<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เลขาฯศาลยุติธรรม&#039;สร้าง &#039;BIG DATA&#039; อัพเดทข้อมูลคดีใช้วิเคราะห์-ค้นคว้ารวดเร็วแค่คลิกเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ส.ค. 2563 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมศักยภาพระบบบริหารจัดการคดีในศาลยุติธรรม ก้าวสู่ &amp;ldquo;ดิจิทัล คอร์ท&amp;rdquo; (Digital Court หรือ D-Court) ในปี 2563 ว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมได้พัฒนาให้บริการระบบยื่นฟ้องคดีแพ่ง-ส่งคำคู่ความ ผ่านระบบอี-ไฟลลิ่ง (e-Filing) ซึ่งมีการพัฒนาถึง Version 3 ให้คู่ความได้รับความสะดวกในการยื่นเอกสารออนไลน์ผ่านระบบได้ที่ไหน-เวลาใดก็ได้โดยผ่านการลงทะเบียนแสดงตัวตน ปัจจุบันมีการใช้ระบบนับแสนคดี ตลอดจนพัฒนาการสร้างช่องทางบริการระบบติดตามสำนวนคดีที่เรียกว่า อีแทรคกิ้ง (e-Tracking) และการบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมสำหรับคู่ความ-ทนายความ ที่จะแจ้งวันนัดพิจารณา/ผลการส่งหมาย/แจ้งการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ศาลฎีกา/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการรองรับคดีถึงที่สุด รวมถึงช่องทางการขอคัดถ่ายสำเนาคดี-คำร้องในคดีแบบออนไลน์ ผ่านระบบซีออส (CIOS) , ระบบอีโนทีส (e-Notice) ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนในการลงประกาศเกี่ยวกับนัดไต่สวนคดี เช่น การจัดการมรดก ทดแทนการประกาศลงหนังสือพิมพ์หรือการติดประกาศหน้าศาล ซึ่งนอกจากช่องทางบริการทั้ง 4 ส่วนแล้ว การไกล่เกลี่ยออนไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ความจำเป็นอย่างการแพร่ระบาดโควิด (COVID-19) ที่พัฒนามาใช้ประโยชน์ช่วง distancing นั้น มีความสำคัญในระยะยาว ต่อการสร้างระบบเก็บข้อมูลคดีภายในของศาลยุติธรรม ลักษณะไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ จัดเก็บไว้ในที่เดียวรูปแบบ &amp;ldquo;ฐานข้อมูล BIG DATA&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ สำนักงานศาลยุติธรรม พัฒนาการจัดเก็บข้อมูลซึ่งผ่านการใช้บริการ 4 ระบบหลักดังกล่าว รวมทั้งการจัดเก็บคำพิพากษา ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่างๆ เรื่องคดีอาญา เช่น หมายจับ , หมายค้น , การฝากขัง , การดำเนินคดี อาทิ คดีความมั่นคง , คดีค้ามนุษย์ , คดีนักท่องเที่ยว ในลักษณะ BIG DATA แล้ว ซึ่งอดีตที่ผ่านมาเรายังไม่เคยจัดเก็บข้อมูลไว้ในที่เดียวกันลักษณะไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่จะสะดวกในการดึงข้อมูลมาใช้ประโยชน์ ดังนั้น BIG DATA ที่กำลังจัดทำจึงจะเป็นประโยชน์ด้านฐานข้อมูลของเราในอนาคต ที่สามารถค้นคว้า นำเอาข้อมูลคดีนั้น ๆ ออกมาได้โดยง่ายและรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรื้อชั้นเอกสารกระดาษแบบเดิมๆ เหมือนแค่คลิกเดียว ด้วยคำ/ข้อความสำคัญ (key word) ข้อมูลนั้นก็จะปรากฏรายละเอียดขึ้นมาเพื่อใช้ตรวจสอบ ใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ทั้งเชิงป้องกันและเชิงกำหนดนโยบาย รวมถึงการตั้งรับเรื่องการบริหารจัดการคดีหลาย ๆ เรื่อง หรือเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยความมั่นคง ซึ่งการเก็บข้อมูลเราก็ดำเนินการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่พัฒนาเทคโนโลยี ขณะนี้เรียกได้ว่า 80-90% โดยยิ่งมีการใช้ระบบผ่านระยะหลายๆ ปีก็เท่ากับจะยิ่งเพิ่มจำนวนฐานข้อมูลให้มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราทำส่วนย่อยๆ คล้ายเป็นจิ๊กซอว์ต่อ ๆ กันมาก่อน เพื่อให้เกิดเป็นภาพใหญ่ขึ้น สิ่งง่าย ๆ ที่เราทำอย่างเช่น CIOS , e-Filing , e-Notice , e-Tracking นอกจากจะสร้างความสะดวกกับประชาชนในแง่ที่ต้องมาติดต่อศาล แล้วข้อมูลที่ได้จัดเก็บเหล่านี้ยังช่วยสร้างฐานข้อมูล BIG DATA ส่งเสริมการค้นหาข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เรียกว่ากดปุ๊บก็รู้เลย ขณะที่การทำงานก็ลดขั้นตอน รวดเร็วมากขึ้น โดยการจัดทำ BIG DATA เราก็มีโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีรองรับทั้งซอฟท์แวร์-ฮาร์ดแวร์ และยังมีพีเพิลแวร์ (peopleware) คือบุคคลากรของศาล ที่ปีนี้ 2563 เราเสริมทักษะให้คนในองค์กรมีความรู้เกี่ยวกับระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในลักษณะ Up-skill และ Re-skill&amp;rdquo; เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายสราวุธ ได้กล่าวสรุปตอนท้ายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด ตนมอบหมายให้คณะกรรมการเรื่องข้อมูลคดี วิเคราะห์ต่อด้วยว่าเมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลแล้ว สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุง พัฒนาได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่สอบถามข้อมูลมายังสำนักงานศาลยุติธรรม เช่นว่า คดีค้ามนุษย์มีกี่คดี เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง เป็นคดีประเภทไหน ศาลพิพากษาลงโทษเท่าใด ยกฟ้องเท่าใด ดังนั้นคำถามที่สำคัญของการทำ BIG DATA คือเมื่อเรารวบรวมข้อมูลแล้วเอาไปใช้ด้วยการวิเคราะห์ได้มาก-น้อยแค่ไหนด้วย เพราะหากมีข้อมูลเยอะแต่ไม่ได้นำไปใช้ก็จะไม่มีประโยชน์เลย คำว่า BIG DATA จะมีประโยชน์ เมื่อคุณสามารถเอาข้อมูลที่มีอยู่ไปก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรส่วนรวมมากที่สุด นั่นคือเป้าหมายของเรา ก้าวต่อไปของศาลยุติธรรม คือรวบรวมข้อมูลไว้ในจุดเดียวแล้ว แค่คลิกเดียวก็นำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้เลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73159</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิทัล คอร์ท, สราวุธ เบญจกุล, สำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e24195014039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69329</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาเบิกตัว&#039;บรรยิน&#039;ขึ้นศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมราชทัณฑ์-สตช.-หนุมาน ระดมกำลังคุมเข้มเบิกตัวบรรยินขึ้นศาล &amp;quot;สราวุธ&amp;quot; เผยรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดป้องกันเหตุร้าย-ชิงตัวจำเลย-ผู้พิพากษา ขณะที่กองปราบฯ เตรียมง้างปาก &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; คายแผนลับแหกคุก จับตาหมายเรียก &amp;quot;อดีต ส.ส.นครสวรรค์-ทนายคนสนิท&amp;quot; มาให้ปากคำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดตรวจพยานหลักฐานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139, 140, ฐานเป็นซ่องโจร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210, ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาตรา 213, ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199, ฐานร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2563 ซึ่งจำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สำหรับนายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยทนายความจำเลยที่ 3 ขอยื่นคำให้การในวันนัดตรวจหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ในวันนัดสอบคำให้การผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ศาลได้มีคำสั่งเพื่อความสะดวกในการตรวจพยานหลักฐานและการพิจารณาคดี มอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีแนะนำคู่ความและช่วยควบคุมให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย หากพบว่ามีข้อบกพร่องหรือข้อขัดข้องเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาหรือการได้มาของพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างอิง ก็ให้รายงานต่อศาลพร้อมด้วยแนวทางแก้ไขโดยเร็ว โดยให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยาน คำแถลงเกี่ยวกับประเด็นและความจำเป็นต้องสืบพยาน รวมทั้งวิธีการให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้นต่อเจ้าพนักงานคดีภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลยังมีคำสั่งว่า เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและคู่ความในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณศาล จึงเห็นสมควรให้พิจารณาเป็นการลับ โดยให้โจทก์, พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยที่ 1-2 มาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงรายละเอียดที่ได้สรุปบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณา ยกเว้นบุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้าอยู่ในห้องพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และให้โจทก์, จำเลยที่ 2-6 พร้อมด้วยทนายความมาศาลเพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกัน เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคู่ความไม่มาในวันนัดตรวจหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและตามรายงานของเจ้าพนักงานคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ เมื่อช่วงเดือน ก.พ.63 ซึ่งตัวจำเลยและทนายต้องมาดูเอกสารที่ศาล ไม่สามารถดำเนินการผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ จึงต้องเบิกตัวมาจากเรือนจำ โดยทางศาลได้มีคำสั่งให้ตำรวจศาลคุ้มเข้มดูแลความปลอดภัยของผู้พิพากษาและผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังประสานกับสำนักงานตำรวจเเห่งชาติเพื่อขอส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูเเลความปลอดภัยป้องกันเหตุร้ายหรือชิงตัวจำเลย ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วย ทั้งกองปราบปราม กองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยพิเศษอื่น ถือเป็นเเผนการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนเรื่องแผนการหลบหนีของ พ.ต.ท.บรรยิน ได้รับรายงานมาหลายสัปดาห์แล้ว ในทุกคดีที่เรามีข้อมูล เบาะแสเหตุร้าย จะมีการเตรียมดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบทุกครั้ง พร้อมยืนยันการทำหน้าที่ของศาลเป็นไปด้วยความยุติธรรม ทำหน้าที่ด้วยความอิสระและเป็นกลาง ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งนี้&amp;quot; นายสราวุธระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวจากกองปราบปรามว่า จะมีการจัดส่งทีมชุดปฏิบัติการพิเศษ กก.สสน.บก.ป. หรือหนุมานกองปราบฯ ไปคุมเข้มเฝ้าระวังผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด เพื่อความไม่ประมาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กองปราบปราม มีรายงานว่าในวันจันทร์นี้ ทางชุดคลี่คลายคดี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรี ผู้ต้องหาคดีร่วมกับพวกอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่มีการวางแผนให้ลูกน้องพาหลบหนีออกจากเรือนจำ จะมีการเรียกประชุมคณะทำงานเพื่อสรุปประเด็นในการแบ่งงานให้ทีมสืบสวนสืบหาและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ นำมาประกอบสำนวนคดี พร้อมกับหารือเกี่ยวกับการเตรียมออกหมายเรียก พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.เขต 4 จังหวัดนครสวรรค์ คนสนิท พ.ต.ท.บรรยิน และทนายความที่ช่วยประกันตัวนายโจมาให้ปากคำในฐานะพยาน เช่นเดียวกับพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ปากคำอย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า เพราะคดีเป็นที่สนใจของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ยังได้เตรียมสอบปากคำ พ.ต.ท.บรรยิน ในเรือนจำเกี่ยวกับคดีชิงตัวดังกล่าวว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร และค่อนข้างมั่นใจในพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ โดยเฉพาะหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และคำให้การของนายโจและนายท็อป 2 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69329</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์, สราวุธ เบญจกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef62066aead.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 07:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บางขวางขังเดี่ยวบรรยิน ใช้&#039;ชุดหนุมาน&#039;คุมไปศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
แฟ้มภาพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางขวางสั่งขังเดี่ยว &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; สกัดแหกคุก! กองปราบฯ ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานประกบระหว่างเดินทางไปศาล 22 มิ.ย. ดับฝันชิงตัวกลางทาง ขณะที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับให้เฉพาะคู่ความเเละบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าฟัง เพื่อความสงบเรียบร้อย ตร.ประชุมเครียด เชิญอดีตนักการเมืองที่ไม่ยอมร่วมแผน มาสอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ในช่วงเช้า พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้รายงานข้อมูลต่อผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมถึงเบาะแสความพยายามวางแผนจะหลบหนีออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้แจ้งเบาะแสมายังกรมราชทัณฑ์ ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการการคุมขังให้เข้มข้นขึ้น จากนั้นสั่งย้าย พ.ต.ท.บรรยิน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับคุมขังนักโทษระหว่างการพิจารณาคดี ไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงเพื่อควบคุมดูแลเป็นกรณีพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังพบว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนชิงตัวระหว่างเดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปฟังการพิจารณาคดีที่ศาลอาญา แต่ชุดสืบสวนกองปราบปรามรู้ความเคลื่อนไหวก่อน จึงประสานให้กรมราชทัณฑ์ปรับมาตรการการคุมขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีเบาะแสระบุว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนให้ทนายความยื่นประกันตัวผู้ต้องขังคดีชิงทรัพย์รายหนึ่งที่ขังอยู่ด้วยกันกับพ.ต.ท.บรรยิน ให้ออกจากเรือนจำ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อนก่อนที่ชุดสืบสวนกองปราบปรามจะเข้าจับกุมตัวนายโจ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลักทรัพย์ได้ที่ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ หลังได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ยังคงมีหมายจับค้างเก่าติดตัวอีก 1 หมาย ก่อนนำมาสอบปากคำเบื้องต้น นายโจให้การรับสารภาพว่าที่ได้ประกันตัวออกมาเป็นเพราะ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ที่รู้จักกันในเรือนจำ ได้ให้ทนายความส่วนตัวติดต่อทนายความอีกคนให้มาประกันตัวนายโจออกจากเรือนจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังให้การเพิ่มเติมอีกว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.บรรยิน ช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นเพราะขณะที่รู้จักกันในเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินมีคำสั่งให้ตนทำงานให้ 2 ข้อ ข้อแรก ให้หาทางชิงตัว พ.ต.ท.บรรยินออกจากคุก แต่ถ้าข้อแรกทำไม่สำเร็จ ให้ลักพาตัวภรรยาของ ผบ.เรือนจำ มาให้ได้เพื่อไว้ใช้ในการต่อรองกับ ผบ.เรือนจำ เรื่องการหนีออกจากคุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ยังสืบทราบว่า พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการหลบหนี แต่ถูกปฏิเสธ จึงประสานไปยังศาลยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามให้ช่วยดูแลและตามตัวผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวออกไป จนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ สอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหารายดังกล่าวยอมรับว่า พ.ต.ท.บรรยินสั่งให้หาทางช่วยเหลือออกจากคุกจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินยังวางแผนให้คนมาวางระเบิดข้างเรือนจำ แล้วจะล้มเสาธงชาติกลางลานสนามหญ้าเพื่อใช้ปีนหนี เมื่อออกมาได้จะมีเฮลิคอปเตอร์มารับตัวอีกที ในที่สุดกรมราชทัณฑ์ได้ย้าย พ.ต.ท.บรรยินไปฝากขังที่เรือนจำกลางบางขวางแทน ทำให้ พ.ต.ท.บรรยินเกิดอาการเครียดอย่างหนัก และในช่วงเวลา 18.00 น. วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา พ.ต.ท.บรรยินคิดฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตัวเอง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พบก่อนจึงช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
กรมคุกยอมรับมีเค้าวางแผนหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.บรรยินได้ขอสิทธิพิเศษต่างๆ โดยขอให้ทางเรือนจำย้ายตัวเองไปอยู่ในแดนที่มีความสะดวกสบาย แต่ผู้บัญชาการเรือนจำไม่ยินยอม เนื่องจากผิดหลักเกณฑ์และระเบียบของกรมราชทัณฑ์ พร้อมข่มขู่ผู้บัญชาการเรือนจำให้ปล่อยตัว มิเช่นนั้นจะอุ้มภรรยา นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ถูกปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พ.ต.ท.บรรยินถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเป็นจำเลยในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นนายชูวงษ์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกรวม 3 คน คนละ 8 ปี, คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งจะมีการสืบพยานฝ่ายโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.-23 ก.ย.นี้ และจะเริ่มสืบพยานฝ่ายจำเลย 24 ก.ย.-14 ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีอุ้มฆ่าพี่ชาย น.ส.พนิดา พ.ต.ท.บรรยินถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายมานัส อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ อายุ 48 ปี , นายชาติชาย อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน อายุ 33 ปี , ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด อายุ 63 ปี ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดตรวจหลักฐานในวันที่ 22 และ 25 มิ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าสืบสวนข้อเท็จจริง หลังได้รับเบาะแส พ.ต.ท.บรรยินวางแผนแหกคุกว่า กรณีดังกล่าวกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดหรือยืนยันเหตุการณ์ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกทั้งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก็เป็นเพียงแหล่งข่าวเท่านั้น ตนในฐานะอธิบดีกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถให้สัมภาษณ์ในลักษณะเป็นการยืนยันเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ส่วนมาตรการควบคุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน ก็คงบอกไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไร เป็นเรื่องของมาตรการระบบความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า ตั้งแต่ พ.ต.ท.บรรยินถูกนำตัวมาคุมขังที่เรือนจำ ได้มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เพื่อวางแผนหลบหนีว่า ตรงนี้ก็พอมีเค้าอยู่บ้าง เนื่องจาก พ.ต.ท.บรรยินเคยเป็นอดีตข้าราชการ เป็นตำรวจเก่า แต่รายละเอียดก็เป็นข้อมูลเชิงลับ คงเปิดเผยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กรมราชทัณฑ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยทั้งของตัวเจ้าหน้าที่และผู้ต้องโทษ ตามปกติอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนตรี บุนนาค ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เปิดเผยว่า พ.ต.ท.บรรยินถูกย้ายมาขังที่เรือนจำบางขวางได้ 5-6 วันแล้ว เรือนจำได้ทำการประเมินความเครียด รวมทั้งทดสอบทางจิตวิทยาและติดตามพฤติกรรมผ่านกล้องวงจรปิดของเรือนจำ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังเคยพยายามทำร้ายตัวเอง
ขังเดี่ยว&amp;quot;บรรยิน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า กระแสข่าวที่มีความพยายามจะหลบหนีนั้น เรือนจำไม่มีข้อมูล แต่ได้กำหนดมาตรการควบคุมผู้ต้องขังพิเศษเท่านั้น ซึ่งรายที่ต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษการคุมตัวไปศาลต้องรัดกุมที่สุด ส่วนแผนการแหกคุกตนคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ได้วางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าว โดยขณะนี้เรือนจำอนุญาตให้เฉพาะทนายเข้าเยี่ยมได้เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเรือนจำกลางบางขวางได้แยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยว และจัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คอยควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเอง ซึ่งการแยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยวไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรง เพราะการขังร่วมกับผู้ต้องขังอื่นจำนวนมากเช่นเดียวกับการขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะทำให้ พ.ต.ท.บรรยินสร้างความสนิทสนมกับผู้ต้องขังคดีอื่น และใช้เงินซื้อตัวเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขังไว้เป็นพวก เพื่อวางแผนก่อเหตุจลาจลในเรือนจำ หรือวางแผนจัดหาทนายประกันตัวออกไปก่อเหตุแหกหักชิงตัวประกันอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายของ พ.ต.ท.บรรยิน ยังเชื่อว่าไม่ได้ต้องการฆ่าตัวตายจริง แต่อาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อดึงดูดความสนใจและคอยสังเกตพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการกับ พ.ต.ท.บรรยิน อย่างไร ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ต้องขังอาจจะจับเจ้าหน้าที่หรือผู้อื่นเป็นตัวประกัน กรมราชทัณฑ์จึงต้องป้องกันเหตุให้รอบด้าน เพราะคนที่เข้าตาจนสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเบิกตัวพ.ต.ท.บรรยินไปศาลนั้น ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งให้เบิกตัว พ.ต.ท.บรรยินไปขึ้นศาลแล้วหลายครั้ง แต่ช่วงเกิดเชื้อไวรัสโคโรนาระบาดกรมราชทัณฑ์และศาลยุติธรรมได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้ผู้ต้องขังเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดย พ.ต.ท.บรรยิน มีนัดตรวจหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ก็ได้ทำหนังสือขออนุญาตศาลเพื่อขอให้ พ.ต.ท.บรรยินเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุดศาลทุจริตมีคำสั่งวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ให้พิจารณาลับเฉพาะคนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวเข้าห้องพิจารณาได้
ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินมีแผนการตามที่เป็นข่าวจริง ขณะที่ตำรวจกองปราบปรามกำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าคำให้การของนายโจ หนึ่งในลูกน้องที่ทนายความของ พ.ต.ท.บรรยิน ประกันตัวจากเรือนจำออกมาดำเนินการตามแผนนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หากพบว่าจริง ต้องนำมาพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมแก่ใครได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.เผยอีกว่า ตำรวจกองปราบปรามมีมาตรการป้องกันการหลบหนีและมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจากนี้ไปคดีของ พ.ต.ท.บรรยินก็จะมีการใช้กำลังชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานเข้าไปสนับสนุนกำลังตำรวจท้องที่และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เวลาต้องคุมตัวไปศาล รวมไปถึงการสืบหาข่าวร่วมกับทางกรมราชทัณฑ์ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รองผบก.ป.) เปิดเผยถึงแผนชิงตัวว่า กรณีที่เกิดขึ้น นายโจและนายท็อปถือว่าเป็นผู้ที่ถูก พ.ต.ท.บรรยินใช้ให้ไปเตรียมก่อเหตุชิงตัวออกจากเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินถือเป็นผู้ใช้จ้างวานหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นให้กระทำผิด ตามที่ระบุในมาตรา 87 ของประมวลกฎหมายอาญา มีอัตราโทษ 1 ใน 3 ของความผิดที่ก่อขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากแผนการชิงตัวเกิดขึ้นจริง นายโจและนายท็อปจะต้องรับโทษเท่ากับผู้ใช้หรือสั่งการให้กระทำผิดด้วย แม้ตอนนี้ทั้งคู่จะยังไม่ได้ก่อเหตุขึ้น แต่ตำรวจมีหลักฐานว่านายโจพยายามขอความช่วยเหลือจากอดีตนักการเมืองรายหนึ่งให้พา พ.ต.ท.บรรยินหนีออกจากเรือนจำจริง แต่นักการเมืองรายนี้ไม่ร่วมด้วย จากนี้จะต้องเชิญอดีตนักการเมืองนี้มาสอบปากคำ รวมถึงทนายความที่นายโจให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินให้มาช่วยประกันตัวออกไปว่ามีส่วนรู้เห็นกับแผนการชิงตัวนักโทษด้วยหรือไม่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พร้อมทั้งตรวจสอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมร่วมระหว่างตำรวจกองปราบปรามและตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาลเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน ว่าขณะนี้คดีสำคัญที่ พ.ต.ท.บรรยินตกเป็นจำเลยมีอยู่ 2 คดี คือคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ศาลอาญาพระโขนง การดำเนินการเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก เจ้าพนักงานตำรวจศาล ส่วนที่ 2 คือการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัย ป้องกันเหตุร้ายหรือการชิงตัวจำเลย เราดำเนินการไปทั้งหมด
ศาลรักษาความปลอดภัยเข้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องต้องใช้กำลังแค่ไหน และเฝ้าระวังจุดไหนบ้างนั้น ตรงนี้อยู่ในแผนรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเป็นความลับ เพื่อไม่ให้ผู้ประสงค์ที่จะก่อเหตุทราบถึงยุทธวิธี เรามีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการส่งเจ้าหน้าที่มาหลายหน่วย ทั้งจาก บช.น., กองปราบฯ รวมถึงหน่วยพิเศษอื่น ซึ่งถือว่าเป็นแผนการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด จะมาดูแลทุกนัดที่ พ.ต.ท.บรรยินมาขึ้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในทางข่าวกรองมีการรายงานเบาะแสบ้างหรือไม่ นายสราวุธตอบว่า ปกติเราจะได้รับรายงานข่าวกรองตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมของสำนักงานศาลฯ ที่มีการประสานทั้งหน่วยงานข้างนอก รวมถึงการวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเราเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าที่ปรากฏเป็นข่าว พ.ต.ท.บรรยินมีการวางแผนแหกคุก โดยจะใช้วิธีจับตัวประกันต่อรอง ซึ่งเป็นพฤติการณ์รุนแรงแบบเดียวกับที่เคยจับตัวพี่ชายผู้พิพากษา ตรงนี้ผู้พิพากษามีการหวั่นถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ฉะนั้นการดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องดูแลให้เกิดความปลอดภัย ทางสำนักงานศาลฯ พร้อมดำเนินการให้ หากมีการร้องขอเข้ามา เราพร้อมดำเนินการทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดตรวจพยานหลักฐานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ ศาลมีคำสั่งว่า เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและคู่ความในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณศาล จึงเห็นสมควรให้พิจารณาเป็นการลับ โดยให้โจทก์, พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยที่ 1-2 มาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดี ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงรายละเอียดที่ได้สรุปบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณา ยกเว้นบุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้าอยู่ในห้องพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และให้โจทก์, จำเลยที่ 2-6 พร้อมด้วยทนายความมาศาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคู่ความไม่มาในวันนัดตรวจหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและตามรายงานของเจ้าพนักงานคดี.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69254</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช, มนตรี บุนนาค, สราวุธ เบญจกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200620/image_big_5eee1dbe69419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เลขาฯศาล ประสานตำรวจร่วมจัดกำลังคุ้มกันรอบศาลทุกนัดคดี &#039;บรรยิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.63 - นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ จำเลยคดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา มาศาลในการนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ว่า ขณะนี้คดีสำคัญที่ พ.ต.ท.บรรยิน ตกเป็นจำเลยมีอยู่ 2 คดี คือคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และคดีฆาตกรรม นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ศาลอาญาพระโขนง การดำเนินการเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก เจ้าพนักงานตำรวจศาล ส่วนที่ 2 คือการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัย ป้องกันเหตุร้ายหรือการชิงตัวจำเลย เราดำเนินการไปทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องต้องใช้กำลังแค่ไหนและเฝ้าระวังจุดไหนบ้างนั้น ตรงนี้อยู่ในแผนรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเป็นความลับ เพื่อไม่ให้ผู้ประสงค์ที่จะก่อเหตุทราบถึงยุทธวิธี เรามีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการส่งเจ้าหน้าที่มาหลายหน่วย ทั้งจาก บชน., กองปราบฯ รวมถึงหน่วยพิเศษอื่น ซึ่งถือว่าเป็นแผนการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด จะมาดูแลทุกนัดที่ พ.ต.ท.บรรยิน มาขึ้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในทางข่าวกรองมีการรายงานเบาะแสบ้างหรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า ปกติเราจะได้รับรายงานข่าวกรองตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมของสำนักงานศาลฯ ที่มีการประสานทั้งหน่วยงานข้างนอก รวมถึงการวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเราเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าที่ปรากฏเป็นข่าว พ.ต.ท.บรรยิน มีการวางแผนแหกคุก โดยจะใช้วิธีจับตัวประกันต่อรอง ซึ่งเป็นพฤติการณ์รุนแรงแบบเดียวกับที่เคยจับตัวพี่ชายผู้พิพากษา ตรงนี้ผู้พิพากษามีการหวั่นถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ฉะนั้นการดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องดูแลให้เกิดความปลอดภัย ทางสำนักงานศาลฯ พร้อมดำเนินการให้ หากมีการร้องขอเข้ามา เราพร้อมดำเนินการทุกอย่าง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69228</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน, สราวุธ เบญจกุล, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4e9c23876d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2020 20:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2020 20:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเปิดพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ หลังเลื่อนคดีนาน 3 เดือนหลบโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.63 - นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีความผิดตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังรัฐบาลออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวมสถิติคดีสะสมตั้งแต่วันที่ 1 - 31 พ.ค. 2563 มีจำนวนคดีที่เข้าสู่การพิจารณาในกลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง ทั้งหมด&amp;nbsp;14,727&amp;nbsp;คดี พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด&amp;nbsp;14,176&amp;nbsp;คดี (คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;96.26) จำนวนจำเลยที่ขึ้นสู่การพิจารณาทั้งหมด 21,113 คน ข้อหาที่มีการกระทำความผิดสูงสุด คือ ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จำนวน&amp;nbsp;20,736&amp;nbsp;คน ส่วนจังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดสูงสุดในการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน&amp;nbsp;1,797&amp;nbsp;คน ส่วนในกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว มีจำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;813&amp;nbsp;คำร้อง จำนวนเยาวชนที่เข้าสู่การตรวจจับที่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด 891 คน ข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุมสูงสุด คือ ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548&amp;nbsp;&amp;nbsp;จำนวน 884 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าสถิติคดีในกลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง ในเดือน เม.ย. ตลอดทั้งเดือนมีปริมาณคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาทั้งหมด 17,466 คดี เดือน พ.ค. จำนวน&amp;nbsp;14,727&amp;nbsp;คดี เมื่อนำมาเปรียบเทียบพบว่าสถิติคดีมีปริมาณลดลง 2,739 คดี ขณะที่ในส่วนของกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว สถิติการจับกุมในเดือน เม.ย. มีจำนวน 1,262 คดี เดือน พ.ค. มีจำนวน&amp;nbsp;813&amp;nbsp;คดี เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองเดือนพบว่าสถิติมีการลดลง จำนวน 449 คดี ซึ่งสาเหตุอาจเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และประชาชนเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ เริ่มมีการปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีที่มีการเลื่อนนัดพิจารณาคดีในช่วงเดือน มี.ค. - พ.ค. เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ศาลยุติธรรมทั่วประเทศมีความพร้อมที่จะเริ่มกลับมาพิจารณาคดีเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิ.ย. 2563 โดยคณะอนุกรรมการศึกษาติดตามและแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการคดีภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของศาลยุติธรรม ซึ่งมีนางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ได้กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการคดี และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งสถานที่และบุคลากรสำหรับการพิจารณาคดีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในเดือน มิ.ย. 2563 เช่น กำหนดให้คู่ความและผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องพิจารณาใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมหน้ากาอนามัยตลอดเวลา และให้อยู่ห่างจากบุคคลอื่นในระยะอย่างน้อย 1 - 1.5 เมตร หรือให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์จัดให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสม จัดให้มีจุดบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้คู่ความหรือทนายความสามารถยื่นคำคู่ความหรือเอกสารใดๆ โดยที่มีเจ้าหน้าที่รับและมีระบบการติดตามทราบคำสั่งหรือความคืบหน้าของคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลที่มีทางเดินรถภายในที่สะดวก กว้างขวาง อาจจัดให้มีการบริการ&amp;nbsp;Drive Thru&amp;nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาติดต่อโดยไม่ต้องลงจากรถ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ที่เข้าไปในอาคาร สะดวกแก่การดูแลสุขอนามัยภายในศาล สำหรับการติดต่องานบริเวณจุดรับบริการหรือเคาน์เตอร์ระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลกับผู้มาติดต่อราชการ กำหนดให้มีเส้นแบ่งหรืออุปกรณ์เพื่อการเว้นระยะห่างบุคคลอื่น (Social Distancing) และให้ศาลจัดเตรียมหน้ากากอนามัยสำรองไว้เพื่อให้บริการแก่คู่ความหรือผู้มาติดต่อราชการในกรณีที่ไม่ได้นำหน้ากากอนามัยติดตัวมาศาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในการออกหมายและส่งหมายแจ้งวันนัดสำหรับคดีทุกประเภทให้ใช้ความระมัดระวัง และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางและสถานที่ตามที่ได้ดำเนินการให้ละเอียดชัดเจน สำหรับคดีจัดการพิเศษที่รับฟ้องใหม่ ควรกำหนดนัดพิจารณาแบบเหลื่อมเวลา รวมถึงในกรณีออกหมายเรียกพยานบุคคลมาเบิกความที่ศาล ให้ระบุเวลาไว้ในหมายเรียกให้สอดคล้องกับเวลานัดหรือเวลาที่พยานจะต้องเข้าเบิกความ เพื่อลดระยะเวลาที่คู่ความ ทนายความ และผู้เกี่ยวข้องต้องรอการพิจารณาและลดความแออัดในห้องพิจารณา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้มีมาตรการผ่อนปรนให้กิจกรรม/กิจการบางประเภทเปิดทำการเพิ่มเติมได้ (ผ่อนปรนเฟส 3) และให้การเดินทางข้ามจังหวัดภายใต้มาตรการที่ราชการกำหนด รวมถึงลดเวลาการออกนอกเคหสถานลง 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 23:00 น.- 03:00 น.ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันนี้เป็นวันแรก ขอให้พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการยึดหลักสาธารณสุขเป็นหลัก รวมถึงศึกษาข้อกำหนดของมาตรการการผ่อนปรนอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการระบาดระลอกสอง หรือ&amp;nbsp;second wave&amp;nbsp;ที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนหลายๆ ประเทศ&amp;rdquo; เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67566</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีความ, ศาลยุติธรรม, สราวุธ เบญจกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4fc5f4615e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โควิด-19&#039;พ่วง&#039;เคอร์ฟิว-ฉุกเฉิน&#039; ส่อแนวโน้มคดีเพิ่ม 20%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่เว้นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยในฝ่ายตุลาการอย่าง &amp;ldquo;ศาลยุติธรรม&amp;rdquo; ที่มีความจำเป็นต้องเลื่อนนัดพิจารณาคดีช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.2563 จำนวน 163,620 คดีออกไป และกำหนดวันนัดพิจารณาคดีใหม่หลังจากนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีที่จะมีผู้คนทั้งโจทก์-จำเลย ญาติและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากมารวมตัวกันที่ศาล ซึ่งเป็นไปตามมาตรการป้องกันไวรัสโควิดที่มิให้ผู้คนมารวมตัวกัน ยกเว้นบางคดีที่ไม่เลื่อน อาทิ คดีที่จำเลยอยู่ในเรือนจำสามารถพิจารณาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ และคดีเล็กน้อยอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทว่า นอกจากคดีที่ศาลมีอยู่แล้วและต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปนั้น ก็ต้องไม่ลืมว่าจะมีคดีที่เพิ่มเข้ามาด้วย ยิ่งในสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิดที่จำเป็นต้องปิดเมือง &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; จนส่งผลกระทบต่อประชาชนในด้านธุรกิจปากท้องที่ต้องหยุดชะงักด้วย อันที่จริงก็เริ่มส่งผลมาตั้งแต่ก่อนล็อกดาวน์ ที่ประชาชนป้องกันตัวเองด้วยการไม่ออกไปท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจชะงัก ประชาชนเดือดร้อน ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ย่อมมีส่วนส่งผลให้ปริมาณคดีเพิ่มขึ้นหลังวิกฤติโควิดได้แน่นอน ซ้ำปัจจุบันยังมีเรื่องของ &amp;ldquo;พ.ร.ก.ฉุกเฉิน&amp;rdquo; พร้อม &amp;ldquo;ประกาศเคอร์ฟิว&amp;rdquo; ที่บังคับใช้อยู่ โดยยังไม่มีท่าทียกเลิก ย่อมเป็นเหตุให้ประชาชนละเมิดได้ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจด้วย จนกลายเป็นคดีเพิ่มขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถิติคดีที่อาจจะเพิ่มขึ้นภายหลังวิกฤติโควิด นอกเหนือจากการเลื่อนคดีที่มีอยู่เดิมนั้น &amp;ldquo;สราวุธ เบญจกุล&amp;rdquo; เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์แนวโน้มปริมาณสถิติคดีที่จะขึ้นสู่ศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร ภายหลังวิกฤติโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งวิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ อ้างอิงปริมาณสถิติคดีที่เคยเกิดขึ้นจากสถานการณ์สำคัญในอดีต ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2562 พบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ปี 2540 หรือเรียกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง มีสาเหตุจากการโจมตีค่าเงินบาทจากต่างชาติ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของไทยและในภูมิภาคเอเชียอย่างรุนแรง มีผลทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น เกิดการฟ้องคดีขึ้นสู่ศาลจำนวนมาก โดยในปี 2541 สถิติคดีแพ่งเพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 19 หรือมากกว่า สถิติคดีอาญาเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 หรือมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.วิกฤติโรคซาร์ส ปี 2545 และไข้หวัดนก ปี 2547 การแพร่ระบาดของเชื้อทั้ง 2 ชนิด ประชาชนต้องระมัดระวังในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ หรือการพบปะบุคคลอื่น ส่งผลในการก่อเหตุอาชญากรรมลดลง โดยคดีอาญาลดลงมากกว่าร้อยละ 19 แต่ในทางกลับกัน สถิติคดีแพ่งเพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 22 หรือมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ ปลายปี 2554 ประชาชนเกือบทุกหลังคาเรือนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ภาคธุรกิจไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติ ภาคการเกษตรได้รับความเสียหาย ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถผลิตสินค้าได้ การเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการในการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คดีผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติคดีผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 15 หรือมากกว่า สถิติคดีแพ่งเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 6 หรือมากกว่า สถิติคดีอาญาเพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 10 หรือมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.วิกฤติโรคเมอร์ส-คอฟ ปี 2555 การแพร่ระบาดของโรคเมอร์ส-คอฟ ซึ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคระบาดทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายประเทศ ส่งผลต่อการท่องเที่ยวไทย อัตราการว่างงานไทยเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2557-2560 ส่งผลให้สถิติคดีแพ่งเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 2 สถิติคดีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 หรือมากกว่า และสถิติคดีอาญาเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 หรือมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มสถิติคดีที่อาจจะเพิ่มขึ้นภายหลังวิกฤติโควิด-19 โดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ เปิดเผยว่า หากรัฐบาลไม่มีมาตรการปลดล็อกให้มีการจำหน่ายสินค้าหรือบริการบางประเภทในระยะยาวภายในปี 2563 อาจส่งผลกระทบให้แนวโน้มปริมาณ &amp;ldquo;คดีแพ่ง&amp;rdquo; คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือมากกว่า เนื่องจากกิจการต่างๆ และลูกหนี้ขาดรายได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายเดือน จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คดีผู้บริโภค&amp;rdquo; ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือมากกว่า เนื่องจากผู้บริโภคขาดรายได้หลักต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายเดือน ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และอาจมีการฉ้อโกงจากการขายสินค้าออนไลน์มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คดีอาญา&amp;rdquo; มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือมากกว่า เนื่องจากมีการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งในด้านการเดินทางเพื่อดำเนินการกิจการการค้า การเสพของมึนเมาในเวลากลางคืน การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ การค้ายาเสพติด และการก่อจลาจล เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คดีแรงงาน&amp;rdquo; มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือมากกว่า อันเนื่องมาจากกิจการโรงงานปิดกิจการต่อเนื่องหลายเดือน ผู้ใช้แรงงานถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยหรือค่าสินไหมทดแทน และ &amp;ldquo;คดีล้มละลาย&amp;rdquo; มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 หรือมากกว่า เนื่องจากกิจการถูกฟ้องล้มละลายโดยตรงจากเจ้าหนี้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม &amp;ldquo;สราวุธ&amp;rdquo; เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังคงลุกลามไปทั่วโลก เพื่อไม่ให้เกิดการพิจารณาคดีล่าช้า ศาลจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการบริหารจัดการคดีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องภายใต้วิกฤตการณ์ต่างๆ และนำมาใช้สนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี โดยนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี และการบริการแก่คู่ความและประชาชนในรูปแบบออนไลน์ โดยไม่ต้องเดินทางมาศาลก็สามารถติดต่อหรือสืบค้นข้อมูลของศาลผ่านโปรแกรมระบบต่างๆ ได้จากที่พักอาศัย หรือที่ใดก็ตามที่มีระบบอินเทอร์เน็ตรองรับ เช่น การไกล่เกลี่ยออนไลน์ การรับฟ้องและส่งคำคู่ความผ่านโปรแกรม e-filing, CIOS, ระบบติดตามสำนวนคดี (Tracking System) และ e-notice เป็นต้น การนำระบบพิจารณาคดี Night Court และการพิจารณาคดีนอกเวลาราชการมาใช้ในศาล เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนในเรื่องกระบวนการปล่อยตัวชั่วคราว ศาลยุติธรรมได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุน จากปกติที่ต้องนำตัวจำเลยที่จะถูกปล่อยตัวมาที่ศาล ก็จะปรับเปลี่ยนเป็นการสอบถามจำเลยด้วยระบบ VDO Conference จากที่เรือนจำ เช่นเดียวกับการอ่านคำพิพากษาในกรณีที่จำเลยอยู่ที่เรือนจำอยู่แล้ว ก็สามารถอ่านผ่านระบบ VDO Conference โดยตรง ซึ่งการไม่ต้องนำตัวจำเลยมาที่ศาลยังช่วยลดความเสี่ยงของเขาที่จะต้องออกมาติดเชื้อ และในบางกรณียังช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกชิงตัวหลบหนีด้วย สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ในสังคม &amp;ldquo;New Normal ศาลยุติธรรม&amp;rdquo; ตามนโยบายของนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา การยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานผู้ต้องหาและจำเลย คำนึงถึงเหยื่ออาชญากรรมและความสงบสุขของสังคม&amp;rdquo; เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมกล่าวทิ้งท้าย.
นายชาติสังคม
รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66655</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายชาติสังคม, สราวุธ เบญจกุล, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200522/image_big_5ec7cd79618bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ระบาดทำคดีเลื่อนกว่า 1.6 แสนคดี จ่อเปิดศาลนอกเวลาราชการเร่งเคลียร์คดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.63 -&amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ซึ่งนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้ออกประกาศเรื่องการบริหารจัดการคดีภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 (1) และมาตรา 17 (2) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ให้ศาลชั้นต้นทุกศาลเลื่อนนัดพิจารณาคดีจัดการพิเศษทุกคดี ที่นัดไว้ในระหว่างวันที่ 24 มี.ค. 2563 ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2563 โดยกำหนดวันนัดใหม่ในเวลาที่เหมาะสมนั้น จากรายงานสถิติข้อมูลจำนวนคดีที่เลื่อนนัดพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.วันที่ 24-31 มี.ค. 2563 คดีแพ่งเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 2,494 คดี คดีผู้บริโภคเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 8,257 คดี คดีสิ่งแวดล้อมเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 1 คดี คดีอาญาเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 2,204 คดี คดีทรัพย์สินฯ เลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 26 คดี คดีแรงงานเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 521 คดี และคดีภาษีเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 11 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.วันที่ 1-30 เม.ย. 2563 คดีแพ่งเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 20,459 คดี คดีผู้บริโภคเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 52,825 คดี คดีสิ่งแวดล้อมเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 32 คดี คดีอาญาเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 15,403 คดี คดีทรัพย์สินฯ เลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 88 คดี คดีแรงงานเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 1,104 คดี คดีภาษีเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 25 คดี และคดีล้มละลายเลื่อนนัดพิจาจรณาคดี จำนวน 409 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วันที่ 1-31 พ.ค. 2563 คดีแพ่งเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 12,721 คดี คดีผู้บริโภคเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 36,229 คดี คดีสิ่งแวดล้อมเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 65 คดี คดีอาญาเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 9,434 คดี คดีทรัพย์สินฯ เลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 92 คดี คดีแรงงานเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 736 คดี คดีภาษีเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 26 คดี และคดีล้มละลายเลื่อนนัดพิจารณาคดี จำนวน 458 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมคดีที่เลื่อนนัดพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 24 มี.ค. 2563 ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2563 จำนวน 163,620 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวว่า หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อสอดรับกับมาตรการของรัฐบาล ต้องการลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อดังกล่าว &amp;nbsp;ก.บ.ศ. จึงมีมติให้เลื่อนคดีจัดการพิเศษ คดีสามัญและคดีสามัญพิเศษที่นัดสืบพยานเดิม ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. 2563 ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2563 และให้ไปกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่ในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม 2563 ส่วนคดีที่รับฟ้องใหม่ในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม 2563 ให้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีตั้งแต่เดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถึงอย่างไรทางศาลก็ได้คำนึงถึงประชาชน ผู้มีอรรถคดี เป็นหลัก เพื่อไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน จึงได้กำหนดข้อยกเว้นบางคดีที่ไม่เลื่อน เช่น คดีอาญาที่จำเลยต้องขัง คดีแพ่งบางประเภท และคดีอื่นๆ ที่เจ้าของสำนวนและองค์คณะพิจารณาเห็นว่าสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้อง และหากเลื่อนคดีไปอาจทำให้คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย โดยคำนึงถึงความยินยอมของคู่ความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศาลยังได้มีการกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการคดี โดยอาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือนำนวัตกรรมเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์มาดำเนินการช่วยให้คดีเสร็จไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคดีและการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งสอดรับกับนโยบายของประธานศาลฎีกา ในการนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความยุติธรรม ทั้งนี้ ศาลอาจกำหนดให้มีการพิจารณาคดีเพิ่มเติมในช่วงนอกเวลาราชการ และวันหยุดราชการเพิ่มเติม ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 โดยจะจัดทำเป็นโครงการเปิดทำการศาลนอกเวลาราชการ เพื่อเร่งรัดการพิจารณาพิพากษาคดีที่เลื่อนมาดังกล่าวให้แล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า การเลื่อนคดีจัดการพิเศษ คดีสามัญ และคดีสามัญพิเศษที่นัดสืบพยานเดิมออกไป ซึ่งแน่นอนว่า มีผลกระทบอย่างมากต่อประชาชน คู่ความ และผู้มีอรรถคดี และถือว่าการเลื่อนพิจารณาคดีครั้งนี้ จำนวนกว่า 163,620 คดี เป็นการเลื่อนคดีที่มีจำนวนที่มากและต้องเลื่อนเป็นระยะเวลายาวนานสุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ศาลยุติธรรมจะยังไม่หยุดยั้งในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาในการอำนวยความสะดวกกับประชาชน ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65394</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาล, สราวุธ เบญจกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e24195014039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
