาก พื้นที่ และโรงพยาบาลสนาม &amp;nbsp;หรือที่พักคอย ในกรุงเทพไม่พอรองรับ ผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นมากขึ้น &amp;nbsp;จนไม่มีเตียงที่จะให้ผู้ป่วยนอนรักษา &amp;nbsp;และบางครั้งผู้ป่วยนอนรอ &amp;nbsp;ทางราชการและหน่วยงานอื่นๆ มารับไปรักษา &amp;nbsp;แต่ไม่ทันผู้ป่วยเสียชีวิตเสียก่อน &amp;nbsp;ทางส่วนกลางจึงเห็นว่า &amp;nbsp;ผู้ที่ป่วยใหม่ หรือยังไม่มีอาการป่วย &amp;nbsp; แสดงอาการ ออกมาให้เห็น &amp;nbsp;ให้กลับไปรักษา ที่บ้านของผู้ป่วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และให้หน่วยงานที่ทางจังหวัดเตรียมพร้อมไว้ &amp;nbsp; พร้อมกับมีพี่เลี้ยง &amp;nbsp;ที่เป็นหมอหรือพยาบาล คอยดูแลอาการของผู้ป่วย ถ้าอาการหนัก &amp;nbsp; ก็ให้ส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลชุมชน ที่ จังหวัดสมุทรสงครามมี ๒ แห่ง คือโรงพยาบาลอัมพวา อ.อัมพวา และโรงพยาบาลนภาลัย &amp;nbsp;อ.บางคนที &amp;nbsp;แต่ต้องได้รับดูแล จากเจ้าหน้าที่ รพ.สต. เป็นด่านแรกก่อน &amp;nbsp; และ รพสต. ก็ยังมีผู้ช่วย คือ อาสาสมัครสาธารณสุข &amp;nbsp; หรือ อสม. ที่กำลัง เป็นพลังสำคัญ ในภาวะ &amp;nbsp; สู้รบกับไวรัส โควิค ๑๙ &amp;nbsp; เพราะ อสม. &amp;nbsp;รู้พื้นที่ผู้ป่วย รู้สถานะ สภาวะ ของผู้ป่วย &amp;nbsp; เหมือนการป้อนข้อมูล &amp;nbsp;พื้นฐานให้กับทางเจ้าหน้าสาธารณสุข &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทราบข้อมูล ที่เป็นจริง อย่างน้อย เกิน &amp;nbsp;๕๐ เปอร์เซ็นต์ และเป็นข้อมูลที่มีความจริง &amp;nbsp;ความสมบูรณ์โดยแท้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายชรัส บุญณสะ กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;nbsp; เมื่อวานนี้ &amp;nbsp;ก็ไปดูการสร้างโรงพยาบาลสนาม ที่ เทศบาลตำบลสวนหลวง &amp;nbsp; โดยมีนายสำรวย &amp;nbsp;กลิ่นอภัย &amp;nbsp; นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสวนหลวงได้พาไปยังสถานที่ &amp;nbsp;สร้างโรงพยาบาลสนามดูสภาพแล้วน่าจะรับได้ประมาณ &amp;nbsp;๑๐๐ กว่าเตียง &amp;nbsp; วันนี้ ( ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๔) &amp;nbsp;ก็ไปดูโรงพยาบาลสนามที่ตำบลลาดใหญ่ &amp;nbsp;เป็นพื้นที่ ของมูลนิธิของสมาคมแซ่ตั้ง มีพื้นที่ประมาณ &amp;nbsp;๔ ไร่กว่าๆ ซึ่งผู้ดูแล &amp;nbsp;คือ เจ้าของบริษัท นายอานนท์ ตันติดำรงกุล เจ้าของบริษัท ดำรงกุลการโยธา &amp;nbsp;ผู้รับเหมารายใหญ่ในจังหวัดสมุทรสงคราม &amp;nbsp; มียินดีมอบสถานที่ ให้ทางจังหวัดใช้ เป็นโรงพยาบาลสนาม &amp;nbsp;หรือศูนย์ที่พักคอย &amp;nbsp;จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นดีกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่สถานการณ์ &amp;nbsp;ผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ผู้เสียชีวิต ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน &amp;nbsp;เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดสมุทรสงคราม &amp;nbsp;ติดต่อกับสมุทรสาคร &amp;nbsp;ที่เป็นคัตเตอร์ ใหญ่ที่สุด &amp;nbsp;รองจากกรุงเทพมหานคร ลงมา &amp;nbsp; &amp;nbsp; รอบๆข้างๆของจังหวัด ก็ มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน &amp;nbsp;เช่นราชบุรี เพชรบุรี &amp;nbsp;นครปฐม &amp;nbsp;ล้วนเป็นคัทเตอร์ ใหญ่ &amp;nbsp;รองจากกรุงเทพและสมุทรสาคร &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใช้แรงงาน &amp;nbsp;ที่มีทั้งแรงงานต่างด้าว และแรงงานไทย &amp;nbsp;ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปกลับ &amp;nbsp;ทำให้เชื้อโรค แพร่กระจาย ตลอดเวลา &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสถานเดียว คือ ล็อกจังหวัด เหมือนสมุทรสาคร ให้คนงานจังหวัดใคร จังหวัดมัน &amp;nbsp; แต่ก็ต้องยอมรับว่า &amp;nbsp;จะมีคนว่างงาน ไม่มีงานทำเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;แล้วครอบครัวของคนงานดังกล่าว &amp;nbsp;จะอยู่ได้อย่างไร &amp;nbsp;จะมีสภาพอย่างไร &amp;nbsp;เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน &amp;nbsp;นอกจากสร้างโรงพยาบาลสนาม หรือศูนย์พักคอย &amp;nbsp;ไว้เตรียมพร้อมรอรับผู้ป่วย ในพื้นที่และนอกพื้นที่ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113317</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชรัส บุญณสะ, สมุทรสงคราม, สร้างโรงพยาบาลสนามทุกตำบล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61187ac49e02f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 19:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมโยธาฯลุยจัดรูปที่ดิน ‘สมุทรสงคราม’เพิ่มมูลค่าสร้างการเติบโตให้เมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 นายพรพจน์ เพ็ญพาส&amp;nbsp; อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง&amp;nbsp; เปิดเผยว่าโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตามแนวทางของพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547&amp;nbsp; โดยส่งเสริมให้ประชาชนนำที่ดินตาบอดรกร้างว่างเปล่ามาร่วมพัฒนา สร้างโครงข่ายคมนาคมและระบบสาธารณูปโภคให้สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าที่ดินโดยเจ้าของที่ดินยังคงกรรมสิทธิ์ไว้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเวนคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจังหวัดสมุทรสงครามถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยแต่ประสบปัญหาการขยายตัวของเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ส่งผลกระทบต่อชุมชมและวิถีชีวิตดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรสงครามจึงได้คัดเลือกพื้นที่เป้าหมายบริเวณเทศบาลเมืองสมุทรสงครามและตำบลบางแก้วเข้าดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ สองฟากถนนโครงการผังเมืองรวมเมืองสมุทรสงคราม สาย ข 5 เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม และตำบลบางแก้ว จังหวัดสมุทรสงคราม มีพื้นที่โครงการประมาณ 178 ไร่ เจ้าของที่ดิน 53 ราย เอกสารสิทธิแปลงที่ดิน 70 แปลง เป็นที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (สีเหลือง)&amp;nbsp; และที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) สิ่งก่อสร้างประกอบด้วย ถนนสายหลัก 2 สาย คือ ข5 และ ข6 เป็นถนน 4 ช่องจราจรพร้อมทางเท้า ระบบระบายน้ำ พื้นที่สาธารณะ รวมทั้งระบบสาธารณูปโภค ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเครื่องกั้นถนนชนิดคานทำงานอัตโนมัติแบบไม่มีพนักงานควบคุม โดยได้รับอนุญาตจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ กรมโยธาธิการและผังเมือง มีกำหนดระยะเวลาโครงการฯไม่เกิน 10 ปี ซึ่งภายหลังดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรสงครามได้ทำการสำรวจ รังวัด สอบเขตที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินแปลงใหม่ และสามารถจำหน่ายที่ดินจัดหาประโยชน์ได้ จำนวน 1 แปลง จากทั้งหมด 8 แปลง ขนาดเนื้อที่ 51 ตารางวา ในราคา 1,040,400 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงครามนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเมืองและสร้างประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้กับที่ดินที่เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว ยังมีส่วนสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดในด้านเส้นทางคมนาคม ส่งเสริมให้สมุทรสงครามเป็นแหล่งพักผ่อนท่องเที่ยวยอดนิยมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ต่อยอดจากต้นทุนทรัพยากรที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นที่ในฐานะเมือง 3 น้ำ, วิถีชึวิต, และหลากหลายเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์&amp;nbsp; เติบโตเป็นเมืองแห่งอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวหมุนเวียนสู่ชุมชนด้วยด้วยแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป สามารถรับชมวิดีทัศน์โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชมคลิป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112878</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโยธาธิการและผังเมือง, จัดรูปที่ดิน, ที่ดินตาบอด, สมุทรสงคราม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611275b188287.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาพชุด&#039;พล.อ.ประยุทธ์&#039;ล่องสมุทรสงครามในวันชี้ชะตาเก้าอี้นายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.2563 &amp;ndash; ภาพชุด พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เยี่ยมชมการท่องเที่ยวชุมชน ณ วิสาหกิจชุมชนริมคลองโฮมสเตย์ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านปรก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ในวันที่ 2 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีบ้านพักหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85688</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, วิสาหกิจชุมชนริมคลองโฮมสเตย์, สมุทรสงคราม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc6fdc4a4810.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80078</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะพานคอนกรีตฯทางเลี่ยงเชื่อม&#039;สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม&#039;ทรุดตัวทช.เร่งซ่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากนายสุรชัย ศิริดาวทอง ผู้อำนวย การสำนักงานทางหลวงชนบทที่ 4 เข้าพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าติดตั้งสะพานเบลี่ย์ จากเหตุการณ์สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กบนเส้นทางสายสค.2055 แยกทล.35 - เมืองสมุทรสงคราม (ตอนสมุทรสงคราม) กม.ที่ 7+800 พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กเกิดรอยแตกร้าวตามแนวขวางผิวจราจร ทรุดตัวจนเกิดการชำรุดส่งผลให้ยานพาหนะทุกชนิดไม่สามารถสัญจรข้ามได้

อย่างไรก็ตามต้องทำการปิดการจราจรในทันที ซึ่งขณะนี้ทีมติดตั้งสะพานเบลี่ย์ของสำนักงานทางหลวงชนบทที่ 4 เริ่มทำการติดตั้ง ท่ามกลางฝนที่ตกอยู่ตลอดเวลา คาดว่าจะติดตั้งให้แล้วเสร็จและเปิดการใช้งานภายในวันจันทร์ที่ 12 ต.ค. 63 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้ทางต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสะพานดังกล่าวที่มีการชำรุดแตกร้าวนั้นได้มีการก่อสร้างมานานกว่า 30 ปีเกิดจากการได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มที่กัดกร่อน หลังจากสะพานแตกร้าวได้แบ่ง การดำเนินงานเป็นสามระยะหนึ่ง1.ระยะเร่งด่วนได้มีการปิดการจราจรไม่ให้รถผ่าน 2.ติดตั้งสะพานเบลี่ย์เพื่อให้รถขนาดเล็กวิ่งได้(ห้ามรถเกิน6ล้อขึ้นไปผ่าน)และ3. เร่งสำรวจออกแบบและของบประมาณในการก่อสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้สัญจรในเส้นทางที่แข็งแรงปลอดภัย

สำหรับสะพานเส้นดังกล่าวนี้ถือว่ามีความสำคัญในการสัญจรของประชาชนซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยง การจราจรที่ติดขัดบนถนนพระรามสองที่เชื่อมและเป็นทางลัดระหว่างจังหวัดสมุทรสาครไปยังสมุทรสงคราม (บ้านแพ้ว)ซึ้งถือว่าประชาชนนิยมใช้สะพานเส้นดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80078</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท (ทช.), คอสะพานยุบ, จ.สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201010/image_big_5f81a339984c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พล.อ.ประวิตร  ลงพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม  น้อมนำทฤษฎีแก้มลิง&quot;ทุ่งหิน&quot;  นำทางแก้ภัยแล้ง/น้ำหลาก  ปรับปรุงภูมิทัศน์/แหล่งท่องเที่ยว   กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต  ปชช./เกษตรกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ 25 ก.ย.63&amp;nbsp;&amp;nbsp; พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา09.30น.&amp;nbsp; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมคณะ ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการ เพื่อตรวจติดตาม โครงการแก้มลิงทุ่งหิน ต.ยี่สาร&amp;nbsp; อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยมีนายชรัส บุญณสะ ผวจ. สมุทรสงคราม ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร และคณะ ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ และการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม จากเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)&amp;nbsp; ณ&amp;nbsp; ห้องประชุมแม่กลอง&amp;nbsp; ศาลากลาง จ.สมุทรสงครามโดยสรุป มีความคืบหน้าการดำเนินงานอย่างน่าพอใจมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สำคัญในความรับผิดชอบนำเสนอการจัดการและการดำเนินงาน การใช้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่แก้มลิงทุ่งหินได้แก่ กรมชลประทาน ,กรมโยธาธิการและผังเมือง ,กรมทางหลวงชนบท และการประปาส่วนภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการแก้มลิงทุ่งหิน เป็นโครงการที่มีเนื้อที่แก้มลิงประมาณ 2,623ไร่ มีความจุน้ำได้ประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม. ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 64-66 ประกอบด้วย งานขุดดิน ,ขนย้าย และทำคันดิน รวมถึงการก่อสร้างอาคารชลประทาน มีจำนวน 6 แห่งได้แก่ โครงการท่อรับน้ำ1แห่ง ,โครงการท่อระบายน้ำ 2 แห่ง และโครงการประตูระบายน้ำ 3 แห่ง สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการ เมื่อก่อสร้างโครงการแก้มลิงทุ่งหินแล้วเสร็จ จะสามารถใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำต้นทุน เพื่อการอุปโภค-บริโภคของประชาชน จ.สมุทรสงครามได้ และสามารถแก้ปัญหาน้ำหลากในฤดูฝน กรณีเมื่อฝนตก และมีปริมาณน้ำมาก แต่ไม่สามารถระบายสู่ทะเลได้ทันที เนื่องจากเกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ปริมาณน้ำส่วนเกินนี้จะสามารถกักเก็บเข้าพื้นที่แก้มลิงทุ่งหิน แล้วจะระบายออกเมื่อน้ำทะเล มีระดับลดลง นอกจากนั้น ยังสามารถพัฒนาพื้นที่แก้มลิง ให้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยา และพื้นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร&amp;nbsp; ได้กล่าวขอบคุณจังหวัด ,ข้าราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนโครงการแก้มลิงทุ่งหิน ซึ่งเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ ของรัชกาลที่9 มีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ พร้อมทั้งกำชับให้ สทนช. กำกับ ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ อย่างต่อเนื่อง และจะต้องคำนึงถึง ประสิทธิภาพ และวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน/เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และปัญหาน้ำท่วมน้ำหลาก อย่างได้ผล ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78605</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้ช่วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, กอนช, สมุทรสงคราม, แก้มลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200925/image_big_5f6da193d4dce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุณค่า &quot;แม่กลอง-เมืองสามน้ำ&quot;ที่นักวิจัยขับเคลื่อนให้ขึ้นสู่ &quot;มรดกโลก&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาชีพประมงชายฝั่งหนึ่งในวิถีเชื่อมโยงระบบนิเวศเมืองสามน้ำ จ.สมุทรสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากแผนที่ประเทศไทยจะพบว่า สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เล็กที่สุดของไทย เนื้อที่เพียง 416.7 ตารางกิโลเมตร แต่มีคลองมากถึง 360 คลอง ไม่รวมคลองซอยหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;quot;ลำปะโดง&amp;quot; อีกเกือบ 2,000 ลำประโดง ที่กระจัดกระจาย โดยในพื้นที่มีระบบนิเวศสามน้ำอันล้ำค่า คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม สร้างความอุดมสมบูรณ์ต่อผลผลิตการเกษตรและสัตว์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม่น้ำแม่กลองสายสำคัญที่ไหลผ่านอำเภอบางคนที อำเภออัมพวา ก่อนออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ยังขึ้นชั้นแม่น้ำที่มีคุณภาพดีที่สุดที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่สายน้ำทั้งประเทศที่ยังใช้อุปโภคบริโภคได้ และตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เมืองสามน้ำแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงานวิจัยด้านน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานวิจัยภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในอดีต ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ทั้งวิจัยสร้างยุทธศาสตร์ วิจัยเชิงพื้นที่ และวิจัยเพื่อท้องถิ่น หยุดความบาดหมางของคนน้ำจืดกับคนน้ำเค็มได้สำเร็จ งานวิจัยที่ครอบคลุมทุกอำเภอนี้ คนแม่กลองคาดหวังว่าจะเป็นหนทางช่วยผลักดันเมืองสามน้ำให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ยั่งยืนของท้องถิ่นและประเทศ และความหวังไกลกว่านั้นคือ การก้าวสู่ฐานะ &amp;quot;เมืองมรดกโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; แม่กลองเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ เป็นเมืองสามน้ำ สามนา และสามสวน ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีการทำงานเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างโดดเด่น งานวิจัยสนับสนุนให้คนในพื้นที่เป็นนักวิจัยได้ แม้ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ 20 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แนวทางที่ให้คนในชุมชนรู้จักใช้ข้อมูลแก้ปัญหา ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือนี้ถูกต้อง และจะก้าวต่อไปในอนาคต หลายงานวิจัยยกระดับสู่ภาคนโยบาย มีการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง สร้างผลกระทบต่อสังคม เช่น โครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลองตำบลแพรกหนามแดง วิจัยปรับระดับน้ำเข้า-น้ำออกตามความจำเป็นและอิงธรรมชาติ ลดความขัดแย้ง ปัจจุบันเราจะยกระดับโครงการวิจัยพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังดำเนินการ ทำในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน รวมสมุทรสงคราม&amp;quot; ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว.กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สกสว. เปิดเวทีเสวนาการจัดการน้ำแบบบูรณาการบนความหลากหลายทางนิเวศวัฒนธรรมที่จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขับเคลื่อนให้สมุทรสงครามเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้านการจัดการน้ำ มีความเป็นไปได้ ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งทำวิจัยบริบทเมืองสามน้ำ มานาน ความงดงามของความหลากหลายทางนิเวศวัฒนธรรม คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่เขาหลงรัก กล่าวว่า แม่กลองมีวัฒนธรรมชาวน้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งชุมชนมีอาชีพบนพื้นฐานการจัดการน้ำ ตอนบนรับน้ำจืด ทำสวนผลไม้และไม้ล้มลุก ตอนกลาง ได้รับอิทธิพลน้ำกร่อย จะทำสวนมะพร้าว สวนผลไม้ และปลูกข้าวนาปี ทำเกษตรแบบสวนยกร่อง ขณะที่ตอนล่างอยู่ติดทะเล เป็นนิเวศน้ำเค็ม ทำนาเกลือ นากุ้ง และประมงชายฝั่ง ความหลากหลายทางนิเวศวัฒนธรรมเป็นต้นทุนทางปัญญา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เมืองแม่กลองออกแบบให้เผชิญน้ำ มีน้ำกระจายทั่วพื้นที่ การจัดการน้ำที่ยึดภูมินิเวศจะชนะกับทุกการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งภาวะโลกร้อน การกัดเซาะชายฝั่ง เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่คนแม่กลองต้องช่วยกันรักษาแม่น้ำแม่กลอง ที่เวลานี้มีคุณภาพดี อันดับต้นๆ รวมถึงลำคลองลำประโดง สมุทรสงครามเมืองเล็กๆ เมื่อ 30 ปี ก่อนเก็บภาษีได้สูงสุดในประเทศ แต่ปัจจุบันถดถอย เพราะการจัดการที่ผิดพลาด อนาคตระบบนิเวศสามน้ำเหลือไม่มากในไทยและโลก กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองสามน้ำ แต่เจริญจนกลับมาได้ยาก ขณะที่แม่กลองยังรักษาไว้ได้ เราจะผลักดันเป็นมรดกโลก ถ้าไม่รักษาไว้จะอยู่ยาก เพราะน้ำต้องการที่อยู่&amp;quot; ชิษนุวัฒน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิจัยจัดการน้ำในพื้นที่แพรกหนามแดง อำเภออัมพวา ถือเป็นโครงการแรกในเมืองแม่กลอง และได้นำมาสู่การจัดการน้ำต่างๆ ตามมา ความโดดเด่นวิจัยนี้ผ่าวิกฤติน้ำจืด-น้ำเค็ม จากคนสองฝั่งที่ทะเลาะกันมาร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาเมืองสามน้ำ ไม่รอการช่วยเหลือจากภาครัฐ ล่าสุดกรมชลประทานเตรียมเสนอการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของแพรกหนามแดงชิงรางวัลสหประชาชาติ (UN)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญญา โตกทอง แกนนำชุมชนแพรกหนามแดง หัวขบวนนักวิจัยชาวบ้าน กล่าวว่า เดิมพื้นที่แพรกหนามแดงมีปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าไปตามลำคลอง และขาดแคลนน้ำจืด สวนมะพร้าวกับนาข้าวเสียหาย ปัญหายังขยายไปพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึง จ.สมุทรสาคร และ อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี กรมชลประทานจึงสร้างประตูระบายน้ำในลำคลองต่างๆ แต่กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ คนน้ำจืดกับคนน้ำเค็มทะเลาะกัน ถึงขั้นปะทะกันหน้าประตูน้ำ เมื่อปี 2545 จึงเริ่มมีการทำงานวิจัย เชิญคนน้ำจืดและน้ำเค็มมาคุยกัน ก็มากันบ้างไม่มาบ้าง สองปีที่พัฒนาโครงการวิจัยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ได้การสนับสนุนทางวิชาการจาก สกว. ทำไปเรียนรู้ไปภายใต้แนวคิดคนไม่ใช่ศัตรู มองปัญหาเป็นศัตรู รวมถึงเข้าหาผู้สูงอายุเล่าความหลังเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่คนแพรกหนามแดง ก็สกัดความรู้ชุมชนออกมา และออกแบบประตูระบายน้ำใหม่ เป็นประตูหับเผย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; รูปแบบการทำงาน เมื่อน้ำทะเลขึ้นและลง ประตูจะเปิด-ปิดเองตามกระแสน้ำธรรมชาติ โดยที่น้ำเสียก้นคลองไม่ได้ไหลออกไปด้วย ต่างจากบานเก่าชักจากก้นเกิดปัญหาทั้งตะกอนเลน ขยะของเสีย ถูกระบายมาด้วย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับหลักคิดที่อิงกับสภาพแวดล้อมของแพรกหนามแดงภายใต้การจัดการน้ำที่สอดคล้องกับระบบนิเวศสามน้ำ ผลสำเร็จยังต่อยอดสู่การแก้ปัญหาหนี้สิน การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน แพรกหนามแดงวันนี้ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับผู้สนใจสามารถนำไปปรับใช้แก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ด้วย&amp;quot; ปัญญาย้ำงานวิจัยช่วยหาทางออกจัดการสามน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปัญญา โตกทอง แกนนำชุมชนแพรกหนามแดง อ.อัมพวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมุทรสงครามมีงานวิจัยจัดการน้ำดีๆ เพียบ อย่างอำเภอบางคนทีที่เลี่องลือ ทั้งลิ้นจี่หวานและส้มโอดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;มนัส บุญพยุง กำนันตำบลบางสะแก อ.บางคนที กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางสะแก ห่างจากปากแม่น้ำแม่กลอง 20 กิโลเมตร มีการขึ้น-ลงของน้ำทะเลตามธรรมชาติ บวกกับคลองในพื้นที่ซับซ้อน ทั้งคลองใหญ่ คลองย่อย คลองซอย และลำประโดง พื้นที่เป็นที่ลุ่ม มีคลองแควอ้อมไหลผ่านร่องสวน ทั้งสวนมะพร้าว กล้วย ส้ม ลิ้นจี่ ส้มโอ และส้มแก้ว เกษตรกรจะใช้น้ำได้ตอนน้ำทะเลหนุนสูง ถ้าน้ำลงคลองแห้ง เราจึงให้ความสำคัญเรื่องน้ำ เพราะวิถีชาวคลองลดลง สวนทิ้งร้าง ลำคลอง ลำประโดงไม่ขุดลอกดูแลตื้นเขิน วัชพืชตามลำคลองมากขึ้น น้ำเข้าไม่ถึงคลองในพื้นที่ ทางจังหวัดให้งบมาลงแขกลงคลอง ประกอบกับทางศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม เห็นกิจกรรม ถามว่าในพื้นที่มีคลองและลำประโดงกี่สาย เป็นที่มาทำโครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลองและลำประโดงเชื่อมโยงกับการจัดทำผังเมืองระดับตำบล เพื่อการวางแผนพัฒนาอาชีพโดยมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;quot; โดย สกสว.สนับสนุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นักวิจัยชาวบ้านบางสะแกสำรวจเส้นทางน้ำด้วย GPS&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; มีทีมวิจัยชุมชนเก็บข้อมูล ทำให้เห็นว่ามี 30 ลำคลอง 72 ลำประโดง รวมถึงนำเครื่องมือ GPS มาสำรวจเส้นลำคลองเร่งจัดทำฐานข้อมูลแผนที่หรือผังน้ำชุมชนเพื่อคุ้มครองพื้นที่ จะแล้วเสร็จสิ้นปีนี้ พบว่ามีแหล่งน้ำในบางสะแก 72 สาย ที่ผ่านมาชุมชนช่วยกันขุดลอกทุกเดือน เดือนละ 2 ครั้ง หมุนเวียนตั้งแต่ต้นคลองถึงปลายสุดของตำบล วันนี้บางสะแกไม่เจอน้ำแห้งคลองเหมือน 3-4 ปีก่อน เราต้องช่วยกันรักษาคลองไม่ให้ลดลง เพื่อรักษาสังคมเกษตรกรรม&amp;nbsp; เพราะนี่คือเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง คนในพื้นที่ร้อยละ 80 ยึดอาชีพเกษตรกรรม เป็นสวนส้มโอเกือบหมด ที่เหลือสวนมะพร้าว&amp;quot; กำนันมนัส กล่าวเดินหน้าพัฒนาชุมชนบางสะแกต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลงแขกลงคลองของชุมชนบางสะแกมีทุกเดือน&amp;nbsp;รักษาลำประโดงรักษาสังคมเกษตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นได้ชัดแต่ละพื้นที่สร้างเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วม ช่วยรักษาความเป็นเมืองระบบนิเวศสามน้ำ เป็นความโดดเด่นที่จะหนุนสมุทรสงครามสู่เส้นทางเมืองมรดกโลก. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51660</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดการน้ำแพรกหนามแดง, บางสะแก, ระบบนิเวศสามน้ำ, ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว., สกสว., สมุทรสงคราม, เมืองสามน้ำสู่มรดกโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de5d0935d02d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนเที่ยวนอกกรอบ ปลุกกระแสเมืองรองไฮซีซัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การปลุกกระแสท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด จึงเป็นคำตอบสำคัญที่จะช่วยกระจายเม็ดเงินถึงมือชาวบ้าน และชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้นำ &amp;ldquo;น้องแต้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;น.ส.ณฐพร เตมีรักษ์ นางเอกชั้นนำของเมืองไทย เป็นพรีเซนเตอร์โครงการ &amp;ldquo;เที่ยวให้เท่...เที่ยวนอกกรอบ ออกไปเที่ยวเมืองรอง&amp;rdquo; นำเสนอมุมมองไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางแบบนอกกรอบและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.จัดโครงการ &amp;ldquo;เที่ยวให้เท่...เที่ยวนอกกรอบ ออกไปเที่ยวเมืองรอง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญ &amp;ldquo;amazing ไทยเท่&amp;rdquo; โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับฐานการท่องเที่ยวเมืองรองเข้มแข็งตามนโยบายของรัฐบาล มุ่งให้เกิดการกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่เมืองรอง และก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้การท่องเที่ยวปี 2561 เป็นไปตามเป้าหมายจำนวนกว่า 1 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวคิดสร้างสรรค์ของโครงการนี้ ททท.ต้องการส่งเสริมและสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเมืองรองแบบเที่ยวไทยเท่ นำเสนอไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวที่แตกต่าง ในมุมมองการเที่ยวแบบนอกกรอบ สอดแทรกความสวยเท่ในแบบของแต้ว ที่จะทำให้การเที่ยวเมืองรองน่าเที่ยวมากกว่าเดิม ในรูปแบบของภาพยนตร์โฆษณาชุด &amp;ldquo;เที่ยวนอกกรอบ&amp;rdquo; โดยน้องแต้ว น.ส.ณฐพร เตมีรักษ์ ดารานักแสดงชื่อดัง มาเป็นพรีเซนเตอร์โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหยิบยกไฮไลต์การท่องเที่ยวเท่ๆ ที่แต้วได้ไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของเมืองรองทั้ง 5 ภาค ได้แต่งตัวสวยเท่ด้วยผ้าถิ่น กินอาหารถิ่น ใช้รถท้องถิ่น พูดภาษาถิ่น สัมผัสวิถีชุมชน เพื่อไปพบเสน่ห์ผ้าทอแห่งบ้านไทลื้อ จังหวัดน่าน, อาบน้ำแร่ แช่ธารน้ำเย็น บ้านพรรั้ง จังหวัด ระนอง, บรรยากาศชิลๆ แบบบ้านนาพาเพลิน จังหวัดนครนายก, เที่ยวภูป่าเปาะ ชมฟูจิเมืองเลย จังหวัดเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สะดุดตากับบรรยากาศเท่ๆ ที่เส้นทางสายเกลือ จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมออกอากาศให้ชมทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อในสนามบิน สื่อในรถไฟฟ้า BTS MRT และสื่อออนไลน์ โดยกลุ่มเป้าหมายจะมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการปลุกกระแสเที่ยวนอกกรอบ ออกไปเที่ยวเมืองรอง ผ่านช่องทาง Digital Platform ด้วยการจัดทำเรียลลิตี้ออนไลน์ ภายใต้ชื่อ Let&amp;rsquo;s go no plan เที่ยวให้เท่ เที่ยวนอกกรอบ ออกไปเที่ยวเมืองรอง ดึง Travel Blogger ชื่อดังของเมืองไทย ได้แก่ High on dream, Palapilii Thailand, โตแล้วไปไหนก็ได้, ไปอยู่ไหนมา และบันทึกคนขี้เที่ยว ให้มาแข่งขันชิงความเป็นเจ้าแห่งการเที่ยวแบบนอกกรอบ กับการแข่งขันที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้า เพื่อค้นหาตราสัญลักษณ์ประจำสถานที่ ที่จะทำให้ทั้ง blogger และผู้ติดตามชม ไม่สัมผัสการเที่ยวเท่ๆ แบบนอกกรอบในเมืองรองมากมาย มั่นใจว่าจะมีผู้ติดตามแคมเปญไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;พร้อมกันนี้ ยังได้รวบรวมความเท่ในแบบเที่ยวนอกกรอบ ที่จะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ผ่านคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ทาง facebook fanpage :&amp;nbsp; amazing ไทยเท่ ได้แก่ วิดีโอคอนเทนต์นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ในเมืองรอง, ร้านอาหารอร่อยเด็ดที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในเมืองรอง, การทำอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นเมืองรอง, เส้นทางท่องเที่ยวเมืองรองที่ต้องบอกต่อ, แฟชั่นผ้าถิ่น สินค้า OTOP นวัตวิถีที่เมืองรอง และอีกมากมาย ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ลองเที่ยวแบบนอกกรอบ เพื่อจะได้ความเท่แบบไม่ซ้ำที่เมืองรอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันรายได้การท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดหลัก อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี (พัทยา) และภูเก็ต เป็นต้น จึงมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรอง 55 จังหวัดทั่วประเทศที่จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรองเพิ่มมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดการกระจายของนักท่องเที่ยวจากจังหวัดท่องเที่ยวหลักไปยังเมืองรอง ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าสนใจไม่น้อยกว่าเมืองหลัก รวมทั้งเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว มีวิถีชุมชนเรียบง่ายแฝงด้วยมนต์เสน่ห์และมีเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมที่จะให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสและพบกับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แปลกใหม่&amp;rdquo; ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชื่อว่า โครงการ &amp;ldquo;เที่ยวให้เท่...เที่ยวนอกกรอบ ออกไปเที่ยวเมืองรอง&amp;rdquo; จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดเมืองรอง และส่งผลให้ชาวบ้านและชุมชนต่างๆ ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศมากยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เทศกาลกินกุ้ง ของดีบางแพ ราชบุรี&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานราชบุรี เชิญร่วมงาน &amp;quot;สืบสานประเพณี เทศกาลกินกุ้ง ของดีบางแพ&amp;quot; ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมนายอรรถพันธุ์ สงวนเสริมศรี นายอำเภอบางแพ, นายชนินทร์ แสงรุ่งเรือง ประมงจังหวัดราชบุรี, นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และนางวรรณพรรณ จันลาภา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน &amp;quot;สืบสานประเพณีเทศกาลกินกุ้ง และของดีอำเภอบางแพ&amp;quot; ระหว่างวันที่ 7-10 ธันวาคม 2561 ลานบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางแพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของดีประจำอำเภอบางแพ และยกระดับให้อำเภอบางแพกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด รวมถึงเป็นการเปิดช่องทางการตลาดให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานจากแหล่งผลิตโดยตรง และสร้างการรับรู้ว่า อำเภอบางแพนั้น เป็นพื้นที่ผลิตกุ้งก้ามกรามใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแข่งขันกินกุ้ง กินปลา การแสดงพื้นบ้านของชาวอำเภอบางแพ และการแสดงดนตรีของโรงเรียน อีกทั้งนักท่องเที่ยวจะได้เลือกซื้อสินค้า OTOP สินค้าเกษตร สินค้าชุมชนที่ขึ้นชื่อในอำเภอบางแพ อาทิ กุ้งขาว กุ้งก้ามกรามสด คุณภาพดี ในราคา ไม่แพงจากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ อีกมากมายที่นำมาจำหน่ายแก่นัก ท่องเที่ยว อาทิ กล้วยตาก ข้าวไรซ์เบอร์รี สมุนไพรหญ้าหวาน ชาถั่วดาวอินคา ฝรั่งแช่อิ่มอบแห้ง มะม่วงกวน และพืชผักผลไม้อีกมากมายสดตรงจากไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ที่ว่าการอำเภอบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ 0-3238-1067 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานราชบุรี อีเมล tatratchaburi@tat.or.th และ Facebook : Amazing ไทยเท่ ราชบุรี-นครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรณะ รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23237</URL_LINK>
                <HASHTAG>amazing ไทยเท่, ณฐพร เตมีรักษ์, ยุทธศักดิ์ สุภสร, ระนอง, สมุทรสงคราม, เที่ยวให้เท่...เที่ยวนอกกรอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181201/image_big_5c027bf212c96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
