<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2026 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>10 ปีบ้านมั่นคงม่อนบ่อเฮาะ....และความหวังใหม่ของคนแม่แจ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:39.3pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:39.3pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ&amp;nbsp; 10 กว่าปีก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านแม่ยางหลวง&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ต่างรู้สึกหวาดหวั่นทุกครั้งเมื่อเกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน&amp;nbsp; เนื่องจากพวกเขาเคยประสบกับภัยจากน้ำป่าที่พัดพาเอาดินโคลนและต้นไม้ใหญ่ถล่มเข้าใส่หมู่บ้านมาแล้วหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก&amp;nbsp; แม้จะไม่ทำให้มีผู้เสียชีวิต&amp;nbsp; แต่ก็ทำลายน้ำพักน้ำแรงที่ชาวบ้านเก็บสะสมเอาไว้เกือบทั้งชีวิต&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้าวของเครื่องใช้&amp;nbsp; ยุ้งข้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัตว์เลี้ยง&amp;nbsp; และทรัพย์สินต่างๆ ทำให้ชาวบ้านแม่ยางหลวงส่วนหนึ่งต้องอพยพครอบครัวขึ้นมาอยู่บนสันดอย &amp;lsquo;ม่อนบ่อเฮาะ&amp;rsquo; ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 2-3 กิโลเมตร&amp;nbsp; แม้ว่าผืนดินจะไม่อุดมสมบูรณ์เท่า&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่เชิงเขา&amp;nbsp; แต่พวกเขาก็รู้สึกปลอดภัย&amp;nbsp; ไม่ต้องหวาดผวาทุกครั้งที่เกิดฝนตกหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ย้ายบ้านสร้างชุมชนใหม่หนีภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;ตั้งอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย&amp;nbsp; ด้านหลังดอยอินทนนท์&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ&amp;nbsp; 123&amp;nbsp; กิโลเมตร &amp;nbsp;มีน้ำแม่แจ่มที่ไหลมาจากดอยอินทนนท์เป็นแม่น้ำสายหลัก &amp;nbsp;ในอดีตอำเภอแม่แจ่มถือว่าเป็นพื้นที่ทุรกันดาร&amp;nbsp; การเดินทางยากลำบาก&amp;nbsp; ข้าวปลาอาหารก็ขาดแคลน&amp;nbsp; ราษฎรจึงพากันอพยพครอบครัวไปอยู่ถิ่นอื่นที่มีความสมบูรณ์กว่า&amp;nbsp; ทำให้ประชากรลดน้อยลง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2481 &amp;nbsp;ทางราชการจึงลดฐานะลงเป็นกิ่งอำเภอ&amp;nbsp; ขึ้นกับอำเภอจอมทอง&amp;nbsp; ต่อมาในปี &amp;nbsp;พ.ศ.2499 &amp;nbsp;จึงยกขึ้นเป็นอำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนเกิดความสะดวกในการติดต่อกับทางราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบ้านแม่ยางหลวง&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่มประมาณ&amp;nbsp; 4 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม&amp;nbsp; มีน้ำแม่แจ่มและน้ำแม่แรกไหลผ่าน&amp;nbsp; มีบ้านเรือนประมาณ 240&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นคนเมือง&amp;nbsp; ขณะที่ประชากรในอำเภอแม่แจ่มมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทั้งชาวลั๊วะ&amp;nbsp; ปะกาญอ (กะเหรี่ยง)&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; และคนเมือง (ล้านนา)&amp;nbsp; อาชีพหลัก&amp;nbsp; คือ ปลูกข้าวโพดส่งขายเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ปลูกกะหล่ำปลี&amp;nbsp; หอมแดง&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ในปี พ.ศ.2545 &amp;nbsp;เกิดเหตุการณ์น้ำป่าจากดอยอินทนนท์ไหลหลากลงสู่น้ำแม่แจ่มและน้ำแม่แรก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อหลายพื้นที่&amp;nbsp; แต่ที่บ้านแม่ยางหลวงได้รับความเสียหายมากกว่า&amp;nbsp; เพราะเป็นที่ลุ่มและอยู่ติดกับน้ำแม่แรก&amp;nbsp; ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ&amp;nbsp; 2 เมตร&amp;nbsp; อีกทั้งดินโคลน&amp;nbsp; ต้นไม้&amp;nbsp; ที่ไหลมาตามกระแสน้ำได้พัดพาบ้านเรือน&amp;nbsp; ทรัพย์สิน&amp;nbsp; ไร่นา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสียหายประมาณ 30 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงคิดอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;เศษซากไม้ใหญ่น้อยไหลตามกระแสน้ำเข้ามาถล่มหมู่บ้านในปี 2545&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสำราญ กุลนันท์ ผู้ใหญ่บ้านม่อนบ่อเฮาะ&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; พอเกิดภัยพิบัติในครั้งนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางหน่วยงานราชการต่างๆ&amp;nbsp; ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายแล้ว &amp;nbsp;ในปี 2546 &amp;nbsp;ตนและชาวบ้าน 8 &amp;nbsp;ครอบครัวจึงอพยพจากบ้านแม่ยางหลวงขึ้นมาหาพื้นที่ปลูกบ้านบนบริเวณสันดอย &amp;lsquo;ม่อนบ่อเฮาะ&amp;rsquo; ซึ่งเป็นพื้นที่สูง&amp;nbsp; เดิมเป็นไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; อยู่ห่างจากที่เดิมประมาณ&amp;nbsp; 2-3 กิโลเมตร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;พอปี&amp;nbsp; 2548&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดน้ำท่วมเพราะน้ำป่าไหลลงมาท่วมที่เดิมอีก&amp;nbsp; ชาวบ้านแม่ยางหลวงหลายครอบครัวจึงทยอยย้ายขึ้นมาอยู่ที่ม่อนบ่อเฮาะ &amp;nbsp;โดยเฉพาะครอบครัวที่มีคนแก่คนเฒ่า&amp;nbsp; มีเด็กเล็ก&amp;nbsp; เพราะกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัว &amp;nbsp;แต่ก็มีอีกหลายครอบครัวที่ยังไม่อยากจะย้ายขึ้นมา&amp;nbsp; เพราะคิดว่าเหตุการณ์น้ำท่วม&amp;nbsp; น้ำป่าอาจจะไม่ได้มีทุกปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งการย้ายบ้านเรือนก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ดินที่จะสร้างบ้านใหม่ก็ไม่มี&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสำราญบอกเหตุผล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;จากบ้านมั่นคงสู่การพัฒนาทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ที่ดินบริเวณม่อนบ่อเฮาะซึ่งเป็นไร่ข้าวโพดนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่ดิน ส.ป.ก.&amp;nbsp; เมื่อชาวบ้านยางหลวงอพยพจากหมู่บ้านเดิมขึ้นมาอยู่ที่ม่อนบ่อเฮาะก็ต้องขอซื้อที่ดินจากผู้ที่จับจองปลูกข้าวโพดอยู่ก่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในราคาประมาณไร่ละ 10,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เนื่องจากที่ดินบนม่อนบ่อเฮาะมีเนื้อที่ไม่มากนัก&amp;nbsp; ชาวบ้านที่ย้ายขึ้นมาปลูกบ้านจึงต้องแบ่งปันที่ดินกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายละประมาณ 1 งาน&amp;nbsp; หรือ 100 ตารางวา&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอได้ปลูกบ้านอยู่อาศัย&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; และเลี้ยงสัตว์เล็กๆ น้อย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ผู้ใหญ่สำราญชี้ให้ดูสภาพบ้านที่ถูกกระแสน้ำพัดทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเหตการณ์น้ำป่าในปี 2548 &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; สำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานร่วมกับชาวบ้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนับสนุนให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยเฉพาะการสร้างบ้าน&amp;nbsp; สร้างชุมชนใหม่ที่ม่อนบ่อเฮาะเพื่อไม่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากธรรมชาติอีก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ปี 2549 &amp;nbsp;ชาวบ้านแม่ยางหลวงที่ทยอยย้ายขึ้นมาปลูกสร้างบ้านเรือนที่ม่อนบ่อเฮาะได้รวมตัวกันจัดทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบทม่อนบ่อเฮาะ&amp;rsquo; มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการในช่วงแรกรวม 48&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ได้รับงบสนับสนุนสินเชื่อครัวเรือนละ 50,000 บาทจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; และสินเชื่อครัวเรือนละ 20,000 บาทกรณีที่ต่อเติมบ้าน&amp;nbsp; ผ่อนชำระปีละ 3,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านใช้เงินสร้างบ้านกันไม่มาก&amp;nbsp; เพราะใช้ไม้เก่า&amp;nbsp; ใช้หลังคาที่รื้อย้ายมา&amp;nbsp; แล้วแต่ละหลังชาวบ้านจะช่วยกันรื้อ&amp;nbsp; ช่วยกันสร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยกันยกเสาและขึ้นโครง&amp;nbsp; ไม่ต้องเสียค่าจ้าง&amp;nbsp; ใช้เวลา 2-3 วัน&amp;nbsp; พอขึ้นโครงบ้านแต่ละหลังแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าของบ้านก็จะสร้างบ้านเอง&amp;nbsp; ให้ญาติพี่น้องมาช่วยกันสร้าง&amp;nbsp; บางหลังก็ต่อเติมไปเรื่อยๆ&amp;nbsp; จนแล้วเสร็จ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านม่อนบ่อเฮาะเล่าย้อนอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ในการสร้างบ้าน&amp;nbsp; สร้างชุมชนใหม่ที่ม่อนบ่อเฮาะนั้น&amp;nbsp; ชาวบ้านมีข้อตกลงร่วมกันในการจัดระบบการจัดการที่ดินที่อยู่อาศัยในลักษณะกรรมสิทธิ์ร่วม&amp;nbsp; และเพื่อปกป้องที่ดินเอาไว้ให้ลูกหลาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ห้ามขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก&amp;nbsp; ที่ดินสามารถตกทอดทางมรดกให้แก่ครอบครัว&amp;nbsp; หากมีการซื้อขายที่ดินภายในชุมชนจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการจัดทำผังชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แบ่งพื้นที่ชุมชนออกเป็นพื้นที่ใช้สอยต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่สร้างวัด&amp;nbsp; ศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; ศาลาประชาคม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัยและทำกิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากประสบการณ์ที่ชาวบ้านเคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาหลายครั้ง&amp;nbsp; ทำให้พวกเขามองเห็นความสำคัญในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กันพื้นที่เพื่อสงวนไว้เป็นป่าชุมชน&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 120 ไร่&amp;nbsp; สร้างและซ่อมแซมเหมืองฝายเพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในน้ำแม่แจ่ม&amp;nbsp; โดยใช้พิธีกรรมและความเคารพศรัทธาทางศาสนาเป็นเครื่องมือ&amp;nbsp; สร้างกฎระเบียบให้ชาวชุมชนช่วยกันดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;บ้านม่อนบ่อเฮาะในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการสร้างบ้านมั่นคงม่อนบ่อเฮาะในช่วงปี 2549-2550&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้ว&amp;nbsp; ชาวม่อนบ่อเฮาะยังร่วมกันก่อตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือกันอีกหลายกองทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;กองทุนวันละ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&amp;rsquo;&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มต้น 60 คน&amp;nbsp; (ตามจำนวนครัวเรือนที่ย้ายขึ้นมาที่ม่อนบ่อเฮาะในช่วงนั้น)&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในยามที่เดือดร้อนจำเป็น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล&amp;nbsp; กองทุนช่วยเหลือคืนละ 100&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกินคนละ 1,000 บาท,&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสียชีวิต&amp;nbsp; เป็นสมาชิก 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปีขึ้นไป&amp;nbsp; ช่วยเหลือไม่เกิน 10,000 บาท&amp;nbsp; และช่วยเหลือภัยพิบัติตามความเหมาะสม&amp;nbsp; ปัจจุบันกองทุนมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนประมาณ 300,000 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ชุมชนยังมีกองทุนต่างๆ เช่น&amp;nbsp; กองทุนฌาปนกิจ&amp;nbsp; กองทุนหมู่บ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ปีนี้ (2561) ถือว่าครบ 10 ปีที่พวกเราทำโครงการบ้านมั่นคงม่อนบ่อเฮาะขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากตอนแรกที่มีชาวบ้านย้ายขึ้นมาไม่กี่ครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้มีทั้งหมด 67&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; พอย้ายขึ้นมาอยู่แล้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ไม่ต้องกลัวเรื่องน้ำป่า&amp;nbsp; น้ำท่วมอีก&amp;nbsp; กลางคืนก็นอนหลับสบาย&amp;nbsp; ไม่ต้องนอนผวาเหมือนตอนอยู่ข้างล่าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านม่อนบ่อเฮาะบอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; ยังมีชาวบ้านยางหลวงที่ยังอยู่ข้างล่างหรือในหมู่บ้านเดิมอีกประมาณ&amp;nbsp; 150&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; แต่ปลูกบ้านอยู่ในพื้นที่ไม่เสี่ยงภัย&amp;nbsp; อยู่ไกลจากแม่น้ำ&amp;nbsp; จึงไม่ย้ายขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากโครงการบ้านมั่นคงและกองทุนต่างๆ ที่ชาวม่อนบ่อเฮาะร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาแล้ว&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านม่อนบ่อเฮาะ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำร่วมกับชาวแม่แจ่มทั้งอำเภอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; โดยการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไผ่และกาแฟ&amp;nbsp; ทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อลดการใช้สารเคมีและฟื้นฟูสภาพภูเขาที่หัวโล้นจากการปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; ตามโครงการ &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rsquo; ซึ่งขณะนี้เริ่มไปแล้วหลายหมู่บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;รวมทั้งแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง&amp;nbsp; โดยจะต่อท่อประปาเพื่อนำน้ำที่ผุดออกมาจากใต้ดินหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;น้ำออกรู&amp;rdquo; &amp;nbsp;อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิโลเมตรมากักเก็บ&amp;nbsp; โดยจะสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก&amp;nbsp; แล้วต่อท่อประปาเพื่อนำน้ำมาผลิตเป็นน้ำดื่มและน้ำใช้ในหมู่บ้าน&amp;nbsp; เนื่องจากปัจจุบันชาวบ้านใช้น้ำประปาจากภูเขา&amp;nbsp; พอถึงช่วงฤดูแล้งจะขาดแคลนน้ำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่าการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและการพัฒนาชุมชนของชาวบ้านแม่ยางหลวงในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;จะทำให้ชาวบ้านแม่ยางหลวงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ไม่ต้องกังวลเรื่องภัยพิบัติ&amp;nbsp; แต่ประเด็นปัญหาหลักของชาวบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นปัญหาร่วมของคนแม่แจ่มก็คือ&amp;nbsp; &amp;lsquo;ปัญหาที่ดินทำกิน&amp;rsquo;&amp;nbsp; ยังไม่ได้รับการแก้ไข&amp;nbsp; และยังเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ไปถึงปัญหาอื่นๆ....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ปัญหาที่ดินทำกิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขาดแคลนแหล่งน้ำ&amp;nbsp; และหนี้ข้าวโพด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; อำเภอแม่แจ่มมี 7 ตำบล&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; 1,692,698 ไร่&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 59,000 คน&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; คนเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลั๊วะ&amp;nbsp; ปะกาญอ (กะเหรี่ยง)&amp;nbsp; &amp;nbsp;และม้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ปลูกหอมแดง&amp;nbsp; กะหล่ำปลี&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนและอยู่อาศัยมาก่อนปี พ.ศ.2504&amp;nbsp; แต่เมื่อมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ศ.2507&amp;nbsp; จึงทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;


เว็บแทงบอล&amp;nbsp; เมื่อเกิดปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร&amp;nbsp; ทางกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถจัดสร้างแหล่งน้ำให้แก่ชาวบ้านได้&amp;nbsp; โดยให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่บุกรุกหรืออยู่ในเขตป่าสงวนฯ หน่วยงานรัฐจึงไม่สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; คือ 1,668,883&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือประมาณ 98.60 %&amp;nbsp; อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม&amp;nbsp; และพื้นที่ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพื้นที่ที่ประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ เช่น&amp;nbsp; โฉนด, นส.3, นส.3 ก, สปก. ฯลฯ&amp;nbsp; มีพื้นที่รวมกันเพียง &amp;nbsp;23,815 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือ 1.40 %&amp;nbsp; ของพื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนมีปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน &amp;nbsp;เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์&amp;nbsp; ปัญหาหนี้สินจากการปลูกพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; โดยเฉพาะข้าวโพด&amp;nbsp; ยิ่งปลูกยิ่งเป็นหนี้&amp;nbsp; และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เกิดภัยแล้ง&amp;nbsp; แหล่งน้ำตื้นเขิน&amp;nbsp; หมอกควันจากการเผาป่า&amp;nbsp; น้ำป่า &amp;nbsp;ผลกระทบจากการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาต่างๆ ดังกล่าว&amp;nbsp; ชาวแม่แจ่ม&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; หน่วยราชการ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2552&amp;nbsp; โดยในช่วงแรกเน้นไปที่การจัดระเบียบควบคุมที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพื่อยับยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ลดปัญหาหมอกควันจากการเผาเศษซากพืชไร่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาในปี 2559&amp;nbsp; จึงได้ยกระดับจากการจัดการปัญหาการบุกรุกป่าและหมอกควันไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งระบบ&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; ขยายความว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2549&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; อัตราขยายตัวของพื้นที่ทำกินในป่าต้นน้ำแม่แจ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่มกลายเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; จาก&amp;nbsp; 86,104&amp;nbsp; ไร่ในปี 2552 &amp;nbsp;ในปี 2554 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 105,465 ไร่&amp;nbsp; และปี 2559&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 123,229 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบจากการขยายตัวของไร่ข้าวโพดบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกิดปัญหาภัยแล้งจากการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์&amp;nbsp; พอถึงช่วงฤดูฝนเกิดปัญหาหน้าดินถูกชะล้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดินทรายไหลลงไปในแหล่งน้ำ&amp;nbsp; ทำให้แม่น้ำลำห้วยตื้นเขิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดปัญหาน้ำแล้งตามมา&amp;nbsp; ผลกระทบจากการใช้สารเคมี&amp;nbsp; การเผาไร่ซากข้าวโพดที่มีปริมาณประมาณปีละ&amp;nbsp; 95,000 ตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน&amp;nbsp; ปัญหาระบบทางเดินหายใจ&amp;nbsp; เฉพาะในอำเภอแม่แจ่มมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมหมอกควันประมาณปีละ 5,000 ราย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; เนื่องจากในช่วง 3-4&amp;nbsp; ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้บริษัทเอกชนรับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; ทำให้ชาวแม่แจ่มส่วนใหญ่ซึ่งปลูกข้าวโพดในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือพื้นที่ป่าสงวนฯ ประมาณ&amp;nbsp; 115,000 ไร่&amp;nbsp; ไม่มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; หรือต้องขายในราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; ทำให้มีหนี้สินสะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปี 2560&amp;nbsp; เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกันประมาณ&amp;nbsp; 1,400&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; และหนี้กองทุนหมู่บ้านอีกประมาณ 300 ล้านบาท&amp;nbsp; (ไม่รวมหนี้อื่นๆ และหนี้นอกระบบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นการก้าวให้พ้นจากวงจรปัญหาหนี้สิน&amp;nbsp; การสร้างระบบการเกษตรที่จะมาทดแทนการปลูกข้าวโพด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ไม้ไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ไม้ผล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อสร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; การแก้ปัญหาระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพักชำระหนี้เกษตรกร&amp;nbsp; การเชื่อมโยงระบบการผลิต&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; (การแปรรูป)&amp;nbsp; และปลายน้ำ&amp;nbsp; (การตลาด) เพื่อให้เกษตรกรอำเภอแม่แจ่มหลุดพ้นออกจากเขาวงกตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตลอดไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; ลดหมอกควัน-คืนพื้นที่ป่า&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; (Mae Chaem Model Plus)&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; รูปแบบของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าว&amp;nbsp; โดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจ&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; และหน่วยงานรัฐในระดับนโยบายหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ด้วยการยั้บยังการบุกรุกป่า&amp;nbsp; หยุดปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp; การปลูกพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; พลิกฟื้นดอยหัวโล้นให้เป็นสีเขียว&amp;nbsp; สร้างเมืองแม่แจ่มให้เป็น &amp;lsquo;เมืองป่าไม้&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉพาะการแก้ไขปัญหาหมอกควันจากการเผาไร่&amp;nbsp; จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ทำให้จุดความร้อน (Hotspot) ลดลงจาก 384 จุดในปี 2558 &amp;nbsp;เหลือ 30 จุดในปี 2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่เผาไหม้ลดลงจาก 563,798 ไร่ &amp;nbsp;เหลือ 232,259 ไร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และค่า PM 10 (ฝุ่นหยาบ &amp;nbsp;มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 &amp;ndash; 10 ไมครอน) &amp;nbsp;ลดลงจากค่าสูงสุดในปี 2558 อยู่ที่ 265 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร &amp;nbsp;เหลือ 143 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร &amp;nbsp;ทำให้อำเภอแม่แจ่มได้รับรางวัลดีเด่นในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า &amp;nbsp;โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเป็นสักขีพยานมอบโล่รางวัล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 เมษายน &amp;nbsp;2559 &amp;nbsp;ที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินนั้น&amp;nbsp; นายสมเกียรติกล่าวว่า&amp;nbsp; จะใช้ฐานข้อมูลที่มีการสำรวจอย่างต่อเนื่องมาจัดทำเป็นข้อเสนอในการจัดระเบียบป่าไม้กับชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ภายในปี 2545&amp;nbsp; จำนวน 213,462&amp;nbsp; ไร่ &amp;nbsp;(12.5 % -ของพื้นที่ทั้งอำเภอ 1,692,698 ไร่) &amp;nbsp;ให้รัฐจัดที่ทำกินในรูปแบบแปลงรวมตามนโยบายของรัฐบาลให้แก่ชุมชน&amp;nbsp; พร้อมทั้งจัดหาแหล่งน้ำและระบบชลประทานที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ปี 2546-2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 161,706&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือ 9.5 %&amp;nbsp; (มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้รองรับ ที่ดินยังเป็นของรัฐ)&amp;nbsp; อนุญาตให้ชาวบ้านทำกินและอยู่อาศัยต่อไปอย่างมีเงื่อนไข&amp;nbsp; โดยให้ชาวบ้านร่วมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; รัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนกล้าไม้&amp;nbsp; ปลูกไม้เศรษฐกิจ &amp;nbsp;ไผ่&amp;nbsp; &amp;nbsp;กาแฟ&amp;nbsp; ไม้ผล&amp;nbsp; ปลูกป่าอเนกประสงค์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์หลังปี พ.ศ.2554&amp;nbsp; จำนวน 86,359&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือ 5 %&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้คืนเป็นป่าถาวร&amp;nbsp; โดยให้จ้างชาวบ้านปลูกและดูแลอย่างน้อย 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้&amp;nbsp; ปลูกไม้เป็นแนวกันชน&amp;nbsp; สร้างกลไกชุมชนในการดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้ง 3&amp;nbsp; แนวทางนี้จะทำให้อำเภอแม่แจ่มมีป่าไม้เพิ่มขึ้น 5 % &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp; 9.5 %&amp;nbsp; รวมเป็น&amp;nbsp; 14.5&amp;nbsp;&amp;nbsp; % หรือ 248,065&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ทำให้อำเภอแม่แจ่มได้ป่าเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่&amp;nbsp; 73 %&amp;nbsp; เป็น 85.5 % &amp;nbsp;โดยไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มฯ อธิบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลูกไผ่-แปรรูป&amp;nbsp; สร้างเศรษฐกิจชุมชนแทนข้าวโพด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนตามโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสมเกียรติ&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จะเน้นการปลูกไผ่&amp;nbsp; เพื่อแปรรูป&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรอง&amp;nbsp; ซึ่งจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดที่เกษตรกรกำหนดราคาขายไม่ได้&amp;nbsp; โดยเกษตรกรจะเป็นคนปลูก&amp;nbsp; แปรรูป และเป็นเจ้าของร่วมในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่/ 70 ต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งในการปลูกไผ่ช่วงแรกจะปลูกแบบผสมผสานหรือแทรกไปในแปลงข้าวโพด&amp;nbsp; เมื่อไผ่โตและสามารถตัดขายได้แล้ว&amp;nbsp; เกษตรกรจะค่อยๆ ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; เพื่อปลูกไผ่เพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การปลูกไผ่บนพื้นที่สูงหรือบนดอยจะช่วยป้องดินถล่มและช่วยอุ้มน้ำ&amp;nbsp; เพราะไผ่มีรากฝอยแผ่กว้างและหนาแน่น&amp;nbsp; ช่วยยึดหน้าดิน&amp;nbsp; สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า&amp;nbsp; ใบไผ่ที่ร่วงจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้สารเคมี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องเผาไร่เหมือนปลูกข้าวโพด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไผ่ที่ปลูกไปแล้วเริ่มโต&amp;nbsp; ต้นไผ่ก็จะแตกหน่อแทงยอดขึ้นมาอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อตัดไผ่รุ่นแรกไปแล้วก็จะมีไผ่ที่เติบโตตามมาหมุนเวียนให้ตัดได้ตลอดทั้งปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไผ่ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นไผ่พันธุ์ &amp;lsquo;ซางหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;ฟ้าหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไผ่ตระกูลเดียวกัน&amp;nbsp; มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอเชียงดาว&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; โดยมีผู้นำไปขยายพันธุ์ที่จังหวัดน่านจนได้ผลดี&amp;nbsp; ลักษณะเด่น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่โตเร็ว&amp;nbsp; ลำตรง&amp;nbsp; เนื้อไม้หนา&amp;nbsp; เหมาะนำไปแปรรูปเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่อกินได้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ใช้เวลาปลูก&amp;nbsp; 2-3 ปีสามารถนำไปทำตะเกียบ&amp;nbsp; ส่วนเศษที่เหลือจะนำมาผลิตเป็นถ่านอัดก้อนให้พลังงานความร้อนสูง&amp;nbsp; ไม่มีควัน&amp;nbsp; ปลูก 4 ปีสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือสร้างบ้านได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีเกษตรกรทั้ง 7 ตำบล &amp;nbsp;26&amp;nbsp; หมู่บ้านในอำเภอแม่แจ่มเข้าร่วม&amp;nbsp; รวม 362 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 466 ไร่&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 30,337 ต้น&amp;nbsp; และจะขยายพื้นที่เป็น 2,000 ไร่ภายในสิ้นปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายผลผลิต 10-30 ตัน/ ไร่ / ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาไผ่ดิบประมาณตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีแผนงานที่จะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมาหลังจากที่ไผ่ให้ผลผลิตแล้ว&amp;nbsp; มีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสนับสนุนเครื่องจักร&amp;nbsp; สามารถนำมาผลิตเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เศษไม้ที่เหลือนำมาเผาและอัดทำเป็นถ่านแท่ง&amp;nbsp; มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เกาหลี&amp;nbsp; ญี่ปุ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งผลิตเฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp; โดยจะมีการฝึกอบรมช่างหัตถกรรม&amp;nbsp; การออกแบบผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เศษไม้ไผ่ยังสามารถนำมาผลิตเป็นถ่านกัมมันต์ (Activated&amp;nbsp; Carbon) เป็นวัสดุที่ประกอบด้วย คาร์บอนที่ได้จากถ่าน &amp;nbsp;คาร์บอนที่ได้จากถ่านกัมมันต์มีความแข็งแกร่ง &amp;nbsp;คงตัว &amp;nbsp;ไม่ถูกละลายด้วยสารเคมีใด หรือไม่เป็นสนิม ใช้สร้างแผ่นเซลล์เชื้อเพลิง &amp;nbsp;ใช้ผสมเพิ่มความแข็งแกร่งลงในปูนซีเมนต์ &amp;nbsp;พลาสติก &amp;nbsp;หรือวัสดุต่าง ๆ อีกมากมาย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ยางรถยนต์ &amp;nbsp;ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา อาหาร &amp;nbsp;เป็นวัสดุประกอบสำคัญในการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง &amp;nbsp;ถ่านไฟฉาย &amp;nbsp;เม็ดเชื้อเพลิงทดแทนให้ความร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลาดโลกมีความต้องการปีละ 10&amp;nbsp; ล้านตัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ราคาตันละ 30,000-40,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึงปีละ 400,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น...หากโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสสามารถพัฒนาให้มีโรงงานผลิตถ่านกัมมันต์ได้ในอนาคตก็จะทำให้คนแม่แจ่มมีความหวังอย่างแน่นอน..!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความหวังใหม่ของคนแม่แจ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์&amp;nbsp; ธนรวิทยา&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านห้วยยางส้าน&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงในอำเภอแม่แจ่มอยู่อาศัยในพื้นที่มานานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่&amp;nbsp; ปัจจุบันส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเป็นหลัก&amp;nbsp; ปลูกหอมแดง&amp;nbsp; กระเทียม&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; และปลูกข้าวไร่เอาไว้กิน&amp;nbsp; ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากราคาข้าวโพดตกต่ำ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศไม่ให้พ่อค้ารับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่สูงหรือป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ราคาข้าวโพดลดเหลือกิโลกรัมละ 3 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนต้นทุนการปลูก 1 กก.ไม่ต่ำกว่า 5 บาท&amp;nbsp; เฉพาะปุ๋ยเคมีต้องใช้ไร่ละ 2 กระสอบ&amp;nbsp; ราคากระสอบละ 800 บาท&amp;nbsp; หรือไร่ละ 1,600 บาท&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 8 ไร่&amp;nbsp; มีต้นทุนค่าปุ๋ยรวม 12,800 บาท&amp;nbsp; ซึ่งฤดูการปลูกที่แล้ว&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์ได้ผลผลิตประมาณ&amp;nbsp; 500 กก.ต่อไร่&amp;nbsp; หรือประมาณ&amp;nbsp; 4,000&amp;nbsp; กก.&amp;nbsp; พ่อค้ารับซื้อ กก.ละ 5 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขายได้เงินประมาณ&amp;nbsp; 20,000 บาท&amp;nbsp; เมื่อหักค่าเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยาฆ่ายา&amp;nbsp; และค่าแรงงานแล้ว&amp;nbsp; แทบจะไม่มีกำไร&amp;nbsp; แถมจะขาดทุนอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนข้าวโพดราคาดี&amp;nbsp; ใครๆ ก็ปลูกแต่ข้าวโพด&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องดูแลมาก&amp;nbsp; มีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่&amp;nbsp; พอปลูกเยอะๆ&amp;nbsp; ราคาก็ต่ำ&amp;nbsp; เมื่อปลูกนานหลายปีก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงดิน&amp;nbsp; เมล็ดพันธุ์ก็ต้องซื้อทุกปี&amp;nbsp; เพราะข้าวโพดพวกนี้เก็บเอาไว้ทำพันธุ์ไม่ได้&amp;nbsp; พอจะปลูกใหม่ก็ต้องเผาหญ้า&amp;nbsp; เผาตอข้าวโพด&amp;nbsp; ทำให้เกิดควันไฟ&amp;nbsp; ชาวบ้านเป็นโรคหอบหืดกันมาก&amp;nbsp; ชาวบ้านก็อยากจะปลูกพืชชนิดอื่นที่มีราคาดีกว่า&amp;nbsp; ปลอดภัยกว่า&amp;nbsp; ถ้ามีพืชชนิดไหนที่ดีก็จะปลูก&amp;nbsp; ตอนนี้ในหมู่บ้านผมเริ่มปลูกไผ่กันแล้ว&amp;nbsp; คนละ 1-2 ไร่&amp;nbsp; มีสมาชิก 13 คน&amp;nbsp; ถ้าปลูกไผ่แล้วได้ผลดีกว่า&amp;nbsp; คนอื่นๆ ก็จะปลูกกันอีกเยอะ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์พูดถึงอนาคตใหม่ของคนแม่แจ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่าโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสจะเริ่มเดินหน้าแล้วโดยคนแม่แจ่มและภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่หากขับเคลื่อนไปตามลำพังโดยกลไกของรัฐไม่ขยับเขยื้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp; ทั้งเรื่องปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาหนี้สินของเกษตรกรชาวแม่แจ่ม &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มาตรการพักชำระหนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้จริง &amp;nbsp;มีพื้นที่รูปธรรมรองรับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;และตอบโจทย์พื้นที่รูปธรรมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวแม่แจ่มจึงได้จัดทำข้อเสนอถึงคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่&amp;nbsp; ซึ่งมี นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; เป็นประธานฯ (ภายใต้การกำกับของ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายกอบศักดิ์&amp;nbsp; ภูตระกูล) ที่ได้เดินทางมาศึกษาข้อมูลที่อำเภอแม่แจ่มเมื่อเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;1. ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแบบแม่แจ่มโมเดลพลัสให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาเสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะทำงานการแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับพื้นที่อำเภอแม่แจ่มขึ้นมาหนึ่งชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แม่แจ่มโมเดลพลัสเริ่มเดินหน้าแล้ว&amp;nbsp; จากผืนดอยหัวโล้นกำลังกลายเป็นเมืองป่าไม้&amp;nbsp; เป็นป่าไผ่เขียวขจี&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรชาวแม่แจ่มก็มีความหวังที่จะปลดหนี้สิน&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เหลือแต่เพียงรัฐเท่านั้นที่จะมีนโยบายสนับสนุนชาวแม่แจ่มให้เป็นจริงได้อย่างไร ? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11834</URL_LINK>
                <HASHTAG>10 ปีบ้านมั่นคงม่อนบ่อเฮาะ, ชาวบ้านแม่ยางหลวง  อ.แม่แจ่ม  จ.เชียงใหม่, ชุมชนใหม่หนีภัยพิบัติ, ดอยอินทนนท์, สมเกียรติ   มีธรรม  ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส, สำราญ  กุลนันท์  ผู้ใหญ่บ้านม่อนบ่อเฮาะ, เทือกเขาถนนธงชัย, แม่แจ่มโมเดล’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2b4852357b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
