<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ผลักดันส่งออกสินค้าตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก  อาหาร-สมุนไพร-เครื่องสำอาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำแผนตามยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการเพิ่มเติม โดยได้วางแผนในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลกในหลายด้าน ทั้งเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม ความต้องการสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูง อาหารฮาลาลสำหรับผู้บริโภคชาวมุสลิม และสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตสูง หลังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่กรมฯ ประเมินว่า กำลังเป็นแนวโน้มใหม่ของโลก และเป็นเทรนด์ที่จะเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ ที่พัฒนามาจากของเหลือใช้ 2 รูปแบบ คือ ผลผลิตเหลือใช้ทางการเกษตร และขยะคุณภาพดีจากแหล่งอุตสาหกรรม ที่นำมาแปรรูปและออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เชิงสร้างสรรค์ สินค้าในกลุ่มอาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ที่ได้รับการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (circular packaging) เพื่อตอบโจทย์นโยบาย BCG โดยกรมฯ มีแผนที่จะดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมด้านการตลาด ผ่านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์สินค้า BCG ของไทยในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีอาหารอนาคต (future food) ที่ประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก คือ 1.อาหารฟังก์ชั่น (functional food) 2.อาหารนวัตกรรมใหม่ (novel food) 3.อาหารทางการแพทย์ (medical food) และ 4.อาหารอินทรีย์ (organic food) ที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในด้านต่างๆ อาทิ การเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพื่อโภชนาการเฉพาะบุคคล เพื่อสุขภาพจิตที่ดี เพื่อโภชนาการรูปแบบใหม่ที่ไม่บริโภคอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ (Plant-based) และอาหารผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยมีตลาดส่งออกหลัก เช่น สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ส่วนอาหารมังสวิรัติ มีตลาดเป้าหมาย คือ อินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินค้าฮาลาล มีเป้าหมายจะเร่งส่งเสริมและผลักดันการ่สงออกสินค้าในกลุ่มอาหาร แฟชั่นและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง โดยมีตลาดเป้าหมายในกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ UAE เป็นต้น และตลาดในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม แต่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก เช่น อินเดีย จีน รัสเซีย เป็นต้น รวมทั้งจะเร่งผลักดันการส่งออกสินค้าในกลุ่มสมุนไพร เครื่องสำอาง ที่มีแนวโน้มเติบโตดี โดยมีตลาดเป้าหมาย ได้แก่ จีน เวียดนาม รัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้ากลุ่มอื่นๆ จะเน้นสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ตลาดโลกฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ได้แก่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง และ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง ได้แก่ ดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ เกมส์ แอนิเมชันคาแรคเตอร์ และธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าเดิมที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะอาหาร ทั้งอาหารคน และอาหารสัตว์เลี้ยง 2.สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน และ 3.สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ และสินค้าเพื่อสุขภาพและอนามัย กรมฯ ยังจะเดินหน้าผลักดัน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าเหล่านี้ ยังคงเป็นที่ต้องการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109125</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมุนไพร, สมเด็จ สุสมบูรณ์, ส่งออกสินค้า, อาหาร, เครื่องสำอาง, เมกะเทรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9c9e0d82cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เร่งจัดกิจกรรมเพิ่มยอดออนไลน์ ขยายการส่งออกช่วงครึ่งปีหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.2564&amp;nbsp; นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับนโยบายขับเคลื่อนการส่งออกของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้เตรียมแผนผลักดันการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 โดยจะเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกในรูปแบบออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริงและไฮบริด การจัดงานแสดงสินค้าและการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศในรูปแบบ&amp;nbsp;Mirror Mirror&amp;nbsp;การเจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching - OBM)&amp;nbsp;รวมถึงการจัดกิจกรรมในรูปแบบออฟไลน์ในบางประเทศที่เป็นเป้าหมายการส่งออก การมุ่งขยายตลาดใหม่ที่เป็นเป้าหมาย การผลักดันสินค้าที่เป็นที่ต้องการของโลกในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และสินค้าที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริงและไฮบริด ได้จัดงาน&amp;nbsp;Bangkok Gems and Jewelry Fair&amp;nbsp;ในรูปแบบเสมือนจริงไปแล้วเมื่อวันที่ 22-24 มิ.ย.2564 กำลังจะจัดงาน&amp;nbsp;THAIFEX Virtual Trade Show&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;THAIFEX Anuga Asia&amp;nbsp;2021 ในรูปแบบ&amp;nbsp;Hybrid&amp;nbsp;ณ อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 29 ก.ย.&amp;ndash;3 ต.ค.2564 และงาน&amp;nbsp;THAILOG LOGISTIX Virtual Exhibition&amp;nbsp;และกำหนดจัดงานแสดงสินค้าไทยในต่างประเทศในรูปแบบ&amp;nbsp;Mirror Mirror&amp;nbsp;กำหนดจัดงาน&amp;nbsp;TOP Thai Brands / Thailand Week / Mini Thailand Week&amp;nbsp;รวม 15 งาน ที่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เมียนมา อินเดีย และบังคลาเทศ และเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ ในรูปแบบ&amp;nbsp;Mirror-Mirror&amp;nbsp;เช่น ดิจิทัลคอนเทนต์ เข้าร่วมงาน&amp;nbsp;Connect TechAsia&amp;nbsp;2021 ณ สิงคโปร์&amp;nbsp;, American Film Market (online)&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Global Game Exhibition G-Star&amp;nbsp;2021 ณ ปูซาน เกาหลีใต้ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ เข้าร่วมงาน&amp;nbsp;APPEX&amp;nbsp;ณ ลาสเวกัส&amp;nbsp;,&amp;nbsp;งาน&amp;nbsp;Automechanika&amp;nbsp;ณ ดูไบ&amp;nbsp;UAE&amp;nbsp;และอาหาร เข้าร่วมงาน&amp;nbsp;Fine Food Australia , The&amp;nbsp;18th CAEXPO (China-ASEAN Expo)&amp;nbsp;ณ นครหนานหนิง และงาน&amp;nbsp;CIIE (China International Import Expo)&amp;nbsp;ณ นครเซี่ยงไฮ้) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ (OBM)&amp;nbsp;ระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้าในต่างประเทศ ผ่านการนัดหมายโดยทูตพาณิชย์ กับผู้ส่งออกไทย กำหนดจัด 6 ครั้ง ได้แก่ คอนเทนต์&amp;nbsp;Y&amp;nbsp;วันที่ 29-30 มิ.ย.2564 อาหารสัตว์เลี้ยง วันที่ 3-5 ส.ค.2564 สินค้าอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา วันที่ 3 ส.ค.2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง วันที่ 26-27 ส.ค.2564 ชิ้นส่วน อะไหล่ และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ วันที่ 7-9 ก.ย.2564 และเครื่องมือแพทย์ เดือนก.ย.2564 และจะมีการจัดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ร่วมกับผู้นำเข้า ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาเก็ต และแพลตฟอร์มชั้นนำในประเทศเป้าหมาย เช่น งาน&amp;nbsp;Thai Fruits Golden Months in China&amp;nbsp;ในเมืองต่างๆ ของจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ กวางโจว ฝอซาน จ้านเจียง อู่ฮั่น ชิงต่าว ต้าเหลียน เซียะเหมิน ฉางซา คุนหมิง เฉิงตู และฉงชิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเด็จกล่าวว่า สำหรับแผนการขยายการส่งออกเป็นรายตลาด จะเน้นการรักษาตลาดเดิม เช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เพิ่มเพิ่มตลาดใหม่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายจุรินทร์ เช่น รัสเซีย มองโกเลีย (ประตูสู่กลุ่มประเทศยูเรเซีย) อินเดีย และแอฟริกาใต้ รวมทั้งฟื้นตลาดเก่าที่เสียไปให้กลับมา เช่น อิรัก และซาอุดิอาราเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทางด้านสินค้าที่กรมฯ จะเร่งผลักดันการส่งออก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ใน 3 กลุ่มหลัก คือ สินค้าเกษตรและอาหาร สินค้าทำงานที่บ้าน และสินค้าป้องกันการติดเชื้อ และจะผลักดันสินค้าที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลก เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ที่พัฒนามาจากของเหลือใช้จากผลผลิตทางการเกษตรและขยะคุณภาพดีจากแหล่งอุตสาหกรรม สินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าไม่ใช่อาหาร ที่ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์&amp;nbsp;BCG Model&amp;nbsp;สินค้าอาหารอนาคต ได้แก่ อาหารฟังก์ชัน อาหารนวัตกรรมใหม่ อาหารทางการแพทย์ และอาหารอินทรีย์ รวมถึงอาหารฮาลาล สมุนไพร เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าที่เป็นที่ต้องการรองรับตลาดโลกฟื้นตัว เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง และธุรกิจบริการมูลค่าสูง ได้แก่ ดิจิทัลคอนเทนต์ (ภาพยนตร์ เกมส์ แอนิเมชัน คาแรคเตอร์) ธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ (wellness)&amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนผลการทำงานในช่วงครึ่งปีแรก 2564 กรมฯ ได้ทำการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างทูตพาณิชย์ ในฐานะเซลส์แมนประเทศ กับพาณิชย์จังหวัด ในฐานะเซลส์แมนจังหวัด มีผลการเจรจาการค้าและตกลงซื้อขายแล้ว 21 คู่ มูลค่ารวมกว่า 125 ล้านบาท ในสินค้าผลไม้ อาหาร และโคมไฟ และผลการเจรจาธุรกิจออนไลน์&amp;nbsp;OBM&amp;nbsp;ได้จัดไปรวม 37 ครั้ง ในสินค้าอาหาร ผลไม้ สินค้าฮาลาล สินค้าเครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น สร้างยอดขายรวม 5,937.85 ล้านบาท ส่วนผลการจัดโครงการ&amp;nbsp;DITP&amp;nbsp;ยี่ปั๊วออนไลน์ คอนเนค เกิดการเจรจาธุรกิจ 422 คู่ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการไทยสามารถจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ทั้งบน&amp;nbsp;Alibaba.com , Amazon , Tmall Global , Bigbasket , DidiGlobal&amp;nbsp;เป็นต้น คาดการณ์มูลค่าการสั่งซื้อไม่ต่ำกว่า 290.28 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจสูง ได้แก่ ผลไม้สดและแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ของตกแต่งบ้านที่ทำจากไม้ สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าประดับยนต์ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107920</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลักดันการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง, สมเด็จ สุสมบูรณ์, อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60507361461dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ช่องสินค้า &#039;ชุดชั้นใน&#039; มีโอกาสเจาะตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 2564 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ หาโอกาสส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทยตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าชุดชั้นในของไทยเจาะเข้าสู่ตลาดจีน เพราะปัจจุบัน ตลาดชุดชั้นในจีนมีการเติบโตสูงมาก โดยมีการประเมินว่าในปี 2021 ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 537,300 ล้านหยวน หรือประมาณ 2.53 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.52% ซึ่งผู้ผลิต ผู้ส่งออกของไทย สามารถที่จะเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลาดชุดชั้นในสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท ได้แก่ 1.ชุดชั้นในสตรี เป็นชุดชั้นในที่ครองส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุด ประกอบด้วยเสื้อชั้นใน และกางเกงใน 2.ชุดชั้นในชาย ประกอบด้วย กางเกงใน ชุดชั้นในสำหรับฤดูหนาว และชุดลำลองสำหรับใส่นอนหรือใส่อยู่บ้านสำหรับผู้ชาย 3.ชุดชั้นในเด็ก หมายถึงชุดชั้นในสำหรับเด็กอายุ 0&amp;ndash;16 ปี ประกอบด้วยชุดชั้นในสำหรับฤดูหนาว กางเกงในเด็ก และชุดลำลองสำหรับใส่นอนหรือใส่อยู่บ้านสำหรับเด็ก และ 4.สปอร์ตบรา ซึ่งเป็นตลาดที่เริ่มเข้ามาแข่งขันในตลาดชุดชั้นในมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า สำหรับชุดชั้นในสตรี มีการแข่งขันที่รุนแรง แบรนด์ของจีนมีมากกว่า 3,000 แบรนด์ ชุดชั้นในชาย ก็มีแบรนด์จีนหลายแบรนด์ ชุดชั้นในเด็ก มีแนวโน้มเติบโตสูง เพราะผลจากนโยบายลูกคนที่ 2 และสปอร์ตบรา ก็เริ่มเติบโต เพราะคนจีนนิยมออกกำลังกาย ในที่นี้เป็นผู้หญิง 40% จึงมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาการแข่งขันในแต่ละประเภท พบว่า ชุดชั้นในสตรี ชุดชั้นในชาย และชุดชั้นในเด็ก มีการกระจุกตัวของบริษัทแบรนด์ค่อนข้างต่ำ จึงมีการแข่งขันสูง แต่สำหรับสปอร์ตบรามีการกระจุกตัวค่อนข้างมาก จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ผลิตชุดชั้นในประเภทอื่นที่จะเข้าไปแข่งขันและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มชุดชั้นในประเภทสปอร์ตบรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันในตลาดชุดชั้นในในตลาดจีนจะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังมีโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะพิจารณาขยายตลาดเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด เนื่องจากยังมีการกระจุกตัวของแบรนด์ที่ยังไม่สูงมากนัก และผลการสำรวจผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างในปี 2020 ของบริษัท iiMedia บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยการตลาดชื่อดังของจีน พบว่า ผู้บริโภค 45.4% ยอมรับราคาชุดชั้นในหนึ่งชิ้นที่มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 100&amp;ndash;200 หยวน หรือประมาณ 470&amp;ndash;940 บาท ผู้บริโภค 25.3% ยอมรับราคา 50&amp;ndash;100 หยวน หรือประมาณ 235&amp;ndash;470 บาท และผู้บริโภค 16.7% ยอมรับราคา 200&amp;ndash;300 หยวน หรือประมาณ 940&amp;ndash;1,410 บาท ขณะที่ผู้หญิงจะให้ความสำคัญในการเลือกซื้อชุดชั้นในตามขนาดของร่างกาย จึงให้ความสำคัญกับขนาดเป็นอันดับแรก และให้ความสำคัญกับรูปแบบ วัสดุที่ใช้ในการผลิต และความเป็นเอกลักษณ์ของชุดชั้นในเป็นปัจจัยที่รองลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ประกอบการไทยที่จะเข้ามาทำตลาดในจีน ต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่ พร้อมทั้งพัฒนาชุดชั้นในที่มีเอกลักษณ์ มีคุณสมบัติ และคุณภาพที่เหมาะสมกับสรีระและผิวพรรณของผู้สวมใส่ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหนุ่มสาวชาวจีนได้มากที่สุด และควรใช้ช่องทางการค้าออนไลน์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เป็นช่องทางในการเริ่มต้นเพื่อเจาะตลาดจีน ขณะเดียวกัน ควรร่วมมือกับผู้ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นทั้ง KOL และ KOC ให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีนนอกจากจะให้ความสำคัญกับการดูไลฟ์สตรีมมิ่งของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ตนเองชื่นชอบแล้ว ยังสนใจที่จะการอ่านคอมเมนต์ และการรีวิวของผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้งาน หรือผู้ซื้อคนก่อนหน้า เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อด้วย หากผู้ประกอบการสามารถจับจุดเด่นและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนได้อย่างแท้จริง ก็จะทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนทุกเพศทุกวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแน่นอน&amp;rdquo;นางสาวชนิดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104358</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), ชุดชั้นใน, ตลาดจีน, สมเด็จ สุสมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60507361461dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งงานทูตพาณิชย์ ลุยทำหน้าที่ &#039;เซลส์แมนประเทศ&#039; เพิ่มโอกาสในการส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค. 2564 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้กับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ และข้าราชการที่จะไปประจำการในต่างประเทศ ผ่านระบบ Zoom หลักสูตร &amp;ldquo;การเตรียมความพร้อมข้าราชการที่จะไปประจำการในต่างประเทศ&amp;rdquo; ปีงบประมาณ 2564 โดยได้เน้นให้ปฏิบัติงานตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามนโยบาย 14 ข้อ ที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเร่งรัดการนำรายได้เข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายใต้นโยบาย 14 ข้อ มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบและเร่งรัดการดำเนินการ คือ สนับสนุนนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งต้องตรวจสอบความต้องการในตลาดที่ประจำอยู่เป็นอย่างไร ใครเป็นผู้นำเข้า มีกฎระเบียบอะไร และแจ้งมายังฝ่ายผลิต และช่วยในการระบายสินค้า , อาหารไทยอาหารโลก จะต้องเร่งจัดกิจกรรมกระตุ้นการส่งออก จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์อาหารไทยมีคุณภาพ ปลอดภัย , การผลักดันการค้าออนไลน์ ซึ่งต้องช่วยหายี่ปั๊วออนไลน์มารวบรวมสินค้าจากผู้ผลิตแล้วนำไปจำหน่ายในแพลตฟอร์มออนไลน์ , การผลักดันธุรกิจบริการ เช่น ค้าปลีก ค้าส่ง โลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ ดิจิทัลคอนเทนต์ ร้านอาหาร การพิมพ์ เป็นต้น , ช่วย SMEs ทำตลาดต่างประเทศ , เร่งรัดการส่งออกในยุค New Normal , ช่วยสนับสนุนและแก้ไขปัญหาการค้าชายแดน , สนับสนุนการเจรจา FTA และ Mini FTA , สนับสนุนการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาไทยในต่างประเทศ เช่น สินค้า GI , พัฒนางานให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ และร่วมมือกับภาคเอกชนในการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้ทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนให้กับประเทศ ต้องหาทางเชื่อมโยงโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าและบริการของไทย โดยเฉพาะอาหาร สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานที่บ้าน สินค้าเพื่อสุขอนามัยและอุปกรณ์ทางการแพทย์ สินค้าที่เป็นเทรนด์ของโลก BCG Economy และสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น สุขภาพ สัตว์เลี้ยง ผู้สูงวัย แม่และเด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเครือโรงแรม เรือสำราญ และร้านอาหาร ต้องเร่งกระชับความสัมพันธ์กับคู่ค้า และสร้างเครือข่ายการค้ากับผู้นำเข้า ผู้กระจายสินค้า ฝ่ายจัดซื้อของห้างค้าปลีก ตัวแทนจัดจำหน่าย นักธุรกิจสำคัญ สภาหอการค้า สมาคมการค้า รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ต้องลงลึกถึงระดับเมือง มณฑล และต้องเร่งสร้างความต้องการสินค้าไทยให้เกิดขึ้นในตลาด เพราะบางตลาดผู้ซื้อ ผู้บริโภคอาจจะยังไม่ทราบ หรือรู้ข้อมูลสินค้าไทย จึงต้องทำให้รู้ และกระตุ้นให้เกิดความต้องการ&amp;rdquo;นายสมเด็จกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเด็จกล่าวว่า ยังต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ในฐานะเซลส์แมนประเทศ กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในฐานะเซลส์แมนจังหวัด โดยใช้ประโยชน์จากกลุ่มไลน์ทูตพาณิชย์กับพาณิชย์จังหวัด ในการสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการทำงาน จะต้องปรับมาเป็นระบบออนไลน์และไฮบริดมากขึ้น โดยเน้นการเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) , การจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทยในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Trade Fair) หรือรูปแบบผสมผสาน (Hybrid) , ปรับรูปแบบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (Overseas Trade Shows) และการจัดงานแสดงสินค้าไทย (Top Thai Brands) ในต่างประเทศ จากเดิมที่ผู้ประกอบการไทยต้องเดินทางไปร่วมออกคูหาภายในงาน เป็นในรูปแบบ Mirror-Mirror โดยผู้ประกอบการไม่ต้องเดินทาง แต่มอบตัวแทนจำหน่ายออกคูหาในนามบริษัท และหรือส่งตัวอย่างสินค้าไปจัดแสดงในงาน โดยมีระบบเจรจาการค้าทางออนไลน์ ซึ่งจะต้องจัดเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้องทำการตลาดโดยใช้สื่อออนไลน์ให้มากขึ้น เช่น การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สำนักข่าวหรือนิตยสารออนไลน์ หรือผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencers) เพื่อสร้างความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการของไทยในประเทศนั้นๆ , เพิ่มพันธมิตรแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของต่างประเทศในตลาดต่างๆให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทาง Cross Border E-commerce ในการเข้าถึงผู้บริโภคในประเทศต่างๆ ได้โดยตรง , เจาะตลาดเมืองรอง โดยการขยายความร่วมมือทางการค้ากับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน ในระดับรัฐ มณฑล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102867</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), ทูตพาณิชย์, สมเด็จ สุสมบูรณ์, เซลส์แมนประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60507361461dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2021 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์บุกตลาดฮ่องกงลุยส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มี.ค.2564 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองฮ่องกง ทำหน้าที่เซลส์แมนของประเทศ ในการหาตลาดให้กับสินค้าไทย โดยล่าสุดได้รับรายงานว่าสำนักงานฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 8 แห่ง (นครปฐม ชัยภูมิ เชียงใหม่ น่าน อ่างทอง จันทบุรี สระแก้ว และพิจิตร) สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ โดยการจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจผ่านระบบออนไลน์กับผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ในฮ่องกงเพื่อช่วยแก้ปัญหาร้านอาหารไทยในฮ่องกงขาดมะม่วงน้ำดอกไม้ และช่วยเกษตรกรระบายผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการ สคต. ณ เมืองฮ่องกง กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้จัดการเจรจาธุรกิจ &amp;quot;มะม่วงน้ำดอกไม้&amp;quot; ผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 8-12 มี.ค.2564 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 9 ราย ผลการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องจากผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วมผ่านการประเมินความพร้อม และศักยภาพในการส่งออกจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเรียบร้อยแล้วก่อนเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ผู้นำเข้ามีความเชื่อมั่นสูง โดยผลจากการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ คาดการณ์มูลค่าคำสั่งซื้อเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ทันที 1.4 ล้านบาท และมูลค่าคำสั่งซื้อภายใน 1 ปี ประมาณ 16 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นอกจากการเพิ่มยอดส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว สำนักงานฯ ยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ให้สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์จากไร่สวนของตน ส่งออกมายังผู้นำเข้าผลไม้ฮ่องกงโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ลดต้นทุนการขนส่งลง และทำให้ผู้ประกอบการได้เงินจากการขายอย่างเต็มจำนวน ไม่ถูกหักจากพ่อค้าคนกลาง และยังทำให้เกษตรกรเรียนรู้ขั้นตอน และเอกสารที่ต้องใช้ในการส่งออกเพื่อต่อยอดในการส่งออกสินค้าเกษตรอื่น ๆ ต่อไปในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้เที่ยวบินระหว่างประเทศลดลง และส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินขนส่ง จึงทำให้การนำเข้ามะม่วงคุณภาพดีไม่สามารถทำได้ดังเดิม เนื่องจากมะม่วงมีน้ำหนักมาก และการขนส่งต้องใช้เวลานานขึ้น อาทิ จากที่เคยส่งมะม่วงจากไทยมาฮ่องกงได้ทุกวัน ปัจจุบันสามารถส่งมาได้เพียงสัปดาห์ละ 1 เที่ยว ทำให้ผู้ประกอบการส่งออก ส่งออกมะม่วงมาฮ่องกงในขณะที่ยังเปรี้ยวอยู่ และจากมาตรการ Social Distancing ของรัฐบาลฮ่องกงที่จำกัดเวลาในการเปิดให้บริการ ทำให้ร้านอาหารมียอดขายลดลง ไม่สามารถควบคุมเวลาในการบ่มก่อนนำมาประกอบอาหารได้ จึงทำคุณภาพมะม่วงที่ใช้ดิบหรือสุกเกินไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96238</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมเด็จ สุสมบูรณ์, ส่งออกมะม่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60507361461dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 10:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 10:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP แนะเอกชนไทยวางแผนเจาะตลาดสินค้าและบริการผู้สูงอายุในเกาหลี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค.2564 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ สำรวจโอกาสทางการค้าและการส่งออกให้กับสินค้าและบริการของไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ ณ กรุงโซล ถึงโอกาสสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุที่มีศักยภาพในการทำตลาดในเกาหลี เพราะปัจจุบันเกาหลีกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และรัฐบาลเกาหลียังให้ความสำคัญกับดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ และส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ทำให้เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะศึกษาตลาดและวางแผนการส่งออกสินค้าเพื่อป้อนความต้องการของตลาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าและบริการที่มีโอกาส เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์หรือการดูแลสุขภาพ เครื่องสำอาง อุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เก้าอี้ เตียง ไม้เท้า รถเข็น เสื้อผ้า รวมถึงบริการด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในปี 2562 จำนวนผู้สูงอายุในเกาหลี ที่มีอายุเกิน 65 ปี อยู่ที่ 14.9% และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 20.8% ในปี 2569 ซึ่งรัฐบาลเกาหลีได้เล็งเห็นความสำคัญ โดยได้มีการออกพ.ร.บ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ และยังให้ความสำคัญกับบริการต่างๆ เพื่อผู้สูงอายุ เช่น การรักษาพยาบาล การพัฒนาสุขภาพ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ การท่องเที่ยว การให้บริการด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และบริการด้านการเงิน เป็นต้น รวมทั้งสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งเกาหลี ได้มีการมอบเครื่องหมาย C-Mark ให้แก่ผู้ประกอบการที่ทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศเกาหลีเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับอัตราการเกิดใหม่ของประชากรประเทศเกาหลีนั้นต่ำมาก จึงคาดว่าในอนาคตอันใกล้ สังคมผู้สูงอายุในประเทศเกาหลีจะเจริญเติบโตและขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพในการส่งออกสินค้าเพื่อผู้สูงอายุ และเกาหลี ยังมีบริการสำหรับผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุที่ครบครัน จึงเล็งเห็นว่าสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุของไทย มีศักยภาพมากในการทำตลาดเกาหลี ผู้ผลิต ผู้ส่งออก จึงควรศึกษาและติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดประเทศเกาหลีอย่างใกล้ชิด ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อนำไปปรับใช้และพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคประเทศเกาหลีมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายงานอุตสาหกรรมการดูแลผู้สูงอายุ ของสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งเกาหลี หรือKHIDI ระบุว่า ในปี 2555 ตลาดอุตสาหกรรมการดูแลผู้สูงอายุในประเทศเกาหลีใต้มีมูลค่า 24,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตต่อปี ร้อยละ 13 ตั้งแต่ปี 2555-2563 ขนาดของตลาดการดูแลผู้สูงอายุ ประกอบไปด้วย 8 กลุ่ม ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ การบริการดูแล ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องสำอาง อาหาร การพักผ่อน ที่อยู่อาศัย และสินค้าบริโภคอื่นๆ โดยจากการคาดการณ์ในปี 2563 แสดงให้เห็นว่า ตลาดเพื่อการพักผ่อนของผู้สูงอายุ จะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คิดเป็น 36% ตามด้วย อาหาร (24%) การบริการ ดูแล (13.8%) และยา (13.4%)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91371</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ, สมเด็จ สุสมบูรณ์, สินค้าผู้สูงอายุ, อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_601387ee61692.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ประเมินนโยบาย&#039;ไบเดน&#039;ส่งผลดีต่อการค้าไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2564 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามนโยบายด้านการค้าของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ว่าจะมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ตามนโยบายจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้มอบหมายไว้ พบว่า สหรัฐฯ มีนโยบายลดการพึ่งพาต่างชาติด้วยการสร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ เช่น เวชภัณฑ์ สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง การย้ายฐานการผลิตคืนสู่สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนนโยบาย Buy America และจะลดความตึงเครียดจากสงครามการค้าด้วยการใช้วิถีทางของกฎหมายทางการค้า แต่ยังไม่เปิดเจรจาการค้าใดๆ รวมทั้งจะยกเลิกนโยบายโดดเดี่ยวหันมาสร้างพันธมิตร ให้ความสำคัญกับการต่อสู้โลกร้อน และผ่อนคลายเรื่องแรงงานต่างชาติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในกรณีของจีน จะไม่ยกเลิกมาตรการต่างๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์โดยทันที แต่อาจดำเนินการใน ลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และมีแนวโน้มต่อนโยบายในเรื่องการเข้มงวดกับการขายสินค้าเทคโนโลยี และเซมิคอนดักเตอร์ให้แก่จีน และการจำกัดการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงจากจีน ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) นายไบเดนไม่มีนโยบายทำสงครามการค้า เน้นการฟื้นฟูมิตรภาพ แต่ยังต้องแก้ปัญหาความไม่สมดุลการค้าสินค้าเกษตร ในส่วนที่เกี่ยวกับ เม็กซิโกและแคนาดา เห็นว่า สนธิสัญญา USMCA (United States-Mexico-Canada) เป็นข้อตกลงที่ดีกว่า NAFTA (North American Free Trade Agreement) ในด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่เอเชียยังไม่แสดงความเห็นการเข้าร่วม RCEP และ CPTPP แต่นโยบายจะให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้น รวมถึงมีความตั้งใจที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์และร่วมมือกับ WTO มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเด็จกล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อไทย พบว่า นโยบายของนายไบเดน น่าจะส่งผลดีทำให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับกลุ่มประเทศเอเชียดีขึ้น สร้างโอกาสเพิ่มความร่วมมือทางการค้าการลงทุนของธุรกิจสหรัฐฯ ในไทย และช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าที่มีมาตรการทางการค้าสูงหรือไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยใช้สหรัฐฯ เป็นฐานการผลิต และยังจะได้รับผลดีจากการที่สหรัฐฯ ไม่ยกเลิกภาษีนำเข้าจากจีนในทันที ทำให้ไทยยังสามารถใช้ประโยชน์ส่งออกที่ไปทดแทนสินค้าจากจีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คงจะต้องระวังผลกระทบจากกรณีที่สหรัฐฯ จะพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้น ทำให้จะมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) เพิ่มขึ้น สินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมและรถยนต์ไฟฟ้า และยังให้ความสำคัญเรื่องการผลิตที่จะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องระวังในเรื่องการย้ายฐานการผลิตมาไทยที่จะลดลง หลังจากสงครามการค้าชะลอตัว นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูนโยบายด้านการเงินการคลังของสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อค่าเงินบาทในอนาคตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเด็จกล่าวว่า กรมฯ จะยังเดินหน้าขยายตลาดส่งออกในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะเป็นตลาดหลักที่สำคัญ โดยปี 2564 ได้ตั้งเป้าขยายตัวที่ 4% โดยสินค้าที่มีศักยภาพ คือ อาหารสำเร็จรูป อาหารเสริม สินค้าที่เกี่ยวกับการทำงานที่บ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน วัสดุแต่งสวน สินค้าสัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ออกกำลังกาย เกมส์และความบันเทิงภายในบ้าน และสินค้าป้องกันส่วนบุคคล เช่น ผลิตภัณฑ์ PPE เป็นต้น ที่จะมีความต้องการจนกว่าโควิด-19 จะคลี่คลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกในตลาดสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการผลักดันสินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทย โดยสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น อาหารแปรรูป สินค้าเกษตรอินทรีย์ ข้าว ผลไม้ไทย สมุนไพรไทย เป็นต้น โดยจะเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และโปรโมตผ่านโซเชียลมีเดีย ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์และสตาร์ทอัป จะได้เข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในรูปแบบออนไลน์ และสำหรับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน มีการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในสหรัฐฯ รวมถึงจัด Virtual Trade Show ในกลุ่มสินค้าอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ทางการแพทย์ (PPE) เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจรจาธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย และจะเน้นการจัดเจรจาธุรกิจออนไลน์ในกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดสหรัฐฯ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะได้เร่งพัฒนาและส่งเสริมการค้าปลีกสมัยใหม่ผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ &amp;nbsp; ผ่านการจัดตั้งห้างสรรพสินค้าออนไลน์ TOPTHAI Store บนแพลตฟอร์ม Amazon.com ,การประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์สินค้าไทย เจาะกลุ่มผู้บริโภค Millennials and Gen Z ผ่าน Social Influencers ต่าง ๆ เป็นต้น , โฆษณาประชาสัมพันธ์ตรา Thai Select ให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมร้านอาหารที่เป็นสมาชิก &amp;nbsp;Thai Select ใน Social Media ต่างๆ , ประชุมหารือกับผู้นำเข้ารายสำคัญเพื่อติดตามสถานการณ์ และนำเสนอสินค้าไทยรายการใหม่ๆ รวมถึงประชาสัมพันธ์ชักชวนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า กิจกรรมในไทยในปี 2564 และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลการค้าการลงทุนในสหรัฐฯ ผ่านเว็บไซต์ ThaiTradeUSA.com เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90553</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, นโยบายการค้า, พาณิชย์, สมเด็จ สุสมบูรณ์, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd046864e319.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
