<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังไม่มีผลวิจัยยืนยัน&quot;อังกาบหนู&quot;รักษามะเร็งได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22ส.ค.61-ภญ.ผศ.ดร.มยุรี &amp;nbsp;ตั้งเกียรติกำจาย จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ (มศว.) กล่าวถึง กรณีมีข่าวสมุนไพรอังกาบหนูว่ารักษามะเร็งได้ว่า อังกาบหนู มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Barleria prionitis เป็นสมุนไพรที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในอินเดีย ศรีลังกา แอฟริกาใต้ และเริ่มเป็นที่สนใจในประเทศไทย จากงานวิจัยในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองพบว่ามีฤทธิ์ทางยา 3 ด้านหลัก คือ 1) สารสำคัญ iridoids fraction ซึ่งสกัดจากส่วนของใบและ ลำต้น ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย แต่ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง 2) เมื่อให้หนูกินสารสกัดจากรากอังกาบหนูเป็นเวลา 60 วัน พบว่าลดการสร้างอสุจิและทำให้อสุจิเคลื่อนไหวได้ลดลง มีผลทำให้มีบุตรยาก ต้องระวังการใช้ในชายวัยเจริญพันธุ์ สำหรับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดมีข้อควรระวังคือไม่สามารถคุมกำเนิดได้ 100% 3) สารสกัดจากส่วนของใบ ลำต้นและรากมีงานวิจัยในหลอดทดลองพบว่า สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบได้ เช่น ข้ออักเสบ ควรใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดเท่านั้น ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ในขนาดสูง เพราะอาจทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน และแผลในทางเดินอาหาร ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 และผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามสมุนไพรนี้ยังไม่มีการศึกษาในคน จึงยังไม่ทราบขนาดการใช้ที่แน่นอน และฤทธิ์ทางยาที่กล่าวถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อใช้ในคน เช่นอาจมีฤทธิ์ลดลง หรือมีฤทธิ์ไม่มากพอที่จะใช้ในการรักษาโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การใช้สมุนไพรแต่ละชนิด เพื่อประโยชน์ต่าง ๆ จะมีวิธีใช้และส่วนของสมุนไพรที่ใช้แตกต่างกันไป บางต้นต้องใช้ใบ บางต้นใช้เหง้าเป็นต้น ถ้าใช้ไม่ถูกส่วนหรือไม่ถูกวิธี นอกจากจะไม่ทำให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโทษได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจใช้สมุนไพรเพื่อประโยชน์ใด ควรศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจใช้ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไตเรื้อรัง โรคตับ หรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือ เภสัชกรก่อนตัดสินใจใช้&amp;rdquo; ภญ.มยุรี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15952</URL_LINK>
                <HASHTAG>#มศว, ภญ.ดร.มยุรี ตั้งเกียรติกำจร, สมุนไพรรักษามะเร็ง, อังกาบหนู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7d2c6547e82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้&quot;สธ.&quot;เคลียร์&quot;ยาหมอแสง&quot;ให้ชัดกว่านี้/อย่าปล่อยให้คลุมเครือ/ ปชช.ต้องเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27เม.ย.61- NGO ขอความชัดเจนทางวิชาการเรื่องสมุนไพรหมอแสง หากไม่สามารถรักษามะเร็งได้ มีส่วนผสมอะไรบ้าง และหากมีผลทางสุขภาพมีด้านใด &amp;nbsp;ต้องมีการศึกษาชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือในสังคม &amp;nbsp;พร้อมจี้ประเด็นหมอแสงบอกมีการทดลองในมนุษย์เสียชีวิต 3-5 ร้อยคน &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่น่าตกใจ ควรดำเนินการให้ชัด เพื่อไม่ให้ ปชช.ได้รับความเสี่ยง &amp;nbsp;ด้านอธิบดีกรมแพทย์แผนไทยฯ ชี้ยังไม่มีสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะ กำลังศึกษาวิจัยสมุนไพรที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็นสูตรยับยั้งมะเร็งได้ 3 ชนิด เตือนประชาชนหากใช้สมุนไพรควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันที่ดูแล และใช้ควบคู่กับแพพทย์แผนปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวกรณีกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เผยผลการวิจัยสมุนไพรรักษามะเร็งของนางแสงชัย แหเลิศตระกูลว่าสมุนไพรดังกล่าวไม่ได้มีผลในการการรักษาโรคมะเร็ง แต่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ ว่า จากการที่ สธ. ได้ออกมาเปิดเผยผลวิจัยเช่นนั้น ตนคิดว่ายังมีความคลุมเครืออยู่ เพราะเป็นการเปิดเผยด้วยปากเท่านั้น แต่กลับไม่มีการเปิดเผยผลการศึกษาทางวิชาการที่เป็นระบบชัดชัดเจนออกมา ซึ่งหากบอกว่าไม่มีส่วนผสมที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ก็ต้องเปิดเผยว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ หรือหากมีส่วนผสมที่เป็นสารที่จะออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ต้องมีปริมาณเท่าไหร่ &amp;nbsp; เพราะถ้าไม่บอกเช่นนี้ก็จะเกิดประเด็นดังที่กำลังเกิดขึ้นอยู่คือกลุ่มคนรักหมอแสงก็งัดผลวิจัยว่ามีผลรักษามะเร็งได้ออกมาตอบโต้ สธ. ได้ ว่าในตัวสมุนไพรมีส่วนผสมของกระถินพิมานที่เป็นส่วนผสมสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ชัดเจน &amp;nbsp;ซึ่งทำให้เกิดความคลุมเครือต่อไป และทำให้ประชาชนเกิดความสับสน &amp;nbsp; และหากบอกว่ามีผลทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็ต้องมีการศึกษาว่ามีผลอย่างไรให้ชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยกตัวอย่างเช่น เหมือนน้ำผลไม้หรือไม่ที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ &amp;nbsp;เป็นต้น และก็ต้องย้อนกลับไปให้ชัดเจนว่าแคปซูลสมุนไพรดังกล่าวนั้นเรียกว่าอะไร อาหาร อาหารเสริมหรือยารักษาโรค เพราะที่ผ่านมาเมื่อดูที่เจตนาของหมอแสงในการแจกนั้น &amp;nbsp;ออกไปทางยารักษาโรค ดังนั้น เมื่อส่อไปทางยาเรักษาโรคเพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนอยู่หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ อย.ก็ต้องออกมาพูดด้วย เพราะมี พ.ร.บ.ยา ที่ใช้ควบคุมอยู่ &amp;quot;เลขามูลนิธิสุขภาพไทยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีรพงษ์ กล่าวอีกว่า และที่ตนตกใจมาก ก็คือ เมื่อวันที่ผลออกมา ตนได้เห็นตัวหมอแสงให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า ได้มีการทดลองตัวยาในมนุษย์ และมีผู้เสียชีวิต 3-5 ร้อยคน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเป็นการวิจัยในมนุษย์ &amp;nbsp;ซึ่งต้องมีกติกาควบคุมเพราะประชาชนได้รับความเสี่ยง แต่กลับไม่มีกระบวนการของหน่วยงานที่รับผิดชอบรองรับเลย ซี่งจริงๆ สธ.ก็น่าจะมีคณะกรรมการจริยธรรมคุ้มครองการทดลองในมนุษย์อยู่แล้ว หากหมอแสง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน จากรมการแพทย์แผนไทยฯ ก็ควรอยู่ในกฎจริยธรรม จรรยาบรรณในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะอ้างว่าได้รับการอนุญาตจากญาติ และตัวผู้ป่วยก็พร้อมจะรับความเสี่ยงแล้ว ซึ่งก็ทราบว่ามีการไปลงบันทึกประจำวันเพื่อป้องกันตัวเองด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อเป็นเช่นนี้ มีการวิจัยทดลองในมนุษย์ ในส่วนของเจ้ากระทรวงซึ่งรับผิดชอบคุ้มครองสุขภาพประชาชนทั้ง รัฐมนตรีว่าการ สธ. &amp;nbsp;ปลัดสธ. รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องตอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าจะเอายังไงตามพื้นฐานของงานวิจัยที่ถูกต้อง โดยเฉพาะตัวสมุนไพรดังกล่าวที่เป็นการคิดค้นขึ้นมาใหม่ ต้องมีการควบคุมอย่างเป็นระบบไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนได้รับความเสี่ยง&amp;rdquo;นายวีรพงษ์ กล่าว..
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้สัมภาษณ์ถึงสมุนไพรหมอแสงว่า กรมฯมีนโยบายในการสนับสนุนสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคมาตลอด โดยได้อนุรักษ์ตำรับตำราภูมิปัญญาทางการแพทย์และพัฒนาต่อยอดจนเป็นตำรับยา มีการให้ทุนวิจัย และขึ้นทะเบียนตำรายาทั้งหมดทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นตำรับ ซึ่งแพทย์แผนไทยไม่มียาเดี่ยว แต่ได้มาทำในภายหลัง อย่างฟ้าทะลายโจร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สมุนไพรจะเน้นในเรื่องการกินเพื่อบำรุง และรักษาโรคบางชนิด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีตำรับยาสมุนไพรใดที่ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษามะเร็งโดยเฉพาะเลย ซึ่งในงานวิจัยสมุนไพรรักษามะเร็งนั้นเรามีการศึกษาวิจัยทั้งการวิจัยของกรมฯเอง กับการวิจัยร่วมกับเครือข่าย &amp;nbsp;ซึ่งมีการศึกษาวิจัยสมุนไพรที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็นสูตรยับยั้งมะเร็งได้ 3 ชนิด คือ 1.สูตร N040 ตำรายาจากภาคเหนือยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก 2.เบญจอำมฤตย์ ยับยั้งมะเร็งตับ และ3.สูตรวัดคำประมง โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างการทดลองทั้งสิ้น แต่เบื้องต้นพบว่าสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้ จึงมีการศึกษาต่อในสัตว์ทดลอง และในมนุษย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีมกรมแพทย์แผนไทยฯ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า ส่วนสูตร N040 เป็นตำรับยามาจากภาคเหนือ อยู่ในระดับการทดลองทางคลินิก ซึ่งเป็นการทดลองระยะที่ 4 โดยระยะแรกเป็นการหาสารสำคัญในสมุนไพร อาทิ เถามวกขาว หญ้าขัด ตับเต่าใหญ่ ถั่วพู ราชพฤกษ์ เป็นต้น โดยทีมวิจัยได้หาสารสำคัญในระดับหลอดทดลอง ซึ่งพบว่ายับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้ จากนั้นจึงนำไปทดลองในสัตว์พบว่าได้ผลดีและมีความปลอดภัย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ เพื่อศึกษาระดับที่เหมาะสม ส่วนสูตรยาเบญจอำมฤตย์ ยับยั้งมะเร็งตับจะประกอบด้วย มหาหิงค์ ยาดำบริสุทธิ์ รงทอง มะกรูด ขิงแห้ง ดีปลี พริกไทย รากทนดี และดีเกลือ ขณะนี้อยู่ระหว่งทดลองในมนุษย์ ซึ่งดูระดับความเป็นพิษระยะสั้นและระยะยาว และสูตรมะเร็งของวัดคำประมง อยู่ในขั้นการทดลองระดับเซลล์ว่ายับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมได้ดีแค่ไหน ซึ่งทำโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำลังจะเข้าสู่ขั้นทดลองในสัตว์และในคนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอย้ำว่า ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนสมุนไพรรักษามะเร็ง จึงอยากให้รักษาแพทย์แผนปัจจุบัน หรือใช้แพทย์แผนไทยร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญต้องได้รับความยินยอมจากแพทย์แผนปัจจุบันก่อนดีกว่า เพราะคนไข้มีภูมิต้านทานต่ำ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน การได้สมุนไพรก็ต้องพิจารณาดีๆ บางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับคนแต่ละคนได้ จึงอยากให้มีการปรึกษาแพทย์ และขอคำแนะนำก่อนจะตัดสินใจอะไร เพราะไม่อยากให้เสียโอกาสการรักษาโรคมะเร็ง เพราะมะเร็งหลายชนิดรักษาได้เมื่อพบตั้งแต่แรกๆ&amp;rdquo; นพ.เกียรติภูมิ กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8010</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, กระทรวงสาธารณสุข, การทดลองวิจัยในคน, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, วีรพงษ์ เกรียงสินยศ, สมุนไพรรักษามะเร็ง, สมุนไพรหมอแสง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180427/image_big_5ae3063ad9220.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
