<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 00:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สมุย พลัส โมเดล- Samui Plus Model เตรียมพร้อมเปิดโลกความงามทะเลไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกาะสมุย -เกาะพะงัน และเกาะเต่า เตรียมพร้อมเพื่อการขยายผลต่อจากมาตรการ Phuket Sandbox ตั้งเป้าหากเป็นไปตามแผน วันที่ 15 กรกฎาคมนี้ พร้อมเปิดมือง รับได้ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติจากสมุยและนักท่องเที่ยวไทย แต่เน้นมาตรฐานสาธารณสุขเข้มข้น เพื่อให้นักเดินทางเดินทางมาแล้วปลอดภัยและมีความสุข ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวมีความสวยงามพร้อมอวดสายตาผู้มาเยือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;หาดทรายขาว และต้นมะพร้าวสัญลักษณ์เกาะสมุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางศุภากาญจน์ ยอดฉุน ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเกาะสมุย&amp;nbsp; (รับผิดชอบเกาะสมุย เกาะพะงัน และ เกาะเต่า)&amp;nbsp; เปิดเผยว่าในวันที่&amp;nbsp; 15 กรกฎาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมีการเปิดเมือง ภายใต้รูปแบบ &amp;ldquo;สมุย พลัส โมเดล&amp;rdquo; (Samui Plus Model)&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาจากต่างประเทศรวมทั้งนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองไทย เข้ามาพักผ่อนท่องเที่ยวในพื้นที่&amp;nbsp; เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่าได้แล้ว &amp;nbsp;ภายใต้มาตรการป้องกันโรคของจังหวัดสุราษฏร์ธานี อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;โลกใต้ทะเลที่เกาะเต่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;บรรยากาศท้องทะเลสวยๆ ที่เกาะพะงัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเปิดเมือง&amp;nbsp; หน่วยงานจากภาครัฐ และ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งทำความเข้าใจคนในพื้นที่ และ เร่งฉีดวัคซีนให้ได้ร้อยละ 70&amp;nbsp; เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว&amp;nbsp; ต่างก็ให้ความสนับสนุนและมีการพัฒนาระบบการบริการให้ได้รับมาตรฐานโครงการ &amp;nbsp;Amazing Thailand Safety &amp;amp; Health Administration -SHA&amp;nbsp; ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการได้รับสัญลักษณ์มาตรฐาน SHA เกาะสมุย จำนวน 229&amp;nbsp; แห่ง เกาะพะงัน 39&amp;nbsp; แห่ง และ เกาะเต่า 50 แห่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และกำลังเร่งต่อยอดเพื่อยกระดับ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ไปสู่&amp;nbsp; SHA Plus+ หรือ มาตรฐานที่รับรองว่าสถานประกอบการมีมาตรการทางสุขอนามัยในการควบคุมโรคโควิด -19&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งมีพนักงานในสถานประกอบการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วเกินกว่า 70%&amp;nbsp; เพิ่มขึ้นให้มากที่สุด เพื่อรองรับการเปิดเมืองภายใต้รูปแบบ &amp;ldquo;สมุย พลัส โมเดล&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในวันที่ 15 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการ ททท.&amp;nbsp; สำนักงาน เกาะสมุย&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า สำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางจากต่างประเทศ จะเน้นนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการดูแล และต้องปฏิบัติตามมาตรการทางด้านสาธารณสุขของพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเป็นระบบที่คำนึงความปลอดภัย ควบคู่เศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเกาะสมุยต้องมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ไม่มีการพบเชื้อกลายพันธุ์ตามที่กรมควบคุมโรคกำหนดไว้&amp;nbsp; ได้รับการฉีดวัคซีนครบเกณฑ์ของแต่ละชนิดตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก และกระทรวงสาธารณสุข และเมื่อเดินทางมาถึงแล้วต้องลงบันทึกข้อมูลรายละเอียด การเดินทาง และสถานที่พักในแอพพลิเคชั่น&amp;rdquo;หมอชนะ &amp;ldquo; รวมทั้งต้องมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยมีการกำหนดรายละเอียดเป็นขั้นตอน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;เกาะนางยวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;โดยในช่วงวันที่ 1-3 เป็นช่วง AREA QUARANTINE นักท่องเที่ยวต้องเข้าพักในโรงแรมที่ รัฐบาลกำหนดให้เป็นที่พำนักสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ที่เรียกว่า Alternative Local State Quarantine หรือ ALQ&amp;nbsp; หลังจากทราบผลการตรวจว่าเป็นลบ สามารถผ่อนคลายและใช้บริการในบริเวณและพื้นที่ที่โรงแรมจัดสรรเช่นบริเวณสระว่ายน้ำของโรงแรม หรือชายหาดได้ โดยไม่ต้องอยู่ในห้องพักอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ตามหลักการมาตรฐานสาธารสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;ช่วงวันที่ 4-7 เป็นช่วง SEALED ROUTE สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยตามเส้นทางและโปรแกรมท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ให้ โดยในวันที่ 7จะทำการตรวจด้วยวิธี RT-PCR ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมที่พัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;วันที่ 8-14 เป็น FREE STYLE &amp;nbsp;ต้องเข้าพักที่โรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA+และภายหลังทราบผลการตรวจเป็นลบ สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ภายในพื้นที่หมู่เกาะทะเลใต้ หรือพื้นที่อื่นตามที่ ศบค กำหนดโดยมีการติดตามด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำหนด หากนักท่องเที่ยวมีความจำเป็นต้องออกนอกพื้นที่ ต้องขออนุญาตศปก.พื้นที่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ทะเลสมุย สวยงามขึ้นชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไปในประเทศไทย หากปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในเรื่องของการฉีดวัคซีนและมีใบรับรองทางด้านสุขภาพตามที่กำหนดแล้ว สามารถเดินทางเข้าออกและท่องเที่ยวได้ทุกสถานที่ในเกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งททท. เกาะสมุย&amp;nbsp; ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก และ ใช้บริการ ในสถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน SHA และ เป็น&amp;nbsp; SHA Plus+&amp;nbsp; เป็นสำคัญ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องปฏิบัติตัวตามรูปแบบการท่องเที่ยววิถีใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือNew Normal เพื่อการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย&amp;nbsp; โดยต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการ D-M-H-T-T-A เพื่อป้องกันตนเองจากโควิด -19&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; D - Distancing - เว้นระยะระหว่างกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น&amp;nbsp; M - Mask Wearing - สวมหน้ากากอนามัย ตลอดเวลา H - Hand Washing - ล้างมือบ่อย ๆ&amp;nbsp; และ T &amp;ndash; Temperature ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าใช้บริการ เพื่อคัดกรองผู้ใช้บริการที่อาจไม่สบาย T - Testing - ตรวจหาเชื้อโควิด -19 และ A: Application ติดตั้งและใช้แอบพลิเคชั่น &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;หมอชนะ&amp;rdquo; ก่อนเข้า-ออกสถานที่ทุกครั้ง ซึ่งมั่นใจว่าด้วยมาตรการที่เข้มข้นเช่นนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาปลอดภัยจากเชื้อโควิด 19 อย่างแน่นอน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top: 0in; text-align: center;&quot;&gt;โยคะ อีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการ ททท.&amp;nbsp; สำนักงาน เกาะสมุย&amp;nbsp; กล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของ 3 เกาะ&amp;nbsp; ที่น่าสนใจว่าขณะนี้มีความสวยงามและมีความพร้อมให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสบรรยากาศกันแล้ว&amp;nbsp; เริ่มที่ &amp;quot;เกาะสมุย&amp;quot; หรือ ที่ถูกขนานนามว่า เป็น เกาะสวรรค์กลางอ่าวไทย&amp;nbsp; มีหาดทรายสวยงาม และมีสีขาวนวลหลายแห่ง อาทิ หาดเฉวง หาดนาเทียน หาดตลิ่งงาม หาดละไม ทอดยาวขนานไปกับทะเล ต้นมะพร้าวริมชายหาดและน้ำทะเลใสราวกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือ หินตาหินยาย เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของหินแกรนิตที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล จนเกิดเป็นโขดหินรูปร่างประหลาดต่าง ๆ ซึ่งเป็นจุดสนใจในการถ่ายภาพของนักท่องเที่ยว ระหว่างทางมีร้านขายของฝากทำจากมะพร้าว เช่นน้ำมันมะพร้าว ผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าวรูปแบบต่างๆ แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะเป็น &amp;quot;กาละแม&amp;quot; ที่หวาน มัน หอม กลมกล่อม และราคาไม่แพง &amp;nbsp;มีผู้ผลิตให้เลือกซื้อหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; ยังมีกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจอย่าง การดูแลรักษาสุขภาพด้วยการใช้น้ำบำบัด เช่น การอาบ การแช่น้ำ อาจจะเป็นน้ำแร่ หรือน้ำร้อน การบำบัดโดยการนวด หรือ การใช้พฤกษาบำบัด โดยใช้กลิ่นพืชพรรณธรรมชาติช่วยในการคลายเครียด ซึ่งมีสถานที่บริการอยู่หลายแห่ง&amp;nbsp; รวมทั้งยังมี ศิลปวัฒนธรรมของชาวพื้นถิ่นที่แสดงรากฐานความเป็นมาของชุมชนอีกหลายแห่งบนเกาะให้แก่นักท่องเที่ยวชม&amp;nbsp; เช่นที่วัดสำเร็จ วัดละไม เจดีย์แหลมสอ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ &amp;quot;เกาะพะงัน&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากชายหาดอันสวยสดงดงามและน้ำทะเลสีคราม อาทิ หาดริ้นนอก หาดท้องนายปานใหญ่ หาดท้องนายปานน้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก เช่น อุทยานแห่งชาติน้ำตกธารเสด็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือชมวิถีชีวิตชาวสวนมะพร้าวและชาวประมงพื้นบ้าน ที่ยังคงพบเห็นได้ที่บ้านโฉลกหลำ&amp;nbsp; มีบริษัททัวร์ให้บริการ นำเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ ไปยังหมู่เกาะอ่างทองอยู่ห่างจากเกาะพะงันเพียงระยะเวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น&amp;nbsp; เพื่อไปดำน้ำชมปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ที่พักและวิวทิวทัศน์ที่เกาะเต่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เกาะเต่า&amp;quot; เป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก&amp;nbsp; เนื่องจากมีแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกขนาดใหญ่ สวยงามและสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากชนิดจำนวนมาก นักดำน้ำทั่วโลกต่างพากันมาเยี่ยมเยือนและสัมผัสกับโลกใต้ทะเล ของเกาะสวรรค์แห่งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีโรงเรียนสอนดำน้ำหลายแห่งมาเปิดกิจการบนเกาะ และมีโรงเรียนสอนดำน้ำจากที่อื่นๆ นิยมแวะเวียนมาใช้เกาะเต่าเป็นสถานที่ฝึกสอนกันอยู่เสมอ นอกจากนี้&amp;nbsp; ยังมีหาดทรายขาวละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์ สวยงาม สถานที่สงบเงียบรอบเกาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานเกาะสมุย&amp;nbsp; (เกาะสมุย เกาะพะงัน และ เกาะเต่า)&amp;nbsp; Facebook : TAT Koh Samui x Koh Phangan x Koh Tao&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรณะ&amp;nbsp; รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108831</URL_LINK>
                <HASHTAG>Alternative Local State Quarantine, AREA QUARANTINE, RT-PCR, Samui Plus Model, SEALED ROUTE, SHA Plus+, TAT Koh Samui x Koh Phangan x Koh Tao, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงสาธารณสุข, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ททท., นางศุภากาญจน์ ยอดฉุน, ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, พร้อมเปิดมือง, มาตรการ D-M-H-T-T, มาตรการ Phuket Sandbox, มาตรฐานสาธารณสุขเข้มข้น, สมุย พลัส โมเดล, สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, หินตาหินยาย, เกาะพะงัน, เกาะสมุย, เกาะเต่า, โครงการ  Amazing Thailand Safety &amp; Health Administration -SHA</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e48f56456cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนทุกคนต้องได้ฉีด ยกเว้น! ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและผู้แพ้วัคซีนรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มส.ผส. ร่วมกับ สสส. จัดเสวนา &amp;ldquo;COVID-19 การเข้าถึงบริการทางสังคมและสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อไขคำตอบให้ผู้ฟังผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ฟันธงทุกคนควรฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ไม่ต้องกลัวเข็ม ต้องกลัวโควิด-19 มากกว่า ย้ำผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน และผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนรุนแรงอย่าเพิ่งฉีด เสี่ยงปัญหาสุขภาพ ต้องได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดร.นพ.ภูษิต ประคองสาย ผู้ดำเนินรายการ&amp;nbsp;หยิบยกปัญหาที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลรณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคนหรือไม่ ทั้งกลุ่มที่มีปัญหาทางสุขภาพ มีโรคประจำตัว และกลุ่มที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs พร้อมถอดบทเรียนว่ากลุ่มไหนที่ควรได้รับการยกเว้นฉีดวัคซีนจากปัจจัยสุขภาพ โดยในวงเสวนามีการถอดบทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญผู้สูงอายุ 3 ท่านที่สะท้อนมุมมอง พร้อมเสนอแนะแนวทางระบบการจัดการวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุในเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน แพทย์อายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การบริหารจัดการวัคซีนมีความจำเป็นต้องมีระบบจัดการที่ตอบโจทย์กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่สุขภาพมีปัญหา ร่างกายยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ทันที เพราะอาจส่งผลกระทบกับร่างกาย ซึ่งกลุ่มคนที่ยังไม่ควรได้รับวัคซีนในตอนนี้ หรือจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ให้รอบคอบ คือ &amp;ldquo;ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย&amp;rdquo; ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าอาจจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกไม่เกิน 6 เดือนข้างหน้า เพราะถ้าฉีดวัคซีนเข้าไปอาจจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ได้ นั่นหมายความว่าวัคซีนโควิด-19 อาจจะไม่มีประสิทธิภาพกับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ถ้าฉีดไปก็ไม่มีประโยชน์กับชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.พญ.สิรินทร กล่าวต่อว่า กลุ่มที่ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 คือ ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติแพ้วัคซีน หรือแพ้ยาอย่างรุนแรง เพราะอาจได้รับผลกระทบหลังจากการฉีดซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ทำให้สุขภาพและชีวิตมีปัญหา เช่น เป็นไข้ บวม ช้ำ ปวด ผื่นขึ้นบริเวณที่ฉีดวัคซีน หรือมีอาการหอบหืด เพราะร่างกายมีปฏิกิริยาที่ไม่ตอบรับกับวัคซีนโควิด-19 นอกจากนี้คนไข้ที่เคยได้รับพลาสมาหรือยาต้านไวรัสรักษาโควิด-19 ให้รอดชีวิตได้ หรือคนไข้ที่เป็นโควิด-19 ใน 10 วันยังไม่ควรได้รับวัคซีน แต่กลุ่มนี้จะมีการพิจารณาเป็นรายๆ ไปขึ้นอยู่กับแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัวที่ยังควบคุมได้ เช่น โรคทางระบบประสาทและสมอง เป็นเรื่องที่ต้องคุยกับหมอเป็นพิเศษ ใครที่มีประวัติเลือดออกต้องกินยาละลายลิ่มเลือดจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ทุกคนที่แข็งแรง ไม่แพ้วัคซีนหรือรักษาโควิดหายแล้ว ยังจำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 อยากย้ำว่าทุกคนอย่าได้กลัววัคซีน เพราะการแพทย์ของเรา คนไข้หนักๆ ก็สามารถบริหารจัดการได้ ถ้าปล่อยให้มีการติดโควิด-19 จำนวนมากจะทำให้อัตราการตายสูงขึ้น อาจารย์อยากบอกทุกคนว่า เราอาจกลัวโควิด-19 ได้ แต่อย่ากลัววัคซีน เพราะมันจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เราผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้&amp;rdquo; ผศ.พญ.สิรินทรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.พญ.สิรินทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าจะวิเคราะห์ผู้สูงอายุบางกลุ่มว่ากลัวเข็มฉีดยา หรือไม่อยากจะฉีดวัคซีน-19 จำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณี สิ่งที่อยากย้ำคือ กระทรวงสาธารณสุขต้องทำความเข้าใจเรื่องวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ากับผู้สูงอายุว่ามีผลกับเส้นเลือดตีบหรือไม่ หรือมีเปอร์เซ็นต์การเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนกลุ่มนี้ เพราะเรามีพันธุกรรมต่างกับชาวต่างประเทศ ฉะนั้นควรให้ข้อมูลกับผู้สูงอายุให้มากที่สุด จากสถิติคนที่ติดโควิด-19 ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป บางคนแค่เริ่มต้นมีอาการป่วยก็เสียชีวิต จึงอยากย้ำว่าขอให้ฉีดวัคซีน-19 ไม่ต้องเลือกวัคซีนยี่ห้อใด แต่อยากให้ร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไปด้วยกันก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าถามอาจารย์ว่าผู้สูงอายุควรจะเลือกฉีดวัคซีนยี่ห้ออะไร ซิโนแวคหรือแอสตร้าเซนเนก้าได้ทั้งนั้น ขอให้ได้วัคซีน-19 กันเถอะ การได้รับวัคซีนไม่ได้หมายความจะไม่ติดเชื้อ แต่เป็นการลดโอกาสการติดเชื้อ ลดโอกาสป่วยให้น้อยลง แม้จะป่วยก็จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่า โอกาสจะตายจากโควิดก็น้อยกว่า ขอให้ช่วยกันฉีดวัคซีนป้องกัน&amp;rdquo; ผศ.พญ.สิรินทรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.ณปภัช สัจนวกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ณปภัช สัจนวกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผลจากการสำรวจกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพช่วงล็อกดาวน์ ปี 2562 มีผู้สูงอายุที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.5 ล้านคน พบผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย 4.9 ล้านคน และจากงานวิจัยมีผู้สูงอายุประมาณ 93% ของผู้มีรายได้น้อยได้รับความช่วยเหลือเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน แต่ที่น่าสนใจคือ มีผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยเข้าถึงโครงการคนละครึ่งได้ยาก เพราะปัญหาการลงทะเบียนต้องใช้เทคโนโลยี ต้องให้ลูกหลานเข้ามาช่วยเหลือในการลงทะเบียนให้ ใครที่มีลูกหลานอยู่ในบ้านก็จะช่วยเหลือได้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ณปภัช กล่าวต่อว่า อาชีพการทำมาหากินเปลี่ยนไป ทำให้ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น พบผู้สูงอายุ 70-80% ถูกเลิกจ้างและพักงานในช่วงโควิด-19 นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังมีปัญหาในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ และพบผู้สูงอายุมากกว่า 3 ใน 4 มีปัญหาเรื่องการหาทางออกในช่วงบั้นปลายชีวิต ดังนั้นมาตรการช่วยเหลือในภาครัฐจะต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มาตรการคนละครึ่ง เราชนะ ด้วยการเยียวยาเงิน 3,000 บาท 5,000 บาท การเพิ่มเงินช่วยเหลือ การเข้าถึงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การได้รับการลดราคาก๊าซหุงต้ม ลดค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสารในการเดินทางต่างๆ ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยไม่เคยใช้บริการสิทธิ์เหล่านี้ เดินทางด้วยความยากลำบาก ขณะเดียวกันภาครัฐต้องคิดหามาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;ldquo;การรักษาคนไข้ด้วยระบบ Telemedicine เป็นความหวังใหม่ในสถานการณ์โควิด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.ภญ.พัทธรา ลีฬหวรงค์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผลการวิจัยที่มีการศึกษาในโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และโรงพยาบาลในภูมิภาค เป็นข้อมูลระดับประเทศ การเข้าถึงบริการสุขภาพ คนไข้รับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน บริการฟื้นฟูผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง คนไข้ที่รับการผ่าตัดและนอนในโรงพยาบาล ในช่วงโควิดระบาดระลอกแรก ในช่วงนั้นเรายังไม่รู้จักโรคระบาดนี้ เพราะเป็นอุบัติใหม่ของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนั้นยังไม่ทราบว่าโรคจะระบาดไปมากน้อยเพียงใด พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงเฉียบพลัน ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ในช่วงแรกการให้บริการภายในโรงพยาบาลทั่วไปลดลง 10% ในบรรยากาศที่ประเทศล็อกดาวน์ มีผู้สูงอายุเข้าพบหมอเพื่อติดตามอาการของโรคต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้ป่วย เกิดจากมาตรการภาครัฐในช่วงโควิดงดการเดินทาง การเคลื่อนย้าย ให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน ทำงานที่บ้าน เรียนทางออนไลน์ ผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังเมื่อติดเชื้อโควิด โอกาสที่มีอาการรุนแรงสูง ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้นจะทำให้เสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรงพยาบาลต่างๆ มีมาตรการสำหรับผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วน จะรับรักษาเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น การฟื้นฟูบำบัดในช่วงคนไข้ที่เจ็บป่วยด้วยหลอดเลือดสมอง ฟื้นฟูหลังจากที่ได้รับการรักษา จำเป็นต้องจัดสรรทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ทาง รพ.ได้มีการสำรวจบริการเสริมเข้ามาใช้ในโรงพยาบาลด้วย การให้บริการรับยาด้วยช่องทางต่างๆ การสั่งยาทางไปรษณีย์ รับยาใกล้บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล คนไข้ไม่จำเป็นต้องรับยาในโรงพยาบาล เพื่อลดความแออัดภายในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โควิดเป็นวิกฤติในโอกาสในการใช้มาตรการต่างๆ มากขึ้น เพื่อลดกลุ่มเสี่ยงเข้ามาในโรงพยาบาล ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลก็ต้องจัดพื้นที่ ปรับเปลี่ยนหอผู้ป่วยเพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยโควิดระลอก 3 ที่มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก โรงพยาบาลทุติยภูมิรับส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการหนัก การขยายพื้นที่ ICU ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนในช่วงโควิดเพิ่มมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การให้บริการแพทย์ทางไกลขึ้นอยู่กับหมอแต่ละท่าน มีหน่วยตรวจที่จะให้ความสะดวก การใช้โทรศัพท์ในการพูดคุยหารือกับแพทย์ มีปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต คนไข้บางรายก็เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ไม่สะดวกมากนัก การโทรศัพท์เพื่อติดตามอาการคนไข้ในโรงพยาบาลสุขภาพใกล้บ้าน การวัดระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจวัดความดันโลหิต บางครั้งคนไข้ที่มีโรคเรื้อรังก็ต้องได้รับการบริการดูแลอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นเพราะการปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องถูกกักตัวรอดูอาการ ในขณะที่ผู้สูงอายุติดเตียง ญาติเข้ามาดูแลไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องมาดูแลแทนญาติ เมื่อบุคลากรก็ถูกกักตัว จำนวนหมอและพยาบาลลดลงไปอีก เราก็ต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์เหล่านี้ด้วย คนที่ดูแลคนที่ติดบ้านติดเตียงในช่วงโควิด การฟื้นฟูการให้บริการคนไข้ที่บ้านก็ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย พบว่าในต่างประเทศมีสถิติกลุ่มเปราะบางมีอาการรุนแรง 44-72% มีคนเสียชีวิต บุคลากรที่ดูแลติดเชื้อไปด้วยในระหว่างการดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การรักษาคนไข้ด้วยระบบ Telemedicine เป็นความหวังใหม่ในสถานการณ์โควิด อันที่จริงโรงพยาบาลทุกแห่งได้เตรียมพร้อมที่จะใช้ระบบนี้มาก่อนที่จะมีโควิด แต่การขับเคลื่อนยากมาก ตอนนั้นผู้บริหารโรงพยาบาลคิดว่าภายใน 5-6 ปีจะต้องเดินหน้า พอดีเกิดโควิดโรคอุบัติใหม่ขึ้น จึงนำระบบ Telemedicine มาใช้ให้เป็นจริง แม้จะไม่ง่ายนัก แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าบุคลากรทางด้านสาธารณสุขไม่ได้เก่งสารสนเทศกันทุกคน มีข้อจำกัดในบางกลุ่ม จึงต้องมีการพัฒนาเจ้าหน้าที่ในหลายภาคส่วนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ในบ้านเราพูดถึงเรื่องการฉีดวัคซีน ปัญหาคนป่วย ผู้สูงอายุ ปัญหาความยากจน หลายปัญหาถูกซ่อนไว้ใต้พรม มีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคของตัวเองค่อนข้างสูง ยิ่งการระบาดของโควิดในระลอก 3 มีความรุนแรงยิ่งกว่า 2 ครั้งแรก ปีก่อนทั้งปีป่วย 3,000 ราย แต่ปีนี้พบผู้ป่วยในวันเดียว 9,000 ราย ผู้สูงอายุจึงมีความปริวิตกเป็นอย่างมาก มีการจัดทำคู่มือหรือให้ข้อมูลเพื่อเป็นการพึ่งพาตัวเอง อยู่ในที่พักอาศัยอย่างปลอดภัย มีโทรศัพท์สายด่วนติดต่อผู้สูงอายุโดยตรงแยกจากประชากรกลุ่มอื่นด้วย ทำให้ผู้สูงอายุได้รับฟังข่าวสารจากคนข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มีโครงการเรามีเรา กรมกิจการผู้สูงอายุมีโครงการไทยห่วงไทย คนไทยไม่ทิ้งกัน ใช้โทรศัพท์ปรึกษาหารือกันได้ ผู้สูงอายุบางรายไม่ได้มีโทรศัพท์มือถือส่วนตัว ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ ก็ใช้บริการโทรศัพท์กลางภายในชุมชน มีอาสาสมัครช่วยลงทะเบียนให้ ประสบการณ์ในชุมชนเป็นเกราะคุ้มกันอย่างดีภายในชุมชน เมื่อมูลนิธิได้รับของบริจาคจะไม่เข้าไปในพื้นที่ เพราะผู้สูงอายุมีความหวั่นเกรงว่าจะนำโรคไปให้เขา ก็ต้องให้คนในชุมชนที่มีความคุ้นเคยกันนำสิ่งของต่างๆ ไปมอบให้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : ภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105297</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19 การเข้าถึงบริการทางสังคมและสุขภาพของผู้สูงอายุ, Telemedicine, การรักษาคนไข้ด้วยระบบ, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, จัดเสวนา, ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่, ซิโนแวค, ดร.ณปภัช สัจนวกุล, ดร.นพ.ภูษิต ประคองสาย, ดร.ภญ.พัทธรา ลีฬหวรงค์, ทุกคนต้องได้ฉีด, ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน, ผส., ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย, ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว, ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting, มส., รัฐบาลรณรงค์, วัคซีน, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, สสส., แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba3117378bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 08:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 06:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;รับไม่สามารถกำจัดไวรัสโควิดให้หมดสิ้นไปได้ จึงจำเป็นที่ให้คนหมู่มากมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมาร​เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;nbsp; ระบุว่าจากการติดตามการเปลี่ยนแปลงการแพร่ระบาดของ covid-19 ในประเทศไทยจะเห็นได้ว่าในปีที่แล้วสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทยจะเป็นสายพันธุ์มาจากประเทศจีน ในขณะนั้นจากการตรวจจะพบว่าปริมาณไวรัสที่ตรวจพบในผู้ที่ติดเชื้อมีปริมาณ ไม่มากเท่าในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การควบคุมระยะแรกเรามีมาตรการเต็มที่ ก็สามารถควบคุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อการระบาดในและนอก 2 ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว สายพันธุ์ได้พัฒนาเป็นสายพันธุ์ G&amp;nbsp; หรือที่ระบาดมาจากแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจพบปริมาณไวรัสในผู้ป่วยก็มีปริมาณเพิ่มขึ้น โรคก็ทำท่าที่จะควบคุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดระลอก 3 เกิดขึ้น ปลายเดือนมีนาคมการระบาดครั้งนี้เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ปริมาณไวรัสที่ตรวจพบในลำคอผู้ป่วยสูงมากจริงๆ จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ง่าย และอย่างรวดเร็ว กว่าสายพันธุ์เดิมๆ ทำให้การควบคุมลำบากยิ่งขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ปริมาณไวรัสที่มีจำนวนมาก ทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน หรือในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งแตกต่างกับปีที่แล้วอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เมื่อเราเรียนรู้เราก็พยายามที่จะต่อสู้ ลดจำนวนการแพร่กระจายของไวรัส แต่ไวรัสเองก็มีการปรับตัว ให้แพร่กระจายได้ง่าย เพิ่มขึ้น เพื่อต่อสู้กับมาตรการต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราไม่สามารถที่จะกำจัดไวรัสโควิด 19 ให้หมดสิ้นไปได้ ขณะนี้ทำอย่างไรที่จะให้ เราและไวรัสอยู่ด้วยกันได้ ก็ต้องหมายความว่าถ้าเรามีภูมิต้านทาน และไม่เกิดโรครุนแรง หรือเสียชีวิต และไวรัสก็ต้องไม่ทำร้ายเซลล์เจ้าบ้านที่ไปอาศัยอยู่ โดยกฎเกณฑ์จะต้องมีการเลือกตามทฤษฎีแห่งความอยู่รอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นถ้าทุกคนมีภูมิต้านทาน ไม่ว่าจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือจากการให้วัคซีน และถ้าติดเชื้อไวรัสแล้วไม่เกิดโรคหรือเกิดน้อยที่สุด อย่างเช่นไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆที่พบอยู่มากมาย ก็จะเป็นวิธี ที่จะทำให้สงบลงได้ จึงมีความจำเป็นที่ให้คนหมู่มากมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#หมอยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104443</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, ไวรัสสายพันธ์ุอังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e6584b3b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกพลังจัดทำ“คู่มือวัคซีนสู้โควิดฉบับประชาชน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส. สธ. IHPP สช. WHO UNICEF&amp;nbsp; สถาบันวัคซีนแห่งชาติหลอมรวมผลักดัน &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เป็นแนวปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.นี้ คนไทยควรอ่านเพื่อเข้าใจข้อมูลถูกต้อง แนะเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งก่อน-หลังฉีด ลดกังวล คลายทุกปม เข้าใจอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยเสี่ยง 7 กลุ่มโรค พึงระวังไขทุกปัญหามีคำตอบแนวปฏิบัติ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้จัดทำ &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์&amp;nbsp; และมีความรู้ที่เพียงพอในการตัดสินที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยคู่มือฉบับนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สสส.&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์การอนามัยโลก&amp;nbsp; (WHO) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวบรวมแหล่งข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อให้รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อนปี&amp;nbsp; 2504) และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด 6.โรคเบาหวาน และ 7.โรคอ้วน โดยเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2564 ส่วนการฉีดวัคซีนระยะที่ 3 เริ่มฉีดเดือน ส.ค. 2564 ให้กับประชาชนทั่วไปช่วงอายุตั้งแต่ 18-59 ปี การฉีดวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ให้กับสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก ทั้งในเชิงวิชาการ วัคซีนทำงานอย่างไร เชิงทางการแพทย์ วัคซีนกับการจัดการโรคระบาด รับวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อ หรือแพร่เชื้ออีกหรือไม่ ก่อน&amp;nbsp; ระหว่าง หลัง การรับวัคซีนโควิดควรทำตัวอย่างไร เมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์จัดการอย่างไร ป่วยเป็นโรคอะไรบ้างที่รับวัคซีนได้ หรือกลุ่มไหนที่รับวัคซีนไม่ได้ และลงทะเบียนรับวัคซีนได้ที่ไหน คำถามเหล่านี้จะมีคำตอบในคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ที่เข้าใจง่าย คลายข้อสงสัย และความวิตกกังวล ซึ่ง สสส.จัดทำในรูปแบบรูปเล่ม และแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คนในสังคมไทยได้เข้าถึงมากที่สุด และสามารถดาวน์โหลดได้แล้วในรูปแบบดิจิทัล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนรับวัคซีนควรศึกษาข้อมูล เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องเว้นระยะห่าง ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องล้างมือให้บ่อย ฉีดวัคซีนเป็นการสร้างภูมิให้ร่างกาย ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากเพื่อเป็นการป้องกันด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อม ก่อน ระหว่าง&amp;nbsp; และหลังการฉีดวัคซีน มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและขั้นตอนการรับบริการให้เข้าใจ 2.สำรวจตนเองหากมีไข้สูงในวันนัดหมายฉีดวัคซีนควรแจ้งขอเลื่อนการฉีดออกไปก่อน 3.เมื่อถึงวันนัดหมาย ควรไปถึงสถานที่ฉีดก่อนเวลาอย่างน้อย 30 นาที 4.ตรวจสอบข้อมูลยืนยันตัวบุคคลลงทะเบียนผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; ในโทรศัพท์มือถือให้เรียบร้อย 5.ให้ข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียดและถูกต้อง เช่น ประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ 6.หลังได้รับวัคซีนควรเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างน้อย 30 นาที 7.เมื่อได้รับวัคซีนเข็มแรกควรเตรียมตัวสำหรับการนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และ&amp;nbsp; 8.ทุกคนต้องสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง และล้างมือทั้งก่อน ระหว่าง หลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นพ.นคร เปรมศรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร กล่าวต่อว่า สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นได้กับการฉีดวัคซีนทุกชนิด ถือเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่เป็นสัญญาณแสดงว่า ร่างกายกำลังถูกกระตุ้นให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน คือ 1.อาการไม่พึงประสงค์ทั่วไป&amp;nbsp; ได้แก่ ปวด บวม มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่หายได้เองใน 24-28 ชั่วโมง บรรเทาได้ด้วยการกินยาลดไข้ แก้ปวด พักผ่อน ดื่มน้ำ และ 2.อาการไม่พึงประสงค์ที่ควรพบแพทย์ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองวัคซีนมากเกินไป มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากอาจเกิดกับผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีน มักเกิดภายใน 30 นาทีหลังการฉีด&amp;nbsp; อาการที่พบ ได้แก่ ไข้สูง กินยาก็ไม่ลด หน้ามืดเป็นลม&amp;nbsp; ความดันเลือดต่ำ แน่นหน้าอก หายใจขัด รักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนแล้ว ถือว่าผ่านการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ และไม่ก่อผลข้างเคียงรุนแรง&amp;nbsp; หรือพบในอัตราที่ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ หรือดาวน์โหลดได้ที่&amp;nbsp; http://ssss.network/2uq08 และติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;คนไทยควรอ่านก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงที่ผ่านมามีคำถามมากมายเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทย &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; ได้รวบรวมข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้จักวัคซีนโควิด วัคซีนทำงานอย่างไร วัคซีนต่างชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่างกันหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อหรือไม่ การรับรองประสิทธิภาพคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีน&amp;nbsp; ใครควรได้รับวัคซีน ใครไม่สามารถรับวัคซีนได้ อาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน การให้บริการวัคซีน ข้อปฏิบัติก่อนการรับและหลังการรับวัคซีน คลายความสงสัยเรื่องวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ แพร่เชื้อได้ทั้งทางตรงทางอ้อม&amp;nbsp; จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น&amp;nbsp; น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย หรือผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ จากทางเดินหายใจที่เกิดจากการไอ จาม การพูดคุย โดยเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อพบได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มีอาการได้ตั้งแต่ ไม่มีอาการ อาการเล็กน้อยไม่รุนแรง จนถึงอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิต อาการที่พบบ่อยคือ มีไข้ ไอแห้งๆ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ผื่น&amp;nbsp; ท้องเสีย ตาแดง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ เราอาจติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเชื้อ (สายพันธุ์)&amp;nbsp; ปริมาณเชื้อ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เราอาจติดเชื้อโดยไม่มีอาการ มีอาการน้อย หรือมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้อาจแบ่งความเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ได้เป็น 2&amp;nbsp; กลุ่ม คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือประชาชนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มาก เช่น บุคคลที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้าในการควบคุมโรค บุคคลที่มีอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสคนจำนวนมากหรืออยู่ในพื้นที่แออัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มที่มักมีอาการรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำอื่นๆ เหล่านี้มักมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ในการขับเคลื่อนพาสังคมไทยออกจากวิกฤติโควิด-19 โดยวัคซีนคือสารชีววัตถุที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคโดยทำงานเสมือนเป็น &amp;ldquo;คู่ซ้อม&amp;rdquo; ให้ร่างกายได้ฝึกฝนกลไกการป้องกันโรคตามธรรมชาติ ให้ร่างกายได้รู้จักและมีความพร้อมในการต่อสู้กับเชื้อโรคจริง โดยที่วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถก่อโรคได้ ซึ่งวัคซีนอาจผลิตมาจาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือเชื้อโรคที่ตายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บางส่วนของเชื้อโรคหรือโปรตีนสังเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.สารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การตัดต่อพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคเข้าไปในไวรัสชนิดอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากสารชีววัตถุที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้ว ในวัคซีนยังมีสารประกอบอื่นเพื่อเพิ่มความคงตัว หรือเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่ต้องฉีด 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เพียงพอและอยู่นาน โดยเว้นระยะระหว่างเข็มแตกต่างกัน ซึ่งมักเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2&amp;nbsp; สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างที่เหมาะสม จึงจะมั่นใจได้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพียงพอต่อการป้องกันโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าวัคซีนจะถูกฉีดเป็นรายคน แต่ก็มีประโยชน์ปกป้องคนใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงได้อีกด้วย ในภาพรวม วัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหาโควิด-19 ทั้งช่วยลดความสูญเสียจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และในอนาคตอันใกล้มีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อมูลมากที่จะแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะช่วยลดการติดเชื้อและแพร่กระจายโรคในสังคมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับวัคซีนที่นำมาใช้ในประเทศไทย เป็นวัคซีนที่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ดี อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่และหายได้เอง ปัจจุบันยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในอัตราที่สูงกว่าวัคซีนชนิดอื่นที่ใช้อยู่ทั่วไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามหลักการควบคุมโรค วัคซีนที่สามารถป้องกันความสูญเสียทางสุขภาพ จากการติดเชื้อตั้งแต่ลดโอกาสติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเสียชีวิตของผู้ได้รับวัคซีน และลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ได้รับวัคซีนไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามผู้ได้รับวัคซีนยังมีโอกาสรับเชื้อ มีโอกาสป่วย และมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ ได้ ขณะที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งในสังคมที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ จะยังต้องคงมาตรการป้องกันโรคโควิค-19 ต่อไป ทั้งการสวมหน้ากาก รักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp; วัณโรค ฯลฯ ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการวัคซีนโควิด-19 ตามความสมัครใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี 8 ขั้นตอนในการดูแลความปลอดภัยผู้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนดังต่อไปนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ลงทะเบียนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.คัดกรอง ซักประวัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.รอฉีดวัคซีน ซึ่งจะมีการให้ความรู้ความเข้าใจอีกครั้งก่อนรับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;5.รับการฉีดวัคซีน โดยเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;6.พักรอสังเกตอาการ 30 นาที ซึ่งจะมีการจัดห้องปฐมพยาบาล โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อมดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;7.ตรวจสอบอาการก่อนกลับบ้าน รับคำแนะนำและเอกสารให้ความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.ติดตามข้อมูลและทำการสื่อสารผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;สานพลังคลายทุกข์&amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พม.-สสส.สานพลังวิถีชีวิตใหม่คลายทุกข์ พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาร &amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo; ให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวแบบลับเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; เผยช่วงโควิด-19 ประชาชนแห่ปรึกษากฎหมายครอบครัว พบปมปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ชวนแอดไลน์และบอกต่อเพื่อเป็นตัวช่วยทุกครอบครัวฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จินตนา จันทร์บำรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาครอบครัวหลายรูปแบบ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนักวิชาการด้านครอบครัว พัฒนาแพลตฟอร์ม @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ เพื่อช่วยแก้ปัญหาครอบครัวที่เป็นความลับเฉพาะบุคคล โดย@linefamilyเพื่อนครอบครัว คือช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่จะแยกหมวดหมู่ในการสนทนาหรือรับคำปรึกษาแบบพิเศษได้แบบตัวต่อตัว ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาภายใน 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนากล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มนี้มีการแบ่งบทสนทนาเป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการให้คำปรึกษา เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว การเลี้ยงลูกหรือการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในภาวะวิกฤติ การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายครอบครัว และให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการครอบครัว เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การคุกคามทางเพศ การถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและอื่นๆ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพมาให้คำปรึกษา ได้แก่ นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยพร้อมให้คำแนะนำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานหลัก&amp;nbsp; ทั้งกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 คอยให้ความรู้หรือคลายข้อสงสัยที่ต้องการค้นหาได้อย่างสะดวก โดยแพลตฟอร์มนี้เปิดตัวตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ตรงกับวันแห่งครอบครัว และสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 พบว่ามีประชาชนร้อยละ 36 สอบถามเรื่องกฎหมายครอบครัว รองลงมาร้อยละ 27 ปรึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เรื่องสวัสดิการสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว และสัมพันธภาพในครอบครัว ทั้งนี้ @linefamily&amp;nbsp; และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ จะช่วยสร้างความอบอุ่น ช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างคนที่มีสุขภาวะ ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ โดยเน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพผ่านการสนับสนุนและทำงานเชิงรุก สสส.ทำงานร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยในปีนี้ สสส.ได้สนับสนุนการพัฒนาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับครอบครัว นำไปสื่อสารให้เข้าใจง่ายในรูปแบบดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บางครอบครัวต้องเผชิญกับความเครียด กดดัน จากการว่างงาน การมีรายได้น้อยลง&amp;nbsp; รวมถึงการกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จุดเด่นของ Line เพื่อนครอบครัว คือ 1.ข้อมูลเชื่อถือได้ มีเมนูเข้าสู่เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถเข้ามาดูเมื่อไหร่ก็ได้ 2.มีระบบเก็บข้อมูลที่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลที่เป็นความลับ เช่น การให้คำปรึกษาจะส่งรหัส OTP ยืนยันตัวตนมาที่มือถือเพื่อให้ใช้เข้าระบบแบบส่วนตัว และ 3.การเชื่อมบริการกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว&amp;nbsp; กรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก&amp;nbsp; 3 หน่วยงานตอบคำถามและให้ข้อแนะนำ และส่งต่อเข้ารับความช่วยเหลือ ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สนใจได้ เพียงแค่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หรือไลน์เพื่อนครอบครัว ยืนยันว่าทุกถ้อยคำจะถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจ เป็นส่วนตัว และกล้าเปิดใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส.ส่งเสริมความเข้มแข็งในครอบครัวผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ ทำพื้นที่ต้นแบบ/พื้นที่สาธิต&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถลดปัญหาในครอบครัวได้ด้วยพลังของชุมชนเอง รวมถึงชักชวนผู้ประกอบการ-สถานประกอบการมาเป็นเครือข่ายสถานประกอบการที่เป็นมิตรกับครอบครัว (family-friendly&amp;nbsp; workplace) จากนั้นจะถอดบทเรียนเพื่อขับเคลื่อนเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลสู่ทุกครอบครัวในสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็งอยู่ที่การสื่อสาร เพราะการพูดคุยและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; จะทำให้คนในบ้านเข้าใจกันมากขึ้น ลดความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มต้นจากการจัดการอารมณ์ของตนเอง ให้ใจเย็นลง เพิ่มการรับฟัง ให้อภัยกันเพราะเป็นช่วงที่ทุกคนรู้สึกกดดันไม่ต่างกัน แต่เข้าใจว่าบางทีก็ต้องการตัวช่วย สสส.หวังว่าช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ร่วมพัฒนากับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจะสามารถเป็นแหล่งช่วยเหลืออีกทางหนึ่งของครอบครัว อยากให้ลองใช้และช่วยกันบอกต่อ&amp;rdquo; ณัฐยากล่าว.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102946</URL_LINK>
                <HASHTAG>@linefamily, @linefamilyเพื่อนครอบครัว, herd immunity, IHPP, UNICEF, WHO, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน, จินตนา จันทร์บำรุง, ณัฐยา บุญภักดี, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, นพ.นคร เปรมศรี, พม., สช., สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สธ., สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, สสส., สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e79d03baae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสจ.บุรีรัมย์แจงคำสั่งบังคับฉีดวัคซีน เน้นใช้กลุ่มเสี่ยงแพร่เชื้อโควิดหวังสร้างภูมิคุ้มกันหมู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;14พ.ค.64-นายแพทย์พิเชษฐ พืชขุนทด&amp;nbsp; นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ ออกคำสั่งที่ 13/2564 ลงวันที่ 13 พ.ค.2564 เรื่อง การป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) พ.ศ.2564 ซึ่งเนื้อหาสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายแพร่เชื้อหรือรับเชื้อต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งหากฝ่าฝืนคำสั่งต้องระวังโทษทั้งจำ ทั้งปรับ โดยใจความสำคัญของคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อดังกล่าว คือ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 1.เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือบุคคลที่มาปฏิบัติงานในจังหวัดบุรีรัมย์ และหรือพักอาศัยในจังหวัดบุรีรัมย์ ทำการประเมินตนเองตามแบบประเมินความเสียงโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จังหวัดบุรีรัมย์ ที่กำหนดตามเอกสารแนบท้ายาคำสั่งนี้ ต่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ในชุมชน/หมู่บ้าน ที่ท่านพักอาศัยอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกระบวนการ อสม.เคาะประตูบ้าน หรือผ่านระบบออนไลน์ ในฐานข้อมูลกลางจังหวัดบุรีรัมย์ สำหรับบริการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือผ่านศูนย์ประสานงานรับบริการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของโรงพยาบาล/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน เกี่ยวกับความเสียงการติดเชื้อฯ ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2564 ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2564 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารสุขในพื้นที่จัดกลุ่มการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.ในกรณีที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เจ้าหน้าที่สาธารสุขตรวจพบหรืออาจตรวจพบว่าบุคคลในหรือบุคคลดังกล่าวในข้อ 1 เป็นผู้ที่มีความเสี่ยง อาจมีความเสี่ยงที่จะติดโรคติดเชื้อฯ ให้เจ้าพนักงานนั้นมีอำนาจสั่งให้ผู้ที่มีความเสี่ยง อาจมีความเสี่ยงที่จะติดโรคนั้น ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฯ ตามวัน เวลา และสถานที่ซึ่งเจ้าพนักงานนั้นกำหนด เพื่อป้องกันมิให้โรคคิดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่หรืออาจแพร่ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามข้อ 1 มีโทษตามนัยมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558&amp;nbsp; ต้องระวางโทษจำคิกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามข้อ 2 มีโทษตามนัยมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และอาจมีความผิดตามมาตร 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า&amp;nbsp; คำสั่งดังกล่าวเป็นมติของคณะกรรมการโรคติดต่อ&amp;nbsp; เป้าหมายหลักก็เพื่อต้องการให้คนบุรีรัมย์ที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่พำนัก อาศัย หรือทำงานอยู่ในพื้นที่บุรีรัมย์&amp;nbsp; ให้ลงทะเบียนแสดงความจำนงตามช่องทางที่จัดทำขึ้น ว่า ต้องการจะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19&amp;nbsp; ซึ่งหากไม่ทำการฉีดวัคซีนตามจำนวนที่กำหนดไว้ในเรื่องของภูมิคุ้มกันหมู่ก็จะไม่เกิดขึ้น และการควบคุมการระบาดก็จะไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ปัญหาการระบาดก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ฉีดวัคซีน ดังนั้นคณะกรรมการโรคติดต่อจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นเพื่อระงับยับยั้งการระบาดให้เร็วที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่เกิดกระแสดรามาว่าคนที่ไม่ฉีดวัคซีน แล้วจะมีความผิดตามคำสั่งดังกล่าวนั้น ก็ชี้แจงว่า เป็นการเน้นบังคับใช้กับบุคคลที่ผ่านการประเมินจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงจะไปแพร่เชื้อกับคนอื่น เช่น คนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยแต่ไม่ยอมฉีดวัคซีนก็สามารถใช้คำสั่งดังกล่าวได้ แต่หากคนที่เจ้าหน้าที่ประเมินแล้วไม่ได้มีความเสี่ยง ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีเหตุผลจำเป็นที่ไม่ต้องการฉีดวัคซีนก็สามารถแจ้งความประสงค์ไม่รับการฉีดได้เช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พ่อค้าขายปลา ในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์&amp;nbsp; เห็นด้วยที่มีการออกคำสั่งบังคับให้ผู้ที่มีความเสี่ยงฉีดวัคซีน เพราะเชื่อว่าสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อและเพื่อความปลอดภัยของคนส่วนรวม ส่วนตัวก็ไปฉีดวัคซีนเข็มแรกมาแล้ว ก็ไม่ได้มีผลข้างเคียงอะไรยังสามารถประกอบอาชีพและใช้ชีวิตตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102933</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์พิเชษฐ พืชขุนทด, บังคับฉีดวัคซีน, สร้างภูมิคุ้มกันหมู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e5feaacfba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปูพรมฉีดเข็มแรก ‘บิ๊กตู่’ย้ำกรกฎาคมประชากรผู้ใหญ่ครึ่งของประเทศได้รับวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แจงถี่ยิบ! &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; กางไทม์ไลน์วัคซีนซ้ำ 3 แนวทาง เพิ่มแน่ 150 ล้านโดส 50 ล้านคนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ จ่อฉีดเข็ม 3 ด้วย สั่งสู้กระแสโลกแย่งวัคซีน และปรับแนวทางปูพรมฉีดเข็มแรกให้มากที่สุด ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขแจงผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ผ่านแอปหมอพร้อมจะได้ฉีด AstraZeneca เริ่มเดือน มิ.ย. ประเดิม 16 ล้านโดส องค์การเภสัชฯเร่งดีลวัคซีนให้เอกชนยันจบในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า &amp;quot;จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ผมได้ตัดสินใจเดินหน้า 3 แนวทางเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ดังนี้ครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางแรก เราต้องเพิ่มจำนวนวัคซีนของเราให้มากกว่านี้ จากที่ปัจจุบันเราตั้งเป้าสั่งซื้อวัคซีนที่ 100 ล้านโดส ประเทศไทยควรต้องหาวัคซีนเพิ่มอีกให้เป็น 150 ล้านโดส หรือมากกว่านั้นให้ได้ แม้ว่าบางส่วนอาจจะส่งมอบให้เราได้ในช่วงปีหน้าก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราไม่ควรจัดหาวัคซีนด้วยเป้าหมายที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าภูมิคุ้มกันหมู่ภายในประเทศจะเกิดขึ้น เมื่อเราฉีดให้ประชาชนได้ 50 ล้านคน เราควรต้องมีวัคซีนให้เพียงพอสำหรับคนไทยทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศเรามีประชากรผู้ใหญ่อยู่ประมาณ 60 ล้านคน และควรต้องมีวัคซีนเผื่อสำรองเอาไว้อีก เพราะทุกวันนี้ทั่วโลกยังมีความไม่ชัดเจนว่าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จากไวรัสตัวนี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ตลอดจนคำถามอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ เช่น หลังจากฉีดวัคซีนครบโดสแล้วประสิทธิภาพของวัคซีนจะคงอยู่ได้นานเท่าไหร่ และเรามีความจำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3 อีกหรือไม่ รวมทั้งเรื่องของการกลายพันธุ์ นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงที่วัคซีนอาจจะส่งมอบล่าช้า อย่างล่าสุด หลายประเทศชั้นนำของโลกมีการคาดการณ์กันว่า ในช่วงเวลานี้จะได้รับส่งมอบวัคซีนเป็นจำนวนที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เขาสั่งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางที่สอง ผมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งทำงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเจรจาสั่งซื้อวัคซีนของเรามีความคืบหน้าที่เร็วกว่านี้ ให้มีการเจรจากับผู้ผลิตหลายรายเพิ่มขึ้นอีก เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้วัคซีนเพิ่มขึ้น เรามีการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนจำนวนถึง 7 ราย และกำลังหาเจรจาเพิ่มอีก รวมถึงวัคซีนใหม่ๆ จากผู้ผลิตรายใหม่ๆ ด้วย แน่นอนว่าในขณะที่ทั้งโลกยังคงแย่งกันสั่งซื้อวัคซีนให้กับประเทศของตัวเอง ทำให้การจัดหาและสั่งซื้อวัคซีนยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากอยู่ แต่เราจะต้องหาทางทำให้ได้ดีขึ้นกว่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของผมเรื่องสุดท้าย คือการปรับแนวทางการฉีด โดยเร่งเครื่องการฉีดวัคซีนเข็มแรก หลังการหารืออย่างเข้มข้นกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และสาธารณสุข เราจะปรับมาให้ความสำคัญกับการเร่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนจำนวนมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เนื่องจากทางการแพทย์มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า หลังจากได้รับการฉีดวัคซีน แม้แค่เพียงเข็มแรก ก็สามารถช่วยลดโอกาสในการรับเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสในการเสียชีวิตไปได้อย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น เราต้องเร่งเครื่องเดินหน้าให้เร็ว ปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับประชาชนจำนวนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ในช่วงประมาณปลายเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยจะมีประชากรผู้ใหญ่จำนวนครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศที่จะได้รับวัคซีนเข็มแรก และได้รับการปกป้องจากอันตรายของโควิด-19 แล้วในระดับที่มากพอสมควรครับ&amp;quot; นายกฯระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลดูแลคนไทยทุกคนทุกสิทธิ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้ให้แนวทางชัดเจนแก่ทุกส่วนราชการ โดยให้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทุกกรณี ทั้งให้ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด คัดกรองก่อนผ่าตัด การตรวจเชิงรุกตามดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งหากผลตรวจไม่พบเชื้อสามารถตรวจซ้ำได้ฟรีหลังกักตัวครบ 14 วัน แต่หากผลตรวจมีการพบเชื้อ จะได้รับการดูแลเข้ารับการรักษาฟรีในโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน Hospitel หรือโรงพยาบาลสนาม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจากรัฐบาลจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่อาจเกิดการฉีดวัคซีนตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยคุ้มครองตั้งแต่วัคซีนเข็มแรกที่ฉีดให้คนไทยเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2564 ให้ประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 หากมีอาการไม่พึงประสงค์ ซึ่งแม้พบในสัดส่วนที่น้อย รัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทุกกรณี ตามหลักเกณฑ์เงินจ่ายเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีประชาชนไทยทุกคนที่ได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ตาย/ทุพพลภาพถาวร ไม่เกิน 4 แสนบาท 2.เสียอวัยวะ/พิการ ไม่เกิน 2.4 แสนบาท 3.บาดเจ็บ/เจ็บป่วยต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 แสน โดย สปสช.จะแต่งตั้งกลไกเพื่อให้สามารถจ่ายได้ภายใน 5 วัน หลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้รับเรื่องแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังกล่าวให้ความมั่นใจว่า วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในประเทศไทย ได้ผ่านพิจารณาอย่างรอบคอบของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งวัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดที่รัฐบาลจัดหาให้ประชาชน มีศักยภาพสามารถลดการเจ็บป่วยที่รุนแรง ลดการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และลดการเสียชีวิตด้วย ช่วยทำให้ประเทศไทยเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ซึ่งจะช่วยหยุดการระบาดของโควิด-19 เพื่อให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (GPO) กล่าวถึงการดำเนินการจัดหาวัคซีนจากผู้ผลิตอื่นทั่วโลก อาทิ โมเดอร์นาให้กับโรงพยาบาลเอกชนว่า กระทรวงสาธารณสุขและองค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการจัดหาวัคซีนจากหลายบริษัท เพื่อฉีดให้กับประชาชนเพิ่มเติม โดยที่ผ่านมา บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ได้มีการหารือกับกระทรวงสาธารณสุขและองค์การเภสัชกรรมมาเป็นระยะๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2564 ได้เข้าพบหารืออีกครั้งกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยืนยันถึงความร่วมมือกันในการจัดหาวัคซีนของโมเดอร์นาให้กับโรงพยาบาลเอกชน โดยผ่านการบริหารจัดการโดยทางองค์การเภสัชกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์กล่าวอีกว่า ขณะนี้วัคซีนดังกล่าวอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นการขออนุญาตขึ้นทะเบียนแบบฉุกเฉิน เรียกว่า Conditional Approval for Emergency Use Authorization (EUA) โดยแนวทางของผู้ผลิตทั่วโลกสำหรับวัคซีนโควิดทุกชนิดที่ผลิตได้และใช้ฉีดใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะต้องบริหารจัดการและกระจายวัคซีนด้วยองค์กรภาครัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;องค์การเภสัชกรรมจะรวบรวมความต้องการวัคซีนของโมเดอร์นา จากภาคเอกชน และยืนยันคำสั่งซื้อเพื่อแจ้งจำนวนความต้องการไปยังบริษัท ซิลลิค ฟาร์มาฯ เพื่อให้บริษัทเร่งการนำเข้าวัคซีน กระจายไปฉีดให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงให้เร็วที่สุดภายในปีนี้&amp;quot; นพ.วิฑูรย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวด้วยว่า การดำเนินการฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชาชนโรงพยาบาลเอกชนมีการดำเนินงาน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ฉีดให้ฟรีตามที่ทางภาครัฐจัดสรรวัคซีนมาให้ เพื่อช่วยให้การกระจายการฉีดของภาครัฐให้กับประชาชนรวดเร็ว เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันหลายโรงพยาบาลเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ 2 ฉีดแบบมีค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนนี้ที่ทุกๆ ฝ่ายกำลังเร่งจัดหาวัคซีนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งวัคซีนจะเป็นคนละยี่ห้อกับที่ภาครัฐจัดสรรมาให้ ไม่เกิดความซ้ำซ้อนกับวัคซีนของภาครัฐ ในเบื้องต้นวัคซีนที่ฉีดแบบมีค่าใช้จ่ายนี้เป็นวัคซีนบริษัทโมเดอร์นา ที่กำลังอยู่ระหว่างการขออนุญาตขึ้นทะเบียน และรวมถึงวัคซีนอื่นๆ ที่จะมีการขึ้นทะเบียนต่อไปในอนาคต ซึ่งวัคซีนที่โรงพยาบาลเอกชนจะนำมาใช้ฉีดนั้นจะมีการควบคุมราคาการให้บริการในการฉีดวัคซีนในราคาที่สมเหตุสมผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอย้ำว่าการจัดหาวัคซีนนี้ที่ต้องให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้จัดซื้อเข้ามานั้น เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทผู้ผลิตที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐของประเทศผู้ซื้อวัคซีนเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อและบริหารจัดการตามแนวทางของการได้รับทะเบียนแบบฉุกเฉิน และเป็นแนวทางของผู้ผลิตทั่วโลก&amp;rdquo; ศ.ดร.นพ.เฉลิมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด-19 เปิดเผยว่า คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติมีมติอนุญาตให้ฉีดวัคซีนซิโนแวคในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป้าหมายเพื่อให้คนกลุ่มดังกล่าวเข้าถึงวัคซีน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่มีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เช่น เดือนพฤษภาคม ที่มีเพียงวัคซีนซิโนแวค เพื่อช่วยลดการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ จึงต้องคลายล็อกเพื่อให้มีวัคซีนฉีดสำหรับผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวัคซีนแอสตร้าฯ เป็นวัคซีนหลักของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ทั้งนี้ล็อตแรกในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม จะมีวัคซีนแอสตร้าฯ ทยอยออกมา 16 ล้านโดส ดังนั้น ผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ที่จองในระบบหมอพร้อม จะได้รับวัคซีนของแอสตร้าฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวโดยสรุปคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับวัคซีนแอสตร้าฯ เป็นหลัก ยกเว้นในช่วงที่ไม่มีวัคซีนชนิดนี้และมีแต่วัคซีนซิโนแวค หรือแพทย์ที่ดูแลใช้ดุลพินิจว่าผู้สูงอายุคนนี้สมควรได้รับวัคซีนซิโนแวค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทำความเข้าใจฉีดซิโนแวคในคนอายุเกิน 60 ปี คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติอนุญาตให้ฉีดวัคซีนซิโนแวคในคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้ เป้าหมายเพื่อให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าถึงวัคซีน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่มีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เช่นในเดือนพฤษภาคมจะมีแต่วัคซีนซิโนแวค จะช่วยลดการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุได้ จึงต้องคลายล็อกเพื่อให้มีวัคซีนฉีดสำหรับผู้สูงอายุ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณเผยว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะเป็นวัคซีนหลักของประเทศไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ผู้ที่จองในระบบหมอพร้อม ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคจะได้รับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า เพราะเราจะมีวัคซีนชนิดนี้ถึง 16,000,000 โดส ในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม กล่าวโดยสรุปคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นหลัก ยกเว้นในช่วงที่ไม่มีวัคซีนชนิดนี้ และมีแต่ซิโนแวค หรือแพทย์ที่ดูแลใช้ดุลพินิจว่าผู้สูงอายุคนนี้สมควรได้รับวัคซีนซิโนแวค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสายพันธุ์การระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันว่า ถ้าเรามองย้อนไปถึงการระบาดตั้งแต่ปีที่แล้ว สายพันธุ์ของการระบาดปีที่แล้วเป็นสายพันธุ์ที่มาจากอู่ฮั่น จนกระทั่งมาระบาดที่สมุทรสาคร ซึ่งสายพันธุ์ที่ระบาดที่สมุทรสาครเป็นสายพันธุ์ที่ได้มาจากพม่า สายพันธุ์นี้เหมือนกับสายพันธุ์ทั่วไปที่ระบาดทั่วโลก แต่การระบาดครั้งใหม่ปลายเดือนมีนาคม สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ปริมาณไวรัสในลำคอของผู้ป่วยจะมีจำนวนมาก และไวรัสนี้ยังติดต่อง่ายกว่าไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม 1.7 เท่า ทำให้ผู้ป่วยของเรายอดสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการระบาดมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ยงกล่าวอีกว่า ทุกวันนี้จะเห็นว่าอัตราการสูญเสียชีวิตค่อนข้างมากถ้าเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา หรือถ้าพูดเฉลี่ยก็คือ 1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย เพราะฉะนั้นการป้องกันที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าทุกคนใส่หน้ากากอนามัย ก็จะลดการแพร่กระจาย และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็มีโอกาสที่จะรับเชื้อได้น้อยลง ดังนั้นการกำหนดระยะห่างสำคัญมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะมาช่วยเราได้เร็วขึ้นในการลดการระบาดคือการให้วัคซีน การฉีดวัคซีนถามว่ามีความเสี่ยงไหม ก็ตอบว่ามีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงนี้ถ้าเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้ การที่เป็นโควิดแล้วมีโอกาสเสียชีวิตอย่างน้อย ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ กับการฉีดวัคซีนแล้วโอกาสที่จะเกิดอันตรายจากวัคซีน อาจจะเป็นหนึ่งในหลายๆ แสนหรือหลายล้าน เพราะฉะนั้นความเสี่ยงกับประโยชน์ที่ได้จากการฉีดวัคซีนแล้ว ห่างเป็นพันเท่า การแพ้วัคซีนที่เราเห็นเป็นข่าวส่วนใหญ่เป็นอาการเพียงชั่วคราว จะเห็นว่าในประเทศเรายังไม่มีผู้ใดที่เสียชีวิตที่เกิดจากวัคซีน ผมเคยเปรียบเทียบเสมอว่าความเสี่ยงในการข้ามถนนของผม อาจจะมากกว่าความเสี่ยงของการฉีดวัคซีนด้วยซ้ำ เราจึงกำหนดให้ทุกคนขอให้มาฉีดวัคซีน ซึ่งเรามีมาตรการในการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วโดยการให้ฉีดที่โรงพยาบาล&amp;rdquo; นพ.ยงกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102240</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ฉีดวัคซีน, ฉีดเข็มแรก, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด, ปูพรมฉีดเข็มแรก, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วัคซีนโควิด, สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แย่งวัคซีน, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a8759d270.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวไกลฉีดวัคซีนก่อนปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ส.ก้าวไกลแห่ฉีดวัคซีนโควิดก่อนใคร สวดยังเก่งแต่ปาก &amp;quot;วิโรจน์&amp;quot; อ้างฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน และวัคซีนไม่ใช่ของรัฐบาล มาจากภาษีประชาชน แต่เจอโซเชียลตลบหลัง ขุดโพสต์ทวิตเตอร์มัดปาก แต่ตราบใดที่ปริมาณวัคซีนยังมีจำกัด จะให้ไปแย่งประชาชนฉีดได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ที่สถาบันบำราศนราดูร นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล นำทีม ส.ส.พรรคก้าวไกลกว่า 14 ชีวิต ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร, นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์, นายวุฒินันท์ บุญชู, นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์, นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ที่ไม่อยู่ในช่วงกักตัวเพื่อสังเกตอาการและไม่มีความเสี่ยง เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการรณรงค์และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายวิโรจน์ตกเป็นที่จับตามอง เพราะได้โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ก่อนที่จะเดินทางเข้าฉีดวัคซีนในวันที่ 16 เมษายนนี้ว่า เมื่อสภาประชาสัมพันธ์ให้ฉีดวัคซีน โดยมีกำหนดการมาให้ ส.ส.ก็ควรไปฉีดตามแผนที่สภากำหนด ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ทุกองคาพยพ ณ วันนี้ เมื่อทางการมีแผนให้ไปฉีดวัคซีน เราควรต้องฉีดตามแผน เพราะเป้าหมายของการฉีดวัคซีนคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิโรจน์ทวีตข้อความอีกว่า ต่อให้มีข้อติติงในเรื่องการบริหารวัคซีนอย่างไร ผมย้ำตลอดว่าการฉีดดีกว่าไม่ฉีด เพราะเป้าหมายสำคัญคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน แต่ถ้ารัฐบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่านี้ ประชาชนก็จะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับคนที่ติงว่า ไปว่ารัฐบาล ไปติคุณอนุทิน แล้วไปฉีดวัคซีนของเขาทำไม ผมขอชี้แจงว่าวัคซีนไม่ได้เป็นของรัฐบาล และไม่ได้เป็นของคุณอนุทิน แต่วัคซีนทุก cc นั้นมาจากเงินภาษีของประชาชนทุกคน และการฉีดตามแผน เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ที่ทุกคนควรร่วมมือครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในโลกโซเชียลได้แห่แชร์ข้อความทวิตเตอร์ของนายวิโรจน์ เมื่อวันที่ 7 เมษายน ระบุว่า คำถามคือ วัคซีนจัดหามาได้อย่างเพียงพอกับประชาชนหรือยังครับ ผมประกาศไว้แล้วว่า พร้อมฉีดครับ แต่ตราบใดที่ปริมาณวัคซีนยังมีจำกัด จะให้ไปแย่งประชาชนฉีดได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย กล่าวว่า จากการที่ตนติดตามเรื่องนโยบายการบริหารจัดการวัคซีน และติดตามการบริหารสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มาโดยตลอด ณ วันนี้ การฉีดวัคซีนไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันเฉพาะตนเองเท่านั้น แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ในการร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้รับการคลี่คลาย ประชาชนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน และทำมาหากินประกอบอาชีพได้ใกล้เคียงกับสภาพปกติ รวมทั้งการไม่เป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขเมื่อเกิดการติดเชื้อด้วย เพราะวัคซีนมีผลทำให้ลดความหนักของอาการจากโรคโควิด ดังนั้นทุกๆ ภาคส่วนในวันนี้ หากได้รับหมายหรือได้รับการประชาสัมพันธ์ให้ไปรับการฉีดวัคซีน ควรต้องให้ความร่วมมือด้วยการไปรับการฉีดวัคซีน เพื่อให้การฉีดวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขดำเนินไปตามแผน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ศิริกัญญาย้ำว่า รัฐบาลยังคงจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนให้เกิดความสมดุลอย่างเร่งด่วน โดยสำรองวัคซีนทางเลือกต่างๆ ให้มีความหลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ เพราะหากเกิดอุบัติการณ์จากการฉีดวัคซีน ขึ้นกับวัคซีนยี่ห้อใด ที่มีสมมติฐานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีความจำเป็นต้องระงับการฉีดวัคซีนยี่ห้อนั้นไว้ก่อน เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง อย่างเช่นกรณีการเชื่อมโยงกับภาวะการเกิดลิ่มเลือด จนทำให้หลายประเทศในยุโรปกำหนดข้อแนะนำเกี่ยวกับอายุ (Age Limit) ของผู้รับวัคซีน AstraZeneca หรือในกรณีประเทศเดนมาร์ก ที่ถึงกับยกเลิกการฉีดวัคซีน AstraZeneca ทั้งหมดไปเลย หรือกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าสหภาพยุโรปจะไม่ต่อสัญญากับผู้ผลิตวัคซีนชนิด Viral Vector ซึ่งได้แก่ AstraZeneca และ Johnson &amp;amp; Johnson เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ประเทศจะได้มีวัคซีนทางเลือกอื่น ในการฉีดให้กับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การฉีดวัคซีนในวันนี้มีความจำเป็นอย่างมาก ในเมื่อวัคซีนที่รัฐบาลมีอยู่ มีกระจุกอยู่เท่านี้ ประชาชนก็จำเป็นต้องฉีด เพราะทั้งในมุมของเราและสังคมโดยรวม การฉีดดีกว่าการไม่ฉีด แต่หากว่ารัฐบาลสามารถกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนที่ดีกว่านี้ มีวัคซีนทางเลือกที่หลากหลายในปริมาณที่สมดุลเพียงพอ ความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีนที่ประชาชนต้องแบกรับก็จะลดลง ประชาชนก็จะมีโอกาสได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่สูงขึ้น ในขณะที่รัฐบาลก็จะสามารถบริหารการฉีดวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับอุปัทวเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมั่นใจ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ยังมี ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองเข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ, นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา, นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.ธณิกานต์&amp;nbsp; พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ, นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย, นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าทางกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99713</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, รับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน, วัคซีนโควิด, ส.ส.ก้าวไกล, สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_607987bb8f001.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
