<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หญิงหน่อย&#039; แวะ &#039;สยาม&#039; บอกวันนี้เงียบเหงาสุดๆ จี้รัฐเร่งจัดการโควิด ก่อนคนตัวเล็กจะหมดลมหายใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มิ.ย.64 - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ว่า สยามวันนี้......&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำลังซื้อหดหาย #คนตัวเล็ก ทั้งประเทศกำลังหมดลมหายใจ ต้องเร่งช่วยด่วนที่สุด!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานนี้ หน่อยแวะมาเดินสยาม ไม่เคยเห็นสยามเป็นแบบนี้มาก่อนในชีวิต หน่อยเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้ เรียกว่าเป็น &amp;lsquo;เด็กสยาม&amp;rsquo; เลยก็ว่าได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านเดิมของหน่อยอยู่ที่จุฬาฯ ซอย 11&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำแหน่งปัจจุบันคือประมาณข้างๆคณะ ทันตแพทย์จุฬาฯ โตมาก็ขอทุนคุณพ่อมาเช่าล็อกแถวสยามขายเสื้อผ้า ขายอยู่ 3-4 เดือนก็ย้ายไปห้างไทยไดมารู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ชีวิตก็ผูกพันกับสยามมาตั้งแต่เกิด ร้านอาหารประจำของครอบครัวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;โคคาสุกี้&amp;rdquo; เรียนหนังสือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงลูกๆ ก็เรียนจุฬาฯกันทุกคน ทำให้ได้ใช้เวลากับที่นี่ และทำให้ได้เห็นชีวิตของผู้คนย่านนี้มาโดยตลอดค่ะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เห็นสยาม เงียบเหงาสุดๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นในชีวิต เพราะเจอโควิด-19 เล่นงาน ผู้คนหาย พ่อค้าแม่ค้า เจ้าของร้านบอกว่าถ้าสถานการณ์เดือนหน้ายังไม่ดีขึ้น คงต้องเลิกกิจการ เรียกว่าเป็นเฮือกสุดท้ายแล้วค่ะตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้แต่ร้านขายผลไม้ดอง &amp;ldquo;สยามฟรุทส์&amp;rdquo;ตรงสยามวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นร้านที่ขายดีมาก วันนี้หน่อยได้มีโอกาสคุยกับเจ้าของร้าน ก็บอกว่ายอดขายตกไปถึง 90% ลำบากมากแทบจะ ไปต่อไม่ไหว อยากให้รัฐบาลจัดการปัญหาโควิดให้จบลงโดยเร็ว ก่อนที่พวกเขาจะหมดลมหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่อยเลยได้ช่วยอุดหนุนทั้งอาหาร และเสื้อผ้าจากร้านเล็กๆในสยามหลายร้าน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ #คนตัวเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หน่อยขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ หวังว่าสยาม จะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หวังว่าพวกเราจะได้กลับมาทำมาหากินกันได้ใหม่ในเร็ววันนี้ นะคะ แล้วเราจะได้มาเจอกันที่นี่อีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มของทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ขอเป็นกำลังใจให้คนตัวเล็ก
สู้ๆนะคะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105178</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, สยาม, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ไทยสร้างไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8c3f6a7ef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แยม ไฟเย็น&#039;ครวญ&#039;สยาม&#039;เพื่อนรักใน&#039;ลุงสนามหลวงทีม&#039;เป็นคนดี ทำดีเพื่อให้พ่อตัวเองยอมรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.62- รมย์ชลี สินสืบผล หรือ รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล (แยม) นักร้องนำ วงไฟเย็น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แยมจะขอพูดถึงสยามเพื่อนแยม หนึ่งในทีมลุงสนามหลวงสักหน่อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สยามเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของแยมในที่แห่งนี้ เขาเป็นคนที่คอยเห็นอกเห็นใจคนอื่นๆ เสียสละ ถึงแม้จะขี้ลืม และชอบเล่นมุขฝืดๆอยู่บ่อยๆ แต่เขาเป็นคนมีน้ำใจกับคนรอบข้าง สยามเป็นผู้ชายที่น่ารัก อ่อนโยน ไม่ใช่คนแข็งกร้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่นั่งฟังแยมร้องไห้ตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงตี3 รับฟังแยมได้ทุกเรื่อง ในขณะที่เขาปลอบใจแยม เขาเองก็ดันร้องไห้ไปด้วย จนแยมต้องหยุดร้องแล้วหันไปปลอบสยามแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราสองคนชอบระบายความอัดอั้นตันใจกันบ่อยๆ แยมรู้ว่าคนแบบสยามไม่ใช่คนที่เป็นพิษเป็นภัยกับใครได้เลย สยามไม่ใช่คนที่นิยมความรุนแรงอะไรเลย และเขามักจะน้อยใจเมื่อถูกเพื่อนๆตำหนิด้วยถ้อยคำหนักๆเสมอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสิ่งหนึ่ง ซึ่งแยมไม่รู้ว่าสยามได้เคยบอกกับพ่อและแม่ของเขาไหม แต่สยามได้บอกกับแยม ว่าเขารักพ่อกับแม่มากๆ เขายังบอกอีกว่า ตัวเขาเองก็มักทำอะไรๆไม่ถูกใจพ่อของเขาสักเท่าไหร่ แต่เขาก็อยากทำสิ่งที่มันดี และจะพยายามทำมันให้ดี เพื่อให้พ่อของเขายอมรับในตัวเขาได้..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมา แยมและสยามแยกจากกัน เขาย้ายไปพร้อมลุงสนามหลวง ส่วนแยมก็ย้ายออกมาก่อนมีข่าวโกตี๋ถูกอุ้ม เราหลังไมค์คุยกันเสมอ ถึงแม้ว่าทีมของเขาจะไม่ให้เล่นแชทเฟสบุ๊คก็ตาม แต่ด้วยความเป็นเพื่อน เราก็ยังแอบส่งข้อความคุยกันเรื่อยๆมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนปลายเดือนมกราคม แยมเห็นว่ารายการลุงสนามหลวงไม่ได้จัดติดต่อกันหลายวัน จึงทักแชทไปหาสยาม และนั่นเป็นข้อความที่สยามไม่ได้เปิดอ่านมาจนถึงวันนี้..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แยมเสียใจ ถ้าพวกเขามีชีวิตอยู่ ขอให้อย่ามีใครทำอะไรพวกเขาเลยนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แยม ไฟเย็น &amp;nbsp;เป็นชาว อ.บ่อไร่ จ.ตราด มาเข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมือง ร่วมวงดนตรีไฟเย็นตั้งแต่ปี 2556 และเมื่อเกิดรัฐประหาร เธอก็ได้หนีข้ามโขงไปอาศัยอยู่ในลาว พร้อมกับสมาชิกวงไฟเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวงไฟเย็นเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานเคาท์ดาวน์หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เพื่อให้กำลังใจผู้ที่ติดอยู่ในเรือนจำด้วยมาตรา 112 และร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องบนเวทีต่างๆที่จัดโดยกลุ่มคนเสื้อแดง และแสดงสดตามเวทีเสวนาการเมือง หรืองานรำลึกอันเป็นกิจกรรมฝ่ายซ้ายต่างๆหลายครั้งได้ร่วมแสดงสดที่หอประชุมเล็ก และประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กิจกรรมรำลึก 6 ตุลา 2519 ติดต่อกันหลายปี ร่วมกับ วัฒน์ วรรลยางกูร ผู้ร่วมก่อตั้งวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 สมาชิกวงไฟเย็นส่วนหนึ่งถูกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 5/2557 ให้ไปรายงานตัว แต่ไม่มีสมาชิกวงคนใดไปรายงานตัว ศาลทหารออกหมายจับ นายวัฒน์ วรรลยางกูร นายไตรรงค์ สินสืบผล นายชฤต โยนกนาคพันธุ์ และนายนิธิวัต วรรณศิริ &amp;nbsp;ฐานความผิดขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 5/2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ไฟเย็นได้ลี้ภัยทางการเมืองไปผลิตผลงานเพลงและรายการสตรีมมิ่งต่อต้านคณะเผด็จการทหารในแถบประเทศในภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วงไฟเย็นเป็นวงที่มีแนวคิดนิยมระบอบสาธารณรัฐ โดยอุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวนั้นได้แสดงออกมาในรูปแบบของบทเพลงต่างๆที่แต่งออกมาเช่น ลุงสมชาย ป้าสมจิตร, ล้มเจ้า, และ 13 ตุลา ตาสว่างทั้งแผ่นดิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35471</URL_LINK>
                <HASHTAG>รมย์ชลี สินสืบผล, ลุงสนามหลวง, สยาม, แยม ไฟเย็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd4d405ab060.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2019 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2019 15:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาไง!&#039;สุชาติ&#039;ฝันอยากให้สนามหลวงเป็นพื้นที่ของราษฎร อยากเปลี่ยนชื่อประเทศกลับไปใช้ &#039;สยาม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;22 ก.พ.62- สุชาติ สวัสดิ์ศรี &amp;nbsp;ศิลปินแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า นอกจากจะฝันให้ &amp;quot;สนามหลวง&amp;quot; กลับมาเป็น &amp;quot;พื้นที่สาธารณะ&amp;quot; สำหรับราษฏร ผมยังฝันอยากให้ประเทศนี้กลับไปใช้คำว่า SIAM แทนคำว่า THAILAND&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29703</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศิลปินแห่งชาติ, สนามหลวง, สยาม, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af1a29e3ac69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 19:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาวิเคราะห์การเสด็จประพาสยุโรป ค.ศ.1897 และ 1907 อย่างละเอียด พบว่าภาพลักษณ์ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; และ &amp;quot;องค์พระมหากษัตริย์แห่งสยาม&amp;quot; ล้วนสะท้อนให้เราเห็นถึงสยามในกรอบของวัฒนธรรมเอเชียจากมุมมองของวัฒนธรรมยุโรป ทั้งก่อนและระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป จากเอกสารยุโรปมากมายหลายประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการยกย่องอย่างสูงจากชาวยุโรปและราชสำนักยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พระมหากษัตริย์จาก &amp;quot;ดินแดนหลังประเทศอินเดีย&amp;quot; ทรงได้รับการยอมรับอย่าง &amp;quot;มิตรที่เท่าเทียม&amp;quot; จากราชสำนักยุโรปและคนยุโรป การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปอย่าง &amp;quot;อิศระแก่พระองค์จริงๆ&amp;quot; ดังปรากฏในหนังสือกราบบังคมทูลจากกรุงลอนดอนของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณนัน เป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การเสด็จยุโรปอย่างเป็น &amp;quot;อิศระ&amp;quot; ไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด เรื่องทางวัตถุอาจได้รับการต้อนรับอันดีจากทางเจ้าบ้านตามมรรยาทและธรรมเนียมปฏิบัติสากลเท่านั้น การที่จะได้รับการยอมรับว่า &amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; อย่างผู้เท่าเทียมและเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมาคมยุโรป อันเป็นดีกรีสูงขึ้นมากกว่ามิใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยบุคลิก การปฏิบัติตนตลอดจนสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดในการวางตนและเจรจาโต้ตอบด้วยไหวพริบให้ทันกันด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงตรัสภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว แสดงความรู้รอบตัวในวัฒนธรรมและกิจการของยุโรปเป็นอย่างดีจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญส่วนหนึ่ง การปรากฏพระองค์โดยไตร่ตรองแล้วในฉลองพระองค์แบบยุโรป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดพระวรกายตั้งแต่ &amp;quot;พระเศียรจรดพระบาท&amp;quot; ตามแฟชั่น อังกฤษดังปรากฏในหนังสือพิมพ์โปแลนด์ อีกทั้งยัง &amp;quot;ภูมิ&amp;quot; มี &amp;quot;ดิกนิโฟ... ดูอันใดเหมือนกับนั่งกลืนเอาไว้ได้หมด&amp;quot; (พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่ ๓๔ จากเมืองบูดาเปสต์ วันที่ &amp;nbsp;29 มิถุนายน ร.ศ. 116) ตามคำชมเชยของ &amp;quot;ฝรัง&amp;quot; ทำให้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป ณ เมืองใดก็จะมีประชาชนมาเฝ้าชมพระบารมีมากมาย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นองค์พระมหากษัตริย์จากเอเชียจากข่าวที่ได้ยินหรือได้อ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่า การทีมิได้ทรงดึงดันที่จะปรากฏพระองค์อย่าง &amp;quot;ตะวันออกแท้&amp;quot; (oriental) ดังเจ้าเอเชียที่เสด็จพระราชดำเนินอังกฤษและยุโรปก่อนหน้านี้ ทำให้ทรงเป็นที่ยอมรับจากฝรั่งไปเปลาะหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์แห่งสยามนัน หน้าตาท่าทางก็มิได้แตกต่างไปจากพวกของตนเองเลย หากมีรูปลักษณ์และ &amp;nbsp;&amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; เช่นเดียวกับชาวตะวันตก แต่ยังมีความแปลก &amp;quot;exotic&amp;quot; ในรูปลักษณ์ของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวสวิสจาก &amp;quot;อาณาจักรแห่งหิมะ&amp;quot; ได้ต้อนรับผู้มาเยือน &amp;quot;ชาวอินเดีย&amp;quot; จากดินแดนเขตเมือง
ร้อนจากไกลสุดด้านทิศตะวันออก&amp;hellip;คิงจุฬาลงกรณ์มีพระชนมพรรษา ๔๔ พรรษา แต่ทรงเป็น &amp;quot;หนุ่ม&amp;quot;
&amp;nbsp;หน้าอ่อนราวกับอายุเพียง 30 กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งท่านมิได้มีท่าทางที่ไม่สนใจใยดีคนรอบตัวเลยเหมือนอย่างที่พบเสมอๆ ในเจ้านายจากเอเชียองค์อื่นๆ ทำให้ทรงต่างและแปลกไปจากเจ้าเอเซียส่วนใหญ่... โดยเฉพาะในพระพักตร์และพระเนตรที่เรียวเล็ก ในรอยยิ้มที่จริงใจ ในหนังสือพิมพ์กรุงแบร์น DerBund (ฉบับวันที่ 1 มิ.ย. ค.ศ. 1897 ฉบับที่ 150) กล่าวถึงพระพักตร์ที่ &amp;quot;สดชื่นตามธรรมชาติ&amp;quot; แต่ในทรงกระฉับกระเฉงพร้อมที่จะโต้ตอบสิ่งรอบตัวนั้น กลับทรงมีท่าทางสบายๆ อย่างสง่าอยู่ด้วย ทำให้ทรงโดดเด่น ชวนมอง ลีลาการเคลื่อนไหวของพระองค์ประหนึ่ง &amp;quot;เสือดำ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปรียบเทียบนี้ อาจจะเหมาะสมกว่า การเปรียบเทียบกับ &amp;quot;ช้างเผือก&amp;quot;&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี เสียอีก กอร์ปด้วย &amp;quot;ดิกนิโพ&amp;quot; เป็นตัวของตัวเองอย่างกษัตริย์ โดยเฉพาะพระเนตรสีนิลเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากว่า แสดงแววฉลาดและสดชื่น สนใจทุกสิ่งรอบพระองค์ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สวิตเซอร์แลนด์ในดินแดนของประเทศซึ่งไม่มีปัญหาใดๆ กับสยามประเทศและเป็นดินแดนที่งดงามมาก จนพระองค์ท่านทรงเล่าให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีในพระราชโทรเลขมาแต่เมืองเยนีวา ลงวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 เมื่อเสด็จ &amp;quot;เที่ยวทะเลสาบเลแมนไปถึงตำบลอิเวียน&amp;quot; ว่า &amp;quot;แต่ก่อนนี้ฉันไม่เชื่อรูปภาพที่เห็นๆ นั้นเลย บัดนี้ได้เห็นที่จริงๆ &amp;nbsp;นี้งามเพลิดเพลินเป็นที่พอใจมากทีเดียว...&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรืองรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือน สวิตเซอร์แลนด์ในหนังสือพิม์สวิสติดต่อกันถึ


ทดลองเล่นสล็อต ง ๕ วัน และในตอนจบ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1897 อ้างคำตรัสของพระองค์ท่านที่กล่าวถึงประเทศอันน่าประทับใจนี้กับ ดร.โกบัท (Dr. Gobat) ว่า &amp;quot;ใครที่มายุโรปแล้วไม่ได้มาสวิส หรือมาสวิสแล้วไม่ได้ไปเวงเงอนาล์ป (Wengernalp) คนผู้นั้น สมควรไปผูกคอตายเสีย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเป็นที่ถูกใจชาวบ้านเขตภูเขาแบร์นผู้ประกอบอาชีพรถกระเช้าลอยฟ้า โฮเต็ล และการจราจรทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เขาเหล่านั้นได้นำเอาคำตรัสชมนี้ขึ้นป้ายประกาศทั่วเมือง ข้างใต้คำประกาศมีรูปช้างสยามคล้องด้วยกุหลาบเทือกเขาแอลป์ประกอบด้วย และขณะที่ทรงนั่งรถกระเช้าลงจากเขาทีอินเตอร์ลาเคิน (Interlaken) ชมความงามของทิวสนและดอกไม้บานสะพรั่งบนไหล่เขา องค์กษัตริย์ทรงเงียบไปพักใหญ่ จนทีสัดได้ออกพระโอษฐว่า&amp;nbsp;


respin88&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;I thought on the Queen, whose absence I miss; how she wouldenjoy all this with me, if &amp;nbsp;she were here. She would be simply in thefields picking flowers.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรากฏพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรปที่ประเทศอิตาลีเป็นประเทศแรกหลังจากวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 ย่อมเป็นที้โจษจันกันทั่ว ไป ไม่เพียงปากต่อปาก แต่โดยข่าวหนังสือพิมพ์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงนี้ ภายหลังผู้วิจัยสามารถพิสูจน์ได้จากการที่หลายประเทศได้สอบถามถึงพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเพื่อนำมาเป็นแบบอย่างของกันและกัน เช่น เนเธอร์แลนด์รับข้อมูลจากเบลเยี่ยมเรื่องพิธีการรับเสด็จฯ ว่าทำอย่างไรในรายละเอียด (เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์) หรือฝรั่งเศสซึ่งปกครองระบอบสาธารณรัฐขณะนั้นได้อยู่หลายปีแล้ว ไม่แม่นเรื่องพิธีการราชสำนักเท่าใดแล้ว กับทั้งต้องการกระชับไมตรีกับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงได้ขอรายละเอียดจากราชสำนักรัสเซียเรื่องพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 &amp;nbsp;ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้เรายังได้รู้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสสวีเดนด้วยเรือกลไฟชื่อ Polstjernan ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย หรือห้องโดยสารที่ประทับในรถไฟของพระองค์ท่านระหว่างกรุงบรัสเซลส์และกรุงเฮกมีเครื่องตกแต่งที่เคยเป็นเครื่องของกษัตริย์ฝรั่งเศสรวมทั้งเอกสารจากฝ่ายสเปนที่ทูตสเปนประจำแทบทุกประเทศในยุโรปติดตามรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 ไปยังรัฐบาลสเปนเพื่อจัดเตรียมการรับเสด็จให้สมพระเกียรติ เป็นการเกาะติดสถานการณ์เพื่อที่จะได้เห็นวิธีการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ประเทศอื่นมาก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จประพาสสเปน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในออสเตรีย ความสนใจของประชาชนชาวออสเตรียต่อ &amp;quot;พระมหากษัตริย์แห่งดินแดนช้างเผือก&amp;quot; นี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากสีสันรายละเอียดของข่าวหนังสือพิมพ์ และยิ่งพระองค์ท่านทรงแสดงความพึงพอพระราชหฤทัยขณะทรงทำกิจกรรมทุกอย่างระหว่างประทับอยู่ที่ออสเตรียมากเท่าใด ชาวเวียนนาก็ยิ่งชื่นชมพระมหากษัตริย์เอเชียพระองค์นี้มากขึ้นเท่านั้น แม้แต่ทีฝรั่งเศส &amp;quot;ดินแดนเจ้าปัญหา&amp;quot; ก็ยังพบว่า &amp;quot;คนแน่นในตอนที่ใกล้สเตชั่นถึงโปลิศต้องยืนหันหน้าออกกางแขนออกคอยกัน...แต่สังเกตดูวันนี้ผู้คนที่มาดูเพราะตัวฉันมากขึ้น&amp;quot; หลังจากที่ได้ &amp;quot;ทรงเล่นเป็นคิง&amp;quot; และ &amp;quot;ออกเอกซหิบิชันตัวเอง&amp;quot; ที่เมืองเวนิส อิตาลีมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงได้รับการยอมรับและยกย่องจากยุโรปก็คือ ทรงเป็นผู้มีความรู้และได้รับการศึกษาอย่างยุโรป ทั้งยังเป็นที่รู้ทั่วไปว่า ทรงประกาศเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อและสนับสนุนการศึกษาแบบยุโรปในประเทศของพระองค์ เหล่านี้ ทำให้พระองค์กลายเป็นมิตรชาวเอเซียผู้ซึ่งได้ยอมรับอิทธิพลจากความศิวิไลซ์ของตะวันตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่า ทรงเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตะวันตกนั้น เอง พระองค์จึงสมควรที่ชาวยุโรปจะรับไว้เป็นมิตรได้ เพราะมิใช่คนอื่นคนไกล เนื่องจากทรงมี &amp;quot;ความเหมือน&amp;quot; ทีทำให้ฝรั่งตะวันตกไม่รู้สึกหวาดระแวงนี แต่ก็ยังทรงมีรูปลักษณ์ที่แปลก จากต่างวัฒนธรรมที่ exotic และมีเสน่ห์ดึงดูดทำให้น่าสนใจ นับเป็น &amp;quot;ความแปลก&amp;quot; แต่ไม่แปลกจนเกินไป จนกลายเป็นความแปลกแยก.
-----------
อ้างอิง: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรป-พรสรรค์ วัฒนางกูร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย, สยาม, เสด็จประพาสยุโรป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190118/image_big_5c417483c5362.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 21:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2018 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาบสมุทรไทยในอดีต : แง่คิดสำหรับอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;25&amp;nbsp; มี.ค. 61 - ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์&amp;nbsp; เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;ldquo;คาบสมุทรไทยในอดีต: แง่คิดสำหรับอนาคต&amp;rdquo; ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatas&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลาใครมาชวนให้ไทยเราขุดคลองเชื่อมสองสมุทรทางภาคใต้ เรามักจะประหวั่น เกรงว่าจะทำอะไรใหญ่เกินตัว เกรงว่าจะเปิดอ่าวไทยอันแสนสุขให้เป็นเส้นทางเดินเรือใหญ่ของโลก เกรงว่าประเทศที่เคยสงบปลอดภัย จะถลำเข้าไปสู่อันตราย เกรงว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงให้มหาอำนาจเข้ามาคุมคลองสำคัญนั้น ในภาวะแห่งความเกรง ประหวั่น วิตกเช่นว่านี้ ผมอยากคิดสวนทางเสียเลยว่า จิตวิญญาณสยามเรานั้นไม่ใช่ชาติปิด ชาติตั้งรับ หรือ เป็นชาติเล็ก หากจริงๆ แล้วยิ่งใหญ่ไม่น้อยมาแต่อดีต และเกินกว่าที่ลูกหลานปัจจุบันจะคิดได้ สยามไม่ใช่เป็นเพียงอาณาจักรที่ภาคตะวันออกและภาคใต้มีชายหาด หากเป็นชาติอำนาจที่สันทัดการค้าขายทางทะเลด้วย เป็นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมืองหลวงของสยามนั้นทำไมจึงอยู่ที่อยุธยา ธนบุรี กรุงเทพ ? ตอบ ก็เพื่อจะคุมทะเลไงครับ ราชธานีเราไม่เพียงคุมคนคุมไพร่และคุมนาเท่านั้น ยังคุมทะเลด้วย มองเผินๆ คือ คุมอ่าวไทย แต่มองให้ลึกกว่านั้น คุมทะเลอันดามันด้วย จากอ่าวไทย ที่อยู่ใต้อยุธยาไม่มากนั้น อยุธยาย่อมค้าขายและแลกเปลี่ยนอารยธรรมกับจีนได้อย่างสะดวก และจากทะเลอันดามัน ผ่านเมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี นั้น อยุธยาก็ย่อมแลกเปลี่ยนสินค้ากับฝรั่ง เปอร์เซีย อาหรับ และ อินเดีย ได้ พร้อมทั้งรับศาสนาพราหมณ์และพุทธจากอินเดียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สยาม ต่างจากไทยขณะนี้ รู้ดีว่าที่ตั้งของตนนั้นสำคัญยิ่งต่อการเดินทะเลที่จะเชื่อมโยงอินเดีย เปอร์เซีย และฝรั่ง เข้ากับ จีนญี่ปุ่น เกาหลี เมืองหลวงของเรานั้นอยู่ในวิสัยที่กุมคาบสมุทรไทยได้ทั้งแท่ง ตั้งแต่กุมทะวาย มะริด ตะนาวศรี ทางฝั่งอันดามัน เชื่อมเมืองเหล่านี้เข้ากับอยุธยา เพชรบุรี ประจวบฯ ทางอ่าวไทย ทั้งนี้ในอดีตนั้น มีบ่อยครั้งมากที่ทะวาย มะริด ตะนาวศรี ตกอยู่ในเขตไทย เป็นส่วนตะวันตกสุดของราชอาณาเขต ติดทะเลอันดามัน เหตุนี้อยุธยาจึงค้าขายกับอินเดียและดินแดนตะวันตกกว่านั้นก็ได้ ค้าขายกับเวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่อยู่ทางตะวันออก ก็ได้ ติดต่อกับต่างชาติทางทะเลได้สะดวกทั้งสองทาง เมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ภาคกลาง และกุมนากุมคนได้ ในขณะเดียวกันก็จะกุมสองทะเลสองสมุทรได้ไม่ยากด้วย และนี่ก็คือความยิ่งใหญ่ของราชธานีไทย ต่างไปมากจากราชธานีของดินแดนสุวรรณภูมิอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สยามเราเปิดสู่ทะเล-สมุทร อย่างเต็มภาคภูมิ หันหน้าสู่น่านนำ้ทั้งทิศตะวันตกและตะวันออก คุมคาบสมุทรไทยตั้งแต่ที่อยู่ภาคกลางรวมทะวาย มะริด ตะนาวศรี ลงไปจนถึงคาบสมุทรภาคใต้ บ่อยครั้งเรากุมได้ใต้ลงไปกว่าสตูล ปัตตานีเสียอีก กุมลงไปถึงมะลักกาก็เคยกุมมาแล้ว ซึ่งทั้งสองข้างของคาบสมุทรภาคใต้นั้นยังเป็นดินแดนของไทยอยู่หมดในทุกวันนี้ ในขณะที่ทะวาย มะริด ตะนาวศรี เมืองอันเคยเป็นดินแดนตะวันตกสุดของคาบสมุทรไทยในภาคกลางของเรา ทุกวันนี้กลับตกไปอยู่กับพม่า นี่เป็นเหตุให้เราคิดว่าคาบสมุทรไทยนั้น มีเฉพาะแต่ในภาคใต้ของไทย เราลืมกันไปทั้งชาติว่า ครั้งหนึ่ง ไม่นานนัก อยุธยาค้าขายทางทะเลกับต่างแดนผ่านฝั่งอันดามันได้ด้วย คือผู้คนและสินค้าที่ขึ้นบกที่เมืองทะวาย เดินทางหรือลำเลียงทางบกไม่ไกลก็ไปถึงอยุธยาได้ สินค้าและผู้โดยสารจากมะริดและตะนาวศรี ย่อมขนส่งและสัญจรทางบกผสมกับเดินเรือในอ่าวไทยขึ้นไปถึงอยุธยาได้เช่นกัน ค่อนข้างสะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่อยู่ใต้อยุธยา กรุงธนฯ กรุงเทพฯ และเพชรบุรี ประจวบฯ ลงไปอีก คือดินแดนที่ทุกวันนี้เรียกคาบสมุทรภาคใต้ เราคุ้นเคย และ คิดกันว่ามีแต่ภาคใต้เท่านั้นที่เชื่อมสองทะเลสองมหาสมุทรได้ และอดเกรงว่าถ้าขุดคลองเมื่อไร จะแยกภาคใต้เป็นสอง อันอาจนำไปสู่การแยกดินแดน นี่เราคิดแบบ&amp;rdquo;รับ&amp;rdquo; คิดแบบ &amp;ldquo;ปิด&amp;rdquo; คิดว่าความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจะเกิดได้ก็ด้วยการเลิกใช้คาบสมุทรเพื่อเชื่อมโลก ไม่กล้ามองไกลออกสู่ทะเลและสมุทร ไม่อยากจะใช้ทะเลและสมุทร อยากใช้แต่ชายหาด เปรียบได้กับเอาถุงดำมาคลุมศีรษะเสีย เพื่อไม่ให้เห็นใคร ที่ใหญ่ ที่น่ากลัว เสียก็แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากชาติทางทะเลสำคัญของสุวรรณภูมิ จากที่คุมได้และเข้าถึงสองมหาสมุทรสำคัญของโลกในศตวรรษนี้ เราไม่กล้าคิดขุดคลองเชื่อม จากชาติที่จะเป็นทางผ่านของสินค้าและพลังงานทางทะเลที่เวลานี้มีปริมาณที่สูงมากแห่งหนึ่งของโลก เชื่อมโยงการค้าตะวันตกกับตะวันออกของโลก ระหว่างจีนหมายเลขสองของโลกและญี่ปุ่นหมายเลขสามของโลก เข้ากับอินเดียปัจจุบันหมายเลขหกของโลก เรารอทำแต่รถไฟความเร็วสูงหรือความเร็วปานกลาง ซึ่งแน่นอนนั่นก็สำคัญ แต่อย่าลืมว่าการค้าของทั้งโลกนั้น 85 เปอร์เซนต์เป็นการค้าผ่านทะเลและมหาสมุทร แล้ว เราในทุกวันนี้จะไม่กล้าคิดทำคลองใหญ่เชื่อมสองสมุทรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟังดูเหมือนเรื่อง&amp;rdquo;ขุดคลอง&amp;rdquo; เพื่อเชื่อมสมุทรนั้นเป็นเรื่องใหม่ หรือ การเป็นชาติอำนาจทางทะเลนั้นจะเป็นเรื่องใหม่ หามิได้ ครับ ขอย้ำเตือน สยามเราครั้งหนึ่ง ก่อนที่ฝรั่งอาณานิคมจะรุกเข้ามา เป็นชาติอำนาจทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งทีเดียว เราคิดขุดคลองกระมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์แล้ว อยุธยาเราคุมสองฝั่งคาบสมุทรไทยได้จนเกือบหมด ตั้งแต่ทะวาย-อยุธยา ลงมาถึง มะริด และตะนาวศรี-เพชรบุรี และประจวบ และ ลงมาเรื่อยๆ จนถึงสองฝั่งของคาบสมุทรภาคใต้ อันที่จริง การเดินทางหรือการขนข้าวของข้ามคาบสมุทรคือการคุมหรือเชื่อมต่อสองทะเลสองสมุทรของคนไทยแต่ดั้งเดิม และปัจจุบันนี้ จะเชื่อมต่อการเดินทะเลสองฝั่งด้วยการเชื่อมต่อทางบกอย่างแต่เดิมนั้น ก็ยังทำได้ พอได้ แต่การขุดคลองใหญ่สมัยใหม่ อาจจะไม่ใช่ขุดคลองเดียวเสียด้วย หรือขุด ที่เดียวเท่านั้น ก็ย่อมน่าคิด ย่อมน่าพยายาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ย่อมจะเป็นการคิดเชิง&amp;rdquo;รุก&amp;rdquo; ในทางภูมิ-รัฐประศาสนศาสตร์บ้าง หลังจากเอาแต่คิด&amp;rdquo;รับ&amp;rdquo; มาร่วมร้อยปี ทำอะไรเชิง&amp;rdquo;เปิด&amp;rdquo; กันเสียบ้าง หลังจากถูก&amp;rdquo;ปิดทะเล ปิดสมุทร &amp;rdquo;โดย &amp;ldquo;ฝรั่งอาณานิคม&amp;rdquo; มานาน จนทุกวันนี้ ชาติที่มีถึงสองทะเลและสองมหาสมุทรชาติชาตินี้ ก็ยังพึงพอใจกับการขนสินค้าประดามีใส่เข้าไปในเรือฟีดเดอร์ เพื่อทะยอยส่งต่อไปยังเรือเดินสมุทรใหญ่ที่สิงคโปร์ ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่เราจะหวลคิดถึงสยามแห่งอดีต อันยิ่งใหญ่ เร่งทำให้คาบสมุทรภาคใต้กลับมาเป็นทางสายใหญ่ของการเดินทะเลเอเชียและโลกอีกครั้งหนึ่ง เราจะไม่อาย &amp;ldquo;บรรพบุรุษ&amp;rdquo; กันเลยหรือ ที่แทบไม่ได้ใช้สองทะเล-สองมหาสมุทร และไม่ได้ใช้คาบสมุทรอันยาวเหยียดของเราในการเดินทะเลที่สำคัญเลย ทำไมลูกหลานสยามเราจึงพอใจใช้แค่หาดทรายชายทะเลเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5721</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุดคลอง, คอคอดกระ, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์สยาม, สยาม, เอนก เหล่าธรรมทัศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab71958661c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
