<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นตั้ง “สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์”รองปลัดคมนาคมนั่งรักษาการอธิบดีกรมราง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.2564-รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 741/2564 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทน โดยมีใจความว่า ตามที่นายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ที่เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จึงได้แต่งตั้งนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางราง (นักบริหารระดับสูง) โดยปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่รักษาราชการแทนอีกตำแหน่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อให้การบริหารราชการภายในกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุอีกว่า นายศักดิ์สยาม ยังได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 739/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (เพิ่มเติม) โดยมีใจความสำคัญว่า เพื่อให้การบริหารราชการในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และบังเกิดประโยชน์แก่งานราชการ โดยส่วนรวมยิ่งขึ้น จึงแต่งตั้งคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (เพิ่มเติม) จำนวน 1 ราย ได้แก่ นายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ อดีตอธิบดี ขร. (เกษียณอายุราชการวันที่ 1 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้คณะทำงานมีหน้าที่ ดังนี้ 1.ประสาน กลั่นกรองและติดตามการดำเนินงานของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดให้เป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 2.ให้คณะทำงานสามารถขอและใช้ข้อมูล เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ และ/หรือเชิญเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดมาอธิบายหรือขี้แจงรายละเอียดของเอกสารหรือให้จัดส่งเอกสารและข้อมูลได้ตามความจำเป็น 3.แต่งตั้งคณะอนุทำงานช่วยเหลือการปฏิบัติงานตามความเหมาะสม และ 4.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118539</URL_LINK>
                <HASHTAG>รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางราง, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_6158152032a6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมพอใจวันแรกฉีดวัคซีนให้พนักงานหน้าด่าน5พันคนผ่านพ้นไปด้วยดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 พ.ค.2564-นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานในสังกัด ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์และสถาบันโรงผิวหนัง ได้ดำเนินการจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ (Central Vaccination Center)&amp;rdquo; ณ สถานีกลางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นศูนย์ให้บริการฉีดวัคซีนสำหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานด่านหน้าและประชาชน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการลดความแออัดของสถานพยาบาลที่ให้บริการฉีดวัคซีน และเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการให้บริการฉีดวัคซีน ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเริ่มเปิดให้บริการฉีดวัคซีน ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ระหว่างเวลา 09.00 &amp;ndash; 20.00 น. แบ่งการให้บริการเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรองรับการให้บริการฉีดวัคซีนให้แก่องค์กร หน่วยงานที่ดูแลประชาชน บุคลากรและผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทั้งภาครัฐและเอกชน &amp;nbsp;ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน &amp;ndash; ธันวาคม 2564 สำหรับองค์กรและหน่วยงานอื่น ๆ ที่ได้ลงทะเบียนผ่านระบบการลงทะเบียนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ กล่าวว่าการให้บริการในวันแรก24พ.ค. พบว่า มีบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้ให้บริการในภาคคมนาคมขนส่งที่ได้ลงทะเบียนไว้ มาเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ประมาณ 5,000 คน ในเบื้องต้นหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว และเฝ้าสังเกตอาการที่จุดสังเกตอาการจนครบเวลาที่กำหนด ยังไม่พบผู้มีอาการข้างเคียงรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อจะประเมินผลการปฏิบัติงานและทยอยเพิ่มจำนวนผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนให้เต็มศักยภาพที่ศูนย์ฯ สามารถรองรับได้ 10,000 คน/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงคมนาคม ขอแจ้งเรียนประชาชนว่า ในช่วงแรก &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; จะให้บริการฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรขององค์กร หน่วยงานที่ดูแลประชาชน และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังไม่มีนโยบายเปิดให้ประชาชน walk in แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104100</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองปลัดกระทรวงคมนาคม, ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ac8a37a3173.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แผนสุดท้าทาย &quot;เปลี่ยนผ่าน&quot;พลังงาน-คมนาคม สู่คาร์บอนฯเป็นศูนย์      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการนำเสนอแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเทศไทย ภาคพลังงานเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก &amp;nbsp;43% ภาคขนส่ง27% รวมแล้ว 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ปัญหา คือ พลังงานที่ใช้ในบ้านเรามาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ภาคการขนส่งเองก็เผชิญปัญหา เพราะทุกวันนี้ 99.95% &amp;nbsp;ของยานพาหนะทั้งหมดในไทยเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันซึ่งเป็นที่มาของฝุ่นพิษ PM2.5

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ สภาพการจราจรที่ติดขัดติดติดอันดับ 10 ของโลก จากความหนาแน่นของจำนวนรถยนต์ ทุกวันนี้มีรถยนต์จดทะเบียนสะสมมากกว่า &amp;nbsp;10 ล้านคัน ทุกปีคนเมืองเสียเวลาไปกับนั่งแช่บนท้องถนน 8 วัน กับอีก 15 ชั่วโมง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึง 11 พันล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่กล่าวมาล้วนเป็นที่มาของปัญหามลพิษ PM2.5และสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ที่ทำให้ไทยติดอันดีบด้านความเสี่ยงและความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;ในอันดับ 9 ของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานทั้งภาคการผลิตและเพื่อการขนส่งจากน้ำมัน หรือพลังงานฟอสซิล &amp;nbsp;มาเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีเป้าหมายคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ถือเป็นเครื่องมือต่อสู้และบรรเทาผลกระทบจากภาวะ&amp;quot;โลกร้อน&amp;quot; ซึ่งนับวันส่งผลกระทบชัดเจน ในรูปของภัยแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้น รวมทั้ง ไฟป่าที่เป็นผลพวงจากภัยแล้ง &amp;nbsp;หรือการเกิดอุทกภัยถี่ขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 จาก 115 ประเทศ ที่มีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่วนสวีเดนครองแชมป์มีประสิทธิภาพสูงสุด &amp;nbsp; แต่ในด้านเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับ 6 ร่วมกับเวียดนาม ยังตามหลังฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์และกัมพูชา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เหตุนี้ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม จับมือกับสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เสนอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและคมนาคมขนส่งของประเทศไทยจากปัจจุบันไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนผ่านงาน &amp;rdquo;พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต&amp;rdquo; ซึ่งเปิดให้คนรักโลกเข้าชมตั้งแต่วันที่ 12-18 มี.ค.นี้ ที่ลานกิจกรรรมชั้น 3 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไฮไลต์มีการนำเสนอแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2564-2573 &amp;nbsp;ซึ่งมีเป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซในภาคขนส่งราว 35% &amp;nbsp;ภายในปี 73 &amp;nbsp; ในแผนมีการนำเสนอแนวทาง&amp;rdquo;ลด-เปลี่ยน-ปรับปรุง&amp;rdquo; ดังนี้ 1.ลดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทาง เช่น วางแผนพื้นที่เมืองแบบกระชับ &amp;nbsp;การสนับสนุนการทำงานจากบ้าน และการพัฒนาพื้นที่รอบระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้คนสามารถเดินทางด้วยระบบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า&amp;nbsp;หนึ่งในคมนาคมแบบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.เปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง โดยสนับสนุนให้เกิดการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว และการเดินทางด้วยรูปแบบที่ไม่ปล่อยมลพิษ เช่น การเดิน หรือการปั่นจักรยาน &amp;nbsp; ซึ่งลดปัญหารถติด ลดฝุ่นละอองขนาดเล็กในเวลาเดียวกัน 3.ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในยานยนต์ &amp;nbsp;โดยพัฒนาเทคโนโลยีระบบการจัดการจราจรอัจฉริยะ เทคโนโลยีประหยัดพลังงานในยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรพงศ์&amp;nbsp;ไพฑูรย์พงษ์&amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงคมนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ไทยต้องมีแผนและนโยบายเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกตามข้อตกลงปารีส &amp;nbsp;ซึ่งเป็นข้อตกลงนานาชาติ ทางกระทรวงคมนาคมอยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีมาตรการการต่างๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ และเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่วนหนึ่งมาจากจราจรที่ติดขัดในเขตเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบขนส่งทางราง ช่วยลดก๊าชเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การขนส่งสาธารณะในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ขณะนี้เริ่มใช้เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งภายใต้แผนการฟื้นฟูองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี กำลังวางแผนจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 2,511 คัน &amp;nbsp;เพื่อให้บริการประชาชนได้ใช้ภายในปลายปีนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากสำเร็จจะทำให้เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนระบบรางมีการผลักดันต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 57 จนถึงปัจุบัน &amp;nbsp;เปิดให้บริการรถไฟฟ้าระยะทางมากกว่า 170 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 160 กิโลเมตร อีกไม่กี่ปีข้างหน้า กทม.จะเป็นศูนย์กลางพัฒนาระบบขนส่งทางราง นอกจากนี้ จะมีรถไฟฟ้าถึง 14 สาย รวม 553 กิโลเมตร โดยเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ที่กำลังก่อสร้าง ระยะทาง 600 กิโลเมตร เชื่อมกับ 3 สนามบิน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองปลัดคมนาคม กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสำคัญ &amp;nbsp;คมนาคมกำลังกำลังเร่งศึกษาโครงการรถไฟทางไกล จะมีการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานไฮโดรเจน และการใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า โดยจะผลักดันในเขตเมืองใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และขยายในเมืองอื่นต่อไป นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกจะร่วมลดมลภาวะอากาศ กำลังหารือเรื่องการลดภาษีรถยนต์ประจำปีสำหรับรถยนต์อีวี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ใช้งานรถอีวีแพร่หลายในไทย &amp;nbsp;ซึ่งตามแผนปฏิบัติการคมนาคมแบบใหม่นี้ จะเปลี่ยนวิถีของคน จะทยอยเปลี่ยนผ่านพลังงานในหมวดต่างๆต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ทุกโครงการตั้งอยู่บนหลักขนส่งปลอดภัย เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ทำการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ สร้างการเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเท่าเทียม มุ่งสู่การเดินทางในเมืองระยะใกล้และระยะไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ตัวการโลกร้อน&amp;quot;รองปลัดฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พูลพัฒน์&amp;nbsp;ลีสมบัติไพบูลย์&amp;nbsp;ผอ.กองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเดินหน้่าเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยลดปล่อยก๊าซคาร์บอน &amp;nbsp;เพื่อเป็นไปตามคำมั่นข้อตกลงปารีส โดยตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ 20% &amp;nbsp;ในกรณีปกติ ภายในปี 2573 &amp;nbsp; ในฐานะกลไกอีกตัวที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไปสู่พลังงานสะอาด ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561-2580 &amp;nbsp;กำหนดให้มีสัดส่วนพลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้าราว 30% &amp;nbsp;ภายในปี 80 แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 &amp;nbsp;กำหนดให้ลดความเข้มข้นการใช้พลังงานลง 30% &amp;nbsp;ภายในปี 80 เช่นกัน นอกจากนี้ จะใช้เทคโนโลยีดูแลระบบพลังงาน ลดคาร์บอนให้ได้มากสุด เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และระบบพลังงานต้องกระจายตัวเกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น รวมถึงจะปรับปรุงกฎระเบียบให้ตอบสนองการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทย-เยอรมันจัดงาน&amp;rdquo;พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต&amp;rdquo;&amp;nbsp;เสนอแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด &amp;nbsp;โดยในส่วนพลังงานหมุนเวียน ผลผลิตทางการเกษตรชาวบ้านนำมาสู่เชื้อเพลิงโรงงาน โดยได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม อีกส่วนใช้ไบโอดีเซลเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย รวมถึงใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในเขตเมืองมุ่งเน้นการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ระดับครัวเรือน กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติ มุ่งเน้นแนวคิดเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงพลังงาน โดยแผนนี้จะเปลี่ยนภาคพลังงานให้สะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงนวัตกรรมด้านพลังงานจะเป็นกุญแจสำคัญ ทำให้ไทยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในปี 2565 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ภายใต้แนวคิด โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว &amp;nbsp;หรือ BCG เน้นที่นำทรัพยากรด้านพลังงานของไทยมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร แปรสภาพขยะเกิดประโยชน์ทางพลังงาน &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.พูลพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96021</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, คาร์บอนไดออกไซด์, ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์, ภาวะโลกร้อน, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เ, ”พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604dba0e89cc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บขส.ถกธนารักษ์ลุยพัฒนาพื้นที่หมอชิตเก่า  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เปิดเผยภายหลังประชุมแนวทางการใช้พื้นที่โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตเดิมว่า สัปดาห์หน้ามอบหมายให้บริษัทขนส่งจำกัด (บขส.) ไปหารือกับกรมธนารักษ์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ราชพัสดุสถานีขนส่งหมอชิตเก่า ที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมธนารักษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้ว่าจ้างให้บริษัท Bangkok Terminal (BKT) พัฒนาพื้นที่ดังกล่าวด้วย การหารือครั้งนี้เนื่องจากศักยภาพในพื้นที่ราชพัสดุสถานีขนส่งหมอชิตเดิมมีความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน เพราะเดิมกรมธนารักษ์กำหนดให้กระทรวงคมนาคมใช้พื้นที่สถานีขนส่งหมอชิตเดิมจำนวน 112,000 ตารางเมตร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า บขส. ต้องหารือกับกรมธนารักษ์ในการพัฒนาพี้นที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งเรื่องพัฒนารูปแบบพื้นที่ จัดให้เดินรถอย่างเดียว หรือต้องมีพื้นที่อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารด้วย อาทิ ร้านค้า ร้านอาหาร หรือพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี (TOD) เพื่อทำให้ บขส. มีรายได้ ไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่สูงนัก รวมทั้งราคาค่าเช่าพื้นที่ &amp;nbsp;ความเหมาะสมพื้นที่ การกำหนดให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่บริเวณไหน ถ้ากำหนดให้อยู่พื้นที่ที่มีความสูงมากๆ ไม่ไหว เช่น ตอนแรกให้อยู่ชั้นล่าง แต่ตอนนี้ให้อยู่ชั้น 3, 4 และ 5 รถจะเข้าออกอย่างไร หรืออาจต้องทำทางเชื่อม (แรมป์) เข้าโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้น บขส. มีแนวคิดจะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็น ศูนย์บริการเชื่อมต่อสถานีขนส่งผู้โดยสารรถขนาดเล็ก หรือรถชานเมืองที่เดินรถในระยะทางไม่เกิน 300 กม. ดังนั้นอาจจะลดขนาดพื้นที่ลง หรือคงพื้นที่เท่าเดิมขึ้นอยู่กับข้อสงวนสิทธิ์และเงื่อนไขต่างๆ ที่เจรจากับกรมธนารักษ์ ถ้าผลเจรจาไม่ได้ข้อสรุปตามที่ บขส. ดำเนินการจะต้องหาแนวทางอื่นต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากเจรจาได้ข้อสรุปแล้วต้องทำแผนธุรกิจ คาดว่าอีก 2 สัปดาห์ บขส. จะกลับมารายงานที่ประชุมอีกครั้ง ก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคมกำหนดเป็นนโยบายดำเนินการให้ชัดเจนต่อไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามนโยบายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ประชาชนต้องได้รับความสะดวกในการเชื่อมต่อการเดินทางทุกโหมด ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการเข้าไปใช้ประโยชน์ตรงนั้นขอเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกันธุรกิจของ บขส. ต้องอยู่ได้ด้วย เพราะถ้าเข้าไปอยู่ แบกค่าเช่าทุกวัน แล้วเจ๊ง ทำให้ไม่ไหว&amp;rdquo; นายสรพงศ์ กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยืนยันว่าดำเนินการนี้ไม่ใช่การย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 แน่นอน ในหลักการการย้ายหมอชิต 2 ตามแผนระยะสั้นช่วง 5 ปี (ปี 64-70) จะไม่มีแผนย้ายหมอชิต 2 เนื่องจากมี 2 สาเหตุ 1.โครงการของ BKT ยังไม่เริ่มต้นดำเนินการ และ 2.การเดินทางประชาชนที่เชื่อมต่อระหว่างสถานีกลางบางซื่อและหมอชิต 2 โดยจะแบ่งเป็นระบบเชื่อมต่อด้วยชัตเติ้ลบัส และทำทางเดินเชื่อมระหว่างสถานีกลางบางซื่อและหมอชิต 2 เบื้องต้น บขส. ได้ไปเจรจากับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้วว่าขออยู่ที่เดิมต่อ จากเดิม รฟท. จะขอพื้นที่ดังกล่าวคืนเพื่อนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงอสังหาริมทรัพย์ตามนโยบายสมาร์ทซิตี้ของกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตาม หลังจากครบระยะ 5 ปี ต้องกลับไปศึกษาอีกว่าจะย้ายหมอชิตไปอยู่ที่ไหน เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92562</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับปรุงที่ดินหมอชิต, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์, หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74716e106b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำใจ&#039;ขนส่งสาธารณะ&#039;อ่วมพิษโควิดระลอก2ทำขาดทุนถ้วนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 2564 นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) เปิดเผยถึงกรณีผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส.คนใหม่นั้น ต้องเข้ามาทำงานในช่วงที่ธุรกิจมีความท้าทาย เนื่องจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารได้เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด ทำให้ปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารลดลงอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมีเปรียบเทียบการเดินทางตั้งแต่เดือน มี.ค. 63 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีผู้โดยสารหายไปกว่า 60-70 % โดยพบว่ามีปริมาณผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ยที่ 30,000 คนต่อวัน จากเดิมมีปริมาณเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 คนต่อวัน ส่วนยอดคืนตั๋วการเดินทางก็มีมาต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน บขส. ประสบปัญหาขาดทุนกว่า 43 ล้านบาทต่อเดือน หรือ รวมจากที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานขาดทุนรวมกว่า 500 ล้านบาท ดังนั้น บขส.จึงต้องปรับลดรายจ่ายทั้งองค์กร ชะลอการรับพนักงานใหม่ หรือ เปิดโครงการหยุดทำงานโดยไม่รับค่าตอบแทน รวมถึงให้เน้นเพิ่มรายได้ ต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์อย่างเต็มตัว เพิ่มจากเดิมที่ขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันได้มีการขนส่งสินค้าพัสดุภัณฑ์ใต้ท้องรถ และ มาเสริมวางบนที่นั่งที่ไม่มีผู้โดยสารพบว่า ทำรายได้ให้ บขส. กว่า 170 ล้านบาทต่อปี ซึ่งล่าสุดทาง บขส.ได้เตรียมเสนอมายังกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอ ครม.มีมติอนุมัติในการเปลี่ยนมติ ครม.ให้ บขส. สามารถดำเนินธุรกิจ ขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ได้ จากเดิม มติ ครม.ได้ให้ บขส. ทำธุรกิจขนส่งผู้โดยสารอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่า การการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟม.) เก่ายอมรับว่าผลกระทบของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าในกำกับดูแลของรฟม. ลดลงประมาณ 50% เช่นในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินซึ่งปกติมีผู้ใช้บริการต่อวันประมาณ 4 แสนคนขณะนี้เหลือเพียงเกือบ 2 แสนคนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งปกติมีผู้โดยสารใช้บริการต่อวัน 4 หมื่น ถึง 5 หมื่นคน ปัจจุบัน มีผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุสำคัญที่จำนวนผู้โดยสารลดลงก็มาจากส่วนหนึ่ง ที่มีการพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลและมีการแจ้งไทม์ไลน์ การเดินทางของผู้ติดเชื้อ ส่งผลให้ผู้โดยสารที่เคยใช้บริการก็มีการหลีกเลี่ยงการเดินทาง รวมถึงนโยบายในการทำงานที่บ้าน( Work from home )ก็ทำให้มีผู้ใช้บริการเดินทางลดลงอยู่แล้วส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามยืนยันว่า แม้จำนวนผู้โดยสารปัจจุบันจะลดลงแต่ รฟม. ยังคงเข้มเรื่องมาตรการเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโควิด โดยขณะนี้มีการนำมาตรการเว้นระยะห่างบนรถ รวมถึงการคัดกรองผู้โดยสารที่ลงมาในพื้นที่ส่วนชานชาลา ไม่ให้มีการกระจุกตัวอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ยอมรับว่าในส่วนของรถไฟฟ้าบีทีเอสผู้โดยสารก็ลดลงในสัดส่วนเท่ากันคือ 50% โดยขณะนี้บีทีเอส มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 3 แสนคนจากช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโควิดระลอก 2 ซึ่งบีทีเอสมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละ 6 -7 แสนคน และต้องยอมรับว่าหากไม่มีการระบาดของไวรัสโควิด ทั้ง2 ครั้งนี้บีทีเอสจะมีผู้โดยสารใช้บริการแตะ 1 ล้านคนไปแล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89526</URL_LINK>
                <HASHTAG>บขส., บีทีเอส, ผู้โดยสารลดลง, รฟม., สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb4a418560f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 19:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดพ่นพิษทำทางคู่เฟส2สะดุดคมนาคมจ่อทบทวนแผนลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ย.63-นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมการจัดลำดับความสำคัญโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 โครงการ ระยะทาง 1,483 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุนรวมกว่า 2.73 แสนล้านบาท โดยมีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานฯ ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้ ขร. ไปศึกษา ตรวจสอบ และทบทวนโครงการฯ ใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งพิจารณาผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ และปริมาณการขนส่งสินค้าว่า เป็นไปตามสมมติฐานเดิมที่กำหนดไว้หรือไม่ ตามข้อซักถามของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ที่ได้ถามไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อช่วง พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา เนื่องจากการรถไฟฯ ยังไม่สามารถตอบคำถามได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่จะต้องมาทบทวนโครงการใหม่นั้น เนื่องจากด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ติดลบ จึงต้องมาพิจารณาการลงทุนว่า มีความคุ้มค่าจากการลงทุนหรือไม่ การขนส่งสินค้าทางรางสามารถแข่งขันกับโหมดสินค้าอื่นได้หรือไม่ และพิจารณาความจำเป็น รวมถึงการออกแบบสถานีว่าจะต้องมีการปรับลดหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาศึกษาทบทวนไม่เกิน 3 เดือนนับจากนี้ ก่อนที่จะเสนอมายังที่ประชุมฯ และกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดผลักดันโครงการ จากนั้นจะเสนอไปยังสภาพัฒน์ฯ อีกครั้ง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป หากโครงการใดต้องมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ จะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ กล่าวต่ออีกว่า จากการพิจารณาโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 โครงการนั้น เบื้องต้นประเมินว่า สายขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 167 กม. ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะต้องเร่งขับเคลื่อน เนื่องจากเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ชาติ เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟของ สปป.ลาว ในเส้นทางนั้น ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564 อย่างไรก็ตาม คาดว่า เส้นทางขอนแก่น-หนองคาย จะศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อเดินหน้าต่อไป&amp;nbsp;ขณะเดียวกัน จะต้องมีการพิจารณาก่อสร้างสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง โดยมีพิธีการศุลกากรด้วย (ICD Port) ที่บริเวณสถานีรถไฟนาทา จังหวัดหนองคายด้วย เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าชายแดนแบบเบ็ดเสร็จ จากเดิมจะเป็นเพียงแค่ย่านกองเก็บสินค้า (CY) เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่ อีก 6 เส้นทางที่เหลือนั้น ได้จัดลำดับความสำคัญเบื้องต้นไว้แล้ว คือ สายชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม., สายชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม., สายสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม., สายปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 285 กม., สายชุมทางหาดใหญ่&amp;ndash;ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. และสายเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. ทั้งนี้ ยอมรับว่า บางโครงการอาจจะต้องเลื่อนการดำเนินการออกไปก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนา โดยยืนยันว่า ไม่ได้ยกเลิกโครงการแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า คาดว่าการดำเนินการโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 เส้นทาง วงเงินลงทุนรวมกว่า 2.73 แสนล้านบาทนั้น เบื้องต้นมีแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) แต่เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนทางการเงิน (FIRR) ยังไม่มากพอที่จะดึงดูดนักลงทุน จึงต้องไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้งต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76306</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทบทวนแผนการลงทุน, รถไฟทางคู่, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f8fdd0373f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดบขส.ชุดใหม่เล็งพับแผนย้ายหมอชิตปักหลักเชื่อมระบบรางที่เดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 ก.ค.63-นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทขนส่งจำกัด(บขส.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;สำหรับการกำกับนโยบาย บขส. ตามที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้มอบนโยบายให้บอร์ด บขส. ขับเคลื่อนงาน ภารกิจหลักการที่สำคัญ3 เรื่อง &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การบริหารงานต้องยึดระเบียบกฎหมายมีความโปร่งใส ไม่ให้เป็นแหล่งแอบอ้างในการทำมาหากินต่างๆ สำหรับผู้ที่ไม่ปรารถนาดี 2.พัฒนาปรับปรุงระบบโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร และ 3.การดูแลพนักงานต้อง ให้ได้รับผลตอบแทนในอัตราที่มีความเหมาะสม เป็นธรรม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประธานบอร์ด บขส.ยอมรับว่าสำหรับนโยบายเดิมที่มีแนวคิดจะย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปจุดอื่นๆ เช่น หมอชิตเดิม หรือพืันที่อื่นๆ &amp;nbsp;อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเห็นว่าการอยู่ในพื้นที่เดิมจะเกิดประโยชน์มากกว่า เนื่องจากในปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีกลางบางซื่อก็จะเปิดให้บริการ การที่บริการรถขนส่งโดยสาร ของ บขส. ยังอยู่ที่เดิม &amp;nbsp;สามารถเชื่อมการเดินทาง ระหว่างรถโดยสาร และระบบรางได้ โดยเห็นว่าพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 นี้ สามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางระบบรถโดยสารสาธารณะหรือ &amp;nbsp;Bus Transportation Hub ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยหลังจากนี้ คณะกรรมการฯ และฝ่ายบริหาร บขส.จะเจรจากับการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เพื่อขอใช้พื้นที่ต่อ &amp;nbsp; เบื้องต้น จะมีการลดพื้นที่จากปัจจุบัน 73 ไร่ลงเหลือ 58 ไร่ โดยจะตัดส่วนพื้นที่ ที่เคยเป็นจุดให้บริการรถร่วมบริการ ที่ขณะนี้สามารถดูแล มีพื้นที่จอดรถของตนเองได้ออกไป &amp;nbsp;โดยแนวทางการเจรจากับ รฟท. เองนั้น เชื่อว่าทาง รฟท.เองก็จะได้ประโยชน์ โดยสามารถเจรจาค่าเช่าที่เป็นราคาปัจจุบัน &amp;nbsp;จากสัญญาเดิมที่ใช้อัตราเก่าและไม่มีสัญญาอย่างเป็นทางการไว้ โดยคาดว่า ในเร็วไปนี้ จะสามารถเริ่มการเจรจาระหว่าง บขส.และรฟท.ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตรงจุดที่เป็นย่านพหลฯในปัจจุบันนี้ในอนาคตเมื่อมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ทั้ง บขส. การรถไฟฯ รวมถึง ขสมก. ที่มีพื้นที่อยู่ด้านข้างข้าง &amp;nbsp;และมีแผนที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าว เป็นสถานีชาร์จไฟฟ้าของรถเมล์รุ่นใหม่ที่เป็นรถพลังงานไฟฟ้า EV. โดย บขส.จะขอให้ ขสมก. จัดรถวิ่งวนหมุนเวียน อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่จะเดินทางเชื่อมต่อระหว่างระบบราง จากสถานีกลางบางซื่อ มาที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานนี้ เชื่อว่าประชาชนผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะจะได้ประโยชน์สูงสุด&amp;quot; นายสรพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเร่งด่วนที่กระทรวงคมนาคม มอบหมายให้บอร์ด บขส.ชุดใหม่ดำเนินการ จากปัจจุบัน ที่บขส. ยังขาดตำแหน่งผู้บริหาร 3 ตำแหน่ง คือ 1.กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. 2.รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. และ 3.ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดังนั้นเร่งสรรหาบุคคลที่ดี มีฝีมือ มีความสามารถเข้ามาทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันมีรถทั้งหมด 472 คัน แบ่งเป็นรถที่มีอายุการใช้งาน 28 ปี จำนวน 341 คัน และ เป็นรถที่มีการใช้งานเฉลี่ย 8-10 ปี อีก 131 คัน ต้องดูแลความคุ้มค่าการซ่อมบำรุงให้เหมาะสม และถ้ามีการลงทุนต้องทำให้เกิดความสมดุลสอดคล้องกับรายรับรายจ่าย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดหารถโดยสารใหม่รูปแบบการเช่าพร้อมซ่อมบำรุงทั้งหมด เพื่อไม่เป็นภาระองค์กร อาทิ โครงการจัดเช่ารถโดยสาร 314 คัน, โครงการจัดเช่ารถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) 21 ที่นั่ง 55 คัน และโครงการจัดเช่ารถโดยสาร 26 คัน ปัจจุบันอัตราบรรทุกผู้โดยสารต่อคันอยู่ที่ 65-70% อนาคตถ้ามีอัตราผู้โดยสารใช้บริการต่อ 1 คันมากขึ้นกว่า 65-70% จะทำกำไรให้องค์การมากขึ้น โดยที่ไม่เป็นภาระกับผู้โดยสารและประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่วนระยะยาวต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรทั้งระบบ เนื่องจากปัจจุบัน บขส. มีพนักงานอยู่ 3,000 คน แต่มีการเดินรถทั่วประเทศ ดังนั้นต้องนำระบบไอทีเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งแนวทางทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะทำให้บขส. กลับมามีผลประกอบการที่เข้มแข็งในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72608</URL_LINK>
                <HASHTAG>บขส., ย้ายหมอชิต, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์, อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.), เลิกย้ายหมอชิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1e397dc3f12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
