<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนปลอดภัยเหมือนใส่ชุดเกราะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อนุทิน&amp;quot; กำชับสร้างความมั่นใจประชาชนที่จะรับวัคซีน ยืนยันคำนึงถึงความปลอดภัยเปรียบเสมือนเกราะป้องกันโรค ภาครัฐต้องให้คนไทยใส่ชุดเกราะ ผู้ว่าฯ กทม.ตรวจความพร้อมสถานที่ต้นแบบให้บริการฉีดวัคซีนนอกสถานพยาบาลใน กทม.จ่อทดลองระบบวันที่ 12-14 พ.ค. &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; ซัดรัฐบาลสอบตกเหตุคนลงทะเบียนฉีดวัคซีนต่ำ ชง 4 แนวทางแก้ไข หวั่นหาวัคซีน 100 ล้านโดสแค่ภาพฝัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ระหว่างนำคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ว่างานที่ทางกระทรวงต้องเร่งมือคือเรื่องของการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่จะรับวัคซีนโควิด-19 เพื่อเป็นส่วนสำคัญในแผนการควบคุมโรค ขอย้ำว่าวัคซีนที่นำมาบริการให้แก่ประชาชนนั้น ได้รับการพิจารณามาอย่างดี ถี่ถ้วน รอบคอบ ผ่านคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะที่เรื่องผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์นั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่ทางกระทรวงได้วางแผนแก้ไขไว้แล้ว เช่น หลังรับบริการ ต้องพักรอดูอาการ 30 นาที จึงจะเดินทางออกจากจุดรับบริการได้ นอกจากนั้นยังมีช่องให้กรอกข้อมูลในไลน์หมอพร้อม เพื่อให้ภาครัฐได้ติดตามอาการ ทุกวันนี้มีรายงานเรื่องอาการไม่พึงประสงค์เข้ามาบ้าง แต่ก็น้อยมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับวัคซีนโควิด-19 ประโยชน์คือ ป้องกันการติดเชื้อ แต่ที่สำคัญมากๆ คือ ผู้ได้รับวัคซีนจะมีโอกาสป่วยรุนแรง ไปถึงเสียชีวิตน้อยมากๆ วัคซีนเปรียบเสมือนเกราะป้องกันโรค ซึ่งภาครัฐต้องการให้คนไทยใส่ชุดเกราะ จากนี้ต้องสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ซึ่งต้องอาศัยแรงพี่น้อง อสม.และบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกท่านร่วมด้วยช่วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า ส่วนการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนผ่านหมอพร้อมในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง นอกจากจะลงทะเบียนผ่านไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้เองที่สถานพยาบาลใกล้บ้านและ อสม. ทั้งนี้ มติที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ขยายการฉีดวัคซีนในวัยแรงงาน โดยมีสํานักงานประกันสังคม และจังหวัดรวบรวมรายชื่อแรงงานที่จะรับวัคซีนส่งมายัง สธ.เพื่อกระจายการฉีดวัคซีนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพุธที่ 12 พ.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการตรวจเยี่ยมและติดตามการทดลองระบบการฉีดวัคซีนก่อนให้บริการประชาชน ที่จุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ในช่วงบ่ายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับการฉีดวัคซีนโควิดในประเทศ ขณะนี้จัดสรรวัคซีนไปแล้ว 2,427,452 โดส จำนวนการฉีดสะสมตั้งแต่ 28 ก.พ. - 9 พ.ค.2564 รวม 1,809,894 โดส มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรก 1,296,440 ราย วัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 513,454 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัด กทม. เดินทางมาตรวจความพร้อมเอ็มซีซี ฮอลล์ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ที่ใช้เป็นสถานที่ต้นแบบให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดภายนอกสถานพยาบาลแก่ประชาชนของ กทม.ในพื้นที่เขตบางกะปิ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหอการค้าไทย และเดอะมอลล์ กรุ๊ป
ทดลองระบบฉีดวัคซีน 12-14 พ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า วันนี้ กทม.ด้วยความช่วยเหลือจากหอการค้าไทย ผู้ประกอบการภาคเอกชน และจากทีมแพทย์จาก รพ.ต่างๆ ได้จัดสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ภายนอกสถานพยาบาลแก่ประชาชนของ กทม.ทั้งหมด 25 จุด โดยเริ่มเรก 14 จุด ภายในวันที่ 15 พ.ค. และเพิ่มอีก 11 จุด หลังวันที่ 25 พ.ค. โดยจะเริ่มทดลองระบบระหว่างวันที่ 12-14 พ.ค. เริ่มจากศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์-จามจุรีสแควร์, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว, ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ เพื่อรองรับการใช้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนที่พักอาศัยและทำงานใน กทม.อย่างทั่วถึงภายใน 3 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้น กทม.จะเริ่มจากกลุ่มอาชีพเสี่ยง เช่น ครู-อาจารย์ในสถานศึกษาในเขตพื้นที่ของ กทม. 1.6 แสนคน กลุ่มผู้ขับรถขนส่งบริการสาธารณะ กลุ่มขนส่งเดลิเวอรี่ กลุ่มพนักงานทำความสะอาด พ่อค้าแม่ค้าในตลาด พนักงานศูนย์การค้า พนักงานโรงงาน ฯลฯ แต่ส่วนกลุ่มไหนจะได้รับการฉีดก่อน ขึ้นอยู่กับปริมาณวัคซีนที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาล คาดว่าภายในวันศุกร์ที่ 14 พ.ค. จะมีความชัดเจนในเรื่องนี้&amp;rdquo; ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เสนอแนวทางคือ 1.ให้สิทธิ์ประชาชนอายุต่ำกว่า 60 ปี จองคิวฉีดวัคซีนได้ทันที โดยไม่ต้องรอจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม เพราะจะทำให้ลำดับการรับวัคซีนเกิดขึ้นหลังผู้ที่ได้สิทธิ์ที่อายุ เกิน 60 และกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง และ 2.ในพื้นที่เสี่ยงระบาด ให้ประชาชนใช้บัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนรับวัคซีนได้ทันที และกำหนดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อมเพื่อติดตามอาการและรับวัคซีนเข็มที่2 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังรัฐบาลเปิดให้ประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 7 โรค ลงทะเบียนฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม จนถึงปัจจุบันพบว่ามีผู้ลงทะเบียนเพียง 1.55 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมากจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 16 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสอบตกในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการฉีดวัคซีน บกพร่องต่อการสื่อสารและทำความเข้าใจถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียงที่แท้จริงให้กับประชาชนอย่างเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อเร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ควรเร่งดำเนินการดังนี้ 1.ปรับเปลี่ยนแผนการลงทะเบียนฉีดวัคซีนให้บุคคลทั่วไปที่สมัครใจและมีความพร้อม 2.ปรับให้กลุ่มอาชีพบริการ ซึ่งต้องสัมพันธ์กับการพบปะผู้คนในเมืองได้ฉีดวัคซีนก่อน เช่น จักรยานยนต์รับจ้าง, คนขับรถตู้, ตุ๊กๆ, พนักงานส่งพัสดุหรืออาหารเดลิเวอรี่ ฯลฯ 3.เร่งสืบสวนหาสาเหตุอาการข้างเคียงของวัคซีน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างชัดเจน 4.สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน รัฐบาลควรจ่ายเงินชดเชยที่สูง โดยนำกรณีของต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น ในมาเลเซีย หากเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน รัฐบาลจ่ายชดเชย 3.7 ล้านบาท, สิงคโปร์จ่าย 5.25 ล้านบาท แต่ไทยจ่ายไม่เกิน 4 แสนบาท
หวั่น 100 ล้านโดสแค่ภาพฝัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมาของการระบาด รัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนประเทศได้ในทุกด้าน ทั้งในมิติของการแก้ไขปัญหา การรับมือ หรือการป้องกันการระบาด จึงไม่แปลกใจหากจะมีประชาชนทยอยเดินทางไปต่างประเทศเพื่อฉีดวัคซีน เพราะต้องการเลือกยี่ห้อวัคซีนเอง การตั้งเป้าจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดส ถ้าทำได้ก็จะดีต่อคนไทย แต่ผลงานโดดเด่นของพลเอกประยุทธ์ที่ผ่านมา อดคิดไม่ได้ว่าเป้าหมายวัคซีนจำนวนนั้นอาจจะเป็นแค่ภาพฝันหรือไม่ ทางที่ดีควรบริหารสิ่งที่มีให้ดีก่อนฝันไปไกลแล้วไปไม่ถึงจะดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 3 ถือเป็นวิกฤติของชาติ การทำงานของรัฐเป็นการทำงานแบบวิ่งตามแก้ปัญหาการระบาดมาตลอด เห็นได้จากการจัดการวัคซีน ที่ผ่านมาทุกฝ่ายต่างออกมาส่งสัญญาณเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์เร่งจัดหาวัคซีนเพื่อให้บริการประชาชน แต่กว่ารัฐบาลจะทำตามข้อเรียกร้องก็ใช้เวลานานมาก ส่งผลให้การฉีดวัคซีนให้ประชาชนเป็นไปด้วยความล่าช้า ถึงวันนี้รัฐสามารถจัดการฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนได้เพียง 1.7 ล้านคนเท่านั้น มีผู้ติดเชื้อใกล้ 1 แสนคนแล้ว และมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสเพิ่มทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องตำหนิการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อรัฐบาลทราบอยู่แล้วว่าผู้ผลิตวัคซีนทั่วโลกจะให้รัฐเป็นผู้นำเข้าเท่านั้น เมื่อเอกชนมีความพร้อมทั้งงบประมาณและบุคลากร รัฐต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานเพื่อให้ได้วัคซีนมา รัฐไม่ควรหวงอำนาจและใจแคบ ผูกขาดการจัดซื้อวัคซีนแต่เพียงผู้เดียว ในภาวะวิกฤติเช่นนี้พลเอกประยุทธ์ไม่ควรเอาชีวิตประชาชนมาเสี่ยงกับความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล&amp;quot; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเสนอแนะให้รัฐบาล โดยเฉพาะ กทม.ดำเนินการตาม ดังนี้ 1.รัฐควรนำผู้ป่วยออกไปอยู่ที่โรงพยาบาล หรือสถานที่รักษา ขณะที่กลุ่มเสี่ยงก็ควรคัดออกจากชุมชนไปเลย ให้ไปอยูในสถานที่ที่จัดให้ 14 วัน เพราะไม่เช่นนั้น เขาก็ยังต้องดำเนินชีวิต ออกไปทำงาน ฯลฯ 2.กทม.ควรให้อำนาจกับผู้อำนวยการเขตในการบูรณาการในแต่ละเขต แล้วประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ โดยมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจะล็อกดาวน์ในเขตต่างๆ รวมถึงดูแลในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น อำนาจในการฉีดวัคซีน ฯลฯ ให้อำนาจเขาจัดการเลยโดยไม่ต้องรวมศูนย์อยู่ที่ กทม.เท่านั้น 3.รัฐ โดย กทม.ควรกำหนดการฉีดวัคซีน โดยแผนการดำเนินการต้องชัดเจน 4.ถ้าพบเจอผู้ติดเชื้อในชุมชนใดควรปิดกั้นชุมชนไปเลย เช่น คลองเตย เมื่อเจอแล้วก็ห้ามบุคคลเดินทางเข้า-ออก แล้วคัดแยกผู้ป่วยให้รวดเร็ว ตอนนี้เขตราชเทวี ห้วยขวาง และวังทองหลาง มีเอกสารที่ชี้ให้เห็นว่าต้องการปิดชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะประกาศว่าจะจัดหาวัคซีนเพิ่มเป็น 150-200 ล้านโดส ก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ เพราะประชาชนยังไม่ทราบเลยว่าวัคซีนดังกล่าวจะมาถึงเมื่อไหร่ และตนเองจะได้รับการฉีดเมื่อไหร่ จะกระจายการฉีดวัคซีนได้อย่างน้อยวันละ 5 แสนโดสได้อย่างไร เพื่อจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ทันสิ้นปีเพื่อจะเปิดประเทศและฟื้นเศรษฐกิจ อีกทั้งยังไม่แน่ใจในคุณภาพของวัคซีนที่เลือกเองไม่ได้ และสงสัยอีกว่าทำไมไม่ดำเนินการสั่งวัคซีนแต่แรก ต้องถูกตำหนิและมีปัญหาก่อนถึงคิดดำเนินการ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์มาตลอด ที่ขาดวิสัยทัศน์ไม่เคยคิดล่วงหน้า ต้องถูกตำหนิอย่างรุนแรงเสียก่อนถึงจะคิดแก้ไข.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102458</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ฉีดวัคซีน, วัคซีนโควิด, สร้างความมั่นใจประชาชนที่จะรับวัคซีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_6099426156036.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
