<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช. เปิดผลงานจัดการน้ำโต้ ส.ส.เพื่อไทย ยันลดความเสียหายภัยแล้ง-น้ำท่วม​ ใช้งบคุ้มค่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 - นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ชี้แจงกรณีนายสมคิด เชื้อคง&amp;nbsp;ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ในช่วงระยะเวลา 7 ปี ที่ผ่านมา รวมถึงได้การดำเนินการแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมแบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้มุ่งมั่น ทุ่มเท และให้ความสำคัญเกี่ยวกับงานด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งส่งผลให้สถิติความเสียหายภัยจากน้ำลดลงอย่างชัดเจน เห็นได้จากปี 62 ซึ่งแม้ว่าจะเป็นปีที่แล้งรุนแรงเป็นลำดับที่ 2 รองจากปี 58 แต่การบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกัน วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และหาแหล่งน้ำสำรอง ทำให้มีหมู่บ้านประกาศภัยแล้งปี 62 เพียง 30 จังหวัด 891 ตำบล ใน 7,662 หมู่บ้าน น้อยกว่าการบริหารจัดการน้ำในหลายปีที่ผ่านมาและในปี 2563/64 มีการประกาศภัยแล้งเพียง 2 จังหวัด เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การแจ้งเตือนล่วงหน้า และบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ยังทำให้ความเสียหายจากอุทกภัยลดน้อยลง สามารถป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีแรกที่รัฐบาลเข้ามาบริหารงาน มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท โดยในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาน้ำ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับน้ำในทุกมิติ จึงนับเป็นครั้งแรกของการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ซึ่งเป็นการร่วมกันดำเนินงานจากทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 3,347 แห่ง จาก 5,472 แห่ง สระน้ำในไร่นา 190.59 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 63% พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 118.43 ล้าน ลบ.ม. ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ 225 แห่ง และปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ 181 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อวางแผนแก้ไขเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) 66 พื้นที่&amp;nbsp;ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่ประสบปัญหาด้านน้ำซ้ำซากและมีผลกระทบในวงกว้าง โดยมีแนวคิดในการใช้ปัญหาเป็นที่ตั้ง และแก้ปัญหาด้วยหลายวิธีการ แทนการใช้โครงการเป็นที่ตั้ง โดยมีแผนหลักในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขับเคลื่อนแล้วจำนวน 133 โครงการ จาก 526 โครงการ เช่น 1.แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีความก้าวหน้า 32% เช่น คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา การปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก การเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานเดิม ฯลฯ คาดว่าจะขับเคลื่อนได้ทั้งหมดภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้พื้นที่น้ำท่วมใน 17 จังหวัดลดลง จาก 9.31 ล้านไร่ คงเหลือ 3.05 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขับเคลื่อนแล้ว 21 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2567 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 114.20 ล้าน ลบ.ม. อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม 17 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 ได้น้ำเพิ่ม 556.80 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บึงราชนก จ.พิษณุโลก บึงสีไฟ&amp;nbsp;จ.พิจิตร หนองหาร จ.สกลนคร ฯลฯ หากแล้วเสร็จจะสามารถ มีพื้นที่หน่วงน้ำและเพิ่มน้ำต้นทุนรวมมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม. 4.การพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน ได้แก่ อ่างฯลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างฯลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ เป็นต้น พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญแล้ว จำนวน 41 โครงการ วงเงิน 291,762 ล้านบาท เพิ่มความจุ 628.92 ล้าน ลบ.ม. ได้รับประโยชน์ 1.4 ล้านไร่ 262,386 ครัวเรือน บำบัดน้ำเสีย 1.27 ล้าน ลบ.ม./วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นอกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว รัฐบาลยังได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาในเชิงบริหารจัดการควบคู่ไปด้วย เช่น พัฒนารูปแบบการจัดการน้ำโดยใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ รับน้ำนอง เพื่อบรรเทาความเสียหาย โดยพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 12 ทุ่ง จำนวน 1.15 ล้านไร่ สามารถหน่วงน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม. การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรด้านน้ำ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ถึงระดับนโยบาย ยกระดับการมีส่วนร่วมด้านน้ำ ได้แก่ องค์กรผู้ใช้น้ำ อนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด คณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำ การจัดตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ซึ่งเป็นการพัฒนากลไกการกำกับดูแล อำนวยการ สั่งการจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติ และภาวะวิกฤต ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องมือการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ผังน้ำ คลังข้อมูลน้ำในรูปแบบ One Map ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน National Thai Water &amp;nbsp;ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝนในทุกรูปแบบ อย่างเต็มศักยภาพ โดยทำงานร่วมกับแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงกำหนดมาตรการจัดการน้ำทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะแผนการจัดการคุณภาพน้ำระดับลุ่มน้ำ และการจัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลได้ดำเนินงานอย่างเข้มข้นในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ได้ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลได้มีการตรวจสอบข้อมูล ความซ้ำซ้อนของแผนงานด้านน้ำ ได้กว่า 60,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Water Plan เพื่อใช้ประกอบการจัดทำงบประมาณด้านน้ำด้วย ซึ่งจากผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำโดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบกับในอดีตจะพบว่าตัวเลขสถิติความเสียหายทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยลดลงอย่างชัดเจน&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118348</URL_LINK>
                <HASHTAG>สทนช., สมคิด เชื้อคง, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61557afe3cce2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้งลามสู่ภาคใต้ นา2จว.จ่อพังยับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.เกษตรฯ สั่งทุกหน่วยงานในสังกัดทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จี้กรมชลประทานเร่งสร้างแหล่งน้ำ 421 โครงการให้แล้วเสร็จ ทหารส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วขุดลอกแม่น้ำยมหลังแห้งขอดประชาชนสองฝั่งเดือดร้อนหนัก อุปนายกโรงสีข้าวไทยเผย นาข้าวสงขลา-นครศรีธรรมราช 2 แสนไร่จ่อเสียหายยับ 2 พันล้านหากไร้ฝนถึงเดือนหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร นำเสนอสถานการณ์น้ำและการบรรเทาผลกระทบต่อปลัดกระทรวง และ รมว.เกษตรฯ ทุกวัน อีกทั้งให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ กรมชลประทานจะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 421 โครงการ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942 ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงบประมาณปี 2563 จะดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม. จากสภาพฝนมีความผันแปรสูงมากในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม ซึ่งต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 ปริมาตร 850 ล้าน ลบ.ม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดหน่วยการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด พร้อมปฏิบัติการทั่วประเทศในบริเวณที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะพื้นที่แม่น้ำยม น้ำแห้งเร็วกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้เหลือกักเก็บน้อยมาก บางช่วงเป็นแอ่ง บางช่วงเป็นดินทรายยาว ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงแล้ว ชาวบ้านเดือดร้อนไม่มีแหล่งน้ำทางการเกษตร ถึงแม้ว่าจะขุดเจาะบ่อบาดาลกลางแม่น้ำยมแล้วก็ตาม แต่พบว่าบ่อหลายแห่งอุดตัน ทางประชาชนในพื้นที่ ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและทหาร ซึ่งทาง พ.อ.ณรงค์ชัย ไชยชนะ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการคลื่อนที่ 34 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว นพค.34 พร้อมยานพาหนะและเครื่องจักรกลเข้าทำการขุดลอกแม่น้ำยม หาน้ำให้เพียงพอสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งนำไปใช้แก้ปัญหาเบื้องตันในด้านการเกษตร ซึ่งโดยส่วนใหญ่ปลูกข้าวและข้าวโพด และหลังจากที่ได้ดำเนินการที่สถานีสูบน้ำที่ 1 หมู่ 5 ต.วังอิทก แล้ว จะไปดำเนินการขุดลอกท้องน้ำ ที่สถานีสูบน้ำจุดที่ 2 หมู่ 3 ต.วังอิทก และหลังจากนั้นจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันที่สถานีจุดที่ 3 หมู่ 2 ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน เป็น 2 หมู่ของ ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และอีก 1 หมู่ของ ต.กำแพงดิน จ.พิจิตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการแก้ปัญหาภัยแล้งดังกล่าว หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือในพื้นที่อื่นๆ โดยการจัดตั้งกองอำนวยการแก้ปัญหาภัยแล้งขึ้นที่ ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยจัดชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว นพค.34 ใน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์, อ.ตาคลี อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ และ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิพร กาฬสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวและชาวนาภาคใต้ และอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ชัดเจนว่าเกิดภาวะขาดแคลนน้ำจืดทำนาบริเวณพื้นที่ทำนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยฝั่ง จ.สงขลา ภาพรวมพื้นที่ปลูกประมาณ 200,000 ไร่ โดยเฉพาะ อ.ระโนด จ.สงขลา เป็นแหล่งปลูกข้าวรายใหญ่ &amp;nbsp; กำลังรอน้ำจืดทำนาข้าว และหากฝนไม่ตกลงมาประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จะได้รับผลกระทบทันที 80 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์จะได้ข้าวประมาณ 40,000-50,000 ไร่ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ กว่า 100,000 ไร่ จะได้รับผลกระทบ จะสร้างความสูญเสียไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิพรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีพื้นที่นาข้าว จ.นครศรีธรรมราช ประมาณกว่า 100,000 ไร่ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ภาพรวม 2 จังหวัดไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงพัทลุง เพราะขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องกระทบภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ชาวนาภาคใต้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมาร่วม 2 ปี รวม 4 รอบ โดยเฉพาพื้นที่นาข้าว อ.ระโนด เมื่อคราวฤดูกาลที่ผ่านมา ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเค็มเกินขนาดเช่นกัน ขาดน้ำจืด ได้ผลผลิตประมาณ 300 กก./ไร่ จากเดิมประมาณ 700 กก./ไร่ ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของชาวนา และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวม ทางรอดของชาวนา คือวันนี้รอฝนตกหนักลงมาระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และหากฝนไม่ตกลงมา ขอเรียนถึงรัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวนา ซึ่งขณะนี้ขวัญกำลังใจได้รับผลกระทบที่แรงมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิพรเสนอแนะด้วยว่า ทางออกคือการระดมน้ำจากลุ่มน้ำปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ลงสู่ทะเลสาบสงขลา กันน้ำเอาไว้ลงสู่ในนา ระดมเครื่องสูบน้ำ และทำฝนเทียม เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีภัยแล้งว่า ล่าสุดได้รับรายงานมีโรงพยาบาล 9 แห่งในจังหวัดสุรินทร์และชัยภูมิได้รับผลกระทบ เบื้องต้นได้ให้ทุกแห่งสำรองน้ำ พร้อมประสานหน่วยงานพื้นที่หาแหล่งน้ำสำรอง เตรียมขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อให้มีน้ำเพียงพอไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า รพ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เป็นพื้นที่เป็นเสี่ยงขาดน้ำประปาจากสภาวะฝนทิ้งช่วง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่นำเครื่องจักรเข้าขุดเจาะบ่อบาดาล จำนวน 4 บ่อ ส่วน จ.ชัยภูมิมีโรงพยาบาล 8 แห่ง ได้แก่ ภักดีชุมพล เกษตรสมบูรณ์ หนองบัวแดง ซับใหญ่ ภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ เทพสถิต คอนสาร และบ้านแท่น เป็นพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำประปา สสจ.ชัยภูมิได้เตรียมขุดเจาะบ่อบาดาลและปรับปรุงซ่อมแซมบ่อบาดาลเดิม พร้อมดำเนินการตามมาตรการของ สธ. โดยสำรองเก็บกักน้ำไว้ใช้ในงานบริการรักษาพยาบาล และการอุปโภคบริโภคของเจ้าหน้าที่ให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน และขอความร่วมหน้าที่และประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ โรงพยาบาลสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งติดตามสถานการณ์ เตรียมแผนรับภาวะภัยแล้ง ทำแผนสำรองน้ำให้เพียงพอสำหรับบริการประชาชน และประสานหน่วยงานในท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล การประปาในพื้นที่ ฝ่ายความมั่นคง ในการจัดหาแหล่งน้ำสำรอง หรือขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อไม่ให้กระทบบริการผู้ป่วย รวมทั้งจัดทำมาตรการประหยัดน้ำในโรงพยาบาลและบ้านพักเจ้าหน้าที่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า แนวโน้มปัญหาขาดแคลนน้ำของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยมีปัจจัยจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การทำเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนสูง นับเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการแก้ปัญหาด้านอุปทานผ่านโครงการต่างๆ ยังไม่พอ จะต้องลดอุปสงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น สทนช.จึงได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำโครงการจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคิดค่าน้ำ และจัดทำกฎหมายลำดับรองตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ (หมวด 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ) ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรน้ำสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำ การกำหนดนิยาม ลักษณะและรายละเอียดการใช้น้ำแต่ละประเภท และเสนอแนะกรอบอัตราค่าน้ำสาธารณะ 3 ประเภท คือ 1.เพื่อดำรงชีพทั้งอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย 2.การใช้เพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่น และ 3.การใช้น้ำเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติยืนยันว่า การเก็บค่าน้ำไม่กระทบเกษตรกรรายย่อยแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ สทนช. ในฐานะหน่วยนโยบายด้านน้ำจะทำหน้าที่ในการออกมาตรการ และส่งต่อให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องนำหลักการดังกล่าวไปคำนวณและประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าน้ำจากผู้ใช้น้ำในอัตราที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54978</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สุทธิพร กาฬสุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฉลิมชัย ศรีอ่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e2458bbdc992.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกภัยแล้งวาระแห่งชาติ วอนชะลอการเพาะปลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ยกภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ สั่งภาครัฐเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เตรียมประสานทำฝนหลวงพื้นที่โคราชแก้วิกฤติ &amp;quot;กรมชลฯ&amp;quot; วอนเกษตรกรชะลอเพาะปลูกจนกว่าฝนตกสม่ำเสมอ &amp;quot;สทนช.&amp;quot; ปรับแผนลดการระบายน้ำหลายเขื่อนหลักบรรเทาภัยแล้ง &amp;quot;ผบ.ทบ.&amp;quot; ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เป็นการเฉพาะ เสริมรถน้ำเข้าช่วยเหลือ ปชช. &amp;quot;อำนาจเจริญ&amp;quot; ลำห้วยแห้งขอด ชาวนาต้องยอมปล่อยต้นข้าวแห้งตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.เกษตรและสหกรณ์) ลงพื้นที่ชุมชนวัดท่าตะโก เขตเทศบาลนครนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและปริมาณน้ำในลำตะคอง ตั้งแต่ชุมชนวัดท่าตะโก-ชุมชนวัดสุสาน ระยะทาง 3 กม. พร้อมหารือกับนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯ นครราชสีมา ในเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนลำตะคองที่ไหลผ่าน 5 อำเภอ คือ สีคิ้ว, สูงเนิน, ขามทะเลสอ, เมืองนครราชสีมา &amp;nbsp;เขตเทศบาลนครนครราชสีมา และ อ.เฉลิมพระเกียรติ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ใน จ.นครราชสีมา &amp;nbsp;พร้อมสั่งการลงมาให้ตนมาตรวจงานราชการและรับฟังปัญหาของทุกภาคส่วน เพราะสิ่งที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างยิ่งในเวลานี้คือวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งได้รับทราบจาก ส.ส.พื้นที่เขต 8 ที่เวลานี้เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถือเป็นวิกฤติและเป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนท่านนายกฯ ตัวแทน รมว.เกษตรฯ มาบอกทุกภาคส่วนว่าขอให้เอาจริงเอาจังกับปัญหาของประชาชน ผมได้เดินทางไปตรวจราชการการบริหารจัดการน้ำหลายจังหวัดภาคเหนือ อาทิ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.พะเยา เวลานี้วิกฤติรุนแรง การแก้ปัญหาเราจะได้ 2 ทาง ทางแรกทางเร่งด่วนตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปยัง ผบ.เหล่าทัพและสำนักงาน ตร. ผมจะกลับไปคุยกับฝนหลวงในการทำฝนหลวงพื้นที่ที่แห้งแล้ง ซึ่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมามีหลายอำเภอได้รับผลกระทบวิกฤติรุนแรง จะได้สั่งการให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อที่จะมาทำฝนเทียมให้ประชาชนชาว จ.นครราชสีมา ถือเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่องที่สอง นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ &amp;nbsp;ประสานไปยังกรมทรัพยากรธรณีให้มีการเจาะน้ำบาดาล ผมจะประสานให้อธิบดีสั่งการให้มาทำน้ำบาดาลที่ จ.นครราชสีมา&amp;quot; ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า หลังจากไปตรวจเยี่ยมจังหวัดทางภาคเหนือ ได้สั่งให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เอาจริงเอาจังในการทำฝนเทียม เชื่อหรือไม่ว่าจนถึงวันนี้ฝนตกทั้งหมด 11 จังหวัดภาคเหนือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าถ้าหากภาครัฐเอาจริงเอาจัง ดูแลทุกข์สุขของประชาชนจริงๆ ปัญหาต่างๆ จะถูกคลี่คลายไปทางที่ดี ฉะนั้นขอฝากทุกภาคส่วนของ จ.นครราชสีมาในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งให้โครงการชลประทานทุกแห่งประชาสัมพันธ์เกษตรกรที่ยังไม่ได้เพาะปลูกให้ชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะมีฝนตกสม่ำเสมอ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าฝนจะเริ่มตกอีกครั้งปลายเดือน ก.ค.-ก.ย. อีกทั้งคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนอย่างน้อย 1 ลูกเข้าสู่ประเทศไทยในเดือน ก.ย. ส่งผลให้สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย รวมทั้งจะมีน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ซึ่งกรมชลประทานจะได้นำมาวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูแล้ง 2562/2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรักษากติกาการรับน้ำตามรอบเวรและใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้อย่างทั่วถึง&amp;quot; อธิบดีกรมชลประทานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 38,665 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 47 และมีศักยภาพน้ำบาดาล 1,228 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ถือว่ามีปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปี 2558 จำนวน 2,293 ล้านลูกบาศก์เมตร เราจึงต้องจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้พื้นที่การเกษตรมากกว่า จนหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบเกิดภัยแล้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวว่า ตามคาดการณ์ฝนจะตกประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. แต่ตกน้อยบริเวณชายขอบ ส่งผลกระทบให้น้ำเติมอ่างเก็บน้ำภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนไม่ดี เช่นเดียวกับช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.ฝนตกน้อยและเสี่ยงขาดแคลนน้ำ จึงให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนหลักและพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญให้ปรับลดแผนการระบายน้ำจากเขื่อนลง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ &amp;nbsp;เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อให้สามารถส่งน้ำช่วงฤดูฝนนี้ได้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศแหล่งน้ำได้รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงฤดูแล้ง&amp;quot; เลขาฯ สทนช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก &amp;nbsp;กองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนทุกภาคส่วนในการแก้ไขวิกฤติฝนทิ้งช่วงอย่างเต็มที่และเร่งด่วน เน้นการช่วยเหลือในลักษณะแบบรวมการในพื้นที่วิกฤติ ด้วยการระดมศักยภาพของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเครื่องมือและข้อมูล เพื่อเร่งจัดหาแหล่งน้ำและส่งน้ำจากแหล่งน้ำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดือดร้อน ทั้งด้านอุปโภคบริโภค และพื้นที่ทางการเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกได้จัดตั้ง ศูนย์ติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาภัยแล้งเป็นการเฉพาะตั้งแต่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในขณะนี้ และเป็นส่วนประสานการปฏิบัติกับทุกส่วนราชการ ในการนำนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมมาสู่การปฏิบัติให้เกิดผลโดยทันที และตรงกับความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งได้จัดเตรียมรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 279 คัน ที่ประจำอยู่ในหน่วยทหารของกองทัพบกทั่วประเทศ พร้อมให้การสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อร่วมปฏิบัติการกับรถน้ำจากภาคส่วนต่างๆ ออกแจกจ่ายน้ำช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.อำนาจเจริญ ภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลาร่วม 2 เดือนในพื้นที่ อ.ชานุมาน ซึ่งเป็นอำเภอชายแดนมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ระดับน้ำลดลงอยางต่อเนื่อง คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาประมาณ 1 เดือน น้ำโขงก็จะถึงขั้นวิกฤติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางชูใจ สำเริง อายุ 40 ปี ชาวนาบ้านเมืองเก่า ต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาฝนตกดีทำนา 15 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด ขายข้าวกำไรดี ส่วนหน้าฝนปีนี้แรกๆ ฝนตกลงมาดีจึงรีบทำนาหว่านและนาดำสลับกัน จนฝนทิ้งช่วงเกือบ 2 เดือนทำให้ต้นข้าวแห้งตายหมด &amp;nbsp;ครั้งนี้ทำนารอบสองลดจำนวนปลูกข้าวลงเหลือแค่ 1 ไร่ พอได้มีข้าวกินเท่านั้น ซึ่งลำห้วยน้ำก็เริ่มแห้งหมดแล้ว หากน้ำในลำห้วยแห้งไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนหล่อเลี้ยงต้นข้าว ถ้าอีกหนึ่งเดือนฝนยังไม่ตกลงมา &amp;nbsp;ต้นข้าวจะต้องแห้งตายรอบสองแน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41657</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูใจ สำเริง, ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, สมเกียรติ ประจำวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d35cbb21a47a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝนหนักถึง12มิ.ย. กทม.รับสู้ไม่ไหว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพฯ ยังเสี่ยงเผชิญฝนตกหนัก-น้ำท่วม กรมอุตุฯ ออกประกาศแทบทุกภาคยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากจนถึง 12 มิ.ย. รองปลัด กทม.ยอมรับระบบท่อปัจจุบันยังไม่สามารถระบายน้ำทันหากเกิดฝนตกหนัก &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; อัดผู้ว่าฯ กทม.ไร้ความสามารถ แฉโครงการสร้างเขื่อนและโครงการบ้านมั่นคง รวม 4.7 พันล้าน ทิ้งขยะทั้งอิฐหินดินทรายลงคลอง แต่กลับไม่จัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเกิดฝนตกหนักน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นวงกว้าง ส่งผลให้การจราจรในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นอัมพาต กรุงเทพมหานครก็เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตรวจสอบสถานีสูบน้ำทุกแห่งให้ใช้การได้เป็นปกติ รวมทั้งกวาดเก็บขยะมูลฝอยที่เป็นตัวขวางทางน้ำ โดยเฉพาะขยะขนาดใหญ่ในคลองลาดพร้าวใกล้บึงพระราม 9 ที่พบมีทั้งฟูกที่นอน กล่องโฟม และวัสดุต่างๆ ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์พบว่าถูกกำจัดไปเกือบหมดสิ้น นอกจากนี้มีหลายเขต อาทิ เขตพระโขนง สายไหม จัดกิจกรรมนัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ เช่น โซฟา ตู้ เตียง ที่นอนเก่า ตู้เย็น ขยะอันตรายเเละสิ่งของเหลือใช้ในชุมชนเเละหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งจะจัดเก็บในช่วงวันหยุดเดือนละครั้งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวก ลดปริมาณขยะ และป้องกันไม่ให้ประชาชนลักลอบทิ้งขยะลงในลำคลอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. เปิดเผยว่า กทม.และรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาขยายทางน้ำและให้ชุมชนที่กีดขวางทางน้ำออกไป ซึ่งแล้วเสร็จไปแล้วในส่วนเขตสายไหม แต่ยังไม่ได้ขุดลอกคลองทั้งหมด อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยทำไปได้ 7 กิโลเมตร จากระยะทางทั้งหมดกว่า 20 กม. ซึ่งยอมรับว่าไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผน เพราะมีปัญหาการส่งคืนพื้นที่และสร้างที่อยู่ใหม่ให้ชุมชนที่ย้ายออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่า กทม.ได้เตรียมรับมือเรื่องการระบายน้ำในทุกด้าน ทั้งการวางระบบท่อระบายน้ำ การลอกท่อ ระบบสูบน้ำ การจัดการคูคลอง ทำให้น้ำที่ท่วมขังสามารถระบายได้เร็วขึ้น 1-2 ชั่วโมง แต่ระบบท่อระบายน้ำในถนน กทม.สามารถรับน้ำได้เพียงแค่ 60-80 มิลลิเมตร ซึ่งเกินกำลังที่จะสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสูงมากถึง 120-130 มิลลิเมตรได้ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมถนน ก่อนจะระบายออกไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. ถึง 12.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. ระบุว่า บริเวณด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยากรณ์อากาศ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่&amp;nbsp;ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง&amp;nbsp;พะเยา แพร่ น่าน พิษณุโลกกำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย&amp;nbsp;ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่&amp;nbsp;และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออก&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;บริเวณจังหวัดจันทบุรี และตราด&amp;nbsp;ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา&amp;nbsp;ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต&amp;nbsp;ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานครและปริมณฑล&amp;nbsp;มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ โอมาก ปฏิบัติราชการแทน ผวจ.ตรัง ลงนามคำประกาศกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง แจ้งเตือนทุกภาคส่วนในพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 12 มิถุนายน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานเจ้าท่า ประมง และตำรวจน้ำออกลาดตระเวน แจ้งเตือนการเดินเรือ จัดเตรียมอุปกรณ์ชูชีพให้เพียงพอ และให้ถือปฏิบัติอย่างเข้มงวด ในการตรวจความพร้อมก่อนออกเรือ รวมถึงติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่เกิดพายุฝนตกหนักในช่วงบ่ายวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้หลายเขตของ กทม. เช่น เขตห้วยขวาง เขตดินแดง เขตพญาไท เขตบางซื่อ เขตพระนคร ฯลฯ เกิดน้ำท่วมขังก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติจราจร รถติดอย่างมาก ปัญหาดังกล่าว ผู้ว่าฯ กทม.กลับไปโทษระบบไฟฟ้าดับที่อุโมงค์สูบน้ำบางซื่อ โดยไม่เคยโทษตนเองว่าบกพร่องในการบริหารสั่งการให้มีการเตรียมความพร้อม 24 ชั่วโมง ทั้งที่กรมอุตุนิยมวิทยาก็แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดฝนตกหนักในวันเวลาใด อีกทั้งเรดาร์ตรวจอากาศของ กทม.ก็รายงานข้อมูลได้แบบเรียลไทม์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แบบนี้ต้องถามผู้ว่าฯ อัศวินกันตรงๆ ว่ามีความสามารถในการบริหาร กทม.หรือไม่ และต้องถามย้อนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ด้วยว่าจะรับผิดชอบต่อผู้ว่าฯ คนนี้ที่ท่านตั้งขึ้นมาอย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า โครงการสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล. )ริมคลองของ กทม. งบประมาณ 1,654 ล้านบาท และโครงการบ้านมั่นคง งบ 4,061 ล้านบาท ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ เป็นสาเหตุหลักที่แอบโกยขยะทิ้งจากโครงการก่อสร้างลงคลองเต็มไปหมด และไม่ยอมขุดลอกก่อนฤดูฝนจะมาถึง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่าขณะนี้คลองลาดพร้าวตื้นเขินมาก พื้นที่รองรับน้ำฝนลดน้อยลงมาก เหตุเพราะผู้รับเหมาก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.ริมคลอง ได้โกยดินริมตลิ่งไปเกลี่ยทิ้งลงในคลองตลอดทั้งแนวคลอง ผนวกกับการก่อสร้างบ้านมั่นคงริมคลองก็มักง่ายแอบโกยขยะจากการก่อสร้าง เศษอิฐ หิน ดิน ทราย ทิ้งลงในคลองลาดพร้าวเต็มไปหมด แถมบางชุมชนมีการเกรดดินขยายพื้นที่ถมคลองให้แคบลงเพื่อเอาพื้นที่ไปสร้างบ้านมั่นคง โดยที่ กทม.ก็รับรู้ แต่แสร้งทำไม่รู้ไม่เห็น เนื่องจากโครงการเหล่านี้มีผลประโยชน์มหาศาลนับพันล้านบาท มีหน่วยงานรัฐต่างๆ เข้ามาเอี่ยวมากมาย อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กอ.รมน. กองทัพบก และ กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้ สทนช.พิจารณาประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และปรับปรุงข้อมูลแผน ผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งรายละเอียดแผนการดำเนินงานในแต่ละปี เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการปรับปรุงอาคาร หรือสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การระบายน้ำในช่วงฤดูฝนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการดำเนินงานล่าสุด พบว่า การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศ เช่น โครงสร้างสิ่งก่อสร้าง ถนน สะพาน ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการทั้งสิ้น 11 หน่วยงาน อาทิ กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 562 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 161 แห่ง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 แห่ง, &amp;nbsp;ภาคกลาง 115 แห่ง, ภาคตะวันออก 115 แห่ง ซึ่งปัจจุบันทั้ง 451 แห่ง ยังไม่มีการดำเนินการปรับปรุง เนื่องจากมีหลายหน่วยงานยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบพิกัดจุดที่ตั้ง และข้อมูลบัญชีรายการของอาคาร จึงเห็นควรพิจารณาตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูล เพื่อให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และจัดทำแผนปฏิบัติการในแต่ละปีต่อไป ขณะที่การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำในเขตภาคใต้ จำนวน 111 แห่ง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 74 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 26 แห่ง โดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 ที่เหลือจำนวน 11 รายการ อยู่ในแผนการดำเนินงานปี 2562 และ 2563 ของหน่วยงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ สทนช.กล่าวอีกว่า นอกจากสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอาคารสิ่งก่อสร้างแล้ว สทนช.ยังได้ติดตามความก้าวหน้าการจัดการแก้ไขปัญหาผักตบชวา โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้ดำเนินการสำรวจปริมาณผักตบชวาในแหล่งน้ำทั่วประเทศ และดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำจัดผักตบชวามาอย่างต่อเนื่องในแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ลงมาถึงอ่าวไทย แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีนตั้งเหนือประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา และพื้นที่คลองชลประทาน กรุงเทพมหานคร แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผลการดำเนินงานล่าสุดได้แก้ไขปัญหาผักตบชวาแล้วทั้งสิ้น 2,834,642 ตัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38085</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศรีสุวรรณ จรรยา, สมพงษ์ เวียงแก้ว, สมเกียรติ ประจำวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ โอมาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190609/image_big_5cfd096a24034.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2019 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2019 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช.เร่งเคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำ  หวังช่วยระบายน้ำช่วงฤดูฝนเร็วขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 2562 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้ สทนช.พิจารณาประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และปรับปรุงข้อมูลแผน ผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งรายละเอียดแผนการดำเนินงานในแต่ละปี เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการปรับปรุงอาคาร หรือสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การระบายน้ำในช่วงฤดูฝนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลการดำเนินงานล่าสุด พบว่า การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศ เช่น โครงสร้างสิ่งก่อสร้าง ถนน สะพาน ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการทั้งสิ้น 11 หน่วยงาน อาทิ กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 562 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 161 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 แห่ง ภาคกลาง 115 แห่ง ภาคตะวันออก 115 แห่ง ซึ่งปัจจุบันทั้ง 451 แห่ง ยังไม่มีการดำเนินการปรับปรุง เนื่องจากมีหลายหน่วยงานยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบพิกัดจุดที่ตั้ง และข้อมูลบัญชีรายการของอาคาร จึงเห็นควรพิจารณาตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูล เพื่อให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และจัดทำแผนปฏิบัติการในแต่ละปีต่อไป ขณะที่การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำในเขตภาคใต้ จำนวน 111 แห่ง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 74 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 26 แห่ง โดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 ที่เหลือจำนวน 11 รายการ อยู่ในแผนการดำเนินงานปี 2562 และ 2563 ของหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ยังจัดส่งข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ รวมทั้งมีการขอปรับแก้ข้อมูลการตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา สทนช.จึงได้ประสานขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยงข้องเร่งสำรวจ ตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูล พร้อมทั้งรายละเอียดแผนการดำเนินงานในแต่ละปี และรายงานมายัง สทนช.ภายใน 15 มิ.ย. 62 &amp;nbsp;เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ มีส่วนร่วมในการพิจารณาตรวจสอบความจำเป็นและเหมาะสม ก่อนรายงานเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป&amp;rdquo; นายสมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอาคารสิ่งก่อสร้างแล้ว สทนช.ยังได้ติดตามความก้าวหน้าการจัดการแก้ไขปัญหาผักตบชวา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการไหลของน้ำลดลง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้ดำเนินการสำรวจปริมาณผักตบชวาในแหล่งน้ำทั่วประเทศที่ต้องดำเนินการจัดเก็บและดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำจัดผักตบชวามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงฤดูฝนนี้ กรมโยธาธิการและผังเมืองบูรณาการร่วมกับ 3 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง และกำหนดพื้นที่ความรับผิดชอบในแม่น้ำสายหลักอย่างชัดเจน ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง รับผิดชอบแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีนตั้งแต่ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ลงมาถึงอ่าวไทย &amp;nbsp;กรมเจ้าท่า แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี กรมชลประทาน แม่น้ำบางประกง แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีนตั้งเหนือประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา และพื้นที่คลองชลประทาน กรุงเทพมหานคร แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งน้ำปิดทั่วประเทศกรมการปกครองจะเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่โดยเน้นมาตรการเสริมสร้าง และเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผักตบชวาอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;ซึ่งผลการดำเนินงานล่าสุดพบว่า ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาผักตบชวาแล้วทั้งสิ้น 2,834,642 ตัน แบ่งเป็น การดำเนินการโดยจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง และทหารในพื้นที่ 296,631 ตัน กรมโยธาธิการฯ 663,598 ตัน กรมชลประทาน 1,647,191 ตัน กรมเจาทา 227,222 ตัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38048</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมเกียรติ ประจำวงษ์, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), เคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190609/image_big_5cfc7a38b093d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช.จัดงาน“วันน้ำโลก” 22 มีนา 62 จับมือทุกหน่วยงานเดินหน้าสร้างความมั่นคงทรัพยากรน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;น้ำ&amp;rdquo; เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์ที่ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยสำหรับการอุปโภคบริโภคเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีความจำเป็นต้องนำไปใช้ในภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรมซึ่งเป็นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมากขึ้นในทุกภาคส่วน ประกอบกับปัญหาภาวะ &amp;ldquo;โลกร้อน&amp;rdquo; ที่ส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำบนโลก เช่น ภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง พายุฝน และน้ำท่วมหนัก ซึ่งล้วนเป็นตัวการก่อให้เกิดวิกฤติความมั่นคงด้านน้ำ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดและน้ำดื่มของประชากรทั่วโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว ในปี 2535 องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงประกาศให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็น &amp;ldquo;วันน้ำโลก&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;World Day for Water&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ บำรุงรักษา รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งแต่ละปีทุกประเทศทั่วโลกจะร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นเจ้าภาพหลักจัดกิจกรรม &amp;ldquo;วันน้ำโลกและสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&amp;rdquo; ในวันที่ 22 มีนาคม 2562 &amp;nbsp;ระหว่างเวลา 9.30- 15.00 น. ณ ห้องเวสต์เกตฮอลล์ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต จ.นนทบุรี ซึ่งในปีนี้องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ในระดับโลก คือ &amp;ldquo;Leaving no one behind&amp;rdquo; ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดแนวคิดเพิ่มเติมในการรณรงค์ระดับประเทศคือ &amp;ldquo;ทั่วถึง..เท่าเทียม.. เพียงพอ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยภายในงานดังกล่าว สทนช. ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสถาบันการศึกษา รวมถึงหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติดูแลเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำต้นทุน การผลิตและการกระจายน้ำ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวม 18 &amp;nbsp;หน่วยงานมาร่วมจัดนิทรรศการเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยเฉพาะแผนแม่บทด้านที่ 1 ที่เป็นเรื่องการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ผลงานที่ผ่านมา แผนการดำเนินงานในอนาคต ตลอดเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่หน่วยงานนำมาใช้ในการดำเนินงานให้สำเร็จวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย รวมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภค&amp;rdquo;&amp;nbsp; มีหน่วยงานร่วมเสวนา 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมอนามัย ในประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการความท้าทายของการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาคุณภาพน้ำประปาให้ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสมโดยเฉพาะประปาหมู่บ้าน การขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จภายใต้แผนแม่บทการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เลขาธิการ สทนช. &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นสำคัญที่ สทนช. เตรียมนำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบในการจัดกิจกรรมวันน้ำโลก คือ ภาพรวมและผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (2558-2569) ที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาเป็นแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2561-2580) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จำนวน 6&amp;nbsp; ด้าน โดยมีเป้าประสงค์ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนทั้งในเมืองและชนบท มีน้ำอุปโภคและน้ำดื่มเพียงพอ ได้มาตรฐานสากลในราคาที่เหมาะสม มีการประหยัดน้ำทุกภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.การสร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับภาคการผลิต สามารถจัดหาน้ำเพื่อการผลิต (เกษตร อุตสาหกรรม) ได้อย่างสมดุลระหว่างศักยภาพกับความต้องการ มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด ผลิตภาพสูงขึ้น รวมทั้ง สามารถจัดหาน้ำบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนให้เพียงพอต่อการดำรงชีพและการทำการเกษตรในฤดูฝน เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย มีระบบป้องกันน้ำท่วมและอุทกภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งโครงสร้างและการบริหารจัดการมีผังการระบายน้ำทุกระดับ การบริหารพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ชะลอน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4.การจัดการคุณภาพน้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ชุมชนขนาดใหญ่ มีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อม มีการจัดการโดยการป้องกันและลดน้ำเสียที่ต้นทาง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม และป้องกันการพังทลายของดิน ป่าต้นน้ำได้รับการฟื้นฟู สามารถชะลอการไหลบ่าของน้ำ มีการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลาดชัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;6.การบริหารจัดการ มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีธรรมาภิบาล ทันสมัย มีกฎหมาย ระเบียบ เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ มีโครงสร้างองค์กรเหมาะสมในการบริหารจัดการน้ำทุกระดับ สามารถบริหารจัดการตามแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท แผนปฏิบัติการ ระบบ และกลไกการจัดสรรน้ำ รวมทั้ง มีระบบฐานข้อมูล ทรัพยากรมนุษย์ และงานวิจัยเพียงพอในการตัดสินใจและบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การดำเนินงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้ง 6 ด้านนั้น ต้องดำเนินการควบคู่กันไปในทุกด้าน โดยมีการดำเนินงานในแผนแม่บทด้านที่ 1 คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นด้านที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด มีแนวทางการดำเนินการ 4 ประการ คือ 1.ต้องการให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภค โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2562 หมู่บ้านในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ 7,490 หมู่บ้าน จะมีน้ำกินน้ำครบทุกหมู่บ้าน &amp;nbsp;รวมทั้งปรับปรุงระบบประปาเดิมที่ชำรุดเพื่อให้ใช้งานได้ 2.มุ่งพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้ได้มาตรฐาน โดยมุ่งยกระดับให้ถึงเกณฑ์การตรวจวัดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2573 &amp;nbsp;(SDGs) 3. พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพประปาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 404 เมือง 4.2 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน และ 4. การประหยัดน้ำทุกภาคส่วน โดยส่งเสริมการลดการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภค เช่น การแก้ปัญหาความสูญเสียน้ำของระบบท่อ ซึ่งปัจจุบันนี้ ข้อจำกัดของการส่งน้ำด้วยระบบท่อของประเทศไทย ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำระหว่างทางไปไม่น้อยกว่า 30% &amp;nbsp;สทนช.จึงได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะลดความสูญเสียของน้ำจากระบบท่อให้เหลือเพียง 20% ให้ได้ ซึ่งจะทำให้เราสามารถลดการหาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่สูญเสียด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้ คือ ภาพรวมการขับเคลื่อนงานด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ในแผนแม่บทด้านที่ 1 &amp;nbsp;โดยมี สทนช. เป็นหน่วยงานกลางที่จะกำกับดูและขับเคลื่อนการดำเนินงานตั้งแต่ระดับนโยบายไปถึงระดับปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันมีถึงกว่า 40 หน่วยงาน ในการบูรณาการภารกิจในทุกด้านเพื่อสร้างความมั่นด้านน้ำให้กับประเทศ ทั้งนี้ การจัดงานวันน้ำโลกฯ ในวันที่ 22 มีนาคม 2562 นอกจากจะมีการนำเสนอผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบนิทรรศการแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น &amp;nbsp;กิจกรรมเล่าเรื่อง &amp;ldquo;สายน้ำแห่งชีวิต&amp;rdquo;สร้างจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักเห็นคุณค่าของน้ำ ผ่านเพลงฉ่อย มรดกภูมิปัญญาไทย ที่ถ่ายทอดโดยศิลปินชั้นครู กิจกรรมบทเพลงสีสันสายน้ำนำเสนอบทเพลงที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทย &amp;nbsp;และกิจกรรมค่ายตามรอยสายน้ำ ตามหาน้ำสะอาด เป็นต้น โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมงานในวันและเวลาดังกล่าว เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ &amp;nbsp;ตลอดจนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31148</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรัพยากรน้ำ, วันน้ำโลก, สทนช., สมเกียรติ ประจำวงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c8760f24b5ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่ม1.2หมื่นล้าน 2เมกะโปรเจ็กต์ บรรเทาน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ประชุม &amp;quot;กนช.&amp;quot; กำชับเร่งขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาภัยน้ำท่วม-ภัยแล้ง ไฟเขียว 2 โครงการใหญ่บรรเทาอุทกภัยวงเงินรวม 1.2 หมื่นล้าน ทั้งสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากร และปรับปรุงคลองยม-น่าน จ.สุโขทัย พร้อมชง ครม.อนุมัติทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 19 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2561 เพื่อติดตามความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ทรัพยากรน้ำที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บท 20 ปี ที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ในกลางเดือน ม.ค.2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้คณะกรรมการชุดต่างๆ พิจารณาให้ครอบคลุมและเสนอข้อคิดเห็นขึ้นมา เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศ มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการวางแผนเพื่ออนาคตให้สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ในทุกมิติ ทั้งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และพื้นที่เพาะปลูกแบบอินทรีย์ตามที่วางแผนไว้ ครอบคลุมไปถึงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในระยะยาว ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน 1 ถึง 2 ปี เพื่อให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้วิเคราะห์โครงการขนาดใหญ่-โครงการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการปี 2562-2565 พบยังไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการได้ทั้งหมดตามที่ระบุในแผนแม่บทฯ น้ำภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เช่น ในปี 2563 มีงบผูกพันต่อเนื่องมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งการคาดการณ์กรอบงบประมาณแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำประมาณปีละ 63,000 ล้านบาท แต่มีความต้องการงบประมาณมากถึงแสนล้านบาท จึงมอบสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังพิจารณาหาแนวทางอื่นให้สามารถขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่อยู่ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีให้เกิดขึ้นโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญ 2 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากร กรุงเทพมหานคร วงเงิน 9,800 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-2569 ซึ่งเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในเขตดอนเมือง หลักสี่ สายไหม และบางเขน รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง โดยอุโมงค์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.70 เมตร 1 แห่ง ความยาว 13.5 กม. อาคารรับน้ำ 4 แห่ง และสถานีสูบน้ำและอาคารระบายน้ำขนาด 60 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในเขตดอนเมือง หลักสี่ สายไหม และบางเขน ครอบคลุมพื้นที่ 109 ตารางกิโลเมตร 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ 2.โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน จ.สุโขทัย เพื่อบรรเทาอุทกภัย และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุน พร้อมทั้งส่งน้ำอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ วงเงิน 2,875 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ปี พ.ศ.2563-2567 ซึ่งโครงการนี้เป็นการปรับปรุงคลองหกบาท จากเดิมเพิ่มอีก 1 เท่าตัวเป็น 500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และการปรับปรุงคลองยม-น่าน ให้สามารถระบายน้ำได้ 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที พร้อมด้วยการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารประกอบตามแนวคลองส่งน้ำ ความยาวรวม 42 กิโลเมตร เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในตัวเมืองสุโขทัยในฤดูฝน ตลอดจนเก็บกักน้ำในคลองไว้ใช้ประโยชน์บริเวณ 2 ฝั่งคลองตลอดสายในระหว่างฝนทิ้งช่วงฤดูแล้ง ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 7,300 ไร่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับ 2 โครงการดังกล่าว จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติเปิดโครงการและงบประมาณต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24637</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181219/image_big_5c1a53226b7d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
