<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106630</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 23:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสยบวัคซีนขาด ซื้อแล้ว105.5ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; โอ่ลงนามสัญญาซื้อวัคซีนเกินเป้าหมายแล้ว ตอนนี้ได้ 105.5 ล้านโดส เตรียมส่งมอบในปีนี้ &amp;nbsp;พร้อมยันจะหาเพิ่มเติมในปีหน้า ชมรมแพทย์ชนบทตั้งข้อสังเกตจับตา &amp;quot;ก.ค.-ส.ค.&amp;quot; แอสตร้าฯ อาจไม่ถึงฝัน เหตุสยามไบโอไซเอนซ์เป็นโรงงานใหม่ยังไม่เข้าเป้า &amp;quot;มาดามเดียร์&amp;quot; บี้ กทม.งัดเงินเก็บซื้อวัคซีนฉีดคนกรุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 16 มิถุนายน หลังเคารพธงชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ตอนหนึ่งถึงเรื่องการจัดหาวัคซีนว่า &amp;quot;ได้เดินหน้าเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนรายใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันเราอยู่ในระหว่างการทำงานกับผู้ผลิตวัคซีน 6 รายแล้ว ได้แก่ ไฟเซอร์, จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, โมเดอร์นา รวมถึงแอสตร้าเซนเนก้า, ซิโนแวค และซิโนฟาร์ม โดยได้มีการลงนามในสัญญาจองหรือสัญญาซื้อไปแล้ว 105.5 ล้านโดส ทำได้เกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้สำหรับปีนี้ โดยทั้งหมดจะทยอยส่งมอบเข้ามาภายในปีนี้ และจะทยอยฉีดต่อไป พร้อมกันนี้เรายังจะเดินหน้าจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีกสำหรับปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั้งในสิงคโปร์และไต้หวัน ต่างก็ออกมาพูดว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด คือปัญหาการสั่งซื้อวัคซีนจากผู้ผลิตในต่างประเทศ ตอนนี้เขาคิดเหมือนไทย และได้ตัดสินใจแล้วว่าหนทางที่จะทำให้ประเทศของตัวเองเข้าถึงวัคซีนได้อย่างยั่งยืน คือต้องผลิตในประเทศ นี่คือสิ่งที่เค้ากำลังดำเนินการอยู่ในที่สุด การมีโรงงานผลิตวัคซีนโควิด-19 อยู่ในไทย จะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในระยะยาว ซึ่งแนวทางนี้เราได้เลือกมาตั้งแต่ต้น และถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เพจชมรมแพทย์ชนบทได้โพสต์ในหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;quot;ลับลวงพราง วัคซีนโควิด ตอน 13 โรงงานวัคซีนแอสตร้าไทยแลนด์ ความจริงบางประการที่สังคมไทยควรรู้&amp;quot; ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;quot;แอสตร้าเซนเนก้าเป็นบริษัทยาเอกชนของอังกฤษ โรงงานวัคซีนของแอสตร้าฯ มี 25 แห่งทั่วโลก ซึ่งไทยเองในนามสยามไบโอไซเอนซ์ กำลังการผลิต 200 ล้านโดสต่อปี &amp;nbsp;โดยสิทธิในการกระจายวัคซีนยังเป็นของบริษัทแม่คือแอสตร้าเซนเนก้า แต่เนื่องจากโรงงานอยู่ในไทย เราก็พอจะเจรจาต่อรองขอกันแบบไทยๆ ได้ในระดับหนึ่ง&amp;quot;
เพจชมรมแพทย์ชนบทระบุว่า &amp;quot;ขณะนี้สยามไบโอไซเอนซ์มียอดการสั่งวัคซีนมาแล้ว 8 ประเทศ กำลังการผลิตที่ตั้งใจไว้คือ 15 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งยังผลิตได้ไม่ถึงเป้า ตัวเลขที่ ศบค.แถลงคือ ตั้งแต่ ก.ค.ส่งไทยเดือนละ &amp;nbsp;10 ล้านโดส ที่เหลือนั้นก็แปลว่าส่งออก แต่ในเดือน มิ.ย.นี้ &amp;nbsp;ไต้หวัน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้โวยออกสื่อมาแล้วว่าไทยเบี้ยวการส่งวัคซีนให้เขา หากกำลังการผลิตเต็มที่ที่ &amp;nbsp;15 ล้านโดสต่อเดือน การส่งออกเพียงเดือนละ 5 ล้านโดสก็น่าไม่พอ ซึ่งความจริงเป็นอย่างไรคงมีไม่กี่คนที่รู้ เพราะยากที่ใครจะได้เห็นสัญญาการจัดซื้อวัคซีน&amp;quot;
&amp;quot;สยามไบโอไซเอนซ์เป็นโรงงานใหม่ ไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน ในขณะที่โรงงานแอสตร้าฯ ที่อินเดียและเกาหลีใต้เป็นโรงงานวัคซีนเดิมมาก่อน ทำให้ต้องปรับแก้ให้เข้ามาตรฐาน ยังไม่คล่อง จึงผลิตได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อสถานการณ์ของแอสตร้าฯ ไทยแลนด์เป็นเช่นนี้ &amp;nbsp; เดือน ก.ค.-ส.ค.ก็น่าจะยังต้องลุ้นกับภาวะการมีวัคซีนไม่พอฉีดต่อไป รัฐบาลก็รู้ แต่พูดมากคงไม่ได้ เลยต้องเร่งเจรจากับซิโนแวค ซิโนฟาร์ม และไฟเซอร์ หวังจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันแอสตร้าเซนเนก้าได้ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ในหัวข้อ &amp;quot;วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา &amp;nbsp;(สายพันธุ์อินเดีย)&amp;quot; โดยยืนยันว่าวัคซีนมีประสิทธิผลสูงถึง &amp;nbsp;92% ในการลดการนอนโรงพยาบาลจากสายพันธุ์เดลตา &amp;nbsp;รวมทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงถึง 86% ในการป้องกันสายพันธุ์อัลฟา หรือสายพันธุ์อังกฤษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ยังถือเป็นวันแรกที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อเปิดให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรังในกรุงเทพฯ ที่ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม แต่ถูกโรงพยาบาลต่างๆ เลื่อนนัดหมายออกไปให้มาฉีดวัคซีนได้ &amp;nbsp;โดยพบว่ามีกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่ม 7 โรคเรื้อรังทยอยเดินทางมาฉีดอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่าสามารถรองรับได้วันละ 2,000 คน หรือเฉลี่ย 200 คนต่อชั่วโมง โดยผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคที่ถูกเลื่อนออกไปฉีดเดือน &amp;nbsp;ก.ค. แต่ไม่อยากรอสามารถเดินทางมารับการฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อได้ โดยโทร.ติดต่อไปที่เบอร์กลางของหมอพร้อมที่มีถึง 200 คู่สายเพื่อนัดหมาย
ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ &amp;nbsp;รมว.สาธารณสุข พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อเพื่อตรวจเยี่ยมการฉีดวัคซีนให้กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค โดยนายอนุทินระบุว่า &amp;nbsp;มีผู้สูงอายุมาฉีดวันนี้วันแรกกว่า 1,000 คน ถือว่าวันนี้เราได้แบ่งเบาภาระของ กทม. จะได้เกิดความชัดเจนว่าเราไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน ช่วยกันทำงาน มีอะไรที่ไม่เข้าใจกันก็ปรับจูนกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินยังกล่าวถึงจำนวนวัคซีนว่า มีมาเรื่อยๆ &amp;nbsp;นับไม่ถูก โดยวันที่ 16 มิ.ย. กรมควบคุมโรคได้รับมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 6 แสนโดส เมื่อได้มาแล้วก็จะกระจายเลยตามสูตรการจัดสรรวัคซีนของ ศบค. จากนั้นวันที่ 18 มิ.ย.จะรับมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอีก 1 &amp;nbsp;ล้านโดส รวมเป็น 1.6 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีมีรายงานข่าวมาอีกครั้งว่า มีการจัดสรรวัคซีนของแอสตร้าฯ จำนวนมากลงไปพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเฟกนิวส์ที่เก่ามากแล้ว ขอยืนยันว่าเป็น ส.ส.บุรีรัมย์ แต่ก็เป็น รมว.สาธารณสุขของไทย ไม่ทำอะไรมักง่ายแบบนั้น เมื่อถามย้ำว่า เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ สามารถจะเปิดเผยตัวเลขการจัดสรรวัคซีนไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีหน้าที่ในการดูระดับนโยบาย ไม่ได้มีหน้าที่ในการลงไปดูตัวเลขในรายจังหวัดขนาดนั้น จึงไม่ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้แจ้งปิดระบบการยื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม &amp;nbsp;ระยะที่ 1 (สำหรับองค์กรและหน่วยงาน) ในวันที่ 18 &amp;nbsp;มิถุนายน 2564 เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป พร้อมเน้นย้ำว่าแต่ละองค์กรหรือหน่วยงานควรตรวจสอบข้อมูลและเอกสารให้เรียบร้อยก่อนส่ง และจะไม่รับแก้ไขจำนวนการขอรับวัคซีน โดยองค์กรและหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรวัคซีนตัวเลือกในระยะที่ 1 ต้องชำระเงินค่าวัคซีนเต็มจำนวนและบริจาค 10% ของจำนวนมูลค่าวัคซีนตัวเลือกที่ได้รับการจัดสรรภายใน 3 วันทำการ หลังจากได้รับอีเมลยืนยันการตอบรับการจัดสรรวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงการโฆษณาฉีดวัคซีนของ รพ.เอกชนว่า ทำได้แต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ 5 ข้อ 1.วัคซีนที่จะโฆษณาต้องได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยา และได้รับการอนุมัติให้โฆษณายาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2.โฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล ต้องยื่นขออนุมัติจากผู้อนุญาตตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 3.หากมีการเรียกเก็บเงินมัดจำ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ จากประชาชน หากไม่สามารถดำเนินการต้องคืนเงินมัดจำหรือค่าใช้จ่ายใดๆ &amp;nbsp;เต็มจำนวน 4.การกำหนดเวลาในการฉีดวัคซีน ต้องใกล้เคียงที่จะได้รับวัคซีนมาให้บริการจริงมากที่สุด และ 5.ในการโฆษณาทุกครั้งต้องระบุข้อความ &amp;quot;รัฐบาลได้มีการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย&amp;quot; &amp;nbsp;และ &amp;quot;ส่วนการจองวัคซีนโควิด-19 ของสถานพยาบาลเอกชน เป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนสามารถเลือกรับบริการได้ แต่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง&amp;quot; เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาตัดสินใจก่อนรับบริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ พรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;(พปชร.) นำโดย น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;พร้อมใจกันโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า พวกเราขอเสนอ! ให้ผู้ว่าฯ กทม. นำเงินจ่ายขาดสะสมงบประมาณปี 2564 &amp;nbsp;มาซื้อวัคซีนให้คนกรุงเทพฯ
ส่วนความเคลื่อนไหวต่างจังหวัด ได้เกิดกรณีนายอดุลย์ ดวงสร้อย อายุ 51 ปี ผู้ช่วยช่างภาพทีวีช่องหนึ่ง ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางเข้าพบ พญ.ลดาวรรณ &amp;nbsp;หาญไพโรจน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังการชี้แจงกรณีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ต่างยี่ห้อกัน ทำให้เกิดความกังวล โดย พญ.ลดาวรรณได้นำนายอดุลย์ไปยังจุดให้บริการฉีดวัคซีนของโรงพยาบาลนครพิงค์ เพื่อชี้แจงขั้นตอนต่างๆ &amp;nbsp;ก่อนระบุว่าเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการลงรหัสวัคซีนผิด ทำให้ใบรับรองที่ออกมาเข็มที่สองกลายเป็นแอสตร้าเซนเนก้า แต่เมื่อตรวจสอบแล้วยืนยันได้ว่า วัคซีนเข็มที่สองที่นายอดุลย์ฉีดคือซิโนแวคเหมือนเข็มแรก โดยหลังการชี้แจงแล้ว พญ.ลดาวรรณได้นำใบรับรองการฉีดวัคซีน ที่แก้ไขข้อมูลวัคซีนเข็มที่สองให้เป็นซิโนแวคมอบให้แก่นายอดุลย์ เพื่อการันตีว่าได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สองเข็มเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อกัน แต่ไม่มีอันตรายและภูมิคุ้มกันก็ขึ้นดีเช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกัน ซึ่งในต่างประเทศมีการวิจัยไว้แล้ว ส่วนกรณีที่นายอดุลย์ที่เกิดอาการโรคเกาต์กำเริบ ไม่เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน&amp;quot; พญ.ลดาวรรณระบุ
พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.แถลงเรื่องนี้ว่า ในโลกโซเชียลของไทยเราก็ได้มีการสอบถามกันมาก และในต่างประเทศเองก็สงสัยในกรณีนี้เช่นกัน ซึ่งในทางการแพทย์ยังต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งในไทยก็มีหลายหน่วยงานพยายามศึกษาอยู่ หรือแม้แต่ที่สหรัฐอเมริกา เกาหลี ก็มีความพยายามที่จะศึกษาอยู่เช่นกัน โดยในเบื้องต้นมีการนำการวัดภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น ทั้งจากคนที่ติดเชื้อโดยธรรมชาติ การใช้วัคซีนยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง เข็มที่หนึ่งเข็มที่สองเหมือนกันมาเทียบกันกับคนที่ฉีดเข็มหนึ่งเข็มสองคนละยี่ห้อ อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าการศึกษาวิจัยเหล่านั้นยังไม่มีใครที่จะกล้าสรุปว่าแบบใดจะได้ประสิทธิภาพดีกว่า &amp;nbsp;ขอให้ฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและกระทรวงสาธารณสุขด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106630</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ก.ค.-ส.ค.&quot;, &quot;ประยุทธ์&quot;, สยบวัคซีนขาด, สยามไบโอไซเอนซ์, สัญญาซื้อวัคซีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60ca0a163e60e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
