<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล เผยโควิด-19 ทำให้คนไทยรู้จัก&#039;สมุนไพร&#039; มากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ย. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; ในสายตาคนไทย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,428 คน สำรวจระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน 2564 พบว่า สมุนไพรที่ส่วนใหญ่รู้จัก คือ กระเทียม ร้อยละ 92.96 รองลงมาคือ ตะไคร้ ร้อยละ 92.89 และฟ้าทะลายโจร ร้อยละ 92.61 โดยประชาชนพอจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรไทยบ้าง ร้อยละ 82.22 &amp;nbsp;จากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีความรู้เรื่องสมุนไพรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 86.24 และเชื่อว่าสมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคได้ ร้อยละ 59.48 ทั้งนี้ร้อยละ 45.39 พอเชื่อบ้างว่าฟ้าทะลายโจรใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้ สิ่งที่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ คือ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์และโทษ ร้อยละ 83.35 และบอกสรรพคุณที่ชัดเจนของสมุนไพร ร้อยละ 80.82&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุนไพรไทยเป็นที่ต้องการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศใช้ในอุตสาหกรรมยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง และธุรกิจสปา เป็นต้น โดยผลโพลพบว่ากลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นมีความสนใจเรื่องสมุนไพรมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย จึงนับเป็นโอกาสทองของอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยที่จะส่งเสริมและเร่งพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ พาณิชย์กุล ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสมุนไพรไทยมีหลากหลายชนิด นำมาใช้ประกอบอาหารทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่น่ารับประทาน เช่น กระเทียม ตะไคร้ หอมแดง กระเพรา ขิง ขมิ้น และอื่นๆ ซึ่งคนไทยบริโภคเป็นประจำ แต่ไม่รู้สรรพคุณทางยาของสมุนไพร การระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้ ช่วยทำให้คนไทยหันมาสนใจสมุนไพรมากขึ้น เห็นได้จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้คนไทยมีความรู้เรื่องสมุนไพรเพิ่มขึ้น และมีความต้องการใช้สมุนไพรเพิ่มอย่างมาก จนทำให้ฟ้าทะลายโจรขาดตลาดในช่วงที่ผ่านมา &amp;nbsp;การระบาดของโรคโควิด-19 เกิดขึ้นทั่วโลก จึงมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่ต้องการยารักษาโรคได้ สมุนไพรเป็นทางเลือกในการค้นหายาตัวใหม่ที่ใช้รักษาโรค ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรเร่งในการส่งเสริมการพัฒนายาจากสมุนไพรอย่างครบวงจร นอกจากนี้สมุนไพรยังสามารถถูกแปรรูปเป็นอาหารเสริม ผลิตประเภทเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือเวชสำอาง ซึ่งเป็นการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117133</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมุนไพรไทย, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_6146865f5671a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุนไพรไทยมาแรงหลังโควิด พาณิชย์ชี้โอกาสส่งออกสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ก.ย. 2564 นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคมีวิถีชีวิตและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หันมาสนใจและนิยมการดูแลรักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้ สารเคมี ทำให้สมุนไพรกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ภาคธุรกิจในกลุ่ม HEALTH &amp;amp; WELNESS ทั่วโลกกำลังต้องการ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจ HEALTH &amp;amp; WELNESS ที่นำสมุนไพรไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต อาทิ เครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สปา จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 166 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.63 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของสินค้าสมุนไพร และต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ HEALTH &amp;amp; WELNESS ของไทยที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ จึงได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม HEALTH &amp;amp; WELNESS ผ่านการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model ด้วยการการอบรมให้ความรู้ การให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การสร้างคุณค่าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ ผู้ประกอบการ ตลอดจนยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์&amp;rdquo; นายเอกฉัตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศ จัดขึ้นเป็นปีแรก ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;THE NEW ERA OF THAI HERB, Next Image and New Opportunities for Your Brand&amp;rdquo; มีผู้ประกอบการสมุนไพรไทยผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมการให้คำแนะนำในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำนวน &amp;nbsp;31 ราย โดยมุ่งเน้นตลาดกลุ่มของขวัญ ของฝาก และของที่ระลึกในช่วงเทศกาล โดยมี 10 แบรนด์ที่เป็นไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ STERLING ยาสีฟันที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยอย่างขมิ้นนำมาผสมผสานกับมังคุดและน้ำมันมะพร้าว, G&amp;amp;T ORGANIC แฮร์โทนิคที่มีส่วนผสมหลักจากว่านหางจระเข้ มะหาด ดอกอัญชัน, PINMISA แชมพูที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยรวม 20 ชนิด, NAROES แชมพูที่มีสารสกัดจากมะคําดีควาย บอระเพ็ด มะรุม ใบย่านาง และสะเดา, SAKUNA ผลิตภัณฑ์สำหรับ ผิวหน้าที่มีสารสกัดจากรังไหมสายพันธุ์หลืองไพโรจน์, MADAME ESTHER สบู่สำหรับผิวกายที่มาจากสารสกัดใบพลู, &amp;nbsp;PATOM ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายจากกุหลาบมอญอินทรีย์, KHUNPHAT HERBAL ผลิตภัณฑ์อโรมากลิ่นตะไคร้, AROM ผลิตภัณฑ์อโรมาที่มีส่วนผสมและกลิ่นจากสมุนไพร เช่น ขมิ้นชัน กลิ่นมะลิ และ TEVADA JAI DEE BRAND น้ำมันนวดสมุนไพรที่มาจากสมุนไพรไทยนานาชนิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยกลุ่มของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก ที่ได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากการเข้าร่วมโครงการ ทั้ง 31 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แบรนด์ จะถูกนำมาจัดแสดง ณ FACTOPIA ถ.รัตนาธิเบศร์ ภายใต้กิจกรรม &amp;ldquo;Shift to the New Market&amp;rdquo; กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ (Buyers) นักธุรกิจ &amp;nbsp;สื่อมวลชน และผู้สนใจ ได้เข้าชมผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมีการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิง (Live Streaming) เพื่อเปิดโอกาสทั้งตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116773</URL_LINK>
                <HASHTAG>)กระทรวงพาณิชย์, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, สมุนไพรไทย, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_61417978dafff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มรดกภูมิปัญญา’สมุนไพรไทย’ต้านโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟ้าทะลายโจร ภาพจาก Clubsister.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่โควิด-19 ระลอกที่ 3 กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก ทั่วโลกยังไม่มียารักษาและการฉีดวัคซีนยังไม่ครอบคลุมคนไทยทุกคน การศึกษาความรู้เรื่อง  &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; สร้างภูมิคุ้มกันจากโควิด-19 เป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีสรรพคุณในการรักษาโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆ นิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร ทำเครื่องสำอาง และยาทางการแพทย์ วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับสมุนไพรไทยใกล้ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มจาก &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้อักเสบ แก้เจ็บคอ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านรสขมที่นิยมนำมาใช้รักษาหวัดตั้งแต่โบราณ ซึ่งประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลากชนิด เช่น ไดเทอร์ปีนอยด์(Diterpenoids) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและการติดเชื้อ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ที่มีการแชร์ข่าวฟ้าทะลายโจรป้องกันติดโควิดบนโลกออนไลน์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ยืนยันว่า ฟ้าทะลายโจร ได้รับการยอมรับและใช้รักษาควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ผ่านมา ได้ศึกษาวิจัยผลของยาสารสกัดฟ้าทะลายโจรขนาดสูง มีสารแอนโดรกราโฟไลต์ (Andrographolidel) ในผู้ป่วยโควิดอาการไม่หนัก จำนวน 309 ราย พบ สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดความรุนแรงของโรคได้&amp;nbsp; แต่ไม่สามารถป้องกันโควิดได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุนไพรกระชายขาว ภาพจาก sanook.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกหนึ่งสมุนไพรไทยที่ฮอตมากตอนนี้ &amp;ldquo;กระชายขาว&amp;rdquo; ได้รับการยืนยันว่า &amp;ldquo;สารสกัดกระชายขาว&amp;rdquo; เป็นตัวช่วยหนึ่งที่มีฤทธิ์ต่อต้านโรคโควิด ทำให้เชื้อไวรัสไม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเชื้อไม่ขยายตัว เม็ดโลหิตขาว ซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิคุ้นกัน สามารถสร้างภูมิขึ้นมาคุ้มกันได้มากพอฆ่าเชื้อโรคได้ โดยในหลอดทดลอง นักวิจัย ม.มหิดล เร่งพัฒนาสารสกัดกระชายขาวเพื่อใช้เป็นยาสำหรับโรคโควิด  คาดว่า ใช้เวลา 1 ปี วิจัยและพัฒนาให้สำเร็จ โดยโครงการวิจัยต้านเชื้อไวรัสโคโรนาจากสมุนไพรไทย เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS แน่นอนว่า เมื่อมีข่าวเผยแพร่ออกมา ทำให้มีการนำกระชายขาวมาทำเป็นน้ำกระชายดื่มและจำหน่ายทั่วไป เป็นความหวังช่วยป้องกันโรคระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังมีสมุนไพรอีกหลายตัวอย่าง  &amp;ldquo;พลูคาว&amp;rdquo; มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น พลูคาว ผักคาวตอง ผักก้านตอง พบมากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน &amp;nbsp;คนเหนือและอีสานใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือกินกับลาบอย่างเอร็ดอร่อย &amp;nbsp;ข้อมูลจากสถาบันวิจัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ &amp;nbsp;ระบุว่า พลูคาวสามารถรักษาภาวะภูมิแพ้ หอบหืด เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ การแพ้อาหาร ทั้งยังรักษาภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายด้วย นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยสนับสนุนมีฤทธิ์ทำลายและยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอดส์ เริม และไวรัสก่อโรคมือเท้าปากเปื่อย ปัจจุบันจีนใช้พลูคาวเป็นส่วนผสมตำรับยารักษาโรคที่เกิดจากไวรัส และจดสิทธิบัตรไว้หลายรายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลูคาว สมุนไพรไทย เสริมภูมิต้านทานร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมุนไพรพื้นบ้าน &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; มีทุกบ้าน คนไทยนิยมใช้ในชีวิตประจำวัน ในครัว เพื่อเพิ่มสีสัน แต่งกลิ่น และรสชาติของอาหาร รวมถึงใช้เป็นเครื่องสำอาง &amp;nbsp;คุณประโยชน์มากมายที่แฝงอยู่ในขมิ้นชัน จนยกเป็นขุมทรัพย์แห่งเอเชีย ผลงานวิจัยพบว่า เคอร์คูมินอยด์ (curcuminoids) ในขมิ้นชันสามารถช่วยต้านอาการอักเสบ บรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านเชื้อแบคทีเรียไวรัสได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขมิ้นชัน มีสรรพคุณมากมาย ภาพจาก doctor-healthcare.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน &amp;quot;กระเทียม&amp;quot; ซึ่งหาซื้อได้ง่าย ไทยมีภูมิปัญญาพื้นบ้าน ใช้พืชนี้รักษาหวัดมายาวนาน ด้วยคุณสมบัติต้านเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ทั้งยังอุดมด้วยสารชีวภาพหลากชนิด เช่น อาร์จีนีน(Arginine) โอลิโกแซ็คคาไรด์(Oligosaccharides) ฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) ซีลีเนียม (Selenium) และอัลลิซิน (Allicin) การใช้กระเทียมช่วยรักษาอาการเจ็บคอ มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ส่วนใหญ่นำกระเทียมมาปอกเปลือกสับให้ละเอียด แล้วรับประทานแบบสดๆ อย่างไรก็ตาม กินกระเทียมอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปากเหม็น มีกลิ่นตัว แสบร้อนกลางอก ปวดท้อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หอมแดง พืชสมุรไพรที่พบในครัวไทย ภาพจากrositacorrer.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มาที่ &amp;quot;หอมแดง&amp;quot; มีสรรพคุณช่วยให้หายใจสะดวกและโล่งขึ้น เป็นสมุนไพรที่ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมนำมาทุบให้แตกแล้ววางไว้ใกล้ๆ ศีรษะ เพื่อให้เด็กสูดดมตามความเชื่อว่า ช่วยรักษาหวัดได้ ทางวิทยาศาสตร์หอมแดงมีสารประกอบกลุ่มออร์กาโนซัลเฟอร์ (Organosulfur) เช่น ไดแอลลิลไดซัลไฟด์ (Diallyl Disulphide) ไดแอลลิลไตรซัลไฟด์ (Diallyl Trisulfide) เอสอัลลิลซิสเทอีน (S-Allyl Cysteine) และอัลลิซิน (Allicin) มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและช่วยรักษาโรคหวัดจากเชื้อไวรัสได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขิง&amp;quot; มีสรรพคุณแก้ไอและขับเสมหะ มีการทดลองพบว่า ขิงแก่ต้มน้ำเดือดนาน 30 นาที ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาส จับกินไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีขึ้น แนะนำการทำง่ายๆ เอาขิงแก่มาหั่นให้เป็นแว่น ตำและคั้นเอาน้ำ หรือนำมาต้มกับน้ำเปล่า 1 ลิตร โดยต้มประมาณ 5 นาที แล้วตักเอาขิงออก เอาแต่น้ำขิงมาดื่มขณะอุ่นๆ โดยดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวันและเย็น น้ำขิงจะช่วยลดน้ำมูกลงได้ หรือจะนำมาผสมกับน้ำมะนาว เติมเกลือเล็กน้อย เพิ่มรสชาตการดื่ม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากขิงมาที่ &amp;quot;ตะไคร้&amp;quot; สมุนไพรไทยในจานอร่อยของไทย คนน้อยมากที่รู้ว่า สามารถใช้รักษาหวัด หวัดใหญ่ แก้ไข้ แก้ปวดหัว ปวดท้อง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีเยี่ยม ช่วยต้านอนุมูลอิสระ แก้อักเสบ และต้านไวรัสไข้หวัด เพียงแค่บุบต้นตะไคร้ 3-4 ต้นให้แตก นำมาต้มกับน้ำเปล่า 1 ลิตรให้เดือด แล้วยกลง รินเอาแต่น้ำมาจิบบ่อยๆ ตลอดวัน &amp;nbsp;ตะไคร้แก้คัดจมูกที่ได้ผลดี ช่วยแก้อาการน้ำมูกไหลจากหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับว่า &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; ผลิตผลจากธรรมชาติที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองคนไทย มีสรรพคุณเป็นประโยชน์ สามารถนำมาปรับใช้ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเราให้แข็งแรง แต่ต้องไม่ลืมว่า สมุนไพรแต่ละชนิด นอกจากจะมีผลดีต่อสุขภาพแล้ว บางชนิดมีข้อจำกัดในการใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ต้องศึกษาอย่างละเอียดหรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105645</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระชายขาว, ฟ้าทะลายโจร, สมุนไพรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60beea636caaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ช่องรัฐหนุนสมุนไพรไทยผงาดสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.64 - นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ &amp;nbsp;กล่าวถึง การผลิตวัคซีนของบริษัทสยามไบโอไซน์ (Siam Bioscience) ที่ได้มาตรฐานสูงจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาและไบโอเทคโนโลยีในอนาคตของประเทศ อย่างไรก็ตาม การผลิตยาหรือวัคซีนภายใต้ทรัพย์สินทางปัญญาของบรรษัทข้ามชาติย่อมมีข้อจำกัด ในอนาคตประเทศไทยควรมีบริษัทที่สามารถผลิตวัคซีนภายใต้ทรัพย์สินปัญญาของประเทศไทยเอง ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ระบบสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชนจะได้ไม่ต้องขึ้นอยู่กับบริษัทยาและวัคซีนข้ามชาติมากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อการลงทุนศึกษาวิจัยสมุนไพรไทย ไม่ว่าจะเป็น สมุนไพรฟ้าทะลายโจร สมุนไพรกระชาย เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านป้องกันและรักษาโรค เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยรัฐบาลสามารถส่งเสริมการศึกษาวิจัย สร้างนวัตกรรมจากสมุนไพรไทยโดยทำโครงการสี่ประสาน เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง หนึ่ง องค์การอนามัยโลก สอง หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข เช่น กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม เป็นต้น สาม มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆในประเทศและต่างประเทศ สี่ บริษัทยาทั้งในและต่างประเทศ การวิจัยสมุนไพรไทยก็จะไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะคนไทยแต่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวม การบริหารทรัพย์สินทางปัญญาก็ให้เน้นไปเพื่อสาธารณประโยชน์มากกว่าการสร้างแรงจูงใจทางธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า แอสตราเซเนกาโดยสยามไบโอไซน์ จะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดอุบัติใหม่ในอนาคตและผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง และ โควต้า 65 ล้านโดสของไทยนั้น บริษัทสยามไบโอไซน์ควรวางแผนทำวิจัยเพิ่มเติมร่วมกับบริษัทแอสตาเซเนกาเพื่อพัฒนาวัคซีนแอสตราเซเนกาสำหรับเชื้อกลายพันธุ์ด้วยและปรับการผลิตจากโควต้า 65 ล้านโดสให้เป็นวัคซีนสำหรับต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์ในอนาคต นอกจากนี้ ไทยยังจะสามารถส่งออกวัคซีนแอสตราเซเนกาให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่ง สยามไบโอไซน์ควรคิดค่าวัคซีนในราคาถูกพิเศษสำหรับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศที่ไทย&amp;nbsp;ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าว เช่น ลาว เขมร พม่า .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105436</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมุนไพรไทย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ชู2สมุนไพร &#039;ฟ้าทะลายโจร- กระชาย &#039;ต่อสู้โควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
4 มิ.ย.64- &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้การส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในภาวะวิกฤตทางการแพทย์และสาธารณสุข ครั้งที่ 1 &amp;ldquo;สมุนไพรไทย ทลายโรค ทลายโควิด&amp;rdquo; จัดระหว่างวันที่ 2-14 มิถุนายน 2564 ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินกล่าวว่า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย ทุกหน่วยงานและทุกกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อป้องกันควบคุมโรค ดูแลรักษาผู้ติดเชื้ออย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้ใช้องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย ศึกษาวิจัยสมุนไพรไทยเพื่อใช้เป็นยาทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจร มีผลยับยั้งเชื้อไวรัส และมีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หากนำมาใช้ร่วมรักษากับการแพทย์แผนปัจจุบันในผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่มีระดับความรุนแรงน้อย (ไม่มีภาวะปอดอักเสบ) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ และแทบไม่พบผลข้างเคียงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวต่อว่า มีสมุนไพรอีก 1 ชนิดที่เป็นความหวังในการรักษาโควิด 19 ในอนาคตอันใกล้ คือ กระชาย จากงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล (Excellent Center for Drug Discovery : ECDD) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) ที่ได้คัดกรองสารสกัดและสารประกอบธรรมชาติจากพืชสมุนไพรไทยในท้องถิ่น 122 ชนิด พบสารสกัด 6 ชนิด มีศักยภาพยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อก่อโรคไวรัสโคโรนา (SARS-CoV-2) ที่ปริมาณความเข้มข้นของยาในระดับน้อย ๆ และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ โดยสารสกัดจากกระชายมีฤทธิ์แรงที่สุด &amp;ldquo;ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย&amp;rdquo; (Excellence Center for Thai Herbal Product Innovation: ECTHPIn) ที่จัดตั้งโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, ECDD มหาวิทยาลัยมหิดล, TCELS และสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จะร่วมกันพัฒนาต่อยอดสมุนไพรกระชายอย่างจริงจัง นำงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรม ยกระดับการตลาดด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีนวัตกรรมด้านคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางด้านแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ถูกต้องให้กับประชาชน ในภาวะวิกฤตการระบาดไวรัสโควิด 19 โดยร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ภาคีเครือข่ายแพทย์แผนไทย และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพร &amp;nbsp;จัดกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย เวทีเสวนาวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์แผนไทย กิจกรรมแบ่งฐานให้ความรู้ ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย เช่น ฐานการใช้ยาฟ้าทะลายโจรและกระชาย การทำน้ำตรีผลา ฐานตำรับยาสมุนไพรรักษาอาการไข้ คลินิกตรวจสุขภาพรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายสมพล ตรีภพนารถ กรรมการผู้จัดการธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ยินดีสนับสนุนพื้นที่จัดงาน สมุนไพรไทย ทลายโรค ทลายโควิด ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของคนไทยให้แข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคที่ดีในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่รักสุขภาพที่จะได้นำความรู้ด้านสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทยไปปรับใช้กับการดูแลสุขภาพ โดยศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เข้มข้นด้านความสะอาดและปลอดภัยตามมาตรการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในศูนย์การค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105243</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, #สธ., #โควิด19, กระชายขาว, สมุนไพรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b9c8fa1cc49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 07:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 07:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสี่ยใหญ่ใจบุญใช้ทุนส่วนตัวซื้อสมุนไพรแจกชาวบ้านใช้ฆ่าไวรัสโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย.64 -เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านในย่านอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ว่ามีชายวัย 68 ปี เจ้าของโรงงานแปรรูปเหล็ก ที่ตั้งอยู่ภายในซอยวินเนอร์ หมู่ 17 ถนนเทพารักษ์ กม. 23 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ที่ถูกพิษโควิด 19 ระลอกที่ 2 ทำให้เกิดสภาวะขาดทุนและถูกโกงจนต้องปิดบริษัทจำใจเลิกกิจการ นั่งมองการแพร่ระบาดของโควิด 19 ของประเทศไทย ที่ยังไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต่างจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชน แต่ด้วยประชากรของประเทศไทยรวมทั้งแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยหลายล้านคน ทำให้วัคซีนไปเพียงพอต่อจำนวนประชากรในประเทศ จึงเกิดการล้มตายวันละไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 30 คน จึงต้องการช่วยเหลือคนทั้งประเทศ จึงได้นำสูตรสมุนไพรไทยที่ตนเองเคยมีอยู่ออกมาทดลองใช้ โดยมีการปรึกษากับอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทย ในจังหวัดศรีสะเกษ จนกระทั่งประสบความสำเร็จโดยมีการทดลองกับผู้ติดเชื้อและอยู่ระหว่างการกักตัวพบว่าสมุนไพรไทยสามารถฆ่าเชื้อโควิด 19 ได้ จึงใช้เงินส่วนตัวจัดซื้อสมุนไพรชนิดต่าง ๆ มาจัดเป็นชุดแจกจ่ายให้กับชาวบ้านได้ทดลองใช้ในขณะที่เฝ้ารอวัคซีนจากภาครัฐ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นโกดังชั้นเดียวขนาดใหญ่ ที่เคยเป็นโรงงานแปรรูปเหล็ก ที่ปิดกิจการ พบว่าภายในโกดังมีตะกร้าที่ใส่สมุนไพรไทยหลากหลายชนิดวางอยู่ และมีชาวบ้านทยอยเข้ารับสมุนไพรดังกล่าว โดยมีนายมานพ&amp;nbsp; รัตนสิริโชค อายุ 68 ปี เสี่ยใหญ่ใจบุญเป็นคนจัดสมุนไพรใส่ถุงให้กับชาวบ้านโดยไม่มีการเก็บเงินแต่อย่างใด และมีชาวบ้านหลายคนที่มาเข้าคิวรอทดลองยาสมุนไพรดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ&amp;nbsp; เล่าว่า ตนเห็นการแพร่ระบาดของโควิดยังหยุดกันไม่ได้ ตนซึ่งมีสมุนไพรชุด และก็มีสูตรอยู่แล้ว จึงโทรไปปรึกษากับอาจารย์ขวัญยืน ที่อยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งท่านได้บอกว่าให้ใส่กระชายเพิ่มไปอีกตัวเดียว และถ้ามีใบกัญชาด้วยยิ่งดี มันจะฆ่าโควิด ได้แน่นอน ตนก็เลยมาทดลองอบอยู่เกือบเดือนปรากฏว่าดีมาก ตนเคยเป็นภูมิแพ้ก็หายไปในโพรงจมูกที่เคยมีน้ำมูกก็หายไปหมด เราก็เลยปรึกษากับอาจารย์ว่าเราจะใช้ฆ่าโควิดได้หรือเปล่า ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่าได้แน่นอน เพราะโควิดใช้ความร้อนแค่ 25 องศา เชื้อก็ตายแล้ว แต่สมุนไพรที่เรามีความร้อนสูงกว่า 50 องศา ซึ่งกระชายเป็นตัวที่ฆ่าเชื้ออยู่แล้ว และในวันพรุ่งนี้ตนจะไปทดลองที่เรือนจำสมุทรปราการ ซึ่งตนได้จัดซื้อสมุนไพรเตรียมไว้หนึ่งคันรถเพื่อนำไปมอบให้เรือนจำสมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะขอทางเรือนจำว่าขอทำแค่ 5 วัน ผู้ต้องขังในเรือนจำจะไม่มีใครติดเชื้อแน่นอน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ทดลองกับคนที่กักตัวที่บ้านในเคหะบางพลี โดยมีเจ้าหน้าที่ อสม.เป็นคนมาเรียนรู้วิธีการทำและนำไปทำให้เขาสูดดมก็ไม่มีใครติดสักคน แค่ต้องการไอร้อนเข้าไปในโพรงจมูกโดยหายใจเข้าทางจมูกและปล่อยออกทางปาก และหายใจเข้าทางปากและหายใจออกทางจมูก เพื่อสลับทางกัน เพื่อเอาความร้อนไปฆ่าเชื้อในโพรงจมูกและลำคอให้ได้ เพื่อลดเชื้อลงปอด ซึ่งระหว่างที่เราถูกกักตัวใหม่ ๆ เชื้อมันยังไม่แข็งแรง มันโดนความร้อนหรือสารกระชายเข้าไปมันก็ตาย หัวหอมแดงก็ได้ ยิ่งถ้าเป็นภูมิแพ้ใส่หอมแดงเยอะ ๆ หน่อยรับรองได้หายแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ บอกว่า สมุนไพรก็จะมีจำพวก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ลูกมะกรูด หอมแดง กระชาย ขมิ้น ไพร ใบเตยหอม ใบมะขาม เอาทุกอย่างมารวมกันอย่าละกำมือใส่น้ำและเอามาต้ม&amp;nbsp; เอาผ้ามาคลุมหัวกับหม้อต้มสมุนไพร ที่ต้มเดือดและปิดไฟแล้ว เพื่อให้สูดดมเข้าไป ซึ่งมันก็จะทำให้ใบหน้าดีด้วย ภูมิแพ้ก็หาย มันได้ประโยชน์หลายอย่าง และมีคนที่เป็นโรคหอบหืดมากว่าสิบปีเอาไปทดลองอบแค่ 3 วันก็หายเขาดีใจมาก และโทรมาบอกตนเมื่อเช้านี้&amp;nbsp; เป็นหวัด เป็นไข้ ก็ใช้ได้แค่อบไม่เกิน 3 ครั้ง ซึ่งสมุนไพรสูตรนี้ เป็นสูตรของหมอสมุนไพรที่วังน้ำเขียว เพียงแต่ว่าเรามาเพิ่มกระชายเข้าไปแค่นั้นเอง&amp;nbsp; และนำมาแจกให้ชาวบ้านฟรี ๆ เพราะต้องการช่วยคนไทยใช้ฆ่าโควิด ไม่ต้องไปรอวัคซีน เพราะทุกวันนี้คนไทยตายกันวันละกว่า 30 คน เราเป็นคนไทยและตนก็พอมีค่าใช้จ่ายที่พอจะช่วยเหลือตรงนี้ได้ก็เลยอยากจะช่วยชาวบ้าน โดยเฉพาะในเขตจังหวัดสมุทรปราการมีคนติดเชื้อกันเยอะ มารับที่นี่ได้เลยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อสอบถามตนได้โดยตรงที่หมายเลข 088-7491787&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105215</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายมานพ  รัตนสิริโชค, สมุนไพรฆ่าโควิด, สมุนไพรไทย, เรือนจำสมุทรปราการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b979694ca46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 12:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ตลาดสมุนไพร-อาหารเสริมของไทยมีโอกาสเติบโตช่วงโควิดระบาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 2564 &amp;nbsp;นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคอาหารเสริมและวิตามินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย (Immune System) จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทย จะใช้จุดแข็งของสมุนไพรไทย บวกกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการวิจัยเพิ่มเติม ต่อยอดผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ ของไทย เพื่อขยายตลาดต่างประเทศและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น มีผลวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคของบริษัท Mintel ยืนยันว่า ผู้บริโภคในทวีปยุโรป ให้ความสำคัญกับการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมังสวิรัติ (Vegan) และมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อย (Low Lactose) ในขณะที่ผู้บริโภคในทวีปอเมริกาเหนือ เน้นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สารตกแต่งพันธุกรรม (GMO Free) และผู้บริโภคในทวีปเอเชียนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและปราศจากสารปรุงแต่ง โดยผู้บริโภคทั่วโลกยังคงนิยมรับประทานอาหารเสริมและวิตามินในรูปแบบเม็ดแคปซูลมากที่สุด รองลงมา คือ แบบเม็ด แบบผง และแบบน้ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ มีฉลากชัดเจน และมีความโปร่งใสตรวจสอบในที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ได้ โดยผู้บริโภคทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากกว่าที่ใส่สารปรุงแต่ง และผู้บริโภคชาวอเมริกัน ร้อยละ 27 ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากสินค้านั้นเป็นอาหารเสริมที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง (whole food ingredients) และร้อยละ 35 ต้องการทราบที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มอาหารเสริมและวิตามินในอนาคต ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญมี 5 ปัจจัย ได้แก่ 1.การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) ผู้บริโภคทั่วโลกกว่าร้อยละ 70 ต้องการอาหารเสริมหรือวิตามินที่สามารถปรับสมดุลในร่างกายเพื่อช่วยในการนอนหลับและลดความเครียด โดยเน้นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะการรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหาร เพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคภายในช่องปาก และช่วยรักษาผิวพรรณ
2.ความกังวลกับโรคอุบัติใหม่และปัญหาสุขภาพ (New and emerging health concerns) โดยผู้บริโภคชาวอเมริกันร้อยละ 35 จะเลือกซื้อสินค้าที่สร้างภูมิคุ้มกันในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่มทดแทน ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 47 ของผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเสริมและวิตามินเพิ่มเติม จะหาซื้อในรูปแบบอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 63 จะนิยมเครื่องดื่มบำรุงสายตา ในขณะที่ผู้บริโภคชาวเยอรมัน อายุระหว่าง 55-64 ปี ร้อยละ 41 นิยมรับประทานในรูปแบบของโยเกิร์ต
3.การผสมผสานกับอาหารและเครื่องดื่ม (Align with food and drink) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินที่มาจากพืชและโปรตีนทางเลือกจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวออสเตรเลียร้อยละ 24 ให้ความสำคัญต่อการเลือกอาหารที่คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้บริโภคในยุโรปร้อยละ 45 เชื่อว่าการรับประทานอาหารจากพืช (plant-base) ส่งผลดีต่อร่างกาย และผู้บริโภคชาวโปแลนด์และฝรั่งเศส ร้อยละ 34 และ 35 ตามลำดับ นิยมรับประทานเครื่องดื่มจากพืช เช่น น้ำนมถั่วเหลืองและโยเกิร์ตที่มาจากพืชมากกว่าสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การผสมผสานกับความสวยความงาม (Beauty Benefit) กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) ได้รับความนิยมสูงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนริ้วรอยและให้ความชุ่มชื้นต่อผิว โดยพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่าร้อยละ 51 ให้ความสนใจกับอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น และผู้บริโภคชาวจีนให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใส่อาหารเสริมและวิตามินในน้ำผลไม้ นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าในประเทศจีนเริ่มมีการนำกรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) มาผลิตเป็นอาหารเสริมในรูปแบบเยลลี่และเครื่องดื่ม ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การมีฉลากที่ชัดเจนและความโปร่งใสที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ (Clean label and transparency) ผู้ผลิตสินค้าจะต้องให้ความสำคัญกับฉลากที่ชัดเจนทั้งห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ และฉลากที่บ่งบอกลักษณะสินค้าที่สำคัญ เช่น วัตถุดิบทำจากพืช (plant-based ingredient) สินค้าออแกนิก (Organic) ปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO-free) ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ (Allergy free) หรือไม่ใส่สารกันบูด (no preservatives) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันไทยเป็นแหล่งสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติที่หลากหลาย ในปี 2563 มีสถิติการส่งออกอาหารเสริมและวิตามิน (พิกัดศุลกากร 2936) ปริมาณ 1,616.88 ตัน คิดเป็นมูลค่า 794.27 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเวียดนามและเมียนมา รวมสองประเทศคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของการส่งออกอาหารเสริมและวิตามินทั้งหมด ส่วนการนำเข้าอาหารเสริมและวิตามินปริมาณ 11,942.02 ตัน มูลค่า 5,504.93 ล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนถึงร้อยละ 40 รองลงมา ได้แก่ สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ร้อยละ 18.9 15.4 และ 15.3 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103414</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของโควิด-19, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), สมุนไพรไทย, อาหารเสริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a5c447e162.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
