<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EA เล็งต่อยอดระบบชำระค่าขนส่งสาธารณะ รถ ราง เรือ เริ่มใช้ได้ตั้งแต่ 5 พ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค. 2564 นายสมโภชน์ อาหุนัย &amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA ในฐานะกรรมการ บริษัท อี สมาร์ท ทรานสปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ EA ถือหุ้น 100% และเป็นผู้ให้บริการเรือโดยสารไฟฟ้า &amp;nbsp;&amp;ldquo;MINE Smart Ferry&amp;rdquo; &amp;nbsp;เรือโดยสารไฟฟ้าสัญชาติไทยลำแรกของประเทศ เปิดเผยว่า &amp;nbsp;บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะแบบไร้มลพิษ พร้อมสนับสนุนนโยบายการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดของประเทศ อีกทั้งยังคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย &amp;nbsp;จำกัด (มหาชน) หรือ KTB พัฒนาระบบชำระค่าโดยสารเรือไฟฟ้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้การสัมผัส &amp;nbsp;หรือผ่านระบบ EMV Contactless &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการรับชำระค่าโดยสารผ่านเครื่องแตะบัตร EDC &amp;nbsp;พร้อมเตรียมบัตร HOP ซึ่งเป็นบัตรเติมเงินอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับใช้ชำระค่าโดยสารในเรือไฟฟ้าและมีแผนจะพัฒนานำไปใช้กับระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นต่อไปในอนาคต เพื่อผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ รถ ราง เรือ อย่างไร้รอยต่อให้เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ เรือโดยสารไฟฟ้า &amp;ldquo;MINE Smart Ferry&amp;rdquo; &amp;nbsp;เปิดให้บริการในแม่น้ำเจ้าพระยา ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% &amp;nbsp;พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศและเครื่องฆ่าเชื้อโรค &amp;nbsp;รองรับผู้โดยสารสูงสุดถึง 250 คน เปิดทดลองให้ผู้โดยสารใช้บริการฟรี จากท่านนทบุรี-ท่าสาทร ตั้งแต่ปลายปี 2563 มีจำนวนผู้โดยสารทดลองใช้บริการเฉลี่ย 1,200 คนต่อวัน มีแผนเตรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและเริ่มเก็บค่าโดยสาร ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.64 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาโท ปริญญา รักวาทิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อี สมาร์ท ทรานสปอร์ต จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เรือโดยสารไฟฟ้า MINE Smart Ferry ติดตั้งเครื่อง EDC แล้ว 8 ลำ พร้อมรับชำระค่าโดยสารในราคาโปรโมชั่น &amp;nbsp;20 บาทตลอดสาย ในเส้นทางเรือไฟฟ้า Urban Line สายสีม่วง ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. - 30 มิ.ย.64 และเมื่อการส่งมอบเรือโดยสารไฟฟ้าครบจำนวน 27 ลำ จะมีความพร้อมในการบริการเต็มรูปแบบราวต้นเดือน ก.ค.64 &amp;nbsp;เพื่อเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะอื่นแบบไร้รอยต่ออย่างแท้จริง บริษัทฯ มีแผนขยายท่าเรือจากท่านนทบุรีต้นสายฝั่งเหนือไปยังท่าเรือพระนั่งเกล้าเร็วๆ นี้ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่เดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-เตาปูน) กับเรือไฟฟ้าเส้นทาง Urban Line สายสีม่วง รวมทั้งสิ้น 12 สถานี ได้แก่ ท่าเรือพระนั่งเกล้า เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสถานีสะพานพระนั่งเกล้า(M), นนทบุรี, เกียกกาย, พายัพ, เทเวศร์, สะพานพระปิ่นเกล้า, พรานนก, ราชินี เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสถานีสนามไชย(M), ราชวงศ์, สี่พระยา, แคท ทาวเวอร์ และสาทร เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสถานีสะพานตากสิน(BTS)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมบัตร HOP จำนวน 3,000 ใบไว้รองรับผู้โดยสารที่ไม่มีบัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต แบบ Contactless โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบัตร HOP ได้ที่เจ้าหน้าที่ของเรือไฟฟ้า MINE Smart Ferry บนท่าเรือ 11 ท่าเรือ คือ ท่านนทบุรี, เกียกกาย, พายัพ, เทเวศร์, สะพานพระปิ่นเกล้า, พรานนก, ปากคลองตลาด, ราชวงศ์, สี่พระยา, แคททาวเวอร์ และสาทร ในวันที่ 5 พ.ค.64 เป็นต้นไป หรือจนกว่าบัตรจะหมด ทั้งยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของเรือไฟฟ้า MINE Smart Ferry ได้ที่ www.minesmartferry.com Facebook : MINE Smart Ferry &amp;nbsp;และ Line @MINESmartFerry&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างวิถีชีวิตการคมนาคมทางน้ำรูปแบบใหม่ ที่เรือโดยสารไฟฟ้า MINE Smart Ferry โดยบริษัท อี สมาร์ท ทรานสปอร์ต มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนที่ดีขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนคนไทยได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นาวาโท ปริญญา รักวาทิน กล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101954</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA, บริษัท อี สมาร์ท ทรานสปอร์ต จำกัด, สมโภชน์ อาหุนัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60937b12d1046.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอเสริฐ-ครอบครัวแชมป์ กัลฟ์ดันเสี่ยกลางเศรษฐีหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;หมอเสริฐ&amp;rdquo; ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นอีกสมัย สร้างสถิติเครือญาติกวาดมูลค่าหุ้นทะลุ 1 แสนล้านบาทเป็นครอบครัวสุดล่ำซำ &amp;ldquo;เสี่ยกลาง&amp;rdquo; แห่งกัลฟ์มาแรง ครองอันดับ 2 พร้อมยกครัวติดอันดับ 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยอันดับเศรษฐีหุ้นไทยระบุว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2561 ซึ่งเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 6 โดยถือครองหุ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 77,129.32 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 13,602.02 ล้านบาท หรือ 21.41%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหุ้นที่ นพ.ปราเสริฐถือครองมี 4 บริษัท คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือ รพ.กรุงเทพ 18.47% มูลค่า 73,786.86 ล้านบาท, บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส 10.61% มูลค่า 2,985.22 ล้านบาท, บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% มูลค่า 75.48 ล้านบาท และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF) 24.60% มูลค่า 281.75 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 เป็นหน้าใหม่ติดทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยเป็นครั้งแรก คือ นายสารัชถ์ รัตนาวะดี หรือเสี่ยกลาง กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF จากการนำหุ้น GULF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2560 ซึ่งราคาในวันแรกพุ่งไปแตะสูงสุดที่ 59.50 บาท จากราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ราคา 45 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.50 บาท หรือ 32.22% และล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2561 ราคาอยู่ที่ 76.25 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 69.44% ส่งผลให้นายสารัชถ์ที่ถือหุ้น GULF ในสัดส่วน 35.44% มีมูลค่า 57,645 ล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 3 นายสมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กิจการธุรกิจพลังงาน จำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล และกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งยังคงรักษาอันดับเดิมได้ โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 42,209.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,940.11 ล้านบาท หรือ 26.87% เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ นายชูชาติ เพชรอำไพ เจ้าของ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) หรือชื่อเดิมเมืองไทยลิสซิ่ง โดยก้าวขึ้นจากอันดับ 8 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นมูลค่า 35,392.22 ล้านบาท รวยขึ้น 9,664.53 ล้านบาท หรือ 37.56%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางดาวนภา เพชรอำไพ ก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 จากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้น MTC ในสัดส่วน 33.96% มูลค่า 34,740 ล้านบาท รวยขึ้น 9,360 ล้านบาท หรือ 36.88% เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 คือ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ขยับขึ้นมาจากอันดับ 7 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้นมูลค่า 32,900.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,580.30 ล้านบาท หรือ 16.17%&amp;nbsp;
เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 ได้แก่ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ นักลงทุนรายใหญ่ทายาทอาณาจักรโอสถสภา ร่วงจากอันดับ 5 แต่มูลค่าความมั่งคั่งของพอร์ตการลงทุนก็ยังเพิ่มขึ้น โดยถือครองหุ้น 10 บริษัท มูลค่ารวม 31,964.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,066.86 ล้านบาท หรือ 10.61% เศรษฐีหุ้นอันดับ 8 ได้แก่ นายพิชญ์ โพธารามิก ทายาทคนเดียวของนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ร่วงจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้นมูลค่ารวม 28,919.28 ล้านบาท ลดลง 15,163.65 ล้านบาท หรือ 34.40% เนื่องจากลดสัดส่วนการถือครองหุ้น JAS เหลือ 55.80% และลดการถือหุ้น บมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) ลง 6%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 9 ได้แก่ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ซึ่งร่วงจากอันดับ 6 โดยหุ้นที่ถือครองมีมูลค่า 28,372 ล้านบาท ลดลง 518.44 ล้านบาท หรือ 1.79% และอันดับ 10 ได้แก่ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PSH) ร่วงจากอันดับ 4 โดยมีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 28,011.68 ล้านบาท ลดลง 3,025.71 ล้านบาท หรือ 9.75% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย 2561 ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ โดยเป็นแชมป์ปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งปีนี้คนในตระกูลครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทย ส่วตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ตกเป็นของตระกูลเพ็ชรอำไพ-เพชรอำไพ แห่ง บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) อันดับ 3 ตกเป็นของตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งเครือญาติ 40 คน ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 70,382.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 644.05 ล้านบาท หรือ 0.92%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในอันดับ 4 เป็นของตระกูลรัตนาวะดีเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับเสี่ยกลาง ที่ขึ้นเป็นเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ในอันดับ 2 ได้ โดยตระกูลถือครองหุ้นมูลค่ารวม 57,645 ล้านบาท และตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ได้แก่ ตระกูลอาหุนัย ซึ่งถือครองหุ้นรวมมูลค่า 45,421.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,825.06 ล้านบาท หรือ 24.11%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23676</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวนภา เพชรอำไพ, นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, พิชญ์ โพธารามิก, สมโภชน์ อาหุนัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดิศัย โพธารามิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c092d083eaf4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
