<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปเสด็จเยือนโมซุล อดีตฐานที่มั่นไอเอสในอิรัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนภาคเหนือของอิรักเมื่อวันอาทิตย์ โดยเดินทางไปยังเมืองโมซุล อดีตฐานที่มั่นของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) และเมืองการากอซ ชุมชนชาวคริสต์ที่ไอเอสเคยยึดครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนจัตุรัสโบสถ์ฮอชอัลบีอาในเมืองโมซุลของอิรักเมื่อวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จโดยเครื่องบินพระที่นั่งไปเมืองเออร์บิลภาคเหนือของอิรักเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม จากนั้นเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปเมืองโมซุล อดีตฐานที่มั่นของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองโมซุล พระองค์พบปะบรรดานักบวชและประชาชนที่จัตุรัสกลางเมืองท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเรือนประชาชนและซากโบสถ์โบราณที่โดนทำลายในช่วงที่กลุ่มไอเอสเข้ายึดครองเมืองนี้ระหว่างปี 2557-2560 ย่านเมืองเก่าของเมืองแห่งนี้โดนทำลายเกือบหมดในปี 2560 ระหว่างการสู้รบอย่างนองเลือดของกองทัพอิรักและกองกำลังร่วมนานาชาติที่ต้องการขับไล่กลุ่มไอเอสออกจากเมืองโมซุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงสวดภาวนาให้กับผู้เสียชีวิตจากสงครามในเมืองโมซุลทุกคน พระองค์ตรัสว่า ความโหดเหี้ยมเกิดขึ้นในประเทศนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรม แต่ต้องได้รับความเจ็บปวดจากระเบิดที่ป่าเถื่อน สักการสถานโบราณหลายแห่งถูกทำลายและประชาชนหลายพันคน ทั้งที่เป็นมุสลิม, คริสเตียน, ยาซินีและศาสนาอื่น ถูกบังคับให้ต้องทิ้งบ้านเรือนหรือโดนฆ่า ในวันนี้เราขอยืนยันอีกครั้งต่อความเชื่อของเราที่ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากกว่าการฆ่าพี่ฆ่าน้อง, ความหวังมีพลังมากกว่าความเกลียดชังและสันติภาพมีพลังมากกว่าสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์กล่าวถึงกลุ่มรัฐอิสลามโดยตรง โดยตรัสว่า ความหวังไม่ควรถูกทำให้เงียบด้วยเลือดที่ล้นทะลักจากผู้ที่ตีความผิดๆ กับชื่อของพระเจ้า และเดินตามเส้นทางแห่งการทำลายล้าง จากนั้นพระองค์อ่านบทภาวนาที่เน้นถึงธีมหลักในการเยือนอิรักครั้งนี้ว่า ความเกลียดชัง, การฆ่าหรือการทำสงครามในนามของพระเจ้า เป็นเรื่องผิดในทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น พระองค์เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปเมืองการากอซ ชุมชนชาวคริสต์ที่ไอเอสเคยยึดครอง ประชาชนหลายพันคนต้อนรับพระองค์อย่างอบอุ่น พระองค์กล่าวกับชาวเมืองว่า อย่าหยุดฝัน อย่าสูญสิ้นความหวัง ขณะนี้เป็นเวลาที่ต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95306</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานที่มั่นไอเอส, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, เมืองโมซุล, เสด็จเยือนอิรัก, โป๊ปฟรานซิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_6044d4298b869.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 20:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 20:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปเสด็จเยือนอิรักครั้งแรกในประวัติศาสตร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จถึงอิรักแล้วเมื่อวันศุกร์เพื่อเริ่มการเยือนนาน 4 วัน โดยเป็นประมุขของคริสตจักรโรมันคาทอลิกองค์แรกที่เยือนอิรัก และเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งแรกของโป๊ปฟรานซิสหลังการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีมุสตาฟา อัลคาเดมี ถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ขณะเสด็จถึงอิรักเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 (Photo by Iraqi Prime Minister&amp;#39;s Office / Handout/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องบินพระที่นั่งของโป๊ปฟรานซิสที่ออกเดินทางจากกรุงโรม ลงจอดที่สนามบินนานาชาติแบกแดดเมื่อเวลา 13.55 น. วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีมุสตาฟา อัล คาเดมี ของอิรัก ให้การต้อนรับพระองค์ที่สนามบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ด้วยความรักและสันติภาพ ประชาชนและรัฐบาลอิรักยินดีต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และยืนยันความผูกพันด้านมนุษยธรรมอย่างลึกซึ้งนี้&amp;quot; คาเดมีกล่าวก่อนหน้าการเสด็จมาถึงของโป๊ป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาซึ่งมีพระชนมายุ 84 พรรษา ตรัสไว้ก่อนออกเดินทางว่า การเสด็จเยือนอิรักครั้งนี้เป็น &amp;quot;การจาริกแสวงบุญแห่งสันติภาพ&amp;quot; และเป็นการยื่นไมตรีต่อชาวมุสลิมชีอะห์เมื่อพระองค์ได้พบกับแกรนด์อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี ผู้นำทางศาสนาระดับสูงสุดของอิรัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสด็จเยือนครั้งนี้เป็นการเสด็จต่างแดนครั้งแรกนับแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้โป๊ปตรัสว่าทำให้พระองค์เหมืองถูกขังภายในวาติกัน แม้โป๊ปทรงรับการฉีดวัคซีนวัคซีนแล้ว แต่อิรักยังกำลังเผชิญการระบาดลูกที่ 2 ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่าวันละ 5,000 คน ทำให้ทางการอิรักต้องสั่งล็อกดาวน์เต็มรูปแบบระหว่างการเยือนของโป๊ป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวดทั้งทางบกและทางอากาศ เพื่อให้มั่นใจว่าการเสด็จเยือนครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์จะทรงเป็นประธานประกอบศาสนพิธีมากกว่า 6 งานที่จะจัดภายในโบสถ์ที่ได้รับความเสียหาย, สนามกีฬาที่ปรับปรุงใหม่ และสถานที่ในทะเลทรายห่างไกล โดยผู้เข้าร่วมจะจำกัดจำนวนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิรักตกอยู่ในภาวะสงครามและความไม่สงบมานานหลายปี และยังกำลังตามล่าสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลามที่ยังกบดานในประเทศนี้ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก็เพิ่งเกิดเหตุจรวดนับสิบลูกยิงถล่มฐานทัพแห่งหนึ่ง ซึ่งทหารนาโตและสหรัฐประจำการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการเยือน 4 วัน พระองค์จะเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1,400 กิโลเมตร ด้วยเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ โดยจะบินเหนือพื้นที่ที่กองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังคงสู้รบกับสมาชิกไอเอสที่ยังหลงเหลืออยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95130</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, โป๊ปฟรานซิส, โป๊ปเยือนอิรัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_604223c5edfcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51011</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2019 21:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2019 20:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปฟรานซิสประณามการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเมืองนางาซากิและฮิโรชิมาเมื่อวันอาทิตย์ ทรงพบกับเหยื่อที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูที่สหรัฐถล่มสองเมืองนี้ โดยตรัสย้ำหนักแน่นว่าการใช้ระเบิดนิวเคลียร์เป็น &amp;quot;อาชญากรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โป๊ปฟรานซิสทรงสงบนิ่งด้านหน้าอนุสรณ์สถานที่เมืองฮิโรชิมาเมื่อวันอาทิตย์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกทรงอยู่ระหว่างเสด็จเยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน โดยจุดมุ่งหมายของการเสด็จเยือนประเทศที่พระองค์ประสงค์มาเยือนตั้งแต่ครั้งยังเป็นบาทหลวงหนุ่มในครั้งนี้ เป็นการขับเน้นข้อเรียกร้องของพระองค์ที่ต้องการให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน โป๊ปได้เสด็จเยือนเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ สองเมืองที่โดนสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูโจมตีเมื่อปี 2488 คร่าชีวิตคนอย่างน้อย 140,000 คน และ 74,000 คน ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โป๊ปเสด็จเยือนเมืองนางาซากิก่อน ที่นั่นพระองค์ตรัสย้ำคัดค้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทุกประเภท รวมถึงการใช้นิวเคลียร์เพื่อป้องปราม ซึ่งเป็นจุดยืนที่ต่างจากสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ที่เคยตรัสต่อที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2525 ว่าการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์เป็นปิศาจร้ายที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจะเสนอสันติภาพได้อย่างไร หากเรายังก่อภัยคุกคามของสงครามนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องว่าเป็นที่พึ่งอันชอบด้วยกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง&amp;quot; โป๊ปตรัส &amp;quot;สันติภาพที่แท้เกิดขึ้นได้ด้วยสันติภาพที่ไม่มีอาวุธ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์ทรงโจมตีอุตสาหกรรมผลิตอาวุธด้วยว่า เงินจำนวนมากมายที่ใช้จ่ายในการค้าขายอาวุธนั้นเป็นเสมือนการร้องตะโกนดูถูกสวรรค์ ในขณะที่โลกใบนี้ยังมีเด็กอีกหลายล้านคนมีชีวิตอย่างโหดร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่เมืองฮิโรชิมา โป๊ปตรัสต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยทรงระบุว่า การใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสงครามในปัจจุบันถือเป็นอาชญากรรม ไม่เพียงต่อศักดิ์ศรีของมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการก่ออาชญากรรมต่ออนาคตข้างหน้าของโลกที่เราอยู่ร่วมกันใบนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โป๊ปโปรดให้ผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูหลายคน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัยชราภาพ ได้เข้าเฝ้า โดยพระองค์กุมมือของพวกเขาแน่น และทรงรับฟังคำบอกเล่าประสบการณ์ของคนเหล่านี้ ที่ต่างไม่ต้องการให้ความทรงจำเลวร้ายของระเบิดปรมาณูเลือนหายไปภายหลังพวกเขาลาจากโลกนี้ บางคนตั้งความหวังว่าโป๊ปจะทำให้เรื่องราวของพวกเขาได้รับความสนใจจากคนรุ่นหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คืนวันอาทิตย์ โป๊ปจะเสด็จกลับกรุงโตเกียว และในวันจันทร์ พระองค์จะเสด็จไปพบกับผู้ประสบภัย &amp;quot;3 พิบัติใหญ่&amp;quot; ของญี่ปุ่นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ทำให้เกิดสึนามิและอุบัติเหตุนิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โป๊ปจะทำพิธีมิสซาที่สนามเบสบอลในกรุงโตเกียวด้วย และจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ รวมถึงจะทรงพบปะเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นและบรรดาผู้นำคริสตจักรคาทอลิกในญี่ปุ่น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51011</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์, นางาซากิ, นิวเคลียร์, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, ฮิโรชิมา, เสด็จเยือนญี่ปุ่น, โป๊ปฟรานซิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191124/image_big_5dda8a69f2f57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50908</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โป๊ป’ทำพิธีมิสซาเยาวชน ฝากครูประคองคนรุ่นใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในไทยเป็นวันที่ 3 เยือนวัดคาทอลิกนักบุญเปโตร จ.นครปฐม พร้อมทรงแสดงปาฐกถาพิเศษประชาคมจุฬาฯ หัวข้อ &amp;quot;สร้างสะพานแห่งความเข้าใจและสันติสุข&amp;quot; ขออาจารย์ประคองคนรุ่นใหม่ให้อยู่ในทางที่ถูกต้อง ก่อนเสด็จทรงประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณสำหรับเยาวชน อาสนวิหารอัสสัมชัญบางรัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 พ.ย. พระกรณียกิจของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกและนครรัฐวาติกัน ซึ่งเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นวันที่ 3 เวลา 09.45 น. สมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จมายังวัดคาทอลิกนักบุญเปโตร ต.ท่าข้าม อ.สามพราน จ.นครปฐม เพื่อทรงพบปะคณะสงฆ์ นักบวช สามเณร ผู้ฝึกหัด และครูคำสอน โดยเมื่อถึงวัดคาทอลิกนักบุญเปโตร ได้เปลี่ยนเป็นรถโป๊ปโมบิล เพื่อเสด็จพบปะและโบกพระหัตถ์ทักทายคริสต์ศาสนิกชนจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มารอรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม ไม่ย่อท้อต่อความร้อนของแสงแดด พร้อมโบกธงสัญลักษณ์วาติกัน และเปล่งเสียงกล่าวต้อนรับ &amp;quot;โป๊ปฟรานซิส we love you&amp;quot; และ &amp;quot;Viva il Papa&amp;quot; ซึ่งหมายถึงการกล่าวสรรเสริญพระสันตะปาปา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากทรงทักทายคริสต์ศาสนิกชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จเข้าไปภายในวัดคาทอลิกนักบุญเปโตร เพื่อทรงพบปะทักทายคณะบาทหลวง นักบวชชาย-หญิง และนักพรต จากนั้นได้ทรงพบปะบรรดาบิชอปไทยและสหพันธ์บรรดาบิชอปแห่งเอเชีย ณ สักการสถาน บุญราศี นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเทศน์ตอนหนึ่งมีใจความว่า ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีที่ได้มาอยู่ท่ามกลางพวกท่าน และมีส่วนร่วมในความหวังใจ ความชื่นชมยินดี การริเริ่ม ความฝัน รวมทั้งความท้าทายที่ท่านทั้งหลายต้องเผชิญในฐานะนายชุมพาบาลของประชากรศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาการเยือนแบบสั้นๆ ขอขอบใจสำหรับการต้อนรับฉันพี่น้องของท่านทั้งหลาย การพบปะกันระหว่างเรา ณ สถานที่แห่งนี้ภายในสักการสถานของบุญราศี นิโคลัส บุญเกิด กฤษบำรุง ผู้ซึ่งได้อุทิศชีวิตของท่านเพื่อการประกาศข่าวดีและการสอนคำสอน อบรมบรรดาศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยแห่งนี้ และรวมถึงบางส่วนของเวียดนาม และพื้นที่ชายแดนของประเทศลาว ท่านได้รับมงกุฎแห่งการเป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้าโดยการสละชีวิตเป็นมรณสักขี ให้เรามอบการพบปะของเราในวันนี้ภายใต้การดูแลของท่าน เพื่อว่าแบบอย่างของท่านจะได้ปลุกความร้อนรนในการแพร่ธรรมในพระศาสนจักรท้องถิ่นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย และด้วยเหตุนี้ เราจะได้เป็นศิษย์ธรรมทูตได้มากยิ่งขึ้น และข่าวดีจะได้รับการเผยแพร่ในภูมิภาคที่สวยงามและยิ่งใหญ่แห่งนี้ราวกับสุคนธรส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้าพเจ้าทราบว่าพวกท่านได้วางแผนสำหรับการประชุมสมัชชาของสหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชียในปี ค.ศ.2020 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้งสหพันธ์ฯ เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นโอกาสดีที่เราทั้งหลายจะได้กลับมาเยี่ยมสักการสถานที่บรรจุจิตวิญญาณแห่งธรรมทูตที่เป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินนี้ และยินยอมให้พระจิตเจ้าทรงนำเราจากรอยเท้าแห่งความรักเริ่มต้นไปอนาคต ที่กำลังได้การก่อร่างสร้างตัวด้วยความกล้าหาญ เพื่อให้พระศาสนจักรและสังคมเอเชียได้รับพระพรและประโยชน์จากเจตนารมณ์แห่งการแพร่ธรรมที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ด้วยกันในความรักที่มีต่อพระคริสตเจ้า และการแบ่งปันความรักของพระคริสตเจ้านี้ร่วมกันกับผู้อื่น การที่ได้อยู่ในทวีปที่มีวัฒนธรรมและศาสนาที่หลากหลาย ทั้งยังมีความงดงามและความอุดมสมบูรณ์&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเทศน์ว่า เนื่องจากว่าวันนี้บรรดาบิชอปมาจากหลายประเทศในภาคพื้นทวีปเอเชีย ข้าพเจ้าถือโอกาสนี้ที่จะอวยพรและแสดงความรักของข้าพเจ้าที่มีต่อชุมชนของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ป่วยและทุกผู้ทุกคนที่กำลังเผชิญช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอวยพระพรและสถิตกับท่านเสมอ
ทรงให้ประคองคนรุ่นใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 12.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเสวยพระกระยาหารกลางวัน ที่สถานทูตวาติกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 15.15 น. สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษต่อผู้นำศาสนาต่างๆ และประชาคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ สร้างสะพานแห่งความเข้าใจและสันติสุข &amp;quot;Building Bridges for Peace and Understanding&amp;quot; โดยมีพระคาร์ดินัลฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช อาร์ชบิชอปแห่งเขตศาสนปกครองกรุงเทพฯ, นายแพทย์ ภิรมย์ กมลรัตนกุล นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นานบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บิชอป ยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ประมุขแห่งเขตศาสนปกครองนครราชสีมา และประธานกรรมาธิการฝ่ายเสวนาระหว่างศาสนาและคริสตศาสนสัมพันธ์ของสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ร่วมรับเสด็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเสด็จขึ้นเวทีหอประชุมจุฬาฯ นายบัณฑิตกราบทูลรายงานและถวายของที่ระลึก นายพิรงรอง รามสูตร รองอธิการบดี ถวายสูจิบัตร บิชอปยอแซฟกราบทูลต้อนรับ จากนั้นคณะนักร้องประสานเสียงจากหลากหลายกลุ่มศาสนา ประกอบด้วย คณะนักร้องประสานเสียงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะนักร้องประสานเสียงมูโค่พอ จากโรงเรียนเซนต์โยเซฟแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และคณะนักร้องประสานเสียง AL-Aman จากโรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ ขับร้องเพลง &amp;quot;Peace Prayer&amp;quot; ภายใต้การอำนวยเพลงโดยนายภาวศุทธิ์ พิริยะพงษ์รัตน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาทรงแสดงปาฐกถาในหัวข้อ &amp;quot;สร้างสะพานแห่งความเข้าใจและสันติสุข&amp;quot; โดยตรัสตอนหนึ่งว่าเมื่อ 122 ปี รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จเยือนนครรัฐวาติกัน และพระองค์ได้ทรงเลิกทาส ซึ่งกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการพูดคุยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน โดยเห็นว่าควรต้องดำเนินต่อไป เพื่อยุติภาวะการตกเป็นทาสในหลากหลายรูปแบบในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน ส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้า การพัฒนา ซึ่งนำความขัดแย้งที่แก้ไม่ตก และการโยกย้ายถิ่นฐาน ผู้ลี้ภัย ความหิวโหย สงคราม รวมถึงความเสื่อมทราม จึงมีความจำเป็นที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันหาทางแก้ไข โดยเชื่อว่าทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษา จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานโดยยึดหลักการให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของบุคคล พระเจ้าไม่ได้เพียงเรียกให้เราช่วยเหลือผู้ยากไร้เท่านั้น แต่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพความคิดเห็นผู้อื่นและเสรีภาพทางศาสนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศไทยให้ความสำคัญกับครอบครัว การดูแลผู้สูงอายุ ให้เกียรติและเคารพยกย่องผู้สูงวัย ซึ่งถือเป็นรากแก้วของชนชาติไทย ที่มีวัฒนธรรมอันดีงาม ในขณะที่ปัจจุปันคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่มีความคิดคล้ายกัน ซึ่งถือเป็นการทำลายล้างวัฒนธรรมที่ร้ายแรงพอๆ กับการสูญพันธุ์ทางธรรมชาติ พร้อมขอให้อาจารย์ให้ความรัก และช่วยประคับประคองคนรุ่นใหม่ให้อยู่ในทางที่ถูกต้อง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแสดงปาฐกถาด้วยว่า ขณะที่บทบาทของสถาบันการศึกษาต้องหาองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คน เพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคม ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการอนุรักษ์ธรรมชาติ ขอขอบคุณอาจารย์และนักวิชาการของประเทศนี้เป็นพิเศษ ที่ทำงานเพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต เพื่อช่วยให้สามารถมีส่วนในการเสริมสร้างประโยชน์ส่วนรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงเรียกร้องให้ทุกคนที่เปรียบเหมือนสมาชิกในครอบครัวในชาติร่วมกันสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีค่านิยมร่วมกัน ที่จะนำไปสู่ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข พร้อมกันนี้ยังได้ทรงประทานพรประเทศไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองและมีสันติสุข &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นคณะนักร้องประสานเสียงขับร้องเพลง &amp;quot;Songs of Freedom&amp;quot; หลังจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงฉายพระรูปหมู่ร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆ และผู้ทรงเกียรติทั้ง 18 คนบนเวที ก่อนเสด็จออกจากหอประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 16.30 น. สมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จมายังอาสนวิหารอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรถโป๊ปโมบิล เพื่อทรงทักทายกับเหล่าคริสตชนที่มารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงพบปะเหล่าคริสตชน ทรงโบกพระหัตถ์ทักทาย รวมทั้งทรงสัมผัสมือและศีรษะเหล่าคริสตชน ซึ่งมีเหล่าคริสตชนได้นำเด็กเล็กมาให้สมเด็จพระสันตะปาปาประทานพร ซึ่งพระองค์ทรงลูบและทรงจุมพิตที่ศีรษะของเด็ก สร้างความปลาบปลื้มต่อเหล่าคริสตชนเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จเข้าไปยังอาสนวิหารเพื่อทรงประกอบพิธีบูชาขอพร โดยได้มีพระดำรัสภายหลังการประกอบพิธีว่า ขอให้เยาวชนเป็นคนที่ฉลาด ระมัดระวัง และเตรียมพร้อมอยู่เสมอในการใช้ชีวิต ให้ทางที่ถูกต้อง และวางรากฐานความเชื่อที่ถูกต้องตามแบบอย่างที่บรรพบุรุษได้ดำเนินชีวิตตามพระธรรมคำสอน โดยดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่อ เดินตามพระคำของพระเยซู และตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสในการเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ อย่างไรก็ตาม ขอขอบพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 รวมถึงรัฐบาลและผู้นำบริหารทั้งหลายของประเทศด้วยก้นบึ้งของหัวใจ ขอบใจอาสาสมัครที่ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยใจกว้างขวาง ขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงตอบแทนความมีน้ำใจ โดยสันติสุขที่พระองค์มีนั้นจะเป็นผู้ประทานให้ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลังจากมีพระดำรัสเสร็จสิ้น สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้เสด็จออกไปพบปะกับคริสตชนอีกครั้ง ก่อนที่จะเสด็จกลับในเวลาต่อมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50908</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ, ปาฐกถาพิเศษประชาคมจุฬา, วัดคาทอลิกนักบุญเปโตร, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, สร้างสะพานแห่งความเข้าใจและสันติสุข, หนังสือพิมพืไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191122/image_big_5dd7f29605ee4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไมตรี‘ศาสนจักร’ แน่นแฟ้นงดงาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ในหลวง-พระราชินี&amp;quot; ทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าฯ ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเสด็จเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สืบสานไมตรีศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทยแน่นแฟ้นและงดงาม &amp;quot;โป๊ป&amp;quot; ประทานพระดำรัสอำนวยพรปวงชนชาวไทยทุกคน &amp;nbsp;ก่อนเสด็จทรงประกอบพิธีมิสซา &amp;quot;ปชช.&amp;quot; กว่า 5 หมื่นคนรอรับเสด็จเนืองแน่นสนามศุภฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21 พ.ย.62 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกและนครรัฐวาติกัน เสด็จมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จตามพรมแดงไปยังแท่นรับความเคารพ ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นกราบทูลเชิญเสด็จไปยังห้องสีงาช้าง ด้านนอกของตึกไทยคู่ฟ้า สมเด็จพระสันตะปาปาทรงลงพระนามในสมุดเยี่ยม และทอดพระเนตรของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน และนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ ห้องสีงาช้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก เพื่ออนุญาตให้คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าเฝ้ารับเสด็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถวายการต้อนรับว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 350 ปี การจัดตั้งคณะมิสซังคาทอลิกแห่งสยาม และเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน ขอชื่นชมพระกรณียกิจของสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพในโลก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทุกศาสนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาได้ประทานพระดำรัสว่า ข้าพเจ้าขอขอบคุณที่ท่านได้ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าในการที่ได้มาอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ทั้งยังได้ดำเนินการอำนวยความสะดวกแก่ข้าพเจ้าและคณะ เพื่อให้ได้มาเยือนผืนแผ่นดินไทย อันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และยังเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม อันได้แก่ วัฒนธรรมการให้การต้อนรับ ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสบด้วยตัวเอง และปรารถนาที่จะเป็นพยานยันยืนถึงสิ่งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างประเทศและประชาชนทั่วโลก
ทรงอำนวยพรชาวไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาประทานพระดำรัสตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้ารู้สึกยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสพบปะท่านผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองบริหารประเทศ ผู้นำทางศาสนา และสังคม ผ่านทางท่านทั้งหลายนี้ ข้าพเจ้าขออำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน ขอแสดงความเคารพนับถือต่อบรรดาทูตานุทูตทุกท่าน และในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศได้ผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาประทานพระดำรัสด้วยว่า เราทั้งหลายทราบดีแล้วว่า ปัญหาของโลกในปัจจุบันเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อทุกส่วนของโลก เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวมนุษยชาติ และเรียกร้องให้มีความตั้งใจจริงในการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมระหว่างประเทศ และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประชาชนทุกหมู่เหล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในการที่ประเทศไทยกำลังจะหมดวาระของการเป็นประธานของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญ และยังเป็นหนทางในการที่จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาประทานพระดำรัสว่า ข้าพเจ้าขอกล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การอพยพย้ายถิ่นฐาน แต่อยู่ที่สถานการณ์อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านจริยธรรมที่สำคัญยิ่งในยุคสมัยของเรา เราไม่สามารถปฏิเสธวิกฤตการณ์ปัญหาผู้อพยพ วิกฤตการณ์นี้ไม่สามารถมองข้ามได้ ประเทศไทยเองเคยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่ต้อนรับผู้อพยพ โดยเฉพาะบรรดาผู้ต้องหลบหนีอย่างน่าเศร้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ประชาคมระหว่างประเทศ ดำเนินการด้วยความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาที่ผลักดันให้ประชาชนต้องหลบหนีออกจากประเทศของตน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย มีการจัดการ และมีการควบคุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงบรรดาสตรีและเด็กในยุคของเรา ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรง การถูกเอารัดเอาเปรียบ และการถูกบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาสในหลากหลายรูปแบบ ข้าพเจ้าขอชื่นชมรัฐบาลไทย รวมทั้งบุคคลและองค์กรที่ได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อแก้ไขปัญหาอันน่าเศร้าใจและเปิดหนทางแห่งการดำเนินชีวิตที่มีศักดิ์ศรีแก่บุคคลเหล่านี้ ปีนี้เป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปี ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราในการที่จะไตร่ตรองและดำเนินการด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ความพากเพียรพยายาม และความเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิต พัฒนาการด้านสังคม สติปัญญา โอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการเติบโตทางด้านกายภาพ จิตใจ และจิตวิญญาณของบรรดาเยาวชน อนาคตของประชากรของเราขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราจะสามารถรับประกันต่อเยาวชนของเราถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในอนาคต&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 10.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราชมีพระดำรัสรับเสด็จความตอนหนึ่งว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรสมเด็จพระสันตะปาปาผู้ทรงสมณคุณอันประเสริฐ อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ไทย ขอถวายอนุโมทนาสาธุการในโอกาสที่มหาบพิตรเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย และเสด็จมาทรงเยี่ยมอาตมภาพในวาระนี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพึงจดจารึกไว้เป็นศุภนิมิตแห่งน้ำใจไมตรี ที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทยมีสืบเนื่องกันมาอย่างแน่นแฟ้น ราบรื่น และงดงามเป็นเวลาเนิ่นนานนับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเสด็จมาครั้งนี้ของมหาบพิตร จึงไม่ใช่การมาของมิตรใหม่ หากแต่เป็นการมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทย ระยะทางที่ห่างไกลกันหาใช่อุปสรรคของความสนิทสนมกลมเกลียวกัน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จยังโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ โดยเดินทางด้วยรถยนต์ที่นั่งมาถึงที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ เพื่อเยี่ยมเยียนนักเรียนและคณะครูอาจารย์ที่มารอต้อนรับ จากนั้นผ่านวัดเซนต์หลุยส์ และประทานพรแก่เหล่านักบวชชายหญิง พร้อมโบกพระหัตถ์ตลอดเส้นทางเสด็จ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จถึงโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ในเวลา 11.15 น. ท่ามกลางการต้อนรับของเหล่าคริสตชนและประชาชนที่ศรัทธาจำนวนมาก โดยช่วงหนึ่งของการเสด็จ พระองค์ได้ทรงอุ้มเด็กเล็กพร้อมจุมพิตที่หน้าผากเพื่อประทานพร โดยประชาชนทั้งสองฝั่งตลอดเส้นทางเสด็จได้โบกธงชาติไทยและธงวาติกัน พร้อมเปล่งเสียงว่า &amp;ldquo;viva il papa&amp;rdquo; เป็นภาษาอิตาเลียน ซึ่งแปลได้ว่า ขอเพื่อเป็นการสรรเสริญพระประมุขศาสนจักรโรมันคาทอลิก และพระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน
พร้อมกับถ่ายรูปพระองค์ไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งพระองค์ได้ทรงโบกพระหัตถ์ให้ผู้มารับเสด็จตลอดเส้นทาง
โป๊ปเสด็จเข้าเฝ้าฯ ในหลวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จขึ้นหอประชุมพระวิสุทธิวงศ์ ชั้น 11 อาคารรวมจิต เพียรธรรม เพื่อประทานพระโอวาทแก่บุคลากร ซึ่งในโอกาสนี้ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ได้เชิญบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลคาทอลิกอีก 3 โรงพยาบาลมาร่วมด้วย คือโรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 86 คน, โรงพยาบาลซานคามิลโล จังหวัดราชบุรี, โรงพยาบาลคามิลเลียน กรุงเทพฯ จำนวน 149 คน และวิทยาลัยเซนต์หลุยส์อีกจำนวน 72 คน นอกจากนี้ยังได้เชิญผู้แทนจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) จำนวน 4 คน ผู้แทนจากลุ่มโรงพยาบาล non profit จำนวน 6 คน รวมทั้งผู้แทนจากชมรมเวชบุคคลคาทอลิคอีก 15 คน และผู้ที่ศรัทธาในแนวคำสอนและการดำเนินชีวิตของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และในส่วนโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ มีจำนวน 445 คน มาร่วมรับฟังพระโอวาทที่หอประชุมพระวิสุทธิวงศ์ ชั้น 11 อาคารรวมจิต เพียรธรรม จำนวน 937 ที่นั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้เสด็จไปพบปะและประทานพรผู้ป่วยจำนวน 40 คนที่ผ่านการคัดเลือกและรับรองความปลอดภัยจากโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จกลับไปสถานทูตนครวาติกันโดยรถยนต์ที่นั่ง ซึ่งได้เปิดโอกาสให้บรรดาคริสตชนและประชาชนชาวไทยที่เข้าเฝ้าตลอด 2 ข้างทางได้รับเสด็จด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 17.05 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จโดยรถยนต์ที่นั่งถึงพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทางประตูภูธรลีลาศ รถยนต์ที่นั่งเทียบที่ท้องพระโรงทางเสด็จประจำวัน พันโทสมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวัง รอรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ณ รถยนต์ที่นั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทรงพระดำเนินไปยังห้องเฝ้า ทรงแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งจัดทอดถวายในห้องเฝ้า และฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา ประทับพระเก้าอี้ มีพระราชปฏิสันถารตามพระราชอัธยาศัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาทูลลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ณ รถยนต์ที่นั่ง สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จโดยรถยนต์ที่นั่งออกจากพระที่นั่งอัมพรสถาน ทางประตูภูธรลีลาศ เพื่อทรงประกอบพิธีมิสซา ณ สนามกีฬาแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 17.40 น. สมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จจากพระที่นั่งอัมพรสถาน มายังสนามกีฬาแห่งชาติ เมื่อเสด็จถึง ทรงเปลี่ยนรถยนต์ที่นั่ง และเสด็จทักทายผู้เข้าร่วมพิธีตั้งแต่บริเวณสนามเทพหัสดินไปจนถึงในสนามศุภชลาศัย โดยทรงโบกพระหัตถ์ทักทาย รวมทั้งทรงจับมือและศีรษะเหล่าคริสตชน ซึ่งทำให้คริสตชนบางรายถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ
ทรงประกอบพิธีมิสซา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเข้าที่รับรองเพื่อทรงเปลี่ยนชุด เตรียมเริ่มพิธีมิสซา ในเวลา 18.10 น. โดยสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเทศน์หลังรับศีล และประทานพระดำรัสตอนหนึ่งว่า ผ่านไปแล้ว 350 ปี นับตั้งแต่ได้ก่อตั้งมิสซังสยาม (ค.ศ.1669-2019) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอ้อมกอดฉันพี่น้องที่ได้รับการสถาปนาขึ้นในแผ่นดินแห่งนี้ โดยได้หว่านเมล็ดพันธุ์ซึ่งได้เติบโตขึ้นมา และผลิดอกออกผลเป็นการริเริ่มงานอภิบาลที่หลากหลาย และได้เอื้อประโยชน์ต่อทุกชีวิตในประเทศ โดยโอกาสครบรอบการเฉลิมฉลองนี้ ไม่ใช่เป็นการฉลองด้วยความโหยหาอดีต แต่เป็นเหมือนกับเปลวไฟแห่งความหวัง การระลึกถึงคุณงาม ความดี จะช่วยเราให้สามารถแบ่งปันชีวิตใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาทรงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเทศน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของผู้เข้าร่วมงาน มีคริสต์ศาสนิกชนเข้าร่วมประมาณ 50,000 คน ประกอบด้วยชาวไทยและชาวต่างประเทศ ส่วนใหญ่เดินทางมาเป็นหมู่คณะตามสังกัดสังฆมณฑล มีการแต่งกายด้วยเสื้อที่ทำเป็นที่ระลึกในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ รวมถึงการแต่งกายด้วยชุดไทยและชุดประจำชนเผ่าอย่างสวยงาม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยและความหลากหลายของประเทศไทย โดยเฉพาะคริสตชนคาทอลิกชนเผ่าที่มาจากเผ่าอาข่าและปกาเกอะญอ ต่างแต่งชุดชนเผ่ามาเข้าร่วมพิธี ภายในงานมีการแจกหนังสือเส้นทางแห่งรัก &amp;ldquo;โป๊ปฟรานซิส&amp;rdquo; และธงวาติกันเป็นที่ระลึก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาพระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณสมเด็จพระสันตะปาปา และถวายของที่ระลึกในนามศาสนจักรไทย ต่อมาสมเด็จพระสันตะปาปาถวายพรปิดพิธี และสังฆานุกรกล่าวปิดพิธี แสดงวัฒนธรรมไทย 4 ภาค &amp;ldquo;พิธีสนามนาฏศิลป์ งามหยาดหยดริน ถิ่นสยาม&amp;rdquo; จากโรงเรียนในเครือภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต และมีการรำถวายพระพร ในเวลา 20.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กวิตา ภาลีขันธ์ นักศึกษาปีที่ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เข้าร่วมรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระประมุขของชาวคริสตชนทั่วโลก และได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวในพิธีบูซามิสซาในครั้งนี้ เพราะว่าไม่ได้มีโอกาสง่ายๆ ที่จะได้เข้าเฝ้าพระองค์อย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับตัวเอง ในฐานะคริสตชนคาทอลิกคนหนึ่ง ได้มีการเตรียมตัวในการเข้าร่วมมิสซา ไม่ว่าจะเป็นการรับศีลแก้บาป สวดภาวนา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและการเตรียมจิตใจในการขอพระพรให้ตัวเอง ครอบครัว และประเทศ&amp;rdquo; น.ส.กวิตาเผยความรู้สึก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50845</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาสนจักร, สมเด็จพระสังฆราช, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โป๊ปฟรานซิส, ในหลวง-พระราชินี, ไมตรีศาสนจักรแน่นแฟ้นงดงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd69a7cc2363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2019 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชมีพระราชดำรัส &#039;โรมันคาทอลิก-พุทธจักรไทย&#039; แน่นแฟ้นงดงาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.62 - สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกและนครรัฐวาติกัน ซึ่งเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสรับเสด็จความว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอถวายพระพรมหาบพิตรสมเด็จพระสันตะปาปาผู้ทรงสมณคุณอันประเสริฐ อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ไทยขอถวายอนุโมทนาสาธุการในโอกาสที่มหาบพิตรเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยและเสด็จมาทรงเยี่ยมอาตมภาพในวาระนี้นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพึงจดจารึกไว้เป็นศุภนิมิตแห่งน้ำใจไมตรีที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทยมีสืบเนื่องกันมาอย่างแน่นแฟ้นราบรื่นและงดงามเป็นเวลาเนิ่นนานนับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ 35 ปีล่วงมาแล้ว ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เฉพาะพระพักตร์พระพุทธอังคีรสประธานพระอุโบสถแห่งนี้ สมเด็จพระอุปัชฌายะของอาตมภาพ คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวราลงกรณได้เสด็จลงทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่2 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิกเสด็จมาทรงเยี่ยมประมุขแห่งพุทธจักรไทยณราชอาณาจักรไทย ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของอาตมภาพผู้มีโอกาสได้เฝ้าอยู่ในการดังกล่าวด้วยทั้งสองพระองค์ทรงปราศรัยกันทรงแสดงพระอัธยาศัยอันงามต่อกันบนพื้นฐานแห่งพระเมตตาจิตอย่างแท้จริง ในฐานะนักบุญผู้ประเสริฐแห่งสองศาสนาซึ่งมุ่งหมายจะแผ่ความปรารถนาดีอย่างจริงใจไปสู่ทุกชีวิตอย่างไม่มีประมาณเป็นอุดมการณ์ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอถวายพระพรให้ทรงทราบว่า ใต้ฐานพระพุทธอังคีรสยังเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่13 เมื่อพุทธศักราช 2440 เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีผู้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 เมื่อพุทธศักราช2477 อีกทั้งเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรผู้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่23 เมื่อพุทธศักราช 2503 และทรงเคยรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่2 ซึ่งเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยเมื่อพุทธศักราช 2527&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นมงคลสถานสำหรับการพบกันของเราทั้งสอง ด้วยส่วนแห่งพระวรกายของทุกๆ พระองค์ยังคงประดิษฐานเป็นสักขีพยานแห่งมิตรภาพซึ่งได้ทรงสร้างสรรค์ไว้นับแต่อดีตสมัยหากแต่ละพระองค์มีพระญาณวิถีใดที่จะทรงหยั่งทราบคงจะทรงโสมนัสพระราชหฤทัยไม่น้อยที่ได้ทอดพระเนตรเห็นความเจริญงอกงามแห่งทางพระราชไมตรีเป็นภาพอันน่าประทับใจอีกครั้งในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จมาครั้งนี้ของมหาบพิตรจึงไม่ใช่การมาของมิตรใหม่ หากแต่เป็นการมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทยระยะทางที่ห่างไกลกันหาใช่อุปสรรคของความสนิทสนมกลมเกลียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่า&amp;lsquo;ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง.&amp;rsquo; &amp;lsquo;ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรย่อมผ่านพ้นศัตรูทั้งปวง.&amp;rsquo; บัดนี้ มหาบพิตรทรงพระอุตสาหะตรากตรำพระวรกายบนหนทางแสนไกลเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย และมาทรงเยี่ยมอาตมภาพด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยมิตรภาพถึงที่นี้ อาตมภาพขอสนองน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยมิตรภาพนั้นๆ ตอบถวายเป็นหลายเท่าทวีคูณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยอานุภาพแห่งพระเมตตาธรรมซึ่งมหาบพิตรทรงเจริญมั่นอยู่ในพระหฤทัยและด้วยศุภผลแห่งกุศลเหตุ คือความไม่ประทุษร้ายมิตรขอมหาบพิตรทรงสถิตสถาพรเป็นปูชนียฐานอันประเสริฐของศาสนิกบริษัทและทรงพระเจริญในสมณคุณค้ำจุนให้ทรงผ่องแผ้วผ่านพ้นภัยพิบัติทั้งปวงสมตามพระพุทธานุศาสนีดังอาตมภาพอัญเชิญมาอ้างเป็นสัจจวาจาข้างต้นนี้ทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอถวายพระพร &amp;rdquo;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50803</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก, สมเด็จพระสังฆราช, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, เสด็จเยือนไทย, โป๊ปฟรานซิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd6284409239.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปฟรานซิสเสด็จถึงไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลเมื่อวันพุธ โดยมีกำหนดการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชฯ และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันพฤหัสบดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ออกจากท่าอากาศยานเลโอนาร์โด ดาวินชี-ฟีอูมีชีโน กรุงโรมของอิตาลีเมื่อคืนวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562 และมาถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ช่วงเวลาประมาณ 12.30 น.ของวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ตามเวลาประเทศไทย โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รักษาการประธานองคมนตรี, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล, นายดอน ปรมัติวินัย รมว.การต่างประเทศ, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศประจำสมเด็จพระสันตะปาปา เฝ้ารับเสด็จในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะที่มาเฝ้ารับเสด็จยังรวมถึงซิสเตอร์อานา โรซา ซิโวรี พระญาติของสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ทำงานด้านการสอนและศาสนาในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี โดยสมเด็จพระสันตะปาปาตรัสกับแม่ชีว่า พระองค์ดีพระทัยที่ได้พบซิสเตอร์ และซิสเตอร์จะได้ทำหน้าที่เป็นล่ามส่วนพระองค์ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสด็จเยือนไทยและจะตามด้วยญี่ปุ่นเป็นประเทศถัดไปในครั้งนี้ เป็นการเสด็จเยือนเอเชียครั้งที่ 3 ของโป๊ปฟรานซิส และเป็นการเสด็จเยือนไทยครั้งแรกในรอบ 35 ปีของประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ต่อจากสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2527&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนจะเสด็จออกจากนครวาติกันเมื่อวันอังคาร โป๊ปมีพระดำรัสผ่านบัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของพระองค์ว่า ถึงมิตรที่รักในประเทศไทยและญี่ปุ่น ก่อนที่เราจะพบกัน ขอให้เราอธิษฐานร่วมกันเพื่อให้วันเวลาเหล่านี้เปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีและความสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ก่อนเสด็จมาถึง โป๊ปฟรานซิสทรงยกย่องราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีคริสต์ศาสนิกชนชาวคาทอลิกเกือบ 400,000 คน หรือไม่ถึง 0.5% ของประชากร ว่าไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายเชื้อชาติ และพระองค์หวังว่าการเสด็จเยือนครั้งนี้จะกระชับมิตรภาพระหว่างประชาคมคาทอลิกกับพี่น้องชาวพุทธจำนวนมากมายให้แนบแน่นยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกำหนดการวันพฤหัสบดีนั้น เวลา 09.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจะเสด็จไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดยมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรับเสด็จ จากนั้นเวลา 10.00 น. เสด็จเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 11.15 น. เสด็จอวยพรผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์, เวลา 16.55 น. เสด็จเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเวลา 18.00 น. จะทรงประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ หรือมิสซา ร่วมกับคริสตชนคาทอลิก ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ทั้งชาวคาทอลิกไทยและต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6-7 หมื่นคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 22 พ.ย. เวลา 10.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จไปยังวัดคาทอลิกนักบุญเปโตร อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบกับคณะบาทหลวงและนักบวช จากนั้นเวลา 15.20 น. เสด็จไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบกับบรรดาผู้นำสถาบันอุดมศึกษา คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และเวลา 17.00 น. เสด็จไปทำพิธีบูชาขอบพระคุณสำหรับเยาวชน ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนกำหนดการ วันเสาร์ที่ 23 พ.ย. เวลา 09.15 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จออกจากท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 เดินทางด้วยเครื่องบินสายการบินไทย เสด็จต่อไปยังท่าอากาศยานฮาเนดะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50771</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริสตจักรโรมันคาทอลิก, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โป๊ปฟรานซิส, โป๊ปฟรานซิสเสด็จถึงไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd54ee3e3713.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
