<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ่อเมืองโคราชร่วมพิธีรื้อถอนอาคารในวัดพระนารายณ์ เตรียมก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค.64 - ที่วัดพระนารายณ์วรวิหาร (วัดกลาง) อ.เมือง จ.นครราชสีมา พระสีหราชสมาจารมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานฝ่ายฆราวาส&amp;nbsp;ร่วมกันประกอบพิธีบวงสรวงบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ก่อนทำการรื้อถอนอาคารพาณชย์ภายในวัดพระนารายณ์ เพื่อดำเนินการเตรียมก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดนครราชสีมา โดยมีส่วนราชการประชาชนพุทธศาสนิกชนญาติโยมร่วมในพิธีพร้อมเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การรื้อถอนอาคารพาณิชย์ที่หมดสัญญาเพื่อเตรียมก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดนครราชสีมา ภายในวัดพระนารายณ์วรวิหาร&amp;nbsp;เบื้องต้นจะทำการรื้อถอนจำนวน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;คูหา และอีก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คูหาจะหมดสัญญาในวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;มีนาคมนี้&amp;nbsp;สภาพอาคารทั้งหมดมีสภาพที่เก่า ผุ บางส่วนไม่ควรใช้งานแล้ว&amp;nbsp;สำหรับการรื้อถอนอาคารเพื่อทำการปรับปรุงภูมิทัศน์&amp;nbsp;หากพี่น้องประชาชนได้เห็นแบบจะเกิดความภาคภูมิใจ&amp;nbsp;ภูมิทัศน์ตรงนี้จะเชื่อมกับศาลหลักเมืองนครราชสีมา&amp;nbsp;จะทำให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่อีกแห่งของจังหวัดนครราชสีมา หากการดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวและประชาชนที่รักในงานศิลปวัฒนธรรม รักในประวัติศาสตร์เมืองนครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเริ่มการก่อสร้าง ขณะนี้ได้ตั้งงบประมาณในการก่อสร้างจำนวน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ล้านบาท และกรมศิลปากรให้ความเห็นชอบในรูปแบบแล้ว แต่ต้องมีการปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช&amp;nbsp;จึงต้องดำเนินการรื้อถอน 6 คูหาโดยใช้รถแบ็คโฮก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และจะรื้อถอนอีก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คูหา รวม&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คูหา ที่จะทำการรื้อถอนในเฟสแรก&amp;nbsp;เมื่อทำการรื้อถอนทั้ง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คูหาเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไป ต้องทำเรื่องถึงกรมศิลปากรในเพื่อขอดำเนินการก่อสร้าง&amp;nbsp;โดยคาดว่าในปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จะเริ่มดำเนินการก่อสร้าง&amp;nbsp;ซึ่งจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี จึงน่าจะแล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95368</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครราชสีมา, วัดพระนารายณ์วรวิหาร, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_6045e139d7a10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2019 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“Kosa Pan : Le buste โกษาปาน &quot;  ณ ถนนสยาม อนุสรณ์รำลึก333ปีฑูตไทยไปฝรั่งเศส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปปั้นขนาดครึ่งตัวของ&amp;quot;โกษาปาน&amp;quot;ที่จะนำไปตั้งที่ถนนสยาม เมือง แบรสต์ ประเทศฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นเวลา 333 ปีแล้ว ที่คณะทูตจากสยาม นำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) หรือ &amp;ldquo;โกษาปาน&amp;rdquo; ได้เป็นตัวแทนของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา นำคณะราชฑูตจากราชอาณาจักรอยุธยา &amp;nbsp;ลงเรือเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส &amp;nbsp;เมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ.2228 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือของคณะฑูตจากอยุทธยา ได้เทียบท่าที่เมืองแบรสต์ เมื่อเดือน มีนาคมพ.ศ. 2229 ครั้งนั้นมีข้าราชการและประชาชนชาวฝรั่งเศส ออกมาต้อนรับอย่างเอิกเกริก เรียงตั้งแต่ท่าเรือไปจนถึงตัวเมือง &amp;nbsp;ต่อมาถนนเส้นบริเวณท่าเรือ ที่ตัดเข้ามาที่ตัวเมืองเบรสต์ ได้ชื่อว่า &amp;ldquo;ถนนสยาม&amp;rdquo; เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะราชทูตของสมเด็จพระนารายณ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้ายถนนสยาม (Rue de Siam) เดิมก่อนคณะราชฑูตไทยเดินทางไปถึงชื่อ&amp;quot;ถนนแซงต์ปิแอร์ &amp;quot;ถนนสายหลักของเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยที่ 14 และพบปะบุคคลสำคัญที่ฝรั่งเศสของโกษาปานครั้งนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-ฝรั่งเศส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 333 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตสองประเทศ สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้จัดสร้างรูปปั้นครึ่งตัว ของเจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน) ขึ้น เพื่อเป็นการรำลึก การครบรอบการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ผู้ก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กิจกรรมครั้งนี้ ยังมีการเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;Kosa Pan : Le buste โกษาปาน อนุสรณ์สถานแห่งมิตรไมตรีที่ถนนสยาม&amp;rdquo; ก่อนจะนำรูปปั้นของเจ้าพระยาโกษาปาน ไปประดิษฐาน ณ ถนนสยาม เมืองแบรสต์ ประเทศฝรั่งเศส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฌัก ลาปูณ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายในงานเสวนา นายฌัก ลาปูณ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;ราชทูตโกษาปาน ถือเป็นผู้เริ่มต้นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และราชอาณาจักรไทย ทำให้ชาวฝรั่งเศสรู้จักสยาม ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ร่ำรวยละเอียดอ่อน และงอกงามอยู่ระหว่างประเทศจีนและอินเดีย การค้นพบบันทึกรายวันการเดินทางของเจ้าพระยาโกษาปานบรรยายเหตุการณ์ สิ่งที่พบเห็นขณะที่อยู่เมืองแบรสต์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ &amp;nbsp;ก็ทำให้เข้าใจได้ว่าเหตุใดราชทูตโกษาปานจึงเป็นแรงบันดาลใจแก่นักการทูตไทยรุ่นหลังและรุ่นใหม่ &amp;nbsp;และนับเป็นเวลากว่า 300 ปีที่ประเทศของเราได้รู้จักกัน และกว่า 150 ปีหลัง จากการส่งคณะราชทูตคณะแรกในครั้งนั้น ทั้งสองประเทศก็ได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ.1856 มีการลงนามในสนธิสัญญา ทรงพระราชไมตรีและการพาณิชย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งคณะราชทูตไทยไปถวายพระราชสาส์นทองคำ แด่จักรพรรดินโปเลียนที่สาม ณ ประเทศฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินให้สร้าง สถานกงสุลฝรั่งเศสในไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เองก็ได้เสด็จเยือนฝรั่งเศส ในปีค.ศ.1897 และ ค.ศ.1907 &amp;nbsp;จวบจนปีปัจจุบันยังกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแนบแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยากาศการเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รศ.ดร.ธิดา บุญธรรม อุปนายกสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และประธานโครงการ กล่าวว่า &amp;nbsp;โอกาสนี้ ทางสมาคมฯ ได้จัดทำรูปปั้นเพื่อรำลึกถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) &amp;nbsp;ซึ่งในปี พ.ศ. 2562 เป็นวาระครบรอบ 333 ปี ที่ท่านได้เป็นราชทูตแห่งราชอาณาจักรสยาม อัญเชิญพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อนำไปถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ในครั้งนั้นคณะราชทูตสยามได้เดินทางโดยทางเรือไปเทียบท่าที่เมืองแบรสต์ อยู่ทางภาคตะวันตกของฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2229 โดยได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริก และด้วยไหวพริบปฏิภาณเฉลียวฉลาดหลักแหลมของท่าน ได้สร้างความประทับใจและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศสยามอย่างมากมาย ถือเป็นปฐมบทแห่งความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รอยประวัติศาสตร์ที่พบเห็น ยังบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ฉันมิตรยังปรากฏในเมืองแบรสต์ เช่น ถนนสยาม (Rue de Siam) &amp;nbsp;ถือเป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพที่ทางการเมืองแบรสต์ ได้มอบเกียรติสูงสุดแก่สยามประเทศ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2285 &amp;nbsp;ทางการเมืองแบรสต์ ได้เปลี่ยนชื่อถนนแซงต์ปิแอร์ ถนนหลักของเมือง &amp;nbsp;ให้เป็นชื่อถนนสยาม เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะราชทูตสยาม รวมไปถึงป้ายรถรางไฟฟ้าชื่อสถานีสยาม ตลอดจนหุ่นจำลองขบวนของคณะราชทูตสยามที่จัดแสดงใน ตูร์ ตองกี พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง แสดงถึงความสำคัญของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนสยาม เมืองแบรสต์ ประเทศฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.ธิดา กล่าวต่อว่า กว่า 3 ศตวรรษ ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความแน่นแฟ้น และเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งทางด้านการทูต การค้า การลงทุน ท่องเที่ยว รวมถึงด้านการศึกษาภาษาฝรั่งเศส โดยในปี 2532 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้เสด็จเพื่อทรงดูงานการศึกษา ณ เมืองแบรสต์ ทรงตระหนักว่านอกจากเมืองแบรสต์ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว &amp;nbsp;แบรสต์ยังเป็นศูนย์การศึกษาที่มีความเป็นเลิศด้านการสอนภาษาฝรั่งเศสให้กับชาวต่างชาติ &amp;nbsp;และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณา ที่คุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และในวโรกาสครบรอบ 333 ปีของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์น่าจดจำนี้ ทางสมาคมและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือดำเนินการจัดสร้างรูปปั้นโกษาปาน ขนาดครึ่งตัว โดยผู้ปั้นคือ อ.วัชระ ประยูรคำ ประติมากรชาวไทย ผู้มีผลงานปั้นพระบรมรูป และผลงานประติมากรรมมามากมาย และได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระกรุณาเจิมรูปปั้น ก่อนจะนำไปประดิษฐานที่เมืองแบรสต์เพื่อนำไปประดิษฐาน ที่ถนนสยามภายในเดือน ก.พ.ปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และนอกจากนี้ยังได้จัดทำหนังสือรูปภาพสีน้ำที่ระลึก 333 ปีจากวังนารายณ์ สู่แวร์ซายสถาน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของคณะราชทูตไทยในรูปแบบหนังสือท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามเส้นทางของคณะราชทูตสยามตั้งแต่จากพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ กระทั่งถึงพระราชวังแวร์ซาย ประกอบด้วยผลงานภาพสีน้ำของ อ.เกริกบุระ ยมนาค ศิลปินวาดภาพ และเล่าความโดยนายสุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนสารคดีท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้ายรถไฟฟ้าสถานีสยาม เมืองแบรสต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง อาจารย์นักแปลและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรมฝรั่งเศส กล่าวเสริมว่า ในเอกสารของฝรั่งเศสมีผู้เขียนหลายท่านได้กล่าวถึงโกษาปานในทำนองเดียวกัน เช่น เดอลิเซ่ ท่านเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ติดตามข่าวสาร และติดตามเรื่องของโกษาปานทุกวัน ได้เขียนไว้ว่าน่าจะเป็นนักการทูตชาวสยามคนแรกที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีที่ฝรั่งเศส และระบุว่าท่านโกษาปานนั้นเป็นนักการทูตผู้มีความเฉลียวฉลาด เป็นคนมีไหวพริบแม้บุคลิกจะนิ่ง สามารถเจรจาทางการทูตโต้ตอบได้อย่างดีเยี่ยม เช่น การที่ฝรั่งเศสขอให้ทหารไปประจำการที่บางกอก ท่านใช้ไหวพริบหลีกเลี่ยงได้อย่างฉลาด เอาตัวรอดได้ในสถานการณ์นั้น อีกแง่หนึ่งท่านก็ทำให้คนฝรั่งเศสรู้จักเมืองสยามมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน อ.วัชระ ประยูรคำ ประติมากรและศิลปินผู้ปั้นรูปโกษาปาน กล่าวว่า รูปปั้นของท่านใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น โดยการศึกษารายละเอียดทุกอย่างจากเอกสารสำคัญๆ ทั้งสิ่งพิมพ์ที่เป็นรูปภาพและลายลักษณ์อักษรที่อธิบายลักษณะของท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการแต่งกายในสมัยนั้นนำมาประกอบกันให้เป็นรูปที่จะทำให้คนระลึกถึงท่าน เนื่องจากงานของตนเน้นที่ความรู้สึกมากกว่าการปั้นรูปเหมือน เราต้องทำให้ละเอียด ไม่ให้ตกหล่นหรือผิดพลาด หากเป็นเช่นนั้นจะรู้สึกเสียดายว่าทำไมไม่สื่อสารสิ่งนี้ออกไป สิ่งที่ตนปั้นคือทำให้เห็นศักดิ์ศรีศรีของความเป็นสยามมากที่สุด ทั้งรูปร่างหน้าตา ปาก เสื้อผ้าพยายามสื่อสารให้เห็นถึงพลังของนักการทูต มีเทคนิคทำให้รูปเอียง เพื่อให้เหมือนกำลังเจรจา และให้สมเกียรติที่จะนำไปจัดตั้งที่ฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์วัชระ ประยูรคำ ผู้ปั้นประติมากรรมครึี่่งตัวของ &amp;quot;โกษาปาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50667</URL_LINK>
                <HASHTAG>333ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน), เมืองแบรสต์, “Kosa Pan : Le buste โกษาปาน &quot;  ณ ถนนสยาม อนุสรณ์รำลึก333ปีฑูตไทยไปฝรั่งเศส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191119/image_big_5dd3d07a5de80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 22:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นมัสการรอยพระพุทธบาท พิชิตยอดเขาวงพระจันทร์62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ทิพระปางเชียงแสนประดิษฐานกลางยอดเขาวงพระจันทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จังหวัดลพบุรี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในเรื่องศาลพระกาฬคู่กันลิงลพบุรี ครั้นเมื่อละครบุพเพสันนิวาสโด่งดัง ลพบุรีก็มีชื่อเสียงว่าเป็นเมืองของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนอกจากสิ่งที่กล่าวไปแล้ว ลพบุรียังเป็นศูนย์รวมความน่าสนใจทางการท่องเที่ยวอื่นๆ ไว้ครบถ้วน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ โบราณสถาน วิถีชุมชน รวมถึงความท้าทายในการขึ้นไปพิชิต &amp;ldquo;เขาวงพระจันทร์&amp;rdquo; เพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยการเดินขึ้นบันได 3,790 ขั้น พิสูจน์ความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ พร้อมพบกับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวมากมาย ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Amazing ไทยเท่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(รอยพระพุทธบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางจิรารัตน์ มีงาม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี กล่าวว่า ททท. สำนักงานลพบุรี ขอเชิญร่วมงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาท บนยอดเขาวงพระจันทร์ ประจำปี 2562 ตั้งแต่บัดนี้-19 กุมภาพันธ์ 2562 ที่วัดเขาวงพระจันทร์ ตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ทางขึ้นพิชิต 3,790 ขั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับ &amp;ldquo;เขาวงพระจันทร์&amp;rdquo; นับว่าเป็นภูเขาสูงที่สุดในจังหวัดลพบุรี มีบันไดขึ้นสู่ยอดเขารวม 3,790 ขั้น และมีความเชื่อว่าหากใครได้นมัสการรอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขา จะประสบความสุข สมหวังทุกประการ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางขึ้นเขาเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(เจ้าแม่กวนอิม บนยอดเขา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงงานประเพณีขึ้นเขาวงพระจันทร์นั้น ทางวัดเขาวงพระจันทร์เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีการประดับไฟสวยงาม และมีร้านค้าไว้คอยให้บริการตลอดเส้นทางบนยอดเขา นอกจากจะได้นมัสการรอยพระพุทธบาทเสริมสิริมงคลแล้ว ยังได้สักการะเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายองค์ เช่น องค์เทพเจ้ากวนอู องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม และหลวงพ่อโอภาสี รวมถึงยังได้ชมทิวทัศน์อ่างเก็บน้ำรูปหัวใจสวยงามอยู่เบื้องล่างอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;งานประเพณีขึ้นเขาวงพระจันทร์จัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าได้มากราบนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาวงพระจันทร์ และเดินทางท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรมและชุมชนที่ในเขตพื้นที่เชื่อมโยง&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานลพบุรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ การเดินทางมายังเขาวงพระจันทร์ทำได้สะดวก ด้วยรถยนต์ส่วนตัว จากตัวเมืองลพบุรีใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน (ลพบุรี-โคกสำโรง) ประมาณ 25 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวขวาเข้าวัดเขาวงพระจันทร์ ตรงไปประมาณ 5 กิโลเมตร ส่วนรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่ง สายลพบุรี-โคกสำโรง ผ่านปากทางเข้าวัด และเหมารถจักรยานยนต์รับจ้างจากเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(พระนารายณ์ราชนิเวศน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานลพบุรี กล่าวต่อว่า ระหว่างวันที่ 8-17 กุมภาพันธ์ 2562 (10 วัน) จังหวัดลพบุรียังมีงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งที่ 32 ประจำปี 2562 บริเวณพระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และบริเวณใกล้เคียง จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนชาวเมืองลพบุรีพร้อมใจแต่งไทยกันทั้งเมือง พร้อมสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่เดินทางมาท่องเที่ยวโบราณสถานต่างๆ โดยรอบ โดยมีจุดที่น่าสนใจหลายแห่ง โดยเฉพาะ &amp;quot;พระนารายณ์ราชนิเวศน์&amp;quot; หรือ &amp;quot;วังนารายณ์&amp;quot; เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และภายหลังสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การก่อสร้างถูกทิ้งร้างไปจนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมวังนารายณ์ขึ้นใหม่ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าที่ไม่ควรพลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(บ้านวิชาเยนทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่โบราณสถานต่างๆ ใกล้เคียงที่เชื่อมโยง คือ &amp;quot;บ้านหลวงรับราชทูต&amp;quot; หรือ &amp;quot;บ้านวิชาเยนทร์&amp;quot; อีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ในละครบุพเพสันนิวาสที่โด่งดังมาแล้วเมื่อปี 2561 นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมความงดงามในฉากที่คุณพี่ขุนศรีวิสารวาจาพาแม่หญิงการะเกดมาเยี่ยมแม่มะลิ หรือ มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ที่เมืองละโว้ สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อใช้ต้อนรับคณะทูตจากประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นบ้านพักของท้าวทองกีบม้ากับสามี คือ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือหลวงสุรสาคร (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถัดมาคือ &amp;quot;พระที่นั่งไกรสรสีหราช&amp;quot; หรือ &amp;quot;พระที่นั่งเย็น&amp;quot; เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และดาราศาสตร์ของไทย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อทรงสำราญพระราชอิริยาบถ มีบันทึกจากชาวฝรั่งเศสถึงสถานที่แห่งนี้ว่า &amp;quot;เป็นที่เหมาะสมมองท้องฟ้าได้ทุกด้าน และมีพื้นที่กว้างมากพอสำหรับที่จะติดตั้งเครื่องมือ&amp;quot; สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงใช้เป็นสถานที่ศึกษาจันทรุปราคา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2228 ร่วมกับบาทหลวงเยซูอิต และบุคคลในคณะทูตชุดแรกที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ส่งมาเจริญสัมพันธไมตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อด้วยการเดินชม &amp;quot;วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ&amp;quot; แหล่งโบราณคดีที่สำคัญกลางใจเมือง ศูนย์รวมความศรัทธาของชาวจังหวัดลพบุรี สถานที่แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่สำคัญคือ พระปรางค์องค์ใหญ่ ก่อด้วยศิลาแลง ซึ่งสูงที่สุดในจังหวัดลพบุรี และยังมีศาลาเปลื้องเครื่อง สถานที่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินใช้เปลี่ยนเครื่องทรงก่อนที่จะเข้าพิธีทางศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้คือ &amp;quot;ศาลพระกาฬ&amp;quot; ที่ประดิษฐานของ &amp;quot;เจ้าพ่อพระกาฬ&amp;quot; เทวรูปขอมโบราณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลพบุรี บริเวณรอบศาลมีความร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงจำนวนกว่า 300 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(พระปรางค์สามยอด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นต่อด้วย &amp;quot;พระปรางค์สามยอด&amp;quot; สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลพบุรี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรละโว้ มีลักษณะเป็นปราสาทขอม ศิลปะแบบบายน พระปรางค์สร้างด้วยศิลาแลงเรียงกันสามองค์ มีฉนวนทางเดินเชื่อมต่อกัน มาที่นี่นอกจากจะได้ชมความงดงามของสถาปัตยกรรมขอมโบราณ ยังมีโอกาสได้ชื่นชมความน่ารักของน้องลิงฝูงใหญ่แบบใกล้ชิดอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(วัลลภาฟาร์ม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานลพบุรี กล่าวว่า จังหวัดลพบุรียังมีสถานที่อื่นๆ อาทิ &amp;quot;วัลลภาฟาร์มสเตย์&amp;quot; อำเภอโคกสำโรง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ทุ่งนาเขียวๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ สดชื่นๆ มีกิจกรรมหลากหลายให้ทำ เช่น ขี่ม้า นั่งรถอีแต๋นชมทุ่ง ทำไข่เค็มดินสอพอง มีการสาธิตการทำนา เก็บไข่ไก่จากฟาร์ม การปั้นดิน การทำสบู่แบบง่ายๆ หรือจะนั่งรถม้าไปไหว้พระที่วัดใกล้ๆ ก็ได้ รวมทั้งมีที่พักไว้ให้บริการ ผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0-8217-5633&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(บ้านดินมดแดง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คนที่ชื่นชอบงานหัตถกรรมและวิถีชุมชน ที่ &amp;quot;ตลาดนัดชุมชน&amp;quot; บ้านดินมดแดง อำเภอเมือง เป็นร้านจำหน่ายเครื่องปั้นดินเผา ทั้งกระถางต้นไม้ ข้าวของเครื่องใช้เก๋ๆ ที่ออกแบบร่วมสมัยแบบไทยๆ ที่นี่ถือเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจในวิธีการปั้นดินเป็นตุ๊กตา เป็นของใช้ ไปจนถึงการทำบ้านดินที่ใช้งานได้จริง สำหรับคนชอบของที่ระลึกแบบ hand craft และมีกิจกรรม DIY ให้นักท่องเที่ยวลงมือทำงานฝีมือด้วยตัวเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(นั่งรถไถทัวร์ บ้านสวนขวัญ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อด้วย &amp;quot;บ้านสวนขวัญ&amp;quot; ชุมชนบ้านมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ สัมผัสประสบการณ์วิถีชุมชนด้วยการนั่งรถไถพ่วง ชมบ้านทรงไทยอายุกว่า 100 ปี ชมงานหัตถกรรมจักสานหวายของกลุ่มจักสานหวายลายวิจิตร ฝีมือชาวบ้านที่มีความประณีตละเอียดอ่อน จนสามารถสร้างมูลค่าได้ถึงชิ้นละกว่า 50,000 บาท พร้อมร่วมกิจกรรม DIY ด้วยการทำไข่เค็มใบเตย พิซซ่าเตาดิน ขนมนาบกระทะ ขนมลูกชุบ สบู่สมุนไพร ปั้นลิงดินเหนียว การทำนาแบบโบราณ ฯลฯ และกิจกรรมไฮไลต์คือ การล่องแพเปียก (สามารถล่องได้ตลอดปี) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 08-4775-1435&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ทิวทัศน์จากยอดเขาวงพระจันทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การเลือกเดินทางมาจังหวัดลพบุรี นอกจากจะได้นมัสการรอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาวงพระจันทร์ ที่ได้บุญกุศลและทดสอบกำลังใจไปในคราวเดียวแล้ว ยังได้รับทราบเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ผ่านโบราณสถานและวัตถุ และยังได้ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ช็อปปิ้งสินค้าจากชุมชนแท้ๆ กระจายรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้โดยตรงอีกด้วย&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานลพบุรี เชิญชวนทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วัดเขาวงพระจันทร์ โทร. 08-7564-3225 และ ททท. สำนักงานลพบุรี โทร. 0-3677-0096-7 ทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น. หรือ www.tat7.com และ Facebook Fanpage: Tat Lopburi.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28877</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรารัตน์ มีงาม, ททท., บุพเพสันนิวาส, บ้านวิชาเยนทร์, พระนารายณ์ราชนิเวศน์, พระปรางค์สามยอด, มองเมือง, ลพบุรี, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ, วัดเขาวงพระจันทร์, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190211/image_big_5c61907012f64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2018 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การสึกพระสมัยพระนารายณ์  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาย้อนกลับไปรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่แม่การะเกดข้ามเวลาไปกันอีกครั้ง เพราะเป็นยุคที่มีการบันทึกว่ามีการจับพระสึกมากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) สร้างความไม่พอใจให้เสนาบดีกลาโหม ซึ่งก็คือสมเด็จพระเพทราชา และหลวงสรศักดิ์เป็นอันมาก เพราะพยายามจะโน้มน้าวสมเด็จพระนารายณ์ให้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ อีกทั้งยังได้กระทำการหมิ่นน้ำใจชาวพุทธหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น จัดการสึกภิกษุสามเณรให้ลาสิกขาออกมารับราชการและใช้แรงงานโดยไม่สมัครใจ เป็นต้น &amp;nbsp;สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงโอนอ่อนตามเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ในหลายเรื่อง ทำให้พุทธศาสนิกชนอย่างเสนาบดีกลาโหมและหลวงสรศักดิ์รู้สึกโกรธเคืองในตัวชาวกรีกผู้นี้ยิ่งนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลักฐานบางกระแสระบุว่า นโยบายสึกพระสงฆ์น่าจะมาจากสมเด็จพระนารายณ์เองต่างหาก &amp;nbsp;เนื่องจากฟอลคอนไม่อาจทำเรื่องเช่นนี้ได้เองหากพระนารายณ์ไม่ทรงอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้หลวงสรศักดิ์ไม่พอใจอย่างมาก ถึงกับชกปากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ฟันหักไป ๒ ซี่ ก่อนจะหนีพระราชอาญาไปพึ่งเจ้าแม่วัดดุสิต มารดาโกษาเหล็กและโกษาปานซึ่งเป็นพระนมสมเด็จพระนารายณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าแม่วัดดุสิตจึงพาหลวงสรศักดิ์ขึ้นไปเมืองลพบุรีเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ สมเด็จพระนารายณ์ก็พระราชทานอภัยโทษให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีหลักฐานร่วมสมัยชิ้นหนึ่งคือ เอกสารเรื่องการเจรจาทางศาสนาระหว่างฟอลคอนกับพระอธิการ เดอ ชัวซี (abb &amp;nbsp;de Choisy) ฟอลคอนกล่าวเองว่าพระสงฆ์ไทยในตอนนั้นถูกสึกมาทำงานมาก แต่พระมอญไม่โดน และตามสัญญาทางศาสนาคริสต์ที่ว่าด้วยการให้มิชชันนารีรับคนไทยไว้ในโบสถ์เหมือนเป็นข้าวัดเพื่อสอนศาสนา ฟอลคอนเองกล่าวว่าเป็นไปได้ยากไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือข้าวัด โดยให้เหตุผลว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงเรียกคนเหล่านี้ออกจากวัดวันละหลายๆ คน ส่งไปให้อยู่กับนายข้อมือเพ้อใช้ทำการโยธาต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;quot;พระเจ้าแผ่นดินสยามก็ได้ทรงปฏิบัติการบางอย่างซึ่งน่ากลัวจะทำให้เกิดการลำบากยิ่งกว่าที่จะยกสิทธิให้เราอันจะทำให้เกิดการลำบากขึ้นนั้นหลายเท่าเสียอีก เช่นว่าให้พระสงฆ์สึกตั้ง ๕๐ หรือ &amp;nbsp;๖๐๐ องค์เป็นต้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟอลคอนได้เล่าว่า &amp;quot;เคยเห็นพระเจ้าแผ่นดินให้พระสงฆ์สึกในวันเดียวตั้ง ๗๐๐ องค์ และให้ลูกศิษย์ออกจากวัดตั้ง ๑๐,๐๐๐ คนก็มี แต่ถึงดังนั้นพวกไทยก็หาได้บ่นอย่างใดไม่ ถ้าหากว่าได้รู้สึกเสียแล้วว่านิสัยของคนไทยไม่ใคร่เอาใจใส่ในการศาสนาเท่าไรนัก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นากจากนี้ในหลักฐานชั้นต้นคือจดหมายของฟอลคอน ส่งถึงบาทหลวง เดอ ลาแชส (Fran ois &amp;nbsp;d&amp;#39;Aix de la Chaize) พระอธิกรณ์ (confessor) ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๖๘๖ ได้รายงานถึงความไม่พอใจของข้าราชการและพลเมืองที่มีต่อสมเด็จพระนารายณ์หลายครั้ง&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเรื่องที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๖๘๔ มีข้าราชการยื่นบัตรสนเท่ห์ต่อลูกขุน ณ ศาลหลวง มีเนื้อหา &amp;quot;ปรักปรำบรรดานักบวชว่าเป็นศัตรูของกฎหมายบ้านเมือง อนึ่งยังได้ระบุไว้ด้วยว่าในหลวงนั้นทรงไม่สมเป็นองค์ศาสนูปถัมภกของพระ (พุทธ) ศาสนาเลย แล้วยังกล่าวร้ายป้ายสีอีกนานาประการ&amp;quot; แต่สุดท้ายก็จับตัวผู้ทอดบัตรสนเท่ห์ได้ ซึ่งให้การว่า &amp;quot;ได้รับความผลักดันจากคำทำนายทายทักซึ่งพระภิกษุรูปหนึ่งบอกให้ คำพยากรณ์นั้นระบุว่าในหลวงทรงเป็นศัตรูพระ (พุทธ) ศาสนา จักต้องสิ้นพระชนม์ และยังข้อทำนายอันพิลึกพิลั่นอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเรื่องที่เกิดขึ้น ๓ ถึง ๔ เดือนหลังจากคณะทูตของเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงต์ เดินทางกลับฝรั่งเศส (ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ค.ศ.๑๖๘๖) มีผู้นำบัตรสนเท่ห์ไปแขวนบนต้นไม้หน้าประตูพระราชวังเมืองละโว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข้อความเขียนบอกว่า ผู้ใดได้พบหนังสือและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนารายณ์ แม้ว่าจะได้รับโทษตายก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ในหนังสือแจ้งถึงภัยของศาสนาพุทธ มีท่วงทำนองอุกอาจและพาดพิงถึงขุนนางพราหมณ์ที่เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ว่ารู้ตื้นลึกหนาอย่างดีแต่ปกปิดไว้&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ลาลูแบร์ยังได้บันทึกถึงการสอบไล่ของพระสงฆ์ตามนโยบายของสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งให้ทดสอบความรู้เพราะมีพระสงฆ์จำนวนมากที่มาบวชหนีราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลคือลาลูแบร์กล่าวว่าตอนที่เขาเข้ามา (พ.ศ.๒๒๓๐) มีพระสงฆ์ถูกจับสึกหลายพันรูปเพราะสอบตก และคนที่เป็นแม่กองสอบพระสงฆ์ฝ่ายคามวาสีก็คือ ออกหลวงสุรศักดิ์ หรือพระเจ้าเสือในอนาคตนั่นเอง&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงปลายรัชสมัยพระนารายณ์มีหลักฐานว่ามีกลุ่มพระสงฆ์คอยให้ความช่วยเหลือพระศรีสุธรรมราชาอยู่ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ปรากฏในหลักฐานร่วมสมัยว่าทำให้พระองค์ไม่ทรงวางพระราชหฤทัยสถาบันสงฆ์นัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เองในรัชสมัยของพระองค์การก่อกบฏโดยพระสงฆ์ทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น มีหลักฐานว่าถึงขั้นทรงให้ปิดวัด หรือแม้กระทั่งเรื่องสึกพระก็พอให้เห็นความขัดแย้งของกษัตริย์กับสงฆ์ได้ ทำให้สถาบันสงฆ์เอาใจออกห่างพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริงเหตุผลของการสึกพระสงฆ์ออกมารับราชการอาจไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ เพราะเชื่อว่าเหตุผลหลักคือการดึงประชากรในระบบไพร่ที่หลบเลี่ยงการเกณฑ์กลับมาสู่ระบบราชการของอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากโดยปกติแล้ว ไพร่หลวงต้องถูกเกณฑ์รับราชการปีละ ๖ เดือน ไพร่สมต้องรับใช้มูลนาย&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง &amp;nbsp;แต่พระสงฆ์ถือเป็นชนชั้นพิเศษที่ไม่ถูกเกณฑ์เดือน ไม่ต้องรับใช้มูลนาย ไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปรบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงปรากฏว่ามีไพร่หลบหลีกจากการถูกเกณฑ์ไปบวชจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ราชสำนักให้พระสงฆ์สึก จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยคัดกรองพระสงฆ์ที่ไม่มีความรู้พระปริยัติธรรมมากเพียงพอ ซึ่งอาจเป็นไพร่ที่หลีกเลี่ยงการเกณฑ์กลับมาสู่ระบบราชการ และก็ส่งเสริมให้พระสงฆ์ต้องตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นการอุดหนุนพระพุทธศาสนาไปในตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสอบไล่และการสำรวจสมณครัวเป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้มีแต่ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถึงกระนั้น จำนวนพระสงฆ์ที่ถูกสึกและข้าวัดที่ถูกบังคับให้ออกจากวัดมารับราชการในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ก็ยังสูงกว่าปกติธรรมดามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนผู้ชำระพงศาวดารสมัยหลังมองว่าเป็นการ &amp;quot;กระทำให้ร้อนในพระพุทธศาสนา&amp;quot; ดังนั้นจึงอาจไม่ได้มาจากเหตุผลการนำไพร่กลับมาสู่ระบบราชการเพียงประการเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกผลหนึ่งที่เป็นไปได้สูงคือ สมเด็จพระนารายณ์มีพระราชประสงค์ลดอิทธิพลของสถาบันสงฆ์ลงไปด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะสถาบันสงฆ์มีสถานะสูงรวมถึงมีกำลังข้าพระในปกครองจำนวนมาก &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังเป็นที่เคารพนับถือของพลเมืองในสังคม จึงมีอิทธิพลในการใช้ศาสนาชี้นำความคิดของราษฎรได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สถาบันสงฆ์ก็อาจกลายเป็นขั้วตรงข้ามทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ได้เช่นเดียวกัน ดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อยุธยาหลายครั้งว่า....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;....วัดได้กลายเป็นฐานปฏิบัติการทางการเมืองของพระราชวงศ์และขุนนางหลายครั้ง โดยมีสถาบันสงฆ์เป็นผู้เกื้อหนุน....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชวงศ์หลายพระองค์เคยเสด็จออกผนวชหนีราชภัย และหลายพระองค์ทรงก่อกบฏด้วยการสนับสนุนของพระสงฆ์ เช่น ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระศรีศิลป์พระราชโอรสในสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงก่อกบฏด้วยการสนับสนุนของพระสังฆราชวัดป่าแก้ว พระเจ้าทรงธรรมทรงเคยผนวชเป็นที่พระพิมลธรรมได้ศึกษาพระไตรปิฎกจนเชี่ยวชาญ มีผู้ฝากตัวเป็นศิษย์มากจนชิงราชสมบัติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระศรีศิลป์พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรมทรงได้รับความช่วยเหลือจากพระสงฆ์ในเมืองเพชรบุรี จนก่อกบฏต่อสมเด็จพระเชษฐาธิราช และเมื่อเจ้าฟ้าไชยได้ราชสมบัติต่อจากพระเจ้าปราสาททองก็ปรากฏหลักฐานว่าพระศรีสุธรรมราชาเสด็จหนีไปอยู่ในวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้แต่สมเด็จพระนารายณ์ก็ยังทรงปรากฏในหลักฐานของบาทหลวง เดอ แบส (Claude de B ze) ว่าทรงได้รับความช่วยเหลือจากพระสงฆ์ จนสามารถชิงราชสมบัติจากพระศรีสุธรรมราชาพระเจ้าอาได้เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากศึกษาจากอุปนิสัยของฟอลคอน คนผู้นี้มิได้จริงจังกับศาสนาใดนัก นอกจากผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ
กรณีท้าวทองกีบม้า หรือ มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา ขณะนางมีอายุได้ ๑๖ ปี บิดาของนางแสดงความไม่พอใจในพฤติกรรมและวัตรปฏิบัติของลูกเขยที่หลงลาภยศสรรเสริญและมักในโลกีย์นัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟอลคอนจึงแสดงความจริงใจด้วยยอมละนิกายแองกลิคันที่ตนนับถือ เปลี่ยนเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามมารีอา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และแม้หลังการสมรส มารีอาก็ยังดำรงชีวิตอย่างปกติไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำยังชี้ชวนให้สามีประพฤติและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอขึ้นกว่าเก่า ดังปรากฏในงานเขียนของบาทหลวงโกลด เดอ แบซ (Claude de B ze) ว่า&amp;quot;...สตรีผู้ถือมั่นในพระคริสตธรรมนี้มีอายุได้ไม่เกิน ๑๖ ปี ได้หลีกหนีความบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลาย อันสตรีในวัยเดียวและฐานะเดียวกันกับนางใฝ่หากันหนักหนานั้น แล้วมุ่งแต่จะรับใช้พระผู้เป็นเจ้ากับทำความสบายอกสบายใจแก่ท่านสามีเท่านั้น นางไม่ออกจากทำเนียบไปไหนมาไหนเลย นอกจากจะไปวัด...&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบันทึกน้อยครั้งที่ฟอลคอนจะไปวัด และระยะหลังสามีภรรยาคู่นี้มักระหองระแหงกัน เพราะความทะเยอทะยานของฟอลคอน และนี่เป็นอุปนิสัยที่ไม่แคร์ใครทั้งนั้น เขาทำได้ทุกเรื่องแม้แต่การมีส่วนร่วมในการจับพระสึก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11123</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสึกพระ, กาลครั้งหนึ่ง, คอนสแตนติน  ฟอลคอน, ประวัติศาสตร์, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, สึกพระใช้แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e22f5df29b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 17:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศึกระหว่าง &#039;พระเพทราชา-คอนสแตนติน ฟอลคอน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชวงศ์ปราสาททองมีทั้งสิ้น 4 รัชกาล สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดคือ 32 ปี ฉะนั้นจึงมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็นช่วงเวลาที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในอยุธยามากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาเหตุของการต้อนรับชาวต่างชาติ ในมุมมองของสมเด็จพระนารายณ์ หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 และกอบกู้โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น อยุธยามีราษฎรเพียงหยิบมือ แม้เวลาจะล่วงเลยไปถึงกว่า 70 ปี จนถึงช่วงที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงขึ้นครองราชย์ ราษฎรก็มิได้เพิ่มขึ้นมากแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การเปิดรับชาวต่างชาติเพราะ ณ ช่วงเวลานั้น เอเชียอุษาคเนย์กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากชาวยุโรปอย่างโปรตุเกสและฮอลันดา แม้ว่าทางอยุธยาเองจะทำการค้าขายกับฮอลันดา แต่ก็ไม่วายโดนฮอลันดาเอารัดเอาเปรียบ จนเกิดการทะเลาะวิวาทกันจนได้&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สมเด็จพระนารายณ์ทรงหวั่นเกรงว่าฮอลันดาจะกระทำกับอยุธยาเหมือนกับที่ทำกับพวกชวา พระองค์จึงต้องทรงหาทางดึงชาวยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสเข้ามาเป็นพวก ดังนั้นนโยบายการหาพันธมิตรจากแดนไกลจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้นี่เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สมเด็จพระนารายณ์มีพระราชประสงค์วิทยาการใหม่ๆ ในการค้าขาย เพื่อให้อยุธยาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค แต่นั่นทำให้ตลอดช่วงการครองราชย์ของพระองค์ได้พานพบกับเกมแห่งอำนาจ บ้างก็เป็นเกมที่พระองค์ทรงเล่น และบ้างก็เป็นเกมที่พระองค์ทรงโดนท้าทาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะคุกคามต่อราชบัลลังก์ของพระองค์ได้มากเท่ากรณี เจ้าพระยาวิชเยนทร์ &amp;nbsp;(คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขัดแย้งกับพระเพทราชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในละครบุพเพสันนิวาส ฉากที่พระเพทราชาทูลถามสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเรื่องคอนสแตนติน &amp;nbsp;ฟอลคอน ในทุกตอนฟังแล้วขนลุกทุกครั้ง เพราะความเก่งกาจของนักแสดง บวกกับบันทึกประวัติศาสตร์ที่คอนสแตนติน ฟอลคอนถูกฆ่าอย่างทารุณ ทำให้บทสนทนามีความสมจริงและน่าติดตาม&amp;nbsp;


สล็อต789 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างที่ทราบกัน คอนสแตนติน ฟอลคอน นักผจญโชคผู้มากความสามารถ มีสติปัญญาเฉียบแหลม รู้จักเข้าหาคน และเป็นขุนนางต่างชาติเพียงคนเดียวที่ไม่มีขุนนางอยุธยาคนไหนกล้ามีปัญหา ด้วย ด้วยความที่เป็นคนสนิทของพระนารายณ์มหาราช จึงทำให้ขุนนางอยุธยาอีกกลุ่มที่ไม่ชอบหน้าในตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์รอคอยจังหวะที่จะทำลายให้ย่อยยับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนพระเพทราชาเป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี ปัจจุบันคือบ้านพลูหลวงตั้งอยู่ในตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของพระนมเปรม และมีพระขนิษฐาคือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระสนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาได้รับราชการจนมีบรรดาศักดิ์เป็นพระเพทราชา ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพระคชบาล มีกำลังพลในสังกัดหลายพัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พระเพทราชาคอยจับตาเจ้าพระยาวิชเยนทร์เมื่อครั้งนำทหารฝรั่งเศสพร้อมอาวุธทันสมัยเข้ามาประจำการที่ป้อมบางกอก&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย&amp;nbsp; ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายเพราะอาวุธเหล่านั้นมีอานุภาพเหนือกว่าทางอยุธยามาก แม้มีทหารเพียงกองร้อยก็สามารถเอาชนะทหารไทยในระดับกองทัพได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระเพทราชาเคยติงเรื่องนี้ในที่ประชุมขุนนางต่อหน้าพระพักตร์ เรื่องการคบหากับต่างชาติที่ต้องระมัดระวัง สมเด็จพระนารายณ์ในเวลานั้นโปรดพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และโปรดเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นพิเศษ แม้จะทรงพระพิโรธการติงของพระเพทราชา แต่ก็ทรงระงับไว้ได้ ถ้าเป็นขุนนางผู้อื่นอาจถูกโบยได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่นี่เป็นพระเพทราชาที่มีฐานะเป็นทั้งพระญาติสนิท เพราะแม่จริงของพระเพทราชาคือแม่นมของสมเด็จพระนารายณ์ นั่นคือเจ้าแม่วัดดุสิต นอกจากนั้นยังเป็นศิษย์พระอาจารย์องค์เดียวกัน (พระอาจารย์พรหม) ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พระเพทราชาเป็นคนลุ่มลึก&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง เยือกเย็น องอาจกล้าหาญ และเฉลียวฉลาด ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ทรงรู้จักดีมานานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พระเพทราชาเวลานั้นดำรงตำแหน่งรักษาการสมุหพระกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่งมาตั้งแต่ปี 2219 เป็นตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบดูแลความมั่นคงของบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของเจ้าพระยาวิชเยนทร์อย่างเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ความจริงก็คือเจ้าพระยาวิชเยนทร์จะใช้กองกำลังทหารฝรั่งเศสที่ป้อมบางกอกทำการรัฐประหารยึดอำนาจ กองทหารนั้นควบคุมโดยนายพลเดส์ฟาร์จ ทั้งนี้จะใช้กองกำลังเพียง 60-80 คนก็สามารถดำเนินการได้เพราะมีอาวุธที่ดีกว่ามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่พระเพทราชาฉลาดพอที่จะอาศัยพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ในเขตเมืองลพบุรีและปริมณฑล ทั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพระสังฆราชเมืองลพบุรี ณ วัดราชา ทั้งในเรื่องการสอดแนมการเคลื่อนไหวต่างๆ การก่อม็อบและอาจใช้เป็นกำลังรบถ้าจำเป็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การอาศัยกำลังจากพระสงฆ์ในกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น เป็นวิธีที่แนบเนียนซึ่งเจ้าพระยาวิชเยนทร์ไม่เข้าใจ เขารู้แต่เพียงว่าพระเพทราชาไม่มีกำลังรบที่ดีๆ อยู่ในมือเลย กว่าจะระดมคนได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ขณะที่สมเด็จพระนารายณ์โปรดที่จะประทับอยู่ที่ละโว้มากกว่าอยุธยา เพื่อหลีกหนีการเมืองในวังหลวง ดังนั้นละโว้จึงเป็นสถานที่ที่พระองค์จะได้ทรงผ่อนคลายพระราชอิริยาบถจากความวุ่นวาย &amp;nbsp;ในปลายรัชกาลพระองค์ทรงพระประชวรอย่างหนักกระทั่งไม่สามารถว่าราชการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พระเพทราชจึงถือโอกาสนี้บุกเข้าวังหลวงอย่างง่ายดาย และคุมตัวสมเด็จพระนารายณ์เอาไว้ พระเพทราชาได้ว่าราชการแผ่นดินแทนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทันที จากนั้นออกคำสั่งลวงให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์มาเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนารายณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางด้านเจ้าพระยาวิชเยนทร์เมื่อทราบข่าวว่าสมเด็จพระนารายณ์ประชวรหนัก จึงถือโอกาสลงมือเดินหมากเช่นกัน แต่ทว่าหมากตัวเด่นที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์จะใช้นั้นไม่สามารถเดินได้อย่างที่หวัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เจ้าพระยาวิชเยนทร์เขียนจดหมายขอร้องให้ทหารฝรั่งเศสที่ป้อมบางกอกยกกำลังมาที่ละโว้ แต่ทว่าไม่มีกำลังทหารใดยกเข้ามาช่วย เจ้าพระยาวิชเยนทร์จึงจำใจเข้าวังหลวงเพื่อเข้าไปหาสมเด็จพระนารายณ์กับคนสนิทเพียงไม่กี่คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อผ่านประตูวังเข้าไปในตำแหน่งที่คนของหลวงสรศักดิ์แอบอยู่ ก็ถูกตีด้วยไม้พลองจนตกลงมา และถูกตีซ้ำอย่างทารุณ ก่อนจะถูกพันธนาการแน่นหนาและนำขึ้นเกวียนไปสังหาร ณ วัดซาก นอกเมืองลพบุรี ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน 2231&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วัดซากเป็นวัดที่ชาวบ้านสร้างขึ้นทับซ้อนบนเนินที่มีโบราณสถานวางทับซ้อนกันอยู่ เป็นพื้นที่ที่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เหล่านักโทษทางการเมืองที่ผู้มีอำนาจต้องการกำจัดจะถูกนำมาประหาร และทิ้งซากศพไว้โดยไม่ได้มีการประกอบพิธีใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งเจ้าพระยาวิชเยนทร์ และพระปีย์พระราชโอรสบุญธรรมที่คอยถวายการปรนนิบัติสมเด็จพระนารายณ์ก็ถูกนำมาประหารที่นี่เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงกระดูกนี้เพิ่งถูกขุดค้นพบในพื้นที่ที่อยู่ตรงข้ามวัดสันเปาโลในสมัยก่อนน่าจะเป็นพื้นที่เดียวกัน &amp;nbsp;มีข้อสันนิษฐานจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร ว่าอาจจะเป็นโครงกระดูกของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ซึ่งคนที่ยังมีความเคารพนับถือในตัวท่านแอบนำกลับมาฝังเพื่อให้ดวงวิญญาณได้มีโอกาสอยู่ใกล้กับพระผู้เป็นเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนโครงที่ฝังอยู่ไม่ไกลกัน ค่อนข้างสมบูรณ์แต่ไม่มีศีรษะ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระปีย์ เพราะกำหนดความสูงได้ประมาณ 140 เซนติเมตร กระดูกแตก ลักษณะตัวคดงอ ซึ่งไม่ใช่การฝังศพตามปกติ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6877</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนสแตนติน  ฟอลคอน, บุพเพสันนิวาส, พระเพทราชา, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accc0f5efae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์แผนไทยฯโชว์ 3 ตำรับยายอดฮิตสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย. 61 -&amp;nbsp;นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จากการที่ละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ได้นำเสนอถึงเหตุการณ์ในอดีตช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สะท้อนให้เห็นประเพณี สังคมและวัฒนธรรมของคนไทยในยุคนั้น รวมทั้งภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีหลาย ๆ ฉากของละครได้นำเสนอการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรที่ใช้ดูแลสุขภาพในเบื้องต้น ดังนั้นเพื่อให้เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงในปัจจุบันและการอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับตำรับตำรายาที่สืบทอดมาถึงชนรุ่นหลังในปัจจุบัน ถือว่าเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนไทย เมื่อละครช่วยปลุกความตระหนักรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้เรื่องเครื่องยาไทย จึงอยากจะนำเสนอตำรับยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มีการนำมาพัฒนาและใช้ประโยชน์จริงในยุคปัจจุบัน คือ ยาทาพระเส้น สรรพคุณ แก้ปวดเมื่อยตามเส้นเอ็น ตะคริว ยาน้ำมันมหาจักร สรรพคุณ รักษาแผลเรื้อรัง แผลเปื่อย และแก้ปวดเมื่อยร่างกาย และยาประคบคลายเส้น สรรพคุณ คลายกล้ามเนื้อและเส้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ได้มีการจดบันทึกตำรับยาที่ใช้ดูแลสุขภาพสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นตำราการแพทย์แผนไทยและตำรับเภสัชกรรมไทยฉบับแรกของประเทศไทย คือ ตำราพระโอสถพระนารายณ์ หรือ ตำราธาตุพระนารายณ์ คาดว่าเป็นตำราด้านการแพทย์ที่ดีที่สุดในสมัยนั้น เนื่องจากเป็นตำรับยาที่ปรุงถวายพระมหากษัตริย์ เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพชนที่สะสมองค์ความรู้ มาพัฒนาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อกัน มีการอธิบายถึงทฤษฎีการแพทย์แผนไทยว่า ความเจ็บป่วยไข้เกิดจากธาตุทั้ง 4 คือธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายไม่สมดุล ตำราพระโอสถพระนารายณ์สรุปพระโรคและอาการไว้ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มโรค ได้แก่ 1. โรคและอาการของระบบทางเดินอาหาร 2. โรคและอาการที่เกี่ยวกับเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ 3. โรคและอาการของระบบทางเดินหายใจและโรคตา 4. โรคติดเชื้อ 5. โรคและอาการไม่สบายอื่น ๆ เช่น ไข้ต่าง ๆ แมลงสัตว์กัดต่อย ผมร่วง และกล่าวถึงตำรับยา 81 ตำรับ พร้อมวิธีปรุงยาแบบโบราณ ซึ่งเรียบเรียงไว้ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ สละสลวย กระชับและชัดเจน มีสาระน่ารู้มากมายที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามประกาศให้คัมภีร์พระโอสถพระนารายณ์ หรือคัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ เป็นตำราการแพทย์แผนไทยของชาติ และตำรับยาในคัมภีร์เป็นตำรับยาแผนไทยของชาติ มีการสังเคราะห์ และแปล ให้เป็นภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดตำราโอสถพระนารายณ์ได้ฟรีที่เว็บไซต์ กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกhttp://ptmk.dtam.moph.go.th/home.php&amp;nbsp;เพื่อใช้ในการศึกษา ต่อยอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยในการดูแลสุขภาพโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ยกเว้นกรณีใช้เพื่อการค้าต้องมีการขออนุญาตจากกรมการแพทย์แผนไทย ฯ โดยจะต้องตอบแทนผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ ในอัตราร้อยละ 3 รายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2149 5607-8..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6371</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพทย์ทางเลือก, ตำรับยายอดฮิต, ตำรายาของแผ่นดิน, บุพเพสันนิวาส, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, แพทย์แผนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac34c09de129.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 17:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การทูตไทย-ฝรั่งเศสยุค &#039;พี่หมื่น&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ตามท้องเรื่องละคร&amp;quot;บุพเพสันนิวาส&amp;quot; นั้น &amp;quot;พี่หมื่น&amp;quot; ของแม่การะเกดกำลังนั่งเรือไปฝรั่งเศส หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่าจะกินอยู่กันอย่างไร เมาเรือหรือเปล่า ใช้เวลานานแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โหดหรือไม่นึกภาพตามดู &amp;quot;พี่หมื่น&amp;quot; นั่งกำปั่นใหญ่ออกจากอยุธยา ล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ออกอ่าวไทย เลาะชายฝั่งลงไปยังภาคใต้ มาเลเซีย อ้อมเข้าอันดามันที่สิงคโปร์ เลาะไปเรื่อยๆ จนสุดเกาะสุมาตรา จากนั้นลอยกลางมหาสมุทร จนไปถึงชายฝั่งทวีปแอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะได้ไปต่อหรือไม่ก็ตรงปลายแหลมกู๊ดโฮป เพราะบริเวณนั้นคือทะเลคลั่ง เรือลำไหนได้ไปต่อก็เลาะชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกาไปเรื่อยๆ จนถึงปากทางเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถ้าจะไปอังกฤษ ฝรั่งเศสก็ดิ่งขึ้นไปอีก รอนแรมประมาณ 5 เดือน ถ้าโชคร้ายเจอพายุตลอดทางก็ครึ่งปี หรือไม่ก็ไปไม่ถึงเรือล่มกลางทางเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนคณะ &amp;quot;พี่หมื่น&amp;quot; เดินทางไปฝรั่งเศส มีคณะของออกขุนชำนาญออกเดินทางไปโปรตุเกสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดือนมีนาคม พ.ศ.2227 สมเด็จพระนารายณ์ฯ &amp;nbsp;ได้ทรงส่งออกขุนชำนาญ (Occun Chamnan) กับคนสยามรวมสิบคนไปเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ผ่านเมืองกัว โดยเรือรบของโปรตุเกสซึ่งมีลูกเรือ &amp;nbsp;ร้อยห้าสิบคน และบาทหลวงโปรตุเกสนิกายแซงต์โอกึสแตง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2229 เรือโปรตุเกสที่ทูตไทยโดยสารไปอับปางที่แหลมแดส์เอกีส์ (des &amp;nbsp;Aiguilles) ซึ่งเป็นสันทรายทางขวางกับแผ่นดินที่ตรงปลายแหลม (จะงอย) ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา &amp;nbsp;ห่างจากแหลมเดอบอนน์แอสเปรัวซ์ (แหลมกู๊ดโฮป) เป็นระยะทางประมาณ 20 ลิเออ คนจมน้ำตายไปแปดคน ขุนชำนาญและคณะว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้ต้องกินใบไม้ งูย่างหมวกและรองเท้าเป็นอาหาร แล้วเดินด้วยเท้าในแอฟริกาอยู่สามสิบเอ็ดวันจึงพบคนป่าโอตังโดผิวดำ จึงได้นำพาไปหาชาวฮอลันดาที่แหลมกู๊ดโฮป แล้วอาศัยเรือฮอลันดากลับมาปัตตาเวีย ลงเรือใบกลับมาประเทศสยามเมื่อเดือนกันยายน จึงได้พบบาทหลวงตาชาร์ดและออกญาวิชาเยนทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2227 สมเด็จพระ &amp;nbsp;นารายณ์ฯ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาแห่งอาณาจักรสยามได้ทรงส่งออกขุนพิไชยวาทิตและออกขุนพิชิตไมตรีโดยสารเรือของอังกฤษ เดินทางไปเป็นคณะราชทูตเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่กรุงปารีส โดยมีบาทหลวงวาเชต์ (Monsieur Vachet) อดีตศาสนทูตแห่งประเทศญวนใต้เป็นล่าม เพื่อสืบหาคณะทูตชุดแรกที่นำโดย &amp;nbsp;ออกญาพิทักษ์ราชไมตรีซึ่งสูญหายไปเมื่อ พ.ศ.2223&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตไทยชุดนี้ได้เดินทางกลับมาประเทศสยามพร้อมกับราชทูตฝรั่งเศสชื่อ เชอร์วาเลียร์&amp;nbsp;


สล็อต789 &amp;nbsp;เดอ โชมองต์ (Chevalier de Chaumont) นายทหารชื่อ เชอวาลิเยอร์ ฟอร์แบง นายทหารชื่อ เดอ โบเรอการ์ด และบาทหลวงคณะเยซูอิตชื่อ อับเบ เดอ ชัวซีย์ (เดอชัวสี) บาทหลวงตาชาร์ด บาทหลวงฟอนเต อเนย์ บาทหลวงเลอคองต์ บาทหลวงเกอบิยองต์ บาทหลวงวิสเดอลู และนิโคลัส แซร์แวส โดยทั้งหมดออกเดินทางจากท่าเรือเมืองแบรสต์ของฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2228 ถึงปากอ่าวสยามเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2228 ด้วยเรือรบหลวงชื่อ ลัวโซ (L&amp;#39;Oyseau) ซึ่งเป็นเรือใบขนาดเล็กต่อด้วยไม้บุทองแดง มีลูกเรือ 132 คน&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ และเรือฟริเกตชื่อ ลามาลีญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งของที่คณะทูตของฝรั่งเศสนำมาถวายพระเจ้ากรุงสยามคือ กระจกเงาหนึ่งพันบาน อำพันเม็ดสิบสองปอนด์ กระจกแก้วสีสามร้อยแผ่น ปืนคาบศิลาหนึ่งร้อยกระบอก นาฬิกาแขวนสองเรือน อานม้าหนังตะทองคำสิบอาน ในครั้งนี้มีช่างทำแผนที่ชื่อ เดอ ลามาร์ ร่วมคณะมาด้วยเพื่อทำแผนผังตัวเมืองชายฝั่งที่ผ่านไปและแผนที่ประเทศสยาม เพื่อส่งกลับไปถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบาทหลวงเดอชัวสีที่ร่วมคณะมาครั้งนี้ ต่อมาภายหลังได้เดินทางกลับมายังอาณาจักรสยามอีกหลายครั้ง บาทหลวงเดอชัวสีผู้นี้เป็นคนครึ่งหญิงครึ่งชาย กระตุ้งกระติ้ง ได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ &amp;nbsp;&amp;quot;การเดินทางไปสู่ประเทศสยาม&amp;quot; มีความว่า &amp;quot;ข้าราชการสยามหลายคนพูดภาษาโปรตุเกสได้ เพราะเป็นภาษากลางที่ใช้กันทั่วไปในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินเดีย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2228 คณะราชทูตสยาม (ชุดที่ 3) จำนวน 40 คนได้ออกเดินทางไปฝรั่งเศสกับคณะราชทูตของเชอร์&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย&amp;nbsp;วาเลียร์ เดอ โชมองต์ ครั้งนี้ได้ส่งนักเรียนไทย 12 คน (แต่หาชื่อได้เพียง 10 คนเท่านั้น) เพื่อเตรียมเข้าเรียนในโรงเรียนหลุยส์เลอกรังที่มีชื่อเสียง แล้วเตรียมให้เรียนวิชาทำน้ำพุ วิชาก่อสร้าง และวิชาช่างเงินช่างทอง คือ พี Pierre Emmanuel, เพ็ชร Jean Baptiste Olite, &amp;nbsp;อ่วม Paul Artus, ชื่น Louis, ไก่ ช่างทอง Francois Xavier, มี Henri Oliver, ด่วน ช่างก่อสร้าง Philippe, สัก Francosis, เทียน Thomas และวุ้ม Nicolas (จากจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส, ประชุมพงศาวดารเล่ม 20) เรือลัวโซกับเรือลามาลีญของคณะราชทูตเดินทางถึงท่าเมืองแบรสต์ในฝรั่งเศสเมื่อ 18 มิถุนายน พ.ศ.2229 ที่เมืองแบรสต์นี้ภายหลังได้มีการตั้งชื่อถนนสยาม Rue de Siam เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปานหรือโกษาปาน) ได้เป็นราชทูตของประเทศสยามไปเยือนฝรั่งเศส และคณะราชทูตได้ถึงกรุงปารีสเมื่อ 12 สิงหาคม พ.ศ.2229&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตชุดนี้มีออกพระวิสูตรสุนทร&amp;nbsp; &amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง (โกษาปาน) เป็นราชทูต หลวงกัลยาณราชไมตรี และขุนศรีวิสารวาจา พี่หมื่นของเราเป็นทูต มีเจ้าอาวาสวัดเดอลีอองเป็นล่าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตทั้งหมดเดินทางจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านไปยังเกาะสีชัง จากนั้นเดินเรือตรงไปต่อถึงช่องแคบปังกา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะบังกาและเกาะสุมาตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มกราคม 2229 เรือของคณะราชทูตจอดทอดสมอที่เมืองบันตัม เมืองท่าบนเกาะชวาเพื่อซื้อเสบียงสำหรับการเดินทาง กวีบรรยายความไว้ว่ามีชาวชวามาขายผลไม้ต่างๆ มากมาย เช่น ทุเรียน &amp;nbsp;มังคุด ส้ม จากนั้นมุ่งเดินทางต่อไปทางทิศตะวันตก ซึ่งจากบันทึกพบว่าคณะเดินทางชุดนี้ต้องพบเจอกับคลื่นลมในมหาสมุทรมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มีนาคม 2229 เดินทางถึงเมืองกาบ เมืองท่าบริเวณแหลมกู๊ดโฮป สภาพของเมืองเป็นตึกใหญ่สีขาวมีกำแพงล้อมรอบ ทั้งยังมีคูน้ำและป้อมปราการ เมืองนี้มีอ่าวลึกใช้จอดท่าเรือสำเภามากมายเพื่อขนถ่ายสินค้า ภายในมีสัตว์เลี้ยงมากมาย เช่น ม้าป่า หมูน้ำ นกหลายชนิดเช่นนกกระจอกเทศ ทั้งยังบรรยายถึงชาวเมืองว่าเป็น &amp;quot;พวกหัวพริก&amp;quot; เนื่องจากมีเส้นผมหยิกหยอย ตัวเปล่าเล่าเปลือย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังทอดสมออยู่ 15 วัน เรือออกเดินทางต่อผ่านมหาสมุทรที่คลาคล่ำไปด้วยปลามากมาย ทั้งปลาฉลาม ปลาโอ โลมา ปลากระเบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นราว 2 เดือนจึงเดินทางถึงเกาะตาปลา เกาะใหญ่ที่ใช้พักเรือขนส่งสินค้า ในบันทึกได้บรรยายถึงความว้าเหว่เอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผ่านจากเกาะตาปลาแล้ว เรือคณะทูตได้ผ่านไปยังหมู่เกาะอีกหลายเกาะ เช่น เกาะดอกไม้ที่มีน้ำตกหลายชั้นลดหลั่นลงสู่ทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อเดินทางอีก 15 วันจึงถึงเมืองแบรสต์ หมุดหมายของคณะทูต รวมระยะเวลาการเดินทาง ทั้งสิ้นกว่า 5 เดือน เป็นระยะทางรวม 68,800 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบันทึกเล่าว่า เมื่อเดินทางถึงเมืองแบรสต์ในวันที่ 16 มิถุนายน 2229 เจ้าเมืองพากันออกมาต้อนรับ มีการยิงสลุตคำนับและแต่งเรือที่ประดับประดาอย่างงดงาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะราชทูตไทยได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2229 และเดินทางกลับเมื่อ 27 กันยายน 2230 รวมเดินทางไปกลับอยุธยาฝรั่งเศสทั้งหมด 1 ปี 9 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2230 พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ส่งราชทูตซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de &amp;nbsp;La Lubere) เจ้าหน้าที่กระทรวงทหารเรือ บาทหลวงตาชาร์ด (Pere Tachard) บาทหลวงเดอเบส (de &amp;nbsp;Betz) และบาทหลวงเยซูอิตรวม &amp;nbsp; 12 รูป และพร้อมด้วยทหารฝรั่งเศส 636 คน ภายใต้การนำของนายพลเดส์ฟาร์ช (Desfarges) ออกจากท่าเรือเมืองแบรสต์เพื่อมายึดบางกอกและป้อมมะริด โดยอ้างว่าจะมาอารักขาพระเจ้าแผ่นดินสยามจากการรุกรานของอังกฤษและฮอลันดา โดยมีการปิดความลับอย่างสุดยอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองเรือ 6 ลำของฝรั่งเศส ซึ่งมีเรือรบเลอกัยยาร์ (le Gaillard) ติดปืนใหญ่ 54 กระบอก ลูกเรือ &amp;nbsp;150 คน เรือรบลัวโซ (l&amp;#39;Oyseau) ติดปืนใหญ่ 46 กระบอก (เรือลำนี้เคยเดินทางมาสยามก่อนแล้ว) เรือลานอร์มังด์ (la Normande) เรือเลอโดรมังแดร์ (le Dromandaire) และเรือลำเลียงยุทโธปกรณ์ลาลัวร์ &amp;nbsp;(la Loire) ส่วนเรืออีกลำชื่อลามาลีญ ขนเสบียงมาส่งแค่แหลมกู๊ดโฮปแล้วก็กลับฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองเรือฝรั่งเศสได้พากันออกจากท่าเมือง &amp;nbsp;แบรสต์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2230 ผ่านแหลมกู๊ดโฮป &amp;nbsp;ช่องแคบซุนดา เมืองบันตัม ปัตตาเวีย ช่องแคบบังกา ถึงอ่าวสยามสันดอน แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ &amp;nbsp;27 กันยายน พ.ศ.2230 และถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2230&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเดินทางครั้งนี้ปรากฏว่าอาหารในเรือนั้นมีคุณภาพไม่ดี จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วยในเรือมาก &amp;nbsp; ทหารฝรั่งเศสบางคนมาตายในเมืองสยาม เพราะกินน้ำตาลเมาที่ทำจากน้ำตาลมะพร้าวมากเกินไป &amp;nbsp;รวมทหารฝรั่งเศสมาสยามครั้งนี้มีจำนวน 636 คน ระหว่างเดินทางนั้นได้ตายไป 143 คน ขณะที่พำนักอยู่เมืองสยามนั้นปรากฏว่าตายไปอีกราวร้อยคน จึงอยู่รักษาเมืองมะริด 150 คน ลงเรือตระเวนตามชายทะเล 50 คน และเหลือรักษาป้อมบางกอกราว 200-250 คน ราชทูตลาลูแบร์อยู่ในสยามเป็นเวลา 3 เดือน 6 วัน จึงเดินทางออกจากสยามในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2230 กลับถึงท่าเมืองแบรสต์ในวันที่ 25 &amp;nbsp;พฤษภาคม พ.ศ.2231 การเดินทางของลาลูแบร์นั้นไม่ได้รับการต้อนรับจากประเทศสยามดีนัก เพราะขุนนางสยามยังสงสัยในพฤติกรรมของฝรั่งเศสที่นำทหารมาด้วยถึง 5 ลำเรือรบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะพระเพทราชานั้นไม่พอใจและคัดค้านอย่างเปิดเผย จนลาลูแบร์และทหารถูกฟอลคอนสั่งห้ามลงจากเรือ จนกว่าจะได้สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อองค์สมเด็จพระนารายณ์และฟอลคอนเสียก่อน &amp;nbsp;ทหารฝรั่งเศสได้ขึ้นพักที่ป้อมวิชาเยนทร์ (ป้อมวิไชยประสิทธิ์) ด้านตะวันตกของบางกอกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2230 ทหารฝรั่งเศสจึงไม่มีโอกาสยึดบางกอกตามที่วางแผนไว้.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6255</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทูตไทย-ฝรั่งเศส, บุพเพสันนิวาส, พี่หมื่น, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, หมื่นสุนทรเทวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac19f3f1a3f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
