<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2019 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2019 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพภาคที่ 1- กทม.-พอช. จับมือชุมชน เปิดพื้นที่สร้างเขื่อนระบายน้ำ-พัฒนาคลองเปรมฯ  ประเดิมรื้อย้าย-สร้างบ้านใหม่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร จำนวน 197 หลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พลโทธรรมนูญ&amp;nbsp; วิถี&amp;nbsp; แม่ทัพภาค 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานบอร์ด พอช.ร่วมมอบงบสนับสนุนการก่อสร้างบ้านใหม่ชุมชนริมคลองเปรมประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คลองเปรมประชากร / พอช.-กองทัพภาคที่ 1- กทม.จับมือชาวคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; จัดกิจกรรม &amp;ldquo;รื้อบ้านเดิม&amp;nbsp; สร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; คืนน้ำใสให้คลองเปรมฯ&amp;rdquo; เพื่อเปิดพื้นที่สร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมและพัฒนาพื้นที่ชุมชนริมคลองเปรมฯ&amp;nbsp; ประเดิมรื้อย้ายชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร รวม 197 หลัง&amp;nbsp; โดยจะเริ่มสร้างบ้านใหม่ภายในปีนี้ เผยเป้าหมายพัฒนาทั้งคลองเปรมฯ ในกรุงเทพฯ 32 ชุมชน&amp;nbsp; และ 6 หมู่บ้านใน จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; รวม 6,386 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;คลองเปรมประชากรเป็นอีกลำคลองหนึ่งที่รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;  หลังจากที่ได้ดำเนินการไปแล้วในคลองลาดพร้าว ตามแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 โดยรัฐบาลมอบหมายให้กรุงเทพมหานครก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลของน้ำในคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;สภาพชุมชนที่รุกล้ำลำคลองเปรมประชากร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จะดำเนินการเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง โดยประชาชนที่สร้างบ้านเรือนรุกล้ำคลองจะต้องรื้อย้ายบ้านออกจากคลองและแนวเขื่อนซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ รองรับชาวบ้าน 32 ชุมชนในเขตจตุจักร หลักสี่ และดอนเมือง และอีก 6 หมู่บ้านในเขต จ.ปทุมธานี รวมทั้งหมด 6,386 ครัวเรือน &amp;nbsp;ทั้งนี้ตลอดช่วงปี 2562&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้จัดเวทีประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชนริมคลองเปรมฯ ครบแล้วทุกชุมชน&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนส่วนใหญ่พร้อมเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ล่าสุดวันนี้ (15 พ.ย.) ตั้งแต่เวลา 9.00-12.00 น. ที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 ริมคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; สำนักงานเขตจตุจักร&amp;nbsp; จัดกิจกรรม &amp;ldquo;รื้อบ้านเดิม&amp;nbsp; สร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; คืนน้ำใสให้คลองเปรมฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยมีพลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; นายอาฤทธิ์ ศรีทอง ผู้อำนวยการเขตจตุจักร &amp;nbsp;ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; และชาวชุมชนริมคลองเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน&amp;nbsp; เพื่อเปิดพื้นที่พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เป็นชุมชนแรก จำนวน&amp;nbsp; 197 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเริ่มรื้อย้ายบ้านชุดแรกจำนวน&amp;nbsp; 17 หลังในวันนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรกจำนวน 20 หลัง&amp;nbsp; และทะยอยรื้อย้ายและก่อสร้างเฟสต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;พลโทธรรมนูญ&amp;nbsp; วิถี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากรให้มีความสุข&amp;nbsp; มีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัยจะสำเร็จได้นอกจากการสนับสนุนของรัฐแล้ว&amp;nbsp; ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องเป็นประการสำคัญ&amp;nbsp; และความเข้มแข็งของชุมชนจะเป็นกำลังหลักในขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จ&amp;nbsp; โดยชุมชนประชาร่วมใจ 2 เป็นชุมชนแรกที่เริ่มรื้อบ้านเพื่อเตรียมการก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ซึ่งแสดงถึงความสามัคคีของพี่น้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;กองทัพยังคงเฝ้ารอที่จะดีใจกับชาวชุมชนทุกท่านอีกครั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่พี่น้องจะได้มีบ้านหลังใหม่ที่สวยงาม&amp;nbsp; และที่สำคัญ คือ สามารถเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยได้อย่างถูกต้อง&amp;nbsp; และสามารถถือกรรมสิทธิ์ในตัวบ้านได้&amp;nbsp; โดยทางกองทัพได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน&amp;nbsp; กองพลทหารม้าที่ 2&amp;nbsp; รักษาพระองค์&amp;nbsp; ประสานงานและช่วยเหลือพี่น้องอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp; จนกว่าทุกท่านจะย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่&amp;rdquo; พลโทธรรมนูญกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต ประธานคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า เขตจตุจักรมีชุมชนริมคลองเปรมประชากร จำนวน 5 ชุมชน ซึ่งปัจจุบันได้เข้าร่วมโครงการแล้วทั้งหมด โดยจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ 3 สหกรณ์&amp;nbsp; ซึ่ง พอช.ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างบ้านใหม่ รวม 91.23 ล้านบาท โดยจะเริ่มรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป&amp;nbsp; เริ่มจากชุมชนประชาร่วมใจ 2&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp; มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการทั้งหมด&amp;nbsp; 197 ครัวเรือน อยู่อาศัยในที่ดินราชพัสดุเนื้อที่&amp;nbsp; 10 ไร่ 3 งานเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมธนารักษ์ให้เช่าที่ดินระยะเวลา 30 ปี (เมื่อหมดสัญญาสามารถต่อได้อีกครั้งละ 30 ปี)&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเริ่มรื้อย้ายบ้าน 17 หลังในวันนี้   คาดว่าจะใช้เวลารื้อย้าย 1 เดือน&amp;nbsp; และจะเริ่มสร้างบ้านใหม่ 20 หลังได้ก่อนสิ้นปี 2562&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4x7 ตารางเมตร และ 5x6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ผ่อนชำระกับสหกรณ์&amp;nbsp; 2,579 บาทต่อเดือน&amp;nbsp; ระยะเวลา 20 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ร่วมรื้อบ้านชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจุตจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 3 ประการของพี่น้อง&amp;nbsp; ได้แก่&amp;nbsp; 1.ชาวชุมชนมีความร่วมมือร่วมใจตามชื่อของชุมชน&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ประชาร่วมใจ&amp;rsquo; &amp;nbsp;ถ้าผู้นำและชาวบ้านไม่ร่วมมือเข้มแข็งเช่นนี้ ความสำเร็จคงเกิดขึ้นยาก 2.ส่วนราชการให้ความร่วมมือ ทั้งทหาร กองทัพบก&amp;nbsp; กทม. พอช. ธนารักษ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประปา ไฟฟ้านครหลวง รวม 12 หน่วยงาน&amp;nbsp; 3. รัฐบาลเร่งรัดติดตาม เพราะเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ที่ได้ทุ่มเท ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของพี่น้องชุมชนคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าวอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายไมตรีกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาฤทธิ์&amp;nbsp; ศรีทอง&amp;nbsp; ผู้อำนวยการเขตจตุจักร&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สำนักงานเขตจตุจักรมีความพร้อมในการสนับสนุนการทำงานในทุก ๆ ด้านให้กับชุมชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทฯ&amp;nbsp; โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน &amp;nbsp;มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของผู้นำชุมชนและสมาชิก&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่กระบวนการประชุมจัดตั้งคณะกรรมการชุมชน&amp;nbsp; คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกและให้บริการกับชุมชนในด้านต่าง ๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การร่วมสร้างความเข้าใจกับชุมชน การอนุญาตก่อสร้างบ้านและดำเนินการเรื่องทะเบียนบ้านให้กับบ้านที่ก่อสร้างใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้เมื่อชุมชนก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; สำนักงานเขตจะสนับสนุนให้เกิดระบบสาธารณูปโภคที่มีมาตรฐาน&amp;nbsp; ส่งเสริมการฝึกอาชีพ&amp;nbsp; การพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกด้าน&amp;nbsp; รวมถึงดูแลผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ ในทุกๆ ชุมชน&amp;nbsp; เพื่อให้ได้รับโอกาสและได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กับทุกคนในชุมชนด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.เขตจตุจักรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสมร จันทร์ฉุน &amp;nbsp;ประธานสหกรณ์เคหสถานประชาร่วมใจ 2 จำกัด&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ชาวชุมชนประชาร่วมใจ 2 อยู่กันมานานกว่า 80 ปี&amp;nbsp; ดำเนินชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้านเรือนปลูกสร้างแบบพออยู่พอกินตามฐานะของแต่ละครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมไม่แข็งแรง&amp;nbsp; เมื่อมีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเข้ามา&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงดีใจที่จะได้เข้าร่วมโครงการและพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เพราะเป็นโครงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณและช่วยเรื่องการรื้อย้าย&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองเปรมประชากรของ พอช.&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยรวมตัวเป็นกลุ่มออมทรัพย์และจัดตั้งเป็นสหกรณ์แล้ว&amp;nbsp; ใช้ชื่อ &amp;lsquo;สหกรณ์เคหสถานประชาร่วมใจ 2 จำกัด&amp;rsquo; &amp;nbsp;มีสมาชิก 197 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามแผนงานจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งชุมชนในปี 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านเห็นว่าโครงการนี้จะทำให้ชุมชนมีที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เพราะเห็นตัวอย่างมาจากการพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; ที่มีบ้านใหม่ที่สวยงามมั่นคง&amp;nbsp; มีสภาพแวดล้อมที่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ชีวิตของชาวชุมชนดีขึ้น&amp;nbsp; และพวกเรามั่นใจว่าโครงการนี้จะสามารถพัฒนาได้สำเร็จ&amp;nbsp; จนเป็นที่ยอมรับของชุมชนข้างเคียง และเป็นชุมชนแรกของคลองเปรมประชากรในการพัฒนา&amp;nbsp; และเป็นต้นแบบการพัฒนาให้กับชุมชนอื่น ๆ ริมคลองเปรมประชากรต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างโมเดลบ้านริมคลองเปรมประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;นายธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวถึงการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากรว่า&amp;nbsp; แต่เดิมชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองเปรมประชากรเกือบทั้งหมดปลูกสร้างบ้านบนที่ดินราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ดูแลโดยไม่ได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; และบางส่วนปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงไปในคลองเปรมประชากรทำให้กีดขวางทางเดินน้ำ&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่มั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;รัฐบาลจึงมีนโยบายการพัฒนาตาม &amp;lsquo;แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่คลองเปรมประชากร (ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน) ทำหน้าที่ขับเคลื่อน&amp;nbsp; โดยมีหลายหน่วยงานร่วมดำเนินงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมธนารักษ์ให้ชุมชนเช่าที่ดินอย่างถูกต้องระยะยาวในอัตราผ่อนปรน&amp;nbsp; กรุงเทพมหานครรับผิดชอบก่อสร้างเขื่อนและพัฒนาพื้นที่ริมคลอง&amp;nbsp; กรมส่งเสริมสหกรณ์&amp;nbsp; กรมตรวจบัญชีสหกรณ์&amp;nbsp; การไฟฟ้านครหลวง&amp;nbsp; การประปานครหลวง&amp;nbsp; จังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp; และสำนักงานของกรุงเทพมหานครที่ดูแลพื้นที่&amp;nbsp; โดยมีกองทัพภาคที่ 1 ร่วมสนับสนุนในเรื่องการสร้างความเข้าใจและการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถานเพื่อเช่าที่ดินและบริหารงานก่อสร้าง โดย พอช. สนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือครัวเรือนละ 147,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; (สาธารณูปโภคส่วนกลาง&amp;nbsp; 50,000 บาท&amp;nbsp; งบอุดหนุน&amp;nbsp; 25,000 บาท&amp;nbsp; ลดภาระสร้างบ้าน 72,000 บาท/ครัวเรือน)&amp;nbsp; และสินเชื่อก่อสร้างบ้านไม่เกิน 360,000 บาท/ครัวเรือน&amp;nbsp; ชำระคืนภายใน 20 ปี&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาท/ปี&amp;nbsp; โดยขณะนี้ พอช.ได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือแล้ว 4 สหกรณ์ (7 ชุมชน) รวม&amp;nbsp; 927 ครัวเรือน&amp;nbsp; วงเงิน 145.27 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนการออกแบบที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากรเบื้องต้นมี 3 แบบ&amp;nbsp; เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถในการรับภาระของแต่ละครัวเรือน&amp;nbsp; คือ 1.บ้านแถว 1 ชั้น&amp;nbsp; ขนาด&amp;nbsp; 4x7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคาประมาณ&amp;nbsp; 290,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระ 1,500&amp;nbsp; บาท/เดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.บ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4x7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคาประมาณ&amp;nbsp; 450,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระ 2,600 บาท/เดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 3.บ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 5x6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคาประมาณ&amp;nbsp; 450,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระ 2,600 บาท/เดือน&amp;nbsp; ระยะเวลา 20 ปี&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในกรณีที่บางชุมชนมีครัวเรือนเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ยากไร้&amp;nbsp; รัฐบาลก็จะพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือเป็นกรณี ๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายธนัชกล่าวด้วยว่า แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร
มีกรอบแนวคิดในการดำเนินงาน 4 ด้าน คือ 1. ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมของเมือง&amp;nbsp; เช่น การสร้างเขื่อนริมคลองเปรมฯ&amp;nbsp; อุโมงค์ระบายน้ำ&amp;nbsp; ระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; 2.ด้านการพัฒนาชุมชนริมคลอง ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาที่อยู่อาศัยของทุกครัวเรือนที่อยู่ริมคลอง 3. ด้านการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และ 4. ด้านกฏหมายและการขับเคลื่อนงาน มีระยะเวลาดำเนินการ 9 ปี ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2570 ซึ่งหลังจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยดำเนินการได้แล้วเสร็จ ในระยะต่อไปแผนนี้จะมีการดำเนินการอีกหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์กับชุมชนและส่วนรวม อาทิ การขุดลอกคลองเพื่อให้ระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ การเชื่อมต่อระบบขนส่ง ล้อ-ราง-เรือ ในอนาคต รวมถึงการสนับสนุนชุมชนให้มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งในเรื่องอาชีพ รายได้ และมีโอกาสที่จะเห็นตลาดน้ำเกิดขึ้นในคลองเปรมประชากรในเวลาไม่นานนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตัวอย่างบ้านที่สร้างเสร็จแล้วในคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;ldquo;พอช. กำหนดแผนดำเนินการ 4 ปี คือตั้งแต่ปี 2562 &amp;ndash; 2565&amp;nbsp; โดยใช้รูปแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; เช่นเดียวกันกับการดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการ เริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เพื่อเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ มีการออกแบบและวางผังร่วมกันทั้งชุมชนเพื่อขออนุญาตปลูกสร้างบ้านใหม่จากกรมธนารักษ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกเป็นผู้อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้จะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวชุมชนก็จะช่วยกันดูแลคลองให้ใสสะอาด และร่วมกันพัฒนาพื้นที่ริมคลองให้สวยงาม&amp;nbsp; สามารถใช้เป็นเส้นทางขี่จักรยานเลียบคลองหรือวิ่งออกกำลังกายได้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายธนัชกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองเปรมประชากรตามแผนงานจะมีความยาวทั้งหมดประมาณ 27 กิโลเมตร เริ่มจากพื้นที่ริมคลองเปรมฯ ในเขตจตุจักร-หลักสี่-ดอนเมืองถึงปทุมธานี ขนาดความกว้างของสันเขื่อนคือ 3 เมตร ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่ปี 2562-2565&amp;nbsp; โดยสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; รับผิดชอบในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ&amp;nbsp; กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp; รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ขณะนี้เริ่มสร้างเขื่อนฯ นำร่องจากคลองบ้านใหม่ถึงสะพานข้ามคลองบริเวณหมู่บ้านแกรนด์คาแนล&amp;nbsp; เขตดอนเมือง ระยะทางตามแนวเขื่อนทั้งสองฝั่งรวม 460 เมตร ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;นอกจากนี้ ตามแผนแม่บทฯ ยังมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากร จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2562-2566 เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตบางเขน เขตจตุจักร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 109 ตารางกิโลเมตร&amp;nbsp; เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ รวมถึงยังช่วยรับน้ำฝนที่ระบายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง&amp;nbsp; คือ จ.นนทบุรีและ จ.ปทุมธานี และสามารถสูบน้ำกลับเพื่อเจือจางน้ำเสียในคลองเปรมประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;เขื่อนฯ ในคลองเปรมประชากรเริ่มสร้างบริเวณคลองบ้านใหม่ถึงสะพานข้ามคลองหมู่บ้านแกรนด์คาแนล&amp;nbsp; เขตดอนเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50347</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพภาคที่ 1, ที่อยู่อาศัย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สร้างบ้าน, สร้างเขื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191115/image_big_5dce49e47a5e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.และภาคีเครือข่ายร่วมซ่อมสร้างบ้านเรือนที่เสียหายจากน้ำท่วมขอนแก่น 461 หลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขอนแก่น/ พอช.และภาคีเครือข่ายร่วมซ่อมสร้างบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่&amp;nbsp; อ.บ้านไผ่&amp;nbsp; รวม 461 หลัง&amp;nbsp; คาดจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือนธันวาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณรวม 8 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มอบเงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัย 2 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากเหตุการณ์พายุโพดุลพัดถล่มพื้นที่หลายจังหวัดภาคอีสานในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่&amp;nbsp; อ.บ้านไผ่&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; มีชาวบ้านได้รับผลกระทบกว่า 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; ขณะที่หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ได้ร่วมกันช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเริ่มซ่อมแซมบ้านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีแรงงานจิตอาสาที่เป็นช่างชุมชนจากเครือข่ายช่างชุมชนหลายจังหวัด&amp;nbsp; รวมทั้งทหารในพื้นที่ร่วมกันซ่อมแซมบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม&amp;nbsp; นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ได้เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดงาน &amp;nbsp;&amp;lsquo;มหกรรมซ่อมแซมบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยชุมชนและภาคี&amp;rsquo;&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมโรงเรียนวัดจันทร์ประสิทธิ์ &amp;nbsp;เทศบาลเมืองบ้านไผ่&amp;nbsp; อ.บ้านไผ่&amp;nbsp; โดยมีนายวรทัศน์ ธุรีจันทร์ &amp;nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; มณฑลทหารบกที่ 23 &amp;nbsp;หน่วยงานในท้องถิ่น &amp;nbsp;มูลนิธิขอนแก่นทศวรรษหน้า &amp;nbsp;สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมือง &amp;nbsp;คณะผู้บริหาร พอช. และผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 1,000 คนเข้าร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายไมตรี &amp;nbsp;ประธานคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชาวบ้าน&amp;nbsp; และให้กำลังใจช่างชุมชนที่มาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือน&amp;nbsp; รวมทั้งมอบบ้านมั่นคงและบ้านที่ซ่อมแซมแล้ว&amp;nbsp; จำนวน 248&amp;nbsp; ครัวเรือนให้กับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้มอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านจำนวน 461 ครัวเรือน &amp;nbsp;งบประมาณรวม 8.3 ล้านบาท &amp;nbsp;มอบเงินสงเคราะห์จากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้แก่ผู้ประสบภัยจำนวน &amp;nbsp;500 ครอบครัว &amp;nbsp;เป็นเงิน 2 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;และมอบประกาศนียบัตรแก่ขบวนช่างชุมชนที่มาช่วยซ่อมแซมบ้านให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายไมตรี &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; อยากขอบคุณและชื่นชมพี่น้องช่างชุมชนที่รวมพลังเป็นจิตอาสา &amp;nbsp;ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน ช่วยเหลือพี่น้องที่ยากลำบากเมื่อเกิดอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ของอำเภอบ้านไผ่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่มาร่วมกันทั้งเทศบาล&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมาร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาบ้านเรือนและชุมชนต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะต้องคำนึงถึงการสร้างครอบครัวที่มีรายได้ &amp;nbsp;มีอาชีพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีงานทำ &amp;nbsp;มีสุขภาวะ &amp;nbsp;มีการศึกษา &amp;nbsp;การมีส่วนร่วมของชุมชน &amp;nbsp;มีสิทธิพลเมือง &amp;nbsp;รวมทั้งการสร้างและซ่อมแซมบ้านให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย &amp;nbsp;เพราะในอีกไม่กี่ปีประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย&amp;nbsp; ฉะนั้นจะต้องตอบโจทก์ผู้สูงวัย &amp;nbsp;ซึ่งทางเทศบาลเมืองขอนแก่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้ามาดูแลพี่น้อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; ก็จะเข้ามาดูแลพี่น้อง&amp;nbsp; ทั้งเด็ก &amp;nbsp;สตรี &amp;nbsp;และคนพิการ &amp;nbsp;ดูแลเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ที่บ้านไผ่จะเผชิญกับปัญหาที่ดินในเขตเทศบาลที่พี่น้องบางส่วนไปใช้ที่หลวง &amp;nbsp;แต่วันดีคืนดีบ้านเมืองจะพัฒนา &amp;nbsp;โดยจะมีรถไฟรางคู่ &amp;nbsp;เพราะฉะนั้นจึงกระทบกับการก่อสร้าง &amp;nbsp;เราก็ต้องมาวางแผนช่วยพี่น้องที่อยู่ในที่ที่ไม่ถูกต้อง ให้ถูกต้อง &amp;nbsp;โดยอาจย้ายไปอยู่ในที่ของเทศบาล&amp;nbsp; หรือทางราชการหาที่ให้พี่น้อง &amp;nbsp;พี่น้องก็ควรจะตอบรับ &amp;nbsp;เราจะช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ให้กับพี่น้อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้พี่น้องถอยหลังมาก้าวเดียวแล้วเดินหน้าใหม่อีกสามก้าว&amp;quot; นายไมตรีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นางสาวเพลิน ภูแล่นกี่ &amp;nbsp;ผู้แทนชาวชุมชนพระธรรมสาร กล่าวว่า &amp;nbsp;จากเหตุการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่&amp;nbsp; คณะกรรมการบ้านมั่นคงเมืองบ้านไผ่ได้ร่วมกับสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเทศบาลเมืองบ้านไผ่&amp;nbsp; ลงพื้นที่สำรวจผู้เดือดร้อนจำนวน&amp;nbsp; 39&amp;nbsp; ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ &amp;nbsp;พบว่า &amp;nbsp;มีชุมชนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 26 &amp;nbsp;ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย จำนวน &amp;nbsp;1,448&amp;nbsp; ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ต่อมาจึงได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้เดือดร้อนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายลำดับแรก คือ ครัวเรือนในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง และครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายในชุมชนต่าง ๆ&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นจำนวน 461 ครัวเรือน จำนวน &amp;nbsp;8 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว จำนวน&amp;nbsp; 500 หลังคาเรือน ๆ ละ 4,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; รวมเป็นเงิน&amp;nbsp; 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาย บานชื่น ผู้แทนช่างชุมชนบ้านไผ่ กล่าวว่า การดำเนินงานซ่อม-สร้างบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วม &amp;nbsp;มีหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญและเข้ามาทำงานร่วมกัน ได้แก่ เทศบาลเมืองบ้านไผ่ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขอนแก่น มณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ &amp;nbsp;ช่างอาสาขบวนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;และช่างอาสาจากเครือข่ายสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ร่วมกันซ่อมแซมบ้านเรือนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าการซ่อมแซม-สร้างบ้าน จำนวน 461 หลังจะแล้วเสร็จภายใน 90 วันหรือประมาณปลายเดือนธันวาคมนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ &amp;lsquo;โพดุล&amp;rsquo; ในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่&amp;nbsp; ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ( World Habitat &amp;nbsp;Day) ปี 2562&amp;nbsp; ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ร่วมกับขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; จัดกิจกรรมขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ตลอดช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;บ้านมั่นคง บ้านโดยชุมชน ร่วมกันสร้าง Collective Housing&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งประชาชนที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48999</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ, ผู้ประสบภัย, พอช.และภาคีเครือข่าย, มหกรรมซ่อมแซมบ้าน, สร้างบ้าน, ไมตรี  อินทุสุต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db6644bc4a32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รำลึก 1 ปีดินโคลนถล่มบ้านชาวลัวะห้วยขาบ จ.น่าน ทหารช่างเตรียมช่วยสร้างบ้านพักถาวรหลัง บ.รับเหมาทิ้งงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จ.น่าน / &amp;nbsp;จัดงานรำลึกครบรอบ 1 ปีดินโคลนถล่มบ้านชาวลัวะห้วยขาบ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน&amp;nbsp; ชาวบ้านวอนรัฐเร่งสร้างบ้านพักถาวรเพราะอยู่บ้านพักชั่วคราวคับแคบมานานเกือบ 1 ปีแล้ว&amp;nbsp; เผยงานก่อสร้างบ้านพักถาวร 60 หลังล่าช้าเพราะติดปัญหาสภาพพื้นที่เป็นภูเขา&amp;nbsp; การขนส่งลำบาก&amp;nbsp; มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้บริษัทรับเหมาทิ้งงานสร้างบ้าน 30 หลัง&amp;nbsp; ด้านกองทัพภาคที่ 3 จ.พิษณุโลกเตรียมส่งทหารช่างช่วยสร้างบ้าน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากเหตุการณ์ดินจากภูเขาถล่มลงใส่หมู่บ้านชาวลัวะ&amp;nbsp; บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; ต.บ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;ทำให้บ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่บริเวณเชิงเขาถูกดินถล่มพังทลาย 4 หลัง&amp;nbsp; และเสียหายบางส่วน 2 หลัง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต 8&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราย&amp;nbsp; ต่อมาทางจังหวัดน่านมีคำสั่งอพยพชาวห้วยขาบทั้งหมู่บ้าน&amp;nbsp; 60 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากร 253 คน&amp;nbsp; ลงมาพักอาศัยที่บ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; บริเวณสนามกีฬา&amp;nbsp; อบต.ดงพญา &amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; เพื่อรอการสร้างบ้านพักถาวรในที่ดินแปลงใหม่ โดยมีพิธีลงเสาเอกสร้างบ้านเมื่อปลายเดือนมกราคม 2562 &amp;nbsp;ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีนี้&amp;nbsp; แต่จนถึงบัดนี้การก่อสร้างบ้านพักถาวรและสาธารณูปโภคต่างๆ ยังมีความล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดวันนี้ (9 สิงหาคม)&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;รำลึกภัยพิบัติดินโคลนถล่มบ้านห้วยขาบ&amp;rsquo; ที่บริเวณบ้านห้วยขาบเดิม ต.บ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp; อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ร่วมจัดโดยหน่วยงานภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; (องค์การมหาชน) บริษัทไทยเบฟเวอเรจ&amp;nbsp; จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;อำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จ.น่าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีการทำบุญอุทิศกุศลและรำลึกผู้เสียชีวิต&amp;nbsp; การเสวนาแลกเปลี่ยนเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ&amp;nbsp; ความคืบหน้าการสร้างบ้านพักถาวร&amp;nbsp; โดยมีนายสัมฤทธิ์&amp;nbsp; สวามิภักดิ์&amp;nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; มีชาวห้วยขาบและผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนในภาคเหนือเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 150&amp;nbsp; คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายภานุวิชญ์ &amp;nbsp;จันที&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp; ในฐานะผู้แทนชาวบ้านห้วยขาบกล่าวถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวห้วยขาบในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบทั้งหมดจำนวน 60 ครัวเรือน&amp;nbsp; 253&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ต้องย้ายออกจากหมู่บ้านเดิมมาอยู่ในบ้านพักชั่วคราวตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2561 &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนงบประมาณและช่วยกันก่อสร้าง&amp;nbsp; เป็นห้องแถวสังกะสี&amp;nbsp; แต่สภาพค่อนข้างคับแคบ&amp;nbsp; กว้างยาวประมาณ&amp;nbsp; 4X4 ตารางเมตร&amp;nbsp; ต้องอยู่กันอย่างแออัด&amp;nbsp; ไม่มีห้องน้ำในตัว&amp;nbsp; ต้องใช้ห้องน้ำรวม&amp;nbsp; และตั้งอยู่ไกลจากบ้านพัก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คนลัวะจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่&amp;nbsp; บ้านหลังหนึ่งอยู่รวมกันไม่ต่ำกว่า 4&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; บางหลังมี 7-8 คน&amp;nbsp; พอมาอยู่บ้านพักชั่วคราวจึงต้องอยู่อย่างแออัดยัดเยียด&amp;nbsp; ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนก็ยิ่งลำบาก&amp;nbsp; เพราะบ้านสร้างด้วยสังกะสี&amp;nbsp; มีหน้าต่างบานเดียว&amp;nbsp; อากาศไม่ค่อยถ่ายเท&amp;nbsp; ยุงก็เยอะ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็สุขภาพจิตไม่ดี&amp;nbsp; ทำให้ซึมเศร้า&amp;nbsp; จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ช่วยกันเร่งสร้างบ้านถาวร&amp;nbsp; เพราะมีพิธีลงเสาเอกไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ตามแผนงานจะใช้เวลาสร้างประมาณ 6 เดือน&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เลยกำหนดแล้ว&amp;nbsp; แต่ยังสร้างบ้านตัวอย่างได้แค่ 2 หลัง&amp;nbsp; และยังสร้างไม่เสร็จ&amp;nbsp; ชาวบ้านอยากได้บ้านใหม่เร็วๆ&amp;nbsp; จะได้อยู่ดีกว่าเดิม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนชาวห้วยขาบบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สภาพบ้านพักชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้การก่อสร้างบ้านพักถาวรให้กับประชาชนที่ประสบภัยบ้านห้วยขาบจำนวน 60 หลังคาเรือน&amp;nbsp; ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 22,500,000 บาท &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;อุดหนุนการสร้างบ้าน&amp;nbsp; และการประกอบอาชีพ&amp;nbsp; รวม 1,320,000 บาท &amp;nbsp;อบต.ดงพญา&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค สนับสนุนการจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; ประมาณ 4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ตามแผนงานจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา &amp;nbsp;6 เดือน&amp;nbsp; หรือภายในเดือนกรกฎาคม 2562&amp;nbsp; นี้&amp;nbsp; โดยมีพิธียกเสาเอกเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยพลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในขณะนั้น&amp;nbsp; เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้จังหวัดน่านใช้ที่ดินบริเวณป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ป่าผาแดง &amp;nbsp;หมู่ที่ 2&amp;nbsp; ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน &amp;nbsp;ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบที่เกิดภัยดินถล่มประมาณ 3 กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื้อที่ 39 ไร่ &amp;nbsp;เพื่อสร้างบ้านพักถาวรและเป็นที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน&amp;nbsp; ระยะเวลาอนุญาตให้ใช้ที่ดิน (ช่วงแรก) 30 ปี&amp;nbsp; ตั้งแต่มกราคม 2562 - มกราคม&amp;nbsp; 2592&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะได้รับการจัดสรรที่ดินสร้างบ้านและทำกินครัวเรือนละ 120&amp;nbsp; ตารางวา (ยังสามารถเข้าทำกินในที่ดินเดิมที่บ้านห้วยขาบได้) สร้างบ้านขนาด&amp;nbsp; 5X8 ตารางเมตร&amp;nbsp; (มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น)&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นปูนและเหล็ก &amp;nbsp;รูปแบบบ้านประยุกต์มาจากบ้านของชาวลั๊วะ &amp;nbsp;ราคาก่อสร้างประมาณหลังละ&amp;nbsp; 269,924 -293,014 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;บ้านพักถาวรเพิ่งสร้างได้ 2 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; การก่อสร้างบ้านพักถาวรในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; บริษัทไทยเบฟฯ ได้ว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 2 ราย&amp;nbsp; สร้างบ้านรายละ 30 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การก่อสร้างบ้านในช่วงที่ผ่านมาเกิดความล่าช้า&amp;nbsp; เนื่องจากทางเข้าพื้นที่ก่อสร้างบ้านเป็นเนินเขาสูงต้องทำถนนและปรับพื้นที่&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขนส่งวัสดุก่อสร้างต้องสั่งมาจาก อ.ปัว&amp;nbsp; ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.บ่อเกลือประมาณ 60 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เส้นทางเป็นภูเขาคดเคี้ยว&amp;nbsp; ทำให้การขนส่งลำบาก ใช้เวลาขนส่งประมาณ 2 ชั่วโมง &amp;nbsp;จึงมีค่าใช้จ่ายสูง&amp;nbsp; บริษัทรับเหมารายหนึ่งจึงทิ้งงานไปในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การก่อสร้างบ้านทั้งหมด 60 หลัง&amp;nbsp; ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างบ้านตัวอย่าง 2 หลัง&amp;nbsp; ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการก่อสร้างงานฐานรากและโครงหลังคา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสัมฤทธิ์&amp;nbsp; รอง ผวจ.น่าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสัมฤทธิ์&amp;nbsp; สวามิภักดิ์&amp;nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัญหาความล่าช้าเรื่องการก่อสร้างบ้านพักถาวรนั้น&amp;nbsp; ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ&amp;nbsp; และได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาแล้ว&amp;nbsp; โดยผู้บัญชาการทหารบกจะเอาทหารช่างมาช่วยสร้างบ้านให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; คาดว่าภายในปลายปีนี้การก่อสร้างบ้านจะแล้วเสร็จ&amp;nbsp; รวมทั้งเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; น้ำประปา&amp;nbsp; ซึ่งหากจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดคงจะเป็นเดือนธันวาคม 2564 &amp;nbsp;นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ จะเข้ามาช่วยส่งเสริมอาชีพชาวบ้านเพื่อให้มีรายได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเพาะเห็ด&amp;nbsp; การส่งเสริมเรื่องกาแฟอินทรีย์&amp;nbsp; และการปลูกถั่วดาวอินคา&amp;nbsp; รวมทั้งผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว เพราะอำเภอบ่อเกลือเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเที่ยวชมธรรมชาติ&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;มีรายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า จากปัญหาการก่อสร้างบ้านพักถาวรให้ชาวห้วยขาบมีความล่าช้า&amp;nbsp; ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเพราะอยู่บ้านชั่วคราวมานาน 1 ปี&amp;nbsp; สภาพบ้านคับแคบและแออัด&amp;nbsp; ทางกองทัพภาคที่ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดน่านแล้ว&amp;nbsp; โดยกองทัพภาคที่ 3 จะส่งทหารช่างจากจังหวัดพิษณุโลกเข้ามาช่วยก่อสร้างบ้านแทนบริษัทเอกชนที่ทิ้งงานไป จำนวน 30 หลัง&amp;nbsp; โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; และจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สภาพหมู่บ้านห้วยขาบในหุบเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สภาพบ้านที่โดนดินถล่มเมื่อเดือนกรกฏาคม 2561&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43081</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.น่าน, พอช., ภานุวิชญ์  จันที, รำลึกภัยพิบัติดินโคลนถล่มบ้านห้วยขาบ, สร้างบ้าน, สัมฤทธิ์  สวามิภักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4d20cf4f687.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2019 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2019 06:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนหนองโรงใช้แผนพัฒนาตำบลสร้างเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวชุมชน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ตำบลหนองโรง &amp;nbsp;อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ประมาณ 95,931ไร่ &amp;nbsp;มี&amp;nbsp; 17 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 6,600 คน&amp;nbsp; สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนิน&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ปลูกมันสำปะหลัง&amp;nbsp; อ้อย&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ทำตาล &amp;nbsp;เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; รับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ในอดีตหนองโรงเคยเป็นเส้นทางเดินทัพสมัยสงครามไทย-พม่า&amp;nbsp; และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นฐานลับของขบวนการเสรีไทย&amp;nbsp; นอกจากนี้ชาวหนองโรงยังมีประวัติในการต่อสู้ร่วมกันเพื่อรักษาผืนป่าที่เป็นแหล่งอาหารและแหล่งใช้สอยประโยชน์ของชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะผืนป่าบริเวณบ้านห้วยสะพาน&amp;nbsp; หมู่ที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกับเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองโรง&amp;nbsp; และร่วมกันฟื้นฟูสภาพป่าที่เคยเสื่อมโทรมจนกลับมาเขียวขจี&amp;nbsp; กลายเป็นแหล่งอาหารและสมุนไพรของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;จากป่าเสื่อมโทรมสู่&amp;nbsp; 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัลลูกโลกสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สมพร&amp;nbsp; ปานโต&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สมัยก่อนพื้นที่ป่าหนองโรงยังมีต้นไม้หนาแน่น&amp;nbsp; แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่&amp;nbsp; 2 มีการตัดไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างบ้าน&amp;nbsp; ทำรางรถไฟ&amp;nbsp; ส่งไม้ไผ่เข้าโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ&amp;nbsp; เมื่อป่าหมดไป&amp;nbsp; ราวปี 2515&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; นายทุนจากต่างถิ่นได้เข้ามาจับจองพื้นที่และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อยและมันสำปะหลังเพื่อส่งขายโรงงาน&amp;nbsp; จนผืนป่าเหี้ยนเตียน&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ&amp;nbsp; และแหล่งอาหารของชาวบ้าน&amp;nbsp; เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;จนถึงช่วงปี 2516-2517&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นช่วงประชาธิปไตยเฟื่องฟู&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนาทั่วประเทศรวมกลุ่มกันเรียกร้องสิทธิต่างๆ&amp;nbsp; ชาวหนองโรงจึงได้รวมตัวกันทวงผืนป่าจากนายทุน&amp;nbsp; แต่ชาวบ้านกลับถูกลอบทำร้าย&amp;nbsp; จนต้องยกขบวนไปเรียกร้องต่อทางราชการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; จนประสบผลสำเร็จในปี 2517 &amp;nbsp;ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันรังวัดผืนป่าและทำแนวเขตป่า&amp;nbsp; ได้เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,008 ไร่&amp;nbsp; หลังจากนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันดูแลไม่ให้นายทุนบุกรุกป่า&amp;nbsp; แต่ก็ยังไม่ได้ฟื้นฟูป่าอย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพราะสภาพป่ายังเสื่อมโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านใช้ประโยชน์โดยเอาวัวควายไปเลี้ยง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ประมาณปี&amp;nbsp; 2539&amp;nbsp; หน่วยงานจากกรมป่าไม้&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; ได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; เอากล้าไม้มาให้ปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า&amp;nbsp; จัดอบรมให้ชาวบ้านมีความรู้ในการดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ทำแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมกันกำหนดระเบียบในการใช้พื้นที่ป่า &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ห้ามล่าสัตว์ &amp;nbsp;ห้ามขุดแย้ &amp;nbsp;ห้ามขุดบึ้ง &amp;nbsp;ห้ามตัดไม้ &amp;nbsp;ห้ามตีผึ้ง &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;แต่ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เก็บผักหวาน &amp;nbsp;มะขาวป้อม &amp;nbsp;ตะคร้อ &amp;nbsp;หรือพืชยาสมุนไพร รวมทั้งเก็บหน่อไม้และเห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดโคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;หลายปีผ่านไป&amp;nbsp; ป่าจึงเริ่มฟื้นตัว&amp;nbsp; พืช&amp;nbsp; ผัก&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; และสมุนไพรต่างๆ ที่เคยหายไปเริ่มผุดหน่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผุดต้นออกมา&amp;nbsp; ให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านได้เก็บกินและใช้ประโยชย์จากป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านห้วยสะพาน &amp;nbsp;บ้านใหม่ &amp;nbsp;บ้านหนองกระจันทร์ และบ้านดอนเจริญ&amp;nbsp; และร่วมกันจัดตั้งเป็นป่าชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในปี 2542 &amp;nbsp;ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีได้รับการคัดเลือกจากกรมป่าไม้ให้เป็น&amp;nbsp; &amp;quot;ป่าพื้นบ้าน อาหารชุมชนดีเด่นระดับเขต&amp;quot;&amp;nbsp; ในปี 2543 ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรีให้เป็น &amp;quot;พื้นที่ตำบลเขียวขจีดีเด่น&amp;quot; ระดับจังหวัด&amp;nbsp; มีพืชและสมุนไพรต่างๆ&amp;nbsp; กว่า 200&amp;nbsp; ชนิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดเผาะ&amp;nbsp; เห็ดโคน&amp;nbsp; เห็ดขอน&amp;nbsp; กุ่ม &amp;nbsp;ขี้เหล็ก จัน &amp;nbsp;ตำลึง &amp;nbsp;นมแมว &amp;nbsp;ผักหวาน &amp;nbsp;ย่านาง &amp;nbsp;มะขามป้อม สารภี &amp;nbsp;มะตูม หว้า ผักเสี้ยน เถาวัลย์เปรียง สะเดา&amp;nbsp; แจง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างสมุนไพรที่สำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;แจง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นไม้ยืนต้น&amp;nbsp; ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง &amp;nbsp;รากและลำต้นนำมาต้มดื่มบำรุงธาตุ&amp;nbsp; บำรุงร่างกาย ใบเอามาใช้บ่มผลไม้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องใช้แก็ส&amp;nbsp; รากเอามาฝนกับมะนาวเพื่อแก้ไอ&amp;nbsp; ลำต้นเอามาเผาทำดินปืน&amp;nbsp; ต้นและยอดเป็นยาแก้ไข้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดอกและยอดอ่อนนำมาดองกินเป็นอาหารพื้นบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการรวมกลุ่มกันอนุรักษ์ป่าชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งดูแลป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองโรงที่อยู่ติดกับป่าชุมชนมาอย่างต่อเนื่องแล้ว&amp;nbsp; ในปี 2546 ชุมชนยังได้ร่วมกันจัดตั้ง &amp;lsquo;กลุ่มเยาวชนบ้านห้วยสะพานสามัคคี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ร่วมกันดูแลรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; โดยมีกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเพาะกล้าไม้&amp;nbsp; ปลูกต้นไม้เพิ่มเติม&amp;nbsp; ลาดตระเวนร่วมกับผู้ใหญ่เพื่อดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ทำแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; โดยเฉพาะการนำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;lsquo;เพลงเหย่ย&amp;rsquo; มาถ่ายทอดเป็นบทเพลงเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และดูแลป่า&amp;nbsp; นำไปแสดงในงานสำคัญของตำบล แสดงต้อนรับผู้มาเยือน&amp;nbsp; รวมทั้งงานรับเชิญต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปี 2548 &amp;nbsp;คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีส่งผลงานการอนุรักษ์ป่าชุมชนเข้าร่วมประกวดรางวัล&amp;nbsp; &amp;lsquo;ลูกโลกสีเขียว&amp;nbsp; ครั้งที่ 7&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่จัดขึ้นโดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)&amp;nbsp; ผลปรากฏว่าได้รับรางวัลทั้งในประเภทชุมชน&amp;nbsp; (ชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีใช้ป่าชุมชนเป็นสะพานสู่การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม) และรางวัลประเภทกลุ่มเยาวชน (กลุ่มเยาวชนบ้านห้วยสะพานสามัคคี&amp;nbsp; พลังการอนุรักษ์ที่ขับขานผ่านบทเพลง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2,094&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่ (รวมเนื้อที่บางส่วนของป่าสงวนฯ ห้วยโรง)&amp;nbsp; มีคณะกรรมการดูแลรักษาป่าประมาณ 40 คน&amp;nbsp; มีกลุ่มเยาวชนประมาณ 60 คน&amp;nbsp; และมีชาวบ้านในหมู่ต่างๆ ที่มาร่วมดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ป่าชุมชนที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานยังเป็นแหล่งที่พบเห็ดโคนแหล่งใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรี&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว&amp;nbsp; ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี&amp;nbsp; จะมีนักล่าเห็ดโคนจากทุกสารทิศเดินทางมาที่นี่เพื่อหาเห็ดโคนไปขาย&amp;nbsp; เพราะเห็ดโคนที่นี่มีดอกใหญ่&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; ราคาขายตั้งแต่กิโลกรัมละ 400 บาทขึ้นไปตามสภาพและปริมาณของเห็ดที่ออกมาในแต่ละปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนฯ ใช้แผนพัฒนาเชื่อมโยงชุมชนสู่เป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง จัดตั้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ทำให้ตำบลหนองโรงขยับขยายงานพัฒนาชุมชนออกไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนฯ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงพี่น้อง&amp;nbsp; กลุ่มองค์กร &amp;nbsp;และแกนนำขับเคลื่อนงานพัฒนาในตำบล &amp;nbsp;โดยร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาของตำบล &amp;nbsp;คือ &amp;ldquo;ตำบลน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม นำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ มีศูนย์กระจายสินค้า พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สมพร&amp;nbsp; ปานโต&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง ขยายความว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรงมีแนวคิดในการพัฒนาตำบลให้เกิดความเข้มแข็ง &amp;nbsp;มีการพัฒนาศักยภาพแกนนำในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาระบบข้อมูล &amp;nbsp;การบริหารจัดการ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; แต่สิ่งที่สำคัญคือ&amp;nbsp; นอกจากการพัฒนาคนแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนจะต้องมีแผนพัฒนาตำบล &amp;nbsp;เพื่อนำตำบลไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ร่วมกันวางเอาไว้ &amp;nbsp;โดยคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนฯ ได้ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย &amp;nbsp;โดยมีกระบวนการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;1. แกนนำสภาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; จัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนงานในตำบล &amp;nbsp;ออกแบบและกำหนดวิธีการจัดทำแผนพัฒนาตำบล &amp;nbsp;จัดทีมทำงานและแบ่งบทบาทหน้าที่ &amp;nbsp;พร้อมทำแผนปฏิบัติการ โดยมีแกนนำกลุ่มองค์กร &amp;nbsp;แกนนำสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น ท้องที่ ภาคีภาครัฐ &amp;nbsp;เช่น อบต. , รพ.สต. , อสม &amp;nbsp;&amp;nbsp;และกลุ่มอาชีพต่างๆ เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;2. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของตำบล และนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลบริบทตำบล ข้อมูลประชากร ข้อมูลกลุ่มองค์กรต่าง ๆ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลแผนพัฒนาต่าง ๆ ที่มีการจัดทำอยู่ก่อนแล้ว&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. วิเคราะห์ศักยภาพของตำบล &amp;nbsp;เปิดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาจัดทำแผนพัฒนาตำบลด้านต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างแผนงานด้านเศรษฐกิจ โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp; ทรัพยากร&amp;nbsp; และผลผลิตในตำบลมาต่อยอดและพัฒนาเป็นสินค้าที่สามารถอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน &amp;nbsp;เนื่องจากที่ผ่านมาในตำบลมีกลุ่มอาชีพต่างๆ เกิดขึ้น&amp;nbsp; แต่ไม่มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; และมีสินค้าการเกษตร&amp;nbsp; แต่ต้องนำไปขายในเมืองทำให้มีต้นทุนเพิ่ม &amp;nbsp;กำไรน้อยลง &amp;nbsp;นอกจากนี้ชาวบ้านต้องไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากในเมืองทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ในปี 2559&amp;nbsp; หลังจากที่แกนนำสภาองค์กรชุมชนฯ ไปศึกษาดูงานด้านวิสาหกิจชุมชนมาแล้วหลายแห่ง&amp;nbsp; รวมทั้งที่ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา&amp;nbsp; อ.ไทรโยค&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นร้านค้าชุมชนที่มีชื่อเสียงของจังหวัด จึงได้นำตัวอย่างดังกล่าวมาจัดตั้งเป็น &amp;lsquo;ร้านค้าประชารัฐและศูนย์กระจายสินค้าชุมชนโซนพนมทวน&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจาก &amp;lsquo;โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ&amp;rsquo; จากรัฐบาล&amp;nbsp; ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.)&amp;nbsp; ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนหมู่บ้านละ 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ร้านค้าและศูนย์กระจายสินค้าของเรา&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก 4 หมู่บ้านที่เข้าร่วม&amp;nbsp; แบ่งเป็นร้านค้าและตู้จำหน่ายน้ำดื่ม&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 1 ล้าน 5 แสนบาท&amp;nbsp; ทำให้เรามีร้านค้าจำหน่ายสินค้าต่างๆ ที่จำเป็นให้แก่ชาวบ้านในราคาประหยัด&amp;nbsp; และชาวบ้านก็จะเอาสินค้าต่างๆ ที่ผลิตมาวางขายที่ร้าน&amp;nbsp; ไม่ต้องเข้าไปซื้อหรือขายในเมือง&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีโรงสีชุมชน&amp;nbsp; 1 โรง&amp;nbsp; ใช้งบ 5 แสนบาท&amp;nbsp; ผลิตข้าวสารบรรจุถุงที่ชาวบ้านปลูกเองและขายเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสภาฯ แจงรายละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันร้านค้าประชารัฐและศูนย์กระจายสินค้าชุมชนฯ&amp;nbsp; มีคณะกรรมการบริหารงาน 15 คน มีสมพร ปานโต เป็นประธาน มีสมาชิกร้านค้าชุมชน &amp;nbsp;จำนวน 106 คน &amp;nbsp;มีเงินทุน 2,103,900 บาท &amp;nbsp;จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; น้ำตาลทราย&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; น้ำปลา&amp;nbsp; ผงซักฟอก&amp;nbsp; สบู่&amp;nbsp; ยาสีฟัน&amp;nbsp; เครื่องดื่ม&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และเป็นศูนย์กระจายสินค้าให้กับชุมชนหรือร้านชำในหมู่บ้านต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ยังจำหน่ายสินค้าของชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ข้าวสาร&amp;nbsp; ผัก&amp;nbsp; ผลไม้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลเมล่อนที่ชาวบ้านปลูก การแปรรูป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พุทรากวน&amp;nbsp; มะม่วงกวน&amp;nbsp; มะขามแช่อิ่ม&amp;nbsp; แคบหมูไร้มัน&amp;nbsp; ข้าวเกรียบสีรุ้ง (ส่งตลาดไท) ขนมทองพลับ&amp;nbsp; ทองม้วน&amp;nbsp; ขนมตาล&amp;nbsp; จาวตาลเชื่อม&amp;nbsp; สินค้าจากสมุนไพร&amp;nbsp; งานหัตถกรรม&amp;nbsp; ผ้าขาวม้าทอมือ&amp;nbsp; ตะกร้าหรือของใช้จากเชือกป่านมัดฟาง &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; ทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านครัวเรือนละ 5,000-20,000 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนผลกำไรจากร้านค้าและศูนย์กระจายสินค้าก็จะนำมาบริหารจัดการและปันผลให้แก่สมาชิก&amp;nbsp; โดยแบ่งเป็น 1.เงินทุนสมทบกองทุนฯ&amp;nbsp; เพื่อขยายงานและดำเนินกิจการของศูนย์ฯ 25 %&amp;nbsp; 2.จ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระเงินแล้วให้แก่สมาชิก 50 %&amp;nbsp; 3.จ่ายเป็นค่าตอบแทนคณะกรรมการดำเนินการศูนย์ฯ 10 %&amp;nbsp; 4.จ่ายเป็นสวัสดิการและพัฒนาชุมชน 10 %&amp;nbsp; และ 5. สมทบกองทุนพัฒนาเครือข่ายจังหวัด 5 %&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในปีนี้เราจะพัฒนาระบบการบริหารจัดการและขยายงานร้านค้าประชารัฐให้มากขึ้น&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ร้านค้าของเราสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านที่มีบัตรสวัสดิการฯ มาซื้อของได้สะดวกขึ้น&amp;nbsp; ไม่ต้องเข้าไปซื้อในเมือง&amp;nbsp; ส่วนศูนย์กระจายสินค้าก็จะขยายสินค้าไปยังร้านค้าเครือข่ายในหมู่บ้านต่างๆ ให้มากขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งจะมีทั้งสินค้าจากชุมชนและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านมีตลาดรองรับ&amp;nbsp; และได้ซื้อสินค้าจำเป็นในราคาที่ไม่แพง&amp;nbsp; ส่วนผลกำไรก็จะนำแบ่งปันให้สมาชิก&amp;nbsp; และนำกลับมาพัฒนาตำบลของเราด้วย&amp;rdquo; &amp;nbsp;สมพรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ตำบลหนองโรงยังได้รับการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนหรือท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำให้ตำบลหนองโรงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น&amp;nbsp; มีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การศึกษาและเรียนรู้ป่าชุมชน&amp;nbsp; เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เพลงเหย่ย&amp;nbsp; การทอผ้าขาวม้า&amp;nbsp; แปรรูปตาล&amp;nbsp; จาวตาลเชื่อม&amp;nbsp; ลูกตาลลอยแก้ว&amp;nbsp; ชิมอาหารพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำพริกมะสัง&amp;nbsp; แกงคั่วหัวตาล&amp;nbsp; แกงไก่บ้านใส่มะเขือเหลือง ฯลฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยในแต่ละเดือนจะมีผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คนทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายสินค้าต่างๆ&amp;nbsp; และรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ค่าไกด์ชุมชน 30 บาท/คน/วัน&amp;nbsp; ค่ารถอีแต๋น &amp;nbsp;500 บาท/คัน/วัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ค่าเช่ารถจักรยานคันละ 20 บาท &amp;nbsp;ค่าอาหารกลางวันคนละ 100 บาท&amp;nbsp; อาหารเย็น 130 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;ค่าอาหารว่าง 2 มื้อ/วัน &amp;nbsp;พร้อมเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร 60 บาท&amp;nbsp; ค่าที่พักโฮมสเตย์คนละ&amp;nbsp; 300&amp;nbsp; บาทพร้อมอาหารเช้า ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นี่คือตัวอย่างของแผนพัฒนาตำบลด้านเศรษฐกิจที่สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรงนำมาใช้ขับเคลื่อนทำให้ชาวบ้านมีรายได้ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกตำบลมาสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ททท. ปตท. &amp;nbsp;บริษัท SCG. &amp;nbsp;บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; และยังมีแผนงานต่างๆ&amp;nbsp; ที่จะดำเนินงานในปีนี้&amp;nbsp; เช่น การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ โครงการซ่อมแซมบ้านครัวเรือนที่ด้อยโอกาสหรือบ้านพอเพียงชนบทของ พอช. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายของคนตำบลหนองโรง&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;ตำบลน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม นำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ มีศูนย์กระจายสินค้า พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยวชุมชน, พอช, สร้างบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190401/image_big_5ca1de6c06fd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 06:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวง พม.-ทส.จับมือเอกชนสานพลังประชารัฐ “ทำความดีถวายพระเจ้าอยู่หัว”  ร่วมสร้างบ้านพักถาวรให้ชุมชนประสบภัยดินถล่ม จ.น่าน 75 หลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวง พม.-ทส. จับมือเอกชนสานพลังประชารัฐ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร่วมทำความดีถวายพระเจ้าอยู่หัว&amp;rdquo; &amp;nbsp;สร้างบ้านพักถาวรและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนผู้ประสบภัยดินถล่มบ้านห้วยขาบและผู้ยากไร้ใน จ.น่าน รวม&amp;nbsp; 75 ครัวเรือน&amp;nbsp; ใช้งบ 27 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกระทรวงทรัพยากร ฯ อนุญาตให้ใช้ที่ดินป่าสงวนฯ เนื้อที่ 176 ไร่&amp;nbsp; ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้หน่วยงานในสังกัดพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้าน&amp;nbsp; และพอช.สนับสนุนตามโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;ตั้งเป้าก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากเหตุการณ์ดินถล่มที่หมู่บ้านชาวลัวะจังหวัดน่านเมื่อวันที่ 28&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;ที่บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; ต.บ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; ทำให้บ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่บริเวณไหล่เขาถูกดินถล่มพังทลายจำนวน 4 หลัง&amp;nbsp; และเสียหายบางส่วนจำนวน 2 หลัง&amp;nbsp; มีผู้เสียชีวิต 8&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราย&amp;nbsp; ต่อมาจังหวัดน่านได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตภัยพิบัติ&amp;nbsp; เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติได้อีกเพราะสภาพหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่สูงและลาดชัน&amp;nbsp; ต่อมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมชาวบ้านห้วยขาบทั้งหมู่บ้าน&amp;nbsp; จำนวน 60 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากร 253 คน&amp;nbsp; ได้ย้ายจากที่พักพิงผู้ประสบภัยเข้าพักอาศัยที่บ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; บริเวณสนามกีฬา&amp;nbsp; อบต.ดงพญา &amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; เพื่อรอการสร้างบ้านพักถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดวันนี้ (31 มกราคม) ระหว่างเวลา 9.00 น.-12.00 น. มีพิธียกเสาเอกเพื่อก่อสร้างที่พักอาศัยถาวรให้กับประชาชนที่ประสบภัยบ้านห้วยขาบจำนวน 60 หลังคาเรือน&amp;nbsp; และสร้างบ้านให้ประชาชนที่ยากไร้อีก 15 หลังคาเรือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 75 หลังคาเรือน&amp;nbsp; ตามโครงการ &amp;lsquo;ร่วมใจ สร้างไทย &amp;nbsp;สร้างที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ทำความดีถวายพระเจ้าอยู่หัว&amp;rsquo; &amp;nbsp;ที่บ้านห้วยขาบใหม่ &amp;nbsp;ต.ดงพญา&amp;nbsp; อ.บ่อเกลือ จ.น่าน&amp;nbsp; โดยมีพลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวิจารย์ สิมาฉายา&amp;nbsp; ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) &amp;nbsp;ร่วมเป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; โดยมีนายวรกิตติ &amp;nbsp;ศรีทิพากร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน&amp;nbsp; และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ให้การต้อนรับ&amp;nbsp; มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดประมาณ 400 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้พิธีการในช่วงเช้าที่บริเวณบ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; มีการมอบผ้าห่ม&amp;nbsp; เครื่องอุปโภค-บริโภค&amp;nbsp; อุปกรณ์การศึกษา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ให้แก่ประชาชนที่ประสบภัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;และการมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินป่าสงวนฯ ให้แก่ผู้ประสบภัยบ้านห้วยขาบหลังจากนั้นประธานในพิธีและผู้ร่วมงานได้เดินทางไปทำพิธียกเสาเอกเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ในที่ดินที่กรมป่าไม้จัดสรรให้บริเวณหมู่ที่ 2 ต.ดงพญา&amp;nbsp; อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักชั่วคราวประมาณ 1.3 กิโลเมตร&amp;nbsp; พื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; 43 ไร่เศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดสรรเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและทำกิน&amp;nbsp; รวม 43 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยชาวบ้านจะได้รับที่ดินครัวเรือนละ 120&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; เพื่อสร้างบ้านขนาด&amp;nbsp; 5X8 ตารางเมตร&amp;nbsp; (มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น)&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นปูนและเหล็ก&amp;nbsp; สามารถใช้วัสดุจากบ้านเก่ามาเสริม&amp;nbsp; รูปแบบบ้านประยุกต์มาจากบ้านของชาวลั๊วะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาก่อสร้างประมาณหลังละ&amp;nbsp; 267,000-293,000 บาท ใช้งบประมาณจากหน่วยงานรัฐและเงินบริจาคของภาคเอกชน&amp;nbsp; และแบ่งพื้นที่ส่วนกลาง&amp;nbsp; แปลงเกษตร&amp;nbsp; สนามกีฬา&amp;nbsp; ศาลาชุมชน&amp;nbsp; ศาสนสถาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามแผนงานจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา &amp;nbsp;5-6 เดือน&amp;nbsp; หรือภายในเดือนกรกฎาคมนี้&amp;nbsp; หลังจากนั้นประชาชนที่อาศัยอยู่บ้านพักชั่วคราวจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพักถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าวว่า&amp;nbsp; หลังจากเหตุการณ์ดินถล่มที่บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนก็ให้การช่วยเหลือชาวบ้านในเบื้องต้น&amp;nbsp; รวมทั้งการสร้างบ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; ซึ่งชาวบ้านก็อยู่กันมานานหลายเดือน&amp;nbsp; วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่มีพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; เป็นบ้านพักถาวร&amp;nbsp; โดยบริษัทเอกชนได้ร่วมสนับสนุนงบประมาณในการสร้างบ้านประมาณ 22.5 ล้านบาท&amp;nbsp; และกระทรวง พม.&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสมทบงบประมาณตามโครงการบ้านมั่นคงชนบทจำนวน &amp;nbsp;1,320,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนการสร้างบ้านก็จะเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 5 เดือน&amp;nbsp; คือประมาณเดือนกรกฎาคม&amp;nbsp; เพื่อให้ทันก่อนฤดูฝน&amp;nbsp; และเกิดความปลอดภัยแก่ชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหลังจากสร้างบ้านเสร็จแล้วก็จะมีการส่งเสริมเรื่องอาชีพต่างๆ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน&amp;nbsp; โดยพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&amp;nbsp; และกรมป่าไม้ก็จะสนับสนุนการปลูกป่า&amp;nbsp; การปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ 85 ชนิด&amp;nbsp; ส่วนชาวบ้านก็มีกองทุนต่างๆ&amp;nbsp; ช่วยเหลือดูแลกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มาจากเงินออมของชาวบ้านวันละ 1 บาท&amp;nbsp; และมีสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; พลเอกอนันตพรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายธนวัฒน์&amp;nbsp; จรรมรัตน์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านต่างตั้งความหวังว่าจะได้อยู่บ้านถาวรเร็วๆ นี้&amp;nbsp; เพราะบ้านพักชั่วคราวมีความคับแคบ&amp;nbsp; กว้างยาวประมาณ&amp;nbsp; 3X6 ตารางเมตร&amp;nbsp; บางครอบครัวอยู่กัน 5-6 คน&amp;nbsp; ต้องอยู่กันอย่างแออัด&amp;nbsp; กลางวันก็ร้อนมาก&amp;nbsp; กลางคืนก็หนาว&amp;nbsp; เพราะสร้างด้วยสังกะสี&amp;nbsp; ไม่มีห้องน้ำในตัว&amp;nbsp; ต้องใช้ห้องน้ำรวม&amp;nbsp; และตั้งอยู่ไกลจากบ้านพัก&amp;nbsp; ส่วนบ้านเดิมนั้น&amp;nbsp; บางครอบครัวก็ปลูกสร้างมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; บ้านของตนก็เพิ่งสร้างใหม่อีกหลังหนึ่ง&amp;nbsp; หมดเงินไปหลายแสนบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะเสียดาย&amp;nbsp; แต่ก็ต้องยอมอพยพออกมา&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านต่างก็กลัวไม่รู้ว่าดินจะถล่มอีกหรือไม่&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกหนัก&amp;nbsp; และทางราชการก็บอกว่าบ้านห้วยขาบอยู่ในแนวรอยเลื่อนปัวซึ่งอาจจะเกิดดินถล่มได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านห้วยขาบรู้สึกดีใจและขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาช่วยเหลือชาวบ้าน&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ชาวบ้านต่างก็อยากจะอยู่บ้านใหม่ที่มั่นคงถาวรและปลอดภัย&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวว่าดินจะถล่มลงมาอีก&amp;nbsp; ส่วนเรื่องอาชีพนั้น&amp;nbsp; ชาวบ้านก็คงจะต้องทำกินในพื้นที่เดิม&amp;nbsp; โดยปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลัก&amp;nbsp; เพราะพื้นที่ใหม่มีเนื้อที่ไม่เยอะ&amp;nbsp; ครอบครัวหนึ่งได้ที่ดินเพียง 120 ตารางวา&amp;nbsp; คงจะได้เพียงปลูกบ้านและปลูกผักสวนครัวเท่านั้น&amp;rdquo; ตัวแทนชาวห้วยขาบบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้การก่อสร้างบ้านพักถาวรให้ผู้ประสบภัยบ้านห้วยขาบและประชาชนที่ยากไร้&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 75 ครัวเรือน&amp;nbsp; ถือเป็นการสานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; เพื่อทำความดีถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ &amp;nbsp;บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นร่วมสนับสนุนการก่อสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดน่าน&amp;nbsp; สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.น่าน &amp;nbsp;สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.น่าน &amp;nbsp;สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.น่าน &amp;nbsp;สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.น่าน &amp;nbsp;ศูนย์ป่าไม้ประจำ จ.น่าน &amp;nbsp;สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ &amp;nbsp;13 (แพร่) การไฟฟ้า&amp;nbsp; การประปาส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;จ.น่าน &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนหน่วยงานรัฐจากส่วนกลาง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้จังหวัดน่านใช้ที่ดินบริเวณป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ป่าผาแดง &amp;nbsp;หมู่ที่ 3&amp;nbsp; ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน &amp;nbsp;ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบที่เกิดภัยดินถล่มประมาณ 3 กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื้อที่ทั้งหมด 43 ไร่เศษ &amp;nbsp;เพื่อสร้างที่พักถาวรและเป็นที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน&amp;nbsp; ระยะเวลาอนุญาตให้ใช้ที่ดิน (ช่วงแรก) 30 ปี&amp;nbsp; ตั้งแต่มกราคม 2562 - มกราคม&amp;nbsp; 2592&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พมจ.จังหวัดน่านจัดทำแผนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนทุกวัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; เยาวชน&amp;nbsp; สตรี&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุน งบประมาณเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;อุดหนุนการก่อสร้างที่อยู่&amp;nbsp; และการประกอบอาชีพ&amp;nbsp; รวม 1,320,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.ดงพญา&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค สนับสนุนการจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; รวมงบประมาณ 4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; และภาคเอกชนสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างบ้าน จำนวน 22,500,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมงบประมาณทั้งหมด 27&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28009</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวง พม., จ.น่าน, ชุมชนประสบภัยดินถล่ม, ทส, ทำความดีถวายพระเจ้าอยู่หัว, บ้านห้วยขาบ, พลังประชารัฐ, สร้างบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c52e9d553bff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.พม.เยี่ยมผู้ประสบภัยพายุ ‘ปาบึก’ อ.ปากพนัง  จ.นครศรีธรรมราช มอบงบซ่อม-สร้างบ้าน 59 หลังกำชับให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;อ.ปากพนัง / พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; รมว.พม. เยี่ยมผู้ประสบภัยพายุ &amp;lsquo;ปาบึก&amp;rsquo; ที่ อ.ปากพนัง&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นประธานมอบงบประมาณซ่อม-สร้างบ้านเรือนให้ผู้ประสบภัยจำนวน 59 หลังคาเรือน&amp;nbsp; ใช้งบ 1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; กำชับให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้ &amp;nbsp;โดยให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเหตุการณ์พายุโซนร้อน &amp;lsquo;ปาบึก&amp;rsquo; พัดถล่มพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้&amp;nbsp; โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับผลกระทบมากที่สุด&amp;nbsp; โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบ 199,864 ครัวเรือน &amp;nbsp;รวม &amp;nbsp;679,257 คน&amp;nbsp; มีผู้เสียชีวิต 3 ราย&amp;nbsp; บ้านเรือนพังเสียหายทั้งหลัง 244 หลัง&amp;nbsp; และพังเสียหายบางส่วน&amp;nbsp; 43,897 หลัง&amp;nbsp; ขณะเดียวกันเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลหลายแห่งได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; เพื่อซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยโดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก &amp;nbsp;ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดวันนี้ &amp;nbsp;(21 มกราคม 2562) เวลา 09.00 น. ที่บ้านหน้าโกฏิ ม.10 ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช &amp;nbsp;พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;และคณะ&amp;nbsp; ได้ลงเยี่ยมพื้นที่และให้กำลังใจผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อนปาบึก &amp;nbsp;โดยมีนายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. รวมทั้งประชาชนจากเครือข่ายองค์กรชุมชน จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; ประมาณ 300 คนให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; รมว.พม. กล่าวว่า&amp;nbsp; การซ่อมแซมบ้านเรือนและสร้างบ้านใหม่ให้ผู้ประสบภัยในครั้งนี้&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลขนาบนาก&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; จะต้องร่วมมือกับท้องถิ่น&amp;nbsp; ทั้งกำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; และอำเภอ&amp;nbsp; ช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือนให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน&amp;nbsp; แต่การซ่อมแซมนี้ก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า&amp;nbsp; เพราะปัญหาหลักของชาวบ้านที่นี่คือเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน&amp;nbsp; ดังนั้นในระยะต่อไปจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัยให้เกิดความมั่นคง&amp;nbsp; โดยการจัดหาที่ดินแปลงใหม่&amp;nbsp; ซึ่งก็จะต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;หรือหากจะอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงนี้ต่อไปก็จะต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถทำได้หรือไม่&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนการช่วยเหลือในเรื่องอื่นๆ ก็จะทำต่อไป&amp;nbsp; โดยให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&amp;nbsp; หรือ พมจ.มาช่วยดูแล&amp;nbsp; ขณะเดียวกันสภาองค์กรชุมชนตำบลก็จะต้องนำเสนอปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่ดิน&amp;nbsp; โดยเสนอผ่านอำเภอไปสู่จังหวัด&amp;nbsp; เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำเสนอไปสู่กระทรวง พม. เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ในการเดินทางมาเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบภัยจากพายุปาบึกในครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลเอกอนันตพรได้เป็นประธานมอบงบประมาณซ่อมแซมและสร้างบ้าน &amp;nbsp;จำนวน 1,062,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยแยกเป็นสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; 12 หลัง&amp;nbsp; และซ่อมแซมบ้าน 47 หลังคาเรือน &amp;nbsp;รวมทั้งหมด 59 หลังคาเรือน&amp;nbsp; โดยในวันนี้มีการยกเสาเอกเพื่อสร้างบ้านใหม่จำนวน 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปัญญา เหมทานนท์ &amp;nbsp;ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนสายน้ำปากพนัง&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;จากเหตุการณ์พายุโซนร้อน &amp;lsquo;ปาบึก&amp;rsquo; &amp;nbsp;พัดถล่มในพื้นที่ภาคใต้ &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; มกราคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในจังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่า &amp;nbsp;มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวน&amp;nbsp; 199,864&amp;nbsp; ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จำนวน 679,257&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต&amp;nbsp; 3 &amp;nbsp;ราย &amp;nbsp;บ้านเรือนพังเสียหายทั้งหลัง 244 &amp;nbsp;หลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;และเสียหายบางส่วน &amp;nbsp;จำนวน &amp;nbsp;43,897 หลัง &amp;nbsp;ในจำนวนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าดำเนินการซ่อมแซมแล้วเบื้องต้น&amp;nbsp; จำนวน 6,902 หลัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช &amp;nbsp;โดยสภาองค์กรชุมชน 5 ตำบล &amp;nbsp;ร่วมกันสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยเบื้องต้น &amp;nbsp;โดยมีแผนดำเนินการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยโดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก &amp;nbsp;ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่&amp;nbsp; 10 &amp;nbsp;อำเภอ &amp;nbsp;มีผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น 548&amp;nbsp; ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แบ่งเป็น &amp;nbsp;ซ่อมแซม &amp;nbsp;518 &amp;nbsp;ครัวเรือน และสร้างใหม่&amp;nbsp; 30 &amp;nbsp;ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แยกเป็น &amp;nbsp;อำเภอเมือง &amp;nbsp;39 &amp;nbsp;ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;อำเภอเชียรใหญ่&amp;nbsp; 35&amp;nbsp; ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;อำเภอชะอวด 27 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;อำเภอร่อนพิบูลย์&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;อำเภอจุฬาภรณ์ &amp;nbsp;114 &amp;nbsp;ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;อำเภอขนอม &amp;nbsp;10 &amp;nbsp;ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;อำเภอท่าศาลา &amp;nbsp;59 &amp;nbsp;ครัวเรือน &amp;nbsp;อำเภอสิชล &amp;nbsp;180&amp;nbsp; ครัวเรือน อำเภอหัวไทร&amp;nbsp; 23&amp;nbsp; ครัวเรือน &amp;nbsp;และอำเภอปากพนัง&amp;nbsp; 59 &amp;nbsp;ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน จ.นครศรีธรรมราช และ พอช. จะรับผิดชอบกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การช่วยเหลือของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;เป็นบุคคลที่มีบ้านเป็นของตัวเองแต่สถานะที่ดินไม่ชัดเจน&amp;nbsp; หรือไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน &amp;nbsp;โดยจะดำเนินการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ &amp;nbsp;ซึ่งการก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านจะดำเนินการโดยใช้ช่างชุมชนที่เป็นสมาชิกในโครงการบ้านมั่นคงร่วมกันลงแรงร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า &amp;nbsp;จากเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพายุปาบึกที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ปากพนัง&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอช. ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;และภาคีเครือข่ายให้การช่วยเหลือ &amp;nbsp;โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลัก &amp;nbsp;และมีการวางแนวทางการช่วยเหลือที่ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรง &amp;nbsp;โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมจากขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลัก&amp;nbsp; ตั้งแต่การสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประสานความร่วมมือกับภาคีต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องผู้ประสบภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับแผนการดำเนินการฟื้นฟูชุมชนหลังประสบภัยพิบัติในลำดับต่อไป &amp;nbsp;จะมีการช่วยเหลือครัวเรือนผู้เดือดร้อนด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการซ่อมหรือสร้างที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; ปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; โดย พอช. จะบูรณาการข้อมูลในส่วนที่ พอช. สำรวจ&amp;nbsp; ร่วมกับ พมจ. &amp;nbsp;ท้องที่ &amp;nbsp;ท้องถิ่น &amp;nbsp;สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&amp;nbsp; รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป&amp;rdquo; นายสมชาติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.พอช.กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; การจัดการภัยพิบัติธรรมชาตินั้น &amp;nbsp;ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;จะต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานทั้งในระดับชุมชน&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด &amp;nbsp;โดยมีศูนย์ประสานงานกลางในระดับจังหวัด &amp;nbsp;มีคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับจังหวัด &amp;nbsp;โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันชุมชนก็จะต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; พอช.ได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ในภาคใต้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้จัดทำแผนงานเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ &amp;nbsp;เริ่มจากพื้นที่ 7 จังหวัด 49 ตำบล &amp;nbsp;จำนวน 62 โครงการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อจัดทำแผนงานในระดับตำบล &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;มีข้อมูลต่างๆ &amp;nbsp;ในตำบล&amp;nbsp; มีแผนที่ตำบล &amp;nbsp;การไหลของน้ำ &amp;nbsp;พื้นที่เสี่ยงภัย &amp;nbsp;พื้นที่ปลอดภัย &amp;nbsp;จุดอพยพคนและสัตว์ &amp;nbsp;จุดทำครัวกลาง &amp;nbsp;มีกิจกรรมการพัฒนายกระดับอาสาสมัคร &amp;nbsp;มีการจัดทำแผนรับมือเมื่อเกิดภัยในตำบลที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย &amp;nbsp;มีกิจกรรมการระดมทุนเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:13.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27132</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.นครศรีธรรมราช, ชุมชน, นายสมชาติ ภาระสุวรรณ, พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์  รมว.พม, พอช, สร้างบ้าน, ‘ปาบึก’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c45765470dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>HBAจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดรับสร้างครึ่งหลังปี61</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เล็งตลาดรับสร้างบ้านครึ่งหลังปี 61 ยังโต คาดทั้งปีมีมูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท ล่าสุดทุ่มงบ 10 ล้านบาท จัดงานกระตุ้นตลาด&amp;rdquo;รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder &amp;amp; Materials Expo 2018&amp;rdquo;คาดมียอดขายตลอด 4 วันกว่า 2,700 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 ส.ค. 61-&amp;nbsp;นางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งหลังปี 2561 โดยเชื่อว่าจะยังมีอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หรือมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 11,000 ล้านบาท เติบโต 15%โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศที่มีการขยายตัวสูงขึ้น ซึ่งจากการคาดการณ์ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่าจะมีการเติบโตได้ถึง 4.8% ส่วนการเร่งลงทุนโครงการของภาครัฐและมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระดบบเศรษฐกิจเชื่อว่าจะทำให้กำลังซื้อและความมั่นใจของผู้บริโภคมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลาดรับสร้างบ้านในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 30% สะท้อนจากยอดรวมการทำสัญญาในช่วง 6 เดือน ตลาดในกรุงเทพและปริมณฑล พบว่ามีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกระดับราคาเมื่อเทียบกับ 6 เดือนก่อนของปีก่อน โดยกลุ่มระดับราคา 2.51-5 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 80% ขณะที่กลุ่มระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปเติบโตขึ้นกว่า 35% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา&amp;rdquo;นางศิริพร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สมาคมได้มีการจัดกิจกรรมโดยได้จัดงาน&amp;rdquo;รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder &amp;amp; Materials Expo 2018&amp;rdquo;ระหว่างวันที่ 16-19 ส.ค.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยสมาคมได้งบประมาณในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรมกว่า 10 ล้านบาท เพื่อเป็นการสื่อสารให้กับกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย สำหรับในการจัดกิจกรรมกระตุ้นการขายในครั้งนี้ สมาคมคาดว่าจะมียอดขายภายในไม่ต่ำกว่า 2,700 ล้านบาท และยอดขายภายหลังงานอีกไม่ต่ำกว่า 3,200 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14586</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศิริพร สิงหรัญ, สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน, สร้างบ้าน, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e70a147d8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
