<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปริญญาชู7ทางหนีวิกฤติ TDRIเสนอทำประชามติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปริญญา&amp;quot; แนะ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; 7 แนวทางก่อนนองเลือด แก้ต้นเหตุถอยไปก่อนยึดอำนาจ 22 พ.ค. ตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ หยุดอ้างสถาบันหนุนหลัง ประธานทีดีอาร์ไอชงทำประชามติแบบ &amp;quot;เบร็กซิต&amp;quot; ฝ่าวิกฤติชาติ &amp;quot;สุขุม&amp;quot; ชี้ทางออกให้นายกฯ ส่งสัญญาณชัดแก้ รธน. ตามร่างประชาชนแล้วลาออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ &amp;quot;ในฐานะนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ควรต้องทำสิ่งใด แก้ไขรัฐธรรมนูญ - ยุบสภา - ลาออก เพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง&amp;quot; ว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรต้องเป็นผู้นำในการถอย ดังนี้ 1.ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของชุมนุมคือการสืบทอดอำนาจของ คสช. และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเฉพาะกาลที่ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เป็นผู้เลือก ส.ว.ชุดแรกที่มีอำนาจในการเลือกนายกฯ ซึ่งทำให้ พล.อ.ประยุทธ์สามารถเป็นนายกฯ ต่อได้หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.2562 มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรต้องถอยเป็นก้าวแรก คือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการถอยไปก่อนหน้าการยึดอำนาจ 22 พ.ค.2557 ที่รัฐธรรมนูญให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกนายกฯ ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่า คสช.จะยุติการสืบทอดอำนาจ และจะทำให้สถานการณ์เขม็งตึงทางการเมืองคลายออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีคนต่อต้านไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 ไปแล้ว รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 นั้นนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535 หลังเหตุการณ์นองเลือดต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การร่างใหม่ทั้งฉบับ เกิดเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในเวลาต่อมา รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งมีที่มาจากการยึดอำนาจเหมือนกัน มีปัญหามากกว่าด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศไปถึง 20 ปี โดยไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชนเลย จึงน่าจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องมีการร่างใหม่ทั้งฉบับเช่นกัน และควรทำโดยที่ไม่ต้องให้มีการนองเลือดก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นหนึ่งในทางออก และจะเป็นทางลงให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ ทั้งนี้ ต้องไม่รับเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองใดอีก แต่ปัญหาคือถ้ายุบสภาอย่างเดียว ผู้คนจะยังไม่วางใจว่า คสช.จะยุติการสืบทอดอำนาจจริงๆ เพราะตราบใดที่ ส.ว.ชุดแรกยังมีอำนาจเลือกนายกฯ คสช.ก็ยังกลับมามีอำนาจใหม่ได้ ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ จึงเป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ควรถอยเป็นการเร่งด่วน แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 1 ใน 3 ของ ส.ว. คือ 84 เสียงจาก 250 เสียง แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยอมที่จะแก้ไขเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การลาออกจากตำแหน่ง เป็นหนทางคลี่คลายสถานการณ์ได้ เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องการถอยด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยุบสภา อาจต้องถอยให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน ส่วนที่ระบุว่าจะใช้รัฐสภาเป็นเวทีแก้ปัญหา ไม่ควรเป็นเพียงการโยนปัญหาออกไปจากตัว และให้รัฐสภาถกเถียงกันโดยไม่เกิดการแก้ปัญหาอะไร เพราะผู้ชุมนุมประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ มิใช่ประท้วงรัฐสภา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ประเด็นละเอียดอ่อนประการสำคัญที่ควรต้องแก้ไขทันทีคือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่พูดหรืออ้างในทำนองให้คนเข้าใจว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบ็กให้ตนเอง หลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคือ The King Can Do No Wrong หรือพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ต้องยึดมั่นหลักการนี้ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการออกหน้าและรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่ดูเหมือนกันตรงกันข้ามอย่างทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการทำให้ประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลขัดแย้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนที่เห็นต่างกันขัดแย้งกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ลืมไปแล้วว่าเป็น ผบ.ทบ. ในขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกประท้วงให้ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยึดอำนาจ ซึ่งทำให้เป็นนายกฯ มาจนถึงทุกวันนี้ ในวันนั้นท่านสัญญากับประชาชนไว้ว่า ขอเวลาอีกไม่นานความสุขจะคืนมา บัดนี้เวลาผ่านไป 6 ปีแล้ว เราก็ยังไม่เห็นความสุขที่กลับคืนมา นอกจากรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุลที่แย่ลง ความขัดแย้งในสังคมในเรื่องสถาบัน และการกลับมามีการประท้วงขับไล่นายกฯ อีกครั้ง จึงควรต้องรีบแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดมาจากการสืบทอดอำนาจ คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภาหรือลาออก ดังที่เคยแนะนำอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่สถานการณ์จะกลายไปเป็นวิกฤตการณ์จนไม่มีทางออก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงและไม่ใช้วิธีการสลายการชุมนุมอีก หากการชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการต่อต้านดังเช่นที่เกิดหลังจากการสลายการชุมนุมที่ปทุมวันในวันที่ 16 ต.ค.2563 ในฐานะที่ประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องการนองเลือดมามากแล้ว เราไม่ควรเกิดเหตุการณ์รุนแรงอีก โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหา รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน และเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จะสามารถผ่านวิกฤตการณ์ และแก้ปัญหาการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โพสต์เฟซบุ๊กถึงข้อคิดและข้อเสนอแก้ปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งว่า ควรใช้กระบวนการทางรัฐสภาในการถกอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์ ให้บทบาทหลักแก่สภาผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนที่ชอบธรรมของประชาชน ในการหาทางออกร่วมกันให้แก่สังคม หากกระบวนการทางรัฐสภาไม่ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนต่อไปที่ควรทำคือการกลับไปถามประชาชน ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง ผ่านการทำประชามติ ซึ่งทางเลือกนี้อาจไม่สามารถลดข้อขัดแย้งได้หมด แต่หากทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการ สังคมไทยน่าจะพอเดินหน้าต่อไปได้ เหมือนการทำประชามติเรื่องเบร็กซิตของคนอังกฤษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลและผู้มีอำนาจควรยับยั้งชั่งใจในการใช้อำนาจให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไป รวมทั้งควรปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมด้วยข้อกล่าวหาที่มีลักษณะทางการเมืองทั้งหมดออกมา และแสดงท่าทีที่เปิดกว้างที่จะรับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมอย่างแท้จริง โดยหลีกเลี่ยงการข่มขู่ทางกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุม ควรพยายามทำความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ที่เห็นต่างมากขึ้น และหากจะแสดงออกในการคัดค้านรัฐบาลหรือเรียกร้องในเรื่องอะไร ควรเลือกเวลา สถานที่ ถ้อยคำและสัญลักษณ์ที่ใช้ให้เหมาะสม พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงออกหรือการใช้สัญลักษณ์ที่ท้าทาย หรือถูกตีความได้ว่าเป็นการยั่วยุ ที่สำคัญ ทุกฝ่ายควรช่วยกันป้องกันการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งการทำรัฐประหาร ลดระดับการกล่าวหากัน และเลิกรุมประณามผู้ที่เห็นต่างจากตนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหรือดูถูกเหยียดหยาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุขุม นวลสกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ทางออกที่ง่ายที่สุดคือรัฐบาลต้องส่งสัญญาณให้ชัดในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายกฯต้องเป็นผู้ส่งสัญญาณไปยัง ส.ว. และต้องรับปากต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างของภาคประชาชน โดยให้มีส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นหากนายกฯ ทำรัฐธรรมนูญใหม่แล้วลาออก จะสง่างามกว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลควรต้องใช้หลักรัฐศาสตร์แก้ไขปัญหา โดยผ่อนปรนและปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายด้วยการล่วงละเมิดคนอื่น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81778</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.สุขุม นวลสกุล, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f958e9dbad80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สับเละม.44เอื้อ&#039;นายทุน&#039; ย้อนยุคผูกขาดสัมปทาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจับมือทีดีอาร์ไอตั้งวงชำแหละ ม.44 อุ้มค่ายมือถือ เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ผูกขาดตลาด &amp;quot;สมเกียรติ&amp;quot; ยันการกำกับดูแลการโทรคมนาคมในประเทศย้อนกลับไปอยู่ในยุคสัมปทาน &amp;quot;สารี&amp;quot; อัดยับ เมื่อผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่ได้คลื่น 5 จี ถือเป็นการปิดตลาดไปโดยปริยาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยในงานเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;ม.44 อุ้มมือถือ ใครได้ใครเสีย และใครเสียท่า&amp;rdquo; ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันและทีดีอาร์ไอ ว่าอยากให้ประชาชนได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับ 7 เรื่องในการออกมาตรา 44 อุ้มค่ายมือถือ โดยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้กับค่ายมือถือครั้งนี้ คือการยกผลประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ ซึ่งค่ายมือถือทั้ง 3 ล้วนค้างชำระหนี้ในการประมูลคลื่นความถี่อยู่ในอัตราหลักหมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การออก ม.44 ที่ผ่านมาได้ไปขยายเวลาการชำระหนี้แบบไม่คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ ส่งผลให้เงินที่รัฐควรจะได้กลับไม่ได้ และยังเป็นการเสียโอกาสทางการเงินของรัฐอีกด้วย โดย กสทช.พยายามอธิบายว่าการยืดเวลาชำระหนี้ไม่ได้ทำให้รัฐได้เงินน้อยลง แต่ยังได้เท่าเดิม และไม่ได้เอาดอกเบี้ยมาคิดเลย ซึ่งความจริงแล้วควรต้องคิดดอกเบี้ย เพราะเอกชนจะได้โอกาสจากการขยายเวลาแบบเต็มๆ และจากการคำนวณดอกเบี้ยแล้วรัฐจะไม่ได้เงินจากผู้ประกอบการที่ควรจะได้ถึง 19,747 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการประเมินที่ใกล้เคียงกับตัวเลขจากนักวิเคราะห์ของกสิกรไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สิ่งที่รัฐบาลไปบังคับให้เอกชนทำ 5 จี แต่จริงๆ แล้วเป็นการให้อภิสิทธิ์กับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 3 ราย เนื่องจากมีการให้สิทธิ์คลื่น 900 MHz โดยไม่ต้องไปแข่งประมูลกับใครเลย ซึ่งเป็นการผูกขาด และตลาดก็จะมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเดิมเท่านั้น ถือเป็นการคุ้มค่าของผู้ประกอบการอย่างมาก ขณะที่กสทช.บอกว่ารัฐจะได้เงินจากผู้ประกอบการ 25,000 ล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเอาเงินในอนาคตมาคิดจะเหลือมูลค่าเพียง 17,000 ล้านบาทเท่านั้น สิ่งที่เอกชนได้จากกรณีนี้คือเหมือนซื้อคลื่น 5 จีในราคาประมาณ 8,000 ล้านบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เชื่อจริงหรือว่าผู้ประกอบการจะชำระราคาคลื่น 25,000 ล้านบาทจริงๆ เผลอๆ อาจมีการขยายเวลาการชำระหนี้ออกไปจากเดิม 10 ปีเป็น 15-20 ปี ก็เป็นได้ เนื่องจาก คสช.ให้อำนาจกับเลขาธิการ กสทช.มากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดคืออภิมหาเศรษฐีของประเทศไทยและนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย มีผู้ถือหุ้นใหญ่ในประเทศสิงคโปร์, นอร์เวย์ และจีน จึงเป็นคำถามว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงต้องไปอุ้มมหาเศรษฐีไทยและนักลงทุนต่างชาติ ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย มีผลประกอบการที่ดีมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.บริการ 5 จี เป็นบริการแห่งอนาคต และไม่ต้องรีบทำ เนื่องจากเอไอเอสเคยให้ข้อมูลในเดือน กุมภาพันธ์ 2562 ว่ายังไม่เห็นความจำเป็นในแง่ธุรกิจและไม่มีผู้ใช้บริการ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามว่าที่เลขาธิการ กสทช. บอกว่าถ้านำ 5 จี มาใช้จะสร้างมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาทให้ประเทศ เป็นเพียงความเพ้อฝัน ซึ่งอุปกรณ์การดำเนินการเรื่อง 5 จี ก็ยังไม่มีการพัฒนามารองรับประเทศไทยจึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งทำ 5 จี ในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.การใช้คำสั่ง ม.44 เป็นการขาดความรับผิดชอบต่ออำนาจและยังอาศัยวันที่ 11 เมษายน 2562 ในการออกคำสั่งซึ่งเป็นช่วงก่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ไม่ตกเป็นข่าวมากนัก นอกจากนี้ คสช.ยังให้อำนาจกับเลขาธิการ กสทช.มากเกินไปดุลพินิจที่สำคัญที่เลขาธิการ กสทช.กำหนดได้คือจะตีมูลค่าความถี่อย่างไร ระยะเวลาในการชำระจะยืดได้เท่าไรก็ได้ โดยไม่มีข้อกำหนดให้แม้กระทั่งรับฟังความเห็นสาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ผู้ที่เสียหายครั้งนี้คือประเทศและประชาชน เนื่องจากประชาชนเป็นผู้เสียภาษีในฐานะผู้บริโภคคือเสียโอกาสในการได้รับบริการจากผู้ประกอบการรายใหม่ ในส่วนประเทศ ม.44 ทำให้การกำกับดูแลการโทรคมนาคมในประเทศย้อนกลับไปอยู่ในยุคสัมปทาน ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดการคาดการณ์และจะสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างเจ้าสัวผู้มีอิทธิพลต่อไป ทั้งนี้ คสช. ควรออก ม.44 แก้ไขการออก ม.44 อุ้มค่ายมือถือที่ได้ทำไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ คสช.มีอำนาจและสามารถทำได้หากต้องการจะทำและหากต้องการจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า คำสั่ง คสช.ที่ใช้ ม.44 ถือเป็นการลดสิทธิประชาชน ผู้ประกอบการรายเก่าจะได้ขยายเวลาการชำระหนี้ไปอีก 10 ปี และยังได้คลื่น 5 จี ในราคาถูกและไม่ต้องประมูลแข่งขันด้วย เมื่อผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่ได้คลื่น 5 จี ถือเป็นการปิดตลาดไปโดยปริยาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธ์ผู้บริโภค กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าละอายของคนที่มีอำนาจ เนื่องจากเรามีรัฐธรรมนูญ แต่การออก ม.44 ช่วงใกล้สงกรานต์ก็เพื่อไม่ให้มีคนค้าน ซึ่งการยืดระยะเวลาใช้หนี้ออกไปโดยไม่มีการให้ชำระดอกเบี้ยถือเป็นอันตรายต่อประเทศเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การออก ม.44 เท่ากับว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเนื่องจากว่า ม.44 สามารถออกเมื่อไร เรื่องใดก็ได้ และที่ผ่านมา คสช.ก็ออกกฎหมายไม่เห็นหัวประชาชนเลยสักครั้ง ซึ่งคลื่นที่ประมูลกันเป็นของประเทศชาติ ไม่ใช่ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นควรจะจัดสรรอย่างเป็นธรรม&amp;quot; น.ส.บุญยืนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีออก ม.44 อุ้มผู้ประกอบการมือถือเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างปัญหาในระยะยาวให้แก่ส่วนรวม โดยคนที่เป็นเจ้าของความถี่คือประชาชนทั้งประเทศ ที่ควรจะต้องได้รับผลประโยชน์มากกว่าผู้ประกอบการ ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่แบบนี้เป็นที่รู้ดีว่าจะต้องมีการศึกษาแผนธุรกิจเป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูผลประกอบการของผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ในช่วง 4 ปีหลัง มีผลประกอบการหลักหมื่นล้านบาทถึงแสนล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าบริษัทมีฐานะทางการเงินดีอยู่ตลอด หากพิจารณาจากรายได้และผลประกอบการในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานั้น จะบอกว่าผู้ประกอบการทั้ง 3 รายเป็นผู้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างไร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องจับตาดูความซื่อสัตย์ของรัฐบาลและภาคเอกชนทั้ง 3 ราย ว่าจะมีความซื่อสัตย์หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชี้แจงรายละเอียดของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 ว่าเป็นการปรับปรุงฉบับที่ 3 ซึ่งมีระยะเวลาห่างจากฉบับที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี โดยมีสาเหตุจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย กสทช.พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตราที่มีผลกระทบกับ กสทช.คือมาตรา 60 ที่กำหนดให้รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะต้องกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำให้ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในภาพรวมคือการให้อำนาจ กสทช.ในการดูแลสิทธิในการดำเนินการเกี่ยวกับดาวเทียมครอบคลุมการให้สิทธิในการดำเนินกิจการดาวเทียม มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลการรักษาสิทธิในวงโคจรดาวเทียม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น กสทช.จึงมีหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อการดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการดาวเทียม เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญจึงต้องเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กับ กสทช.ในการเป็นผู้รักษาสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียม รวมถึงการออกหลักเกณฑ์วิธีอนุญาตในการใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และมีอำนาจในการออกหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตในการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ (Landing Right)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากปัจจุบันกิจการดาวเทียมยังอยู่ในช่วงเวลาสัมปทานของเอกจน กสทช.จึงเขียนไว้ในแผนบริหารสิทธิในการใช้วงโคจรดาวเทียม กำหนดให้ผู้ที่ได้รับสัมปทานอยู่ใช้ดาวเทียมต่อไปจนกว่าจะครบอายุสัมปทาน&amp;quot; พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในส่วน บมจ.ไทยคม (THCOM) ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานดาวเทียมไทยคม 4, 5, 6 นั้น กสทช.จะมีบทเฉพาะกาลในประกาศ กสทช.ให้ผู้ที่รับสัมปทานยังคงมีสิทธิใช้วงโคจรดาวเทียมจนถึงวันสิ้นสุดสัญญาสัปทาน ซึ่งดาวเทียมทั้ง 3 ดวงจะครบอายุสัญญาสัมปทานพร้อมกันในปี 64 ส่วนดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ยังอยู่ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ท.ธนพันธุ์เผยว่า กสทช.ได้ตั้งคณะทำงานจัดทำแผนและหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตและเงื่อนไขการอนุญาต สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และการใช่ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ โดยจะผลักดันการออกแผนแม่บทการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม, การประกาศหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตและเงื่อนไขการอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และหลักเกณฑ์วิธีอนุญาตและเงื่อนไขการอนุญาตในการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติ โดยคาดว่าจะจัดทำได้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้และเสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. จากนั้นจะเปิดประชาพิจารณ์ ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 45 วัน คาดว่าจะสามารถลงประกาศ กสทช.ในราชกิจจานุเบกษา และสามารถเปิดให้เอกชนเข้ามาขอรับใบอนุญาตได้ประมาณไตรมาส 3/62.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34021</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญยืน ศิริธรรม, มานะ นิมิตรมงคล, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สารี อ๋องสมหวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cbf946b2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.44อุ้ม&#039;มือถือ-ทีวีดิจิทัล&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ฉวยจังหวะใกล้สงกรานต์ ดอดใช้มาตรา 44 อุ้ม &amp;ldquo;มือถือ-ทีวีดิจิทัล&amp;rdquo; ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ให้ &amp;ldquo;ฐากร&amp;rdquo; มีอำนาจเด็ดขาดวินิจฉัย พร้อมยืดจ่ายค่าประมูลคลื่น 900 จาก 4 งวดยาวไป 10 งวด ปีละงวด พ่วงให้ทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตและได้ค่าชดเชย &amp;ldquo;ประธานทีดีอาร์ไอ&amp;rdquo; ชำแหละค่าแกล้งโง่ ยกประโยชน์ 2.4 หมื่นล้านบาทให้นายทุน ไร้ความรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและการเมือง ไม่ต่างยุครัฐบาลโกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2562 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 ตอนพิเศษ 93 ง และมีผลใช้บังคับแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเนื้อหาของประกาศดังกล่าวมีทั้งสิ้น 6 หน้า จำนวนทั้งสิ้น 16 ข้อ เนื้อหาที่น่าสนใจเริ่มตั้งแต่ข้อ 2 ที่ให้อำนาจนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยในการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ และให้ถือเป็นที่สุด&amp;nbsp;
ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวยังได้แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.การประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 895-915 เมกะเฮิรตซ์/ 940-960 เมกะเฮิรตซ์ หรือคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยผู้รับใบอนุญาตรายใดไม่สามารถชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ได้ แจ้งเป็นหนังสือยังสำนักงาน กสทช. ภายใน 30 วัน เพื่อขอแบ่งชำระเงินประมูลคลื่นความถี่เป็น 10 งวด ปีละงวด งวดละเท่าๆ กัน (เดิมกำหนดให้จ่าย 4 งวด) โดยให้ปีที่ผู้รับใบอนุญาตประมูลคลื่นความถี่เริ่มนับเป็นงวดแรก และเมื่อสำนักงาน กสทช. พิจารณาแบ่งเงินประมูลคลื่นความถี่ที่ต้องชำระในแต่ละงวดได้แล้ว ให้ผู้รับใบอนุญาตชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ตามงวดดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป สำหรับงวดที่ต้องชำระในปี 2563 ให้ชำระรวมกับเงินชดเชยของงวดที่ผ่านมาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีผู้รับใบอนุญาตไม่ชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือตามงวดที่แบ่งชำระภายในเวลาที่กำหนด ผู้รับใบอนุญาตต้องชำระเงินประมูลคลื่นความถี่เพิ่มเป็นจำนวนเงินเท่ากับผลคูณของจำนวนเงินประมูลคลื่นความถี่ที่ค้างชำระกับอัตราดอกเบี้ย 15% ต่อปี โดยคำนวณเป็นรายวัน หากพ้นกำหนดชำระเงินจะถือว่าผู้รับใบอนุญาตกระทำผิดเงื่อนไข กสทช. อาจพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล คำสั่งได้กำหนดให้ผู้รับอนุญาตรายใดประสงค์จะคืนใบอนุญาตให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังสำนักงาน กสทช. ภายใน 30 วันเช่นกัน และให้สำนักงาน กสทช. พิจารณากำหนดค่าชดเชยให้แก่ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าว โดยจะยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่ต้องชำระงวดสุดท้ายของราคาขั้นต่ำ หรือราคาเริ่มต้น และ 2 งวดสุดท้ายของราคาที่เกินกว่าราคาขั้นต่ำ หรือราคาเริ่มต้นตามประกาศ และในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตรายใดไม่ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่จนถึงงวดที่ได้รับยกเว้น ให้ผู้รับใบอนุญาตรายนั้นชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้ครบถ้วนจนถึงงวดที่ได้รับยกเว้น โดยให้ชำระภายใน 120 วันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ
คาด 4-5 รายคืนใบอนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฐากรกล่าวว่า กสทช.จะทำรายละเอียดชี้แจงในวันพุธที่ 17 เม.ย. เวลา 11.00 น. ซึ่งจากคำสั่งส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่เหลือรายละ 13,622 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่าใบอนุญาต และให้คืนใบอนุญาตได้ โดย กสทช.จะตั้งอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าชดเชย ส่งผลให้เหลือช่องทีวีน้อยลงและอุตสาหกรรมสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เบื้องต้นประเมินว่าจะมีผู้คืนใบอนุญาต 4-5 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การออกมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้จะได้ประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยมาตรการต่างๆ ไม่น่าทำให้รัฐเกิดความเสียหาย และผู้ประกอบการโทรคมนาคมสามารถนำเงินที่ยังไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตคลื่น 900 MHz มาประมูลคลื่น 700 MHz ในอัตราที่มีเหตุผล&amp;rdquo; นายฐากรกล่าว และว่า เงื่อนไขการประมูลคลื่น 700 MHz นั้น กสทช.จะจัดทำร่างประกาศหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่นความถี่ได้ภายในปลายเดือน เม.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2562 ถือเป็นการแก้ไขปัญหาของโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมที่ยุ่งยากและความเดือดร้อนก่อนหน้านี้ได้เกือบหมด โดยผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะได้รับการช่วยเหลือในการขยายเวลาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 MHz แต่การจะได้รับสิทธิต้องเข้าประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz ส่วนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะได้รับความช่วยเหลือให้สามารถประกอบกิจการต่อ หรือคืนใบอนุญาตได้ ส่วนผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) จะได้รับการสนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตามคำสั่งมาตรา 44 ที่ให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz สามารถแบ่งชำระเงินค่าคลื่นความถี่จากเดิม 4 งวดเป็น 10 งวดนั้น จะทำให้ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่จะจ่ายค่างวดครั้งสุดท้ายในปี 2563 ประมาณ 63,744 ล้านบาท เหลือจ่าย 23,269 ล้านบาท และปีต่อไปจนถึงปี 2568 จำนวน 8,095 ล้านบาท, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือทรู ที่จะจ่ายค่างวดครั้งสุดท้ายในปี 2563 ประมาณ 64,433 ล้านบาท จะเหลือ 23,614 ล้านบาท และจ่ายปีต่อไปจนถึงปี 2568 ประมาณ 8,164 ล้านบาท ส่วน บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค จะยืดไปจนถึงปี 2570
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์ บล.เอเชียพลัสระบุว่า ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดคือผู้ประกอบการที่ถือใบอนุญาต 3 ใบ และมีช่องความคมชัดสูง ได้แก่ บมจ.บีอีซีเวิลด์ หรือช่อง 13, 28 และ 33 จะได้รับค่าตอบแทนอย่างเต็มที่สูงถึง 1,965 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการที่ถือใบอนุญาตช่อง SD 1 ใบ อย่าง บมจ.อาร์เอส ช่อง 8, บมจ.โมโน เทคโนโลยี ช่อง 29 และ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ช่อง 23 จะได้ค่าตอบแทนราว 800 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับราคาหุ้นปิดตลาดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. พบว่าราคาหุ้นทรูปิดที่ 5.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 สตางค์หรือเพิ่มขึ้น 0.96% ขณะที่ดีแทคปิดตลาดอยู่ที่ 53 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือลดลง 4.07% และหุ้นเอไอเอสปิดตลาดอยู่ที่ 190.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือลดลง 0.26%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โพสต์เฟซบุ๊ก ในหัวข้อเรื่อง &amp;quot;ยืดหนี้มือถือ = ยกผลประโยชน์หมื่นล้านให้นายทุน&amp;quot; โดยระบุว่า 1-2 วันนี้มีข่าวลือว่าจะมีการออกคำสั่ง คสช.ตามมาตรา 44 เพื่อยืดหนี้ให้กับบริษัทโทรศัพท์มือถือ 3 รายคือ เอไอเอส, ทรู และดีแทค ในเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้หุ้นของบริษัททั้งสามเด้งสูงขึ้นมาทันที ซึ่งชัดเจนอย่างไม่มีข้อสงสัยว่าผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสามจะได้ประโยชน์ หากมีมาตรการยืดหนี้จริง ซึ่งตรงกันข้ามกับความพยายามก่อนหน้านี้ของคนในภาครัฐ ที่บอกว่ามาตรการนี้ไม่ได้เอื้อผลประโยชน์ให้นายทุน โดยนักวิเคราะห์หลักทรัพย์บางรายบอกว่า ทรูจะได้ประโยชน์มากที่สุด ในขณะที่ดีแทคจะได้ผลประโยชน์น้อยที่สุด เพราะหนี้งวดสุดท้ายที่จะถูกยืดออกไปมีมูลค่าน้อยที่สุด
ชำแหละค่าแกล้งโง่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การคำนวณของผมพบว่า ที่จริงแล้วทั้ง 3 บริษัทได้ผลประโยชน์ใกล้เคียงกัน แม้ว่าหนี้ก้อนสุดท้ายที่จะยืดออกไปจะใหญ่ไม่เท่ากัน แต่การปรับระยะเวลาในการยืดหนี้ที่แตกต่างกันก็ทำให้สุดท้ายได้ตัวเลขเท่าๆ กัน คือแต่ละรายได้ผลประโยชน์ไปประมาณ 8 พันล้านบาท ใกล้เคียงกันอย่างน่ามหัศจรรย์ เสมือนมีการหารือกันมาก่อนเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน แต่ผู้เสียเปรียบจากมาตรการดังกล่าวคือ ประชาชนผู้เสียภาษี เพราะการที่รัฐยืดหนี้ให้ทั้ง 3 รายคือ การยกผลประโยชน์ของประชาชน 2.4 หมื่นล้านบาทให้นายทุนโทรคมนาคม&amp;rdquo; นายสมเกียรติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติโพสต์อีกว่า ข้ออ้างเรื่องการยืดหนี้อุ้มผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าประมูลคลื่น 5G ก็เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น ด้วยหลายเหตุผลคือ 1.ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมและความจำเป็นต้องประมูลคลื่น 5G ในปีนี้ และ 2.ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ไม่มีใครสัญญาว่าจะเข้าประมูล 5G เลย โดยต่างพูดตรงว่า ต้องดูเงื่อนไขการประมูลและราคาเริ่มต้นก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้ออ้างในการยืดหนี้เพื่อให้เอกชนเข้าประมูล 5G จึงไม่ใช่หมูไปไก่มา แต่เสียหมูไปฝ่ายเดียว เสมือนเป็นค่า (แกล้ง) โง่ โดยหากมีการใช้มาตรการดังกล่าวจริงก็ต้องถือว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ทั้งในทางกฎหมายและในทางการเมือง&amp;rdquo;นายสมเกียรติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติอธิบายต่อว่า ในทางกฎหมายการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 จะทำให้ คสช.และรัฐบาลพ้นความรับผิดทางกฎหมาย ประชาชนไม่สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลได้ ส่วนในทางการเมือง การดำเนินการในช่วงหลังเลือกตั้งทำให้ไม่ถูกคู่แข่งโจมตีในการเลือกตั้งว่า เอื้อประโยชน์ให้นายทุน และการดำเนินการในช่วงก่อนสงกรานต์ ก็ถือเป็นการใช้จังหวะที่ประชาชนติดตามข่าวสารกันน้อย เพราะเป็นวันหยุดยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากรัฐบาลและ คสช. ซึ่งมาจากการยึดอำนาจและกล่าวหารัฐบาลก่อนหน้านี้ว่าทุจริตคอร์รัปชันต้องออกคำสั่งใช้มาตรการพิเศษ เพื่อทำเรื่องที่ไม่จำเป็น สร้างความเสียหายต่อประชาชน และทำลายความน่าเชื่อถือในการทำสัญญากับภาครัฐ เพียงเพื่อเอื้อนายทุน เราคงอดคิดไม่ได้ว่า แม้ คสช.จะประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่รัฏฐาธิปัตย์แท้จริงที่เหนือกว่า คสช. ก็คือกลุ่มทุนบางกลุ่มนั่นเอง&amp;rdquo; นายสมเกียรติโพสต์ทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33469</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190411/image_big_5caf50ee239f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
