<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลเหตุแท้จริงที่&#039;ร.7&#039;ทรงสละราชสมบัติ! &#039;อดีตผู้บริหารมธ.&#039;สอน&#039;ปิยบุตร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ข้อเขียนชิ้นนี้ยาวมาก และต้องใช้เวลาค้นคว้านาน จึงอยากให้อ่านจนจบครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ในหัวข้อ &amp;ldquo;สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย 64&amp;ldquo; ผู้รับเชิญมาสนทนากับคุณจอมขวัญมี 2 คน คือ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ปิยบุตร เริ่มต้นด้วยความเห็นว่าประเด็นปัญหาเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้วอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในในวงวิชาการ ทั้งในการรณรงค์ แต่มาหยุดชะงักลงเมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2557 ต้องให้เครดิตผู้ชุมนุม ที่มีความกล้าหาญที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น ดังนั้นจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เรื่องนี้ได้ถูกนำขึ้นมาวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการสนทนาตอนหนึ่ง นพ.ตุลย์ ได้พูดถึงการหยิบยกเอาเหตุการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาเกี่ยวข้อง น.พ.ตุลย์ เห็นว่า ควรจะต้องพูดด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชหัตถเลขา ในการสละราชสมบัติความตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะนั่นคือหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากความเห็นของ นพ.ตุลย์ อ.ปิยบุตร ได้แสดงความเห็นในประเด็นนี้ ซึ่งจะขอถอดคำพูดทุกคำมาให้อ่านกันดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอพูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ สิ่งที่จะต้องมาคู่กับประวัติศาสตร์คือเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น&amp;nbsp; ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายมีเท่าเทียมกัน มันก็จะมาถกเถียงกันว่า เรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง อย่างเช่นถ้าผมไปพูดกับฝ่ายที่สนับสนุนว่าในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระบิดาแห่งประชาธิปไตย ยังไงเขาก็ไม่เชื่อ เขาก็จะหยิบยกคำพูด เหมือนกับที่คุณหมอพูดเมื่อสักครู่นี้มาโดยตลอด&amp;nbsp; แต่ถ้าเราลองไปสืบค้นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มันก็ชัดว่าประโยคที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านพูดว่า ท่านทรงสละราชสมบัติในปี 2477 เนี่ย จุดเริ่มต้นเนี่ย มันมาจากการที่ว่า ในหลวงรัชการที่ 7 พยายามที่จะวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดกครั้งหนึ่ง ในท้ายที่สุดก็ทำความเข้าใจกันได้ ผู้สำเร็จราชการก็ไปลงนามแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกครั้งหนึ่งก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 พูดกันตรงๆ ก็คือ เสียงข้างมากในเวลานั้นน่ะ เขาเอาไปตั้งกันหมด ในหลวงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงบอกว่า ท่านไม่ได้มีโอกาสได้ตั้งเลยหรือ&amp;nbsp;
ทีนี้ปัญหามันเป็นยังงี้ครับ นี่คือการต่อสู้กันเป็นเรื่องปกติครับ คุณจอมขวัญ เวลามันมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิฯ มาเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ มันจะมีการตกลงกันอยู่ แล้วตกลงพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ตรงไหน ขอบเขตพระราชอำนาจจะมีแค่ไหนเพียงใด มันจะมีการสู้กันทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แล้วมันจะค่อยๆขยับๆจนชัดเจนขึ้น มันก็เหมือนอังกฤษ กว่าจะชัดเจนกันแบบนี้ก็ผ่านกันเป็น 100 ปี ฉะนั้นเวลาเราพูดประวัติศาสตร์เนี่ย ถ้าพูดกันในมิตินี้ นั่นก็คือว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านก็ทรงตัดสินใจ ซึ่งผมก็นับถือในแง่ของการต่อสู้ทางการเมืองนะ คือเมื่อสู้กับฝ่ายการเมืองแล้ว สู้ไม่ได้ ทางออกนั่นก็คือ สละราชสมบัติ ไม่ขอเป็นพระมหากษัตริย์ต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ว่า ข้อความที่บอกว่าอะไรต่างๆในพระราชหัถเลขานั้นเนี่ย ต้องสืบสาวราวเรื่องต่อครับว่า มูลเหตุที่แท้จริง คือเรื่องพระราชอำนาจในการวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดก มูลเหตุที่ 2 คือ พระราชอำนาจในการเข้าไปแต่งตั้ง ส.ส.ประเภทที่ 2 นี่คือมูลเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับคณะราษฎร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า อ.ปิยบุตร พยายามโต้แย้งว่า การสละราชสมบัติของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 นั้น มูลเหตุที่แท้จริงไม่ได้มาจากข้อความในพระราชหัตถเลขา ตามที่ นพ.ตุลย์ นำมากล่าว&amp;nbsp; แต่เป็นเพราะทรงมีความขัดแย้งกับรัฐบาลคณะราษฎร ซึ่งมาจากมูลเหตุ 2 ประการดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ อ.ปิยบุตรเห็นว่า &amp;ldquo;ชัด&amp;rdquo; ที่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจากมูลเหตุหลัก 2 ประการข้างต้น น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อความกระจ่าง จึงจะขอนำข้อมูลจากหนังสือเรื่อง &amp;ldquo; เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; ที่คุณวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย เป็นผู้เขียนมาเล่าสู่กันให้ทราบ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มาจากการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดเล่มหนึ่ง&amp;nbsp;
ประเด็นแรก มูลเหตุของความแย้งเรื่องแรก ที่ อ.ปิยบุตรกล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 พยายามที่จะวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดกนั้น ต้องยอมรับว่ามีความขัดแย้งจริง โดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ขณะเสด็จไปประทับอยู่ที่เมือง เซอร์เร่ ประเทศอังกฤษ ทรงไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติอากรมรดก จึงทรงยับยั้ง ในวันที่ 8 สิงหาคม 2477 แล้วส่งคืนกลับให้สภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาใหม่ โดยขอให้มีการบัญญัติให้ชัดเจนว่า มรดกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมรดก ทั้งนี้เพราะทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์แผ่นดิน ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ซึ่งทรงยินยอมให้เสียภาษีอากรตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติยืนยันตามร่างเดิม ทำให้พระองค์ต้องจำยอมลงพระปรมาภิไธยในเวลาต่อมามิใช่สามารถทำความเข้าใจกันได้อย่างที่ อ.ปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก แม้เป็นความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์และคณะราษฎร แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องหลักที่ทรงสละราชสมบัติ เพราะนี่ไม่ใช่พระราชบัญญัติฉบับเดียวที่ทรงขอให้แก้ไข แต่สภาผู้แทนราษฎรกลับมีมติยืนยันตามร่างเดิม ยังมีฉบับอื่นอีกเช่น พระราชบัญญัติกฎหมายลักษณะอาญา ที่ทรงยับยั้งในวันที่ 29 กันยายน 2477 เพราะทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการบัญญัติในประเด็นการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อพระราชทานอภัยโทษการประหารชีวิต แต่สภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงมีมติยืนยันตามร่างเดิม โดยไม่ฟังคำทักท้วงแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องดังกล่าวข้างต้นแล้ว ขณะประทับอยู่ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชบันทึกถึงความไม่เห็นด้วยต่อรัฐบาลในประเด็นต่างๆ เช่น ขอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักเสรีภาพของประชาชน เรื่องการอภัยโทษหรือลดโทษทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีกฏบวรเดช ที่มีการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีโดยไม่ให้ผู้ต้องหามีทนายแก้ต่าง เรื่องรัฐบาลตัดงบประมาณและกำลังทหารรักษาวัง รวมทั้งเรื่องให้บุคคลต่างๆในรัฐบาลเลิกกล่าวร้าย ทับถมการงานของพระบรมราชจักรีวงศ์ และของรัฐบาลเก่า อีกทั้งให้ปราบปรามผู้ซึ่งดูถูกพระบรมราชจักรีวงศ์อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังทรงขอร้องให้เลิกจับกุมราษฎรโดยหาว่า &amp;ldquo;กล่าวร้ายรัฐบาล&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายยังทรงระบุด้วยว่าจะต้องได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลทุกเรื่อง&amp;nbsp; มิฉะนั้นจะไม่เสด็จกลับประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 31 มกราคม 2477 สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดอภิปรายข้อเสนอตามพระราชบันทึกแต่ละประเด็น ต่อมารัฐบาลได้ถวายคำตอบกลับไปยังประเทศอังกฤษ ปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระองค์ทุกประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความขัดแย้งเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ดูจะเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเรื่องแรกมาก แต่ไม่ใช่เป็นเพราะในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ได้ทรงมีบทบาทในการแต่งตั้ง ส.ส.ประเภทนี้ แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงเห็นว่า วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนประเภทที่ 2 ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องสมาชิสภาผู้แทนแทนราษฎรประเภทที่ 2 ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คืออะไร ในรัฐธรรมนูญฉบับของคณะราษฎร ได้จำแนกประเภทของส.ส.ออกเป็น 3 ยุค 3 สมัย ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 1 ให้คณะราษฎรจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นจำนวน 70 คน เป็นสมาชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 2 ภายใน 6 เดือน หรือจนกว่าจะจัดประเทศเป็นปกติเรียบร้อย สมาชิกในสภาจะมีบุคคล 2 ประเภท ประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ประเภทที่ 2 ให้ผู้ที่เป็นสมาชิกสมัยที่ 1 ที่คณะราษฎรเป็นผู้แต่งตั้ง เป็นสมาชิกประเภทที่ 2 โดยปริยาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 3 เมื่อราษฎรได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สมาชิกประเภทที่ 2 เป็นอันไม่มีอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 จะมาจากการแต่งตั้งโดยคณะราษฎร ไปอีก 10 ปี นอกจากจะมีราษฎรสอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เกินกว่าครึ่งก่อนครบกำหนดเวลา 10 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความบางตอนในพระราชบันทึกที่ได้พระราชทานแก่รัฐบาล แสดงให้เห็นถึงพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ครั้นต่อมาในระหว่างที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอยู่ ข้าพเจ้าก็ได้พยายามตักเตือนและโต้เถียงกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ตลอดเวลาว่า ควรถือหลัก Democracy อันแท้จริงจึงจะถูก ถ้ามิฉะนั้นจะเกิดทำให้มีความไม่พอใจขึ้นแก่ประชาชน ซึ่งส่วนมากต้องการให้มีการปกครองแบบ Democracy อันแท้.....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในพระราชบันทึกฉบับเดียวกัน ได้ทรงแสดงความเห็นเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ข้าพเจ้าเห็นว่าสมาชิกประเภทที่ 2 นี้ ยังควรมีอยู่จริง แต่ควรกำหนดให้เป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และเป็นผู้ที่เคยชินกับการงานมาแล้ว....การเลือกตั้งนั้น อย่าให้เป็นบุคคลใดคนหนึ่งเลือกได้ก็จะดี เพราะจะป้องกันไม่ให้มีเสียงได้ว่าเลือกพวกพ้อง เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องให้ประชาชนเลือก หรือให้บุคคลที่เรียกว่ามีความรู้ Intelligentsia เลือก....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในพระราชหัถเลขา ประกาศสละราชสมบัติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;.....การที่ข้าพเจ้ายินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ที่ข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน .....ไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทางให้สมาชิกที่ราษฎรตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ.......&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยก......
.......... และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้มีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราขสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิจารณาด้วยความเป็นธรรม จะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงสละราชสมบัติเพราะความขัดแย้งเรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก หรือแม้แต่เรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ที่ อ.ปิยบุตรกล่าวว่า เป็นเพราะพระองค์ไม่มีบทบาทในการเลือก เป็นมูลเหตุหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความจริงว่า นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับพระองค์ท่าน เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีโอกาสชนะ เพราะอำนาจทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียวคือคณะราษฎร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุของการสละราชสมบัติจึงเป็นเรื่องต่างๆ ที่สะสมกันมาตั้งแต่มีทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยคณะราษฎร จนถึงวันที่ทรงประกาศสละราชสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโอนอ่อนยอมตามคณะราษฎรเมื่อถูกยึดอำนาจ โดยไม่ให้มีการใช้กำลังต่อสู้ ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ และการปกครองในระบอบประขาธิปไตยอยู่แล้ว ดังที่พระองค์ทรงมอบหมายให้พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาชาวอเมริกัน นาย เรมอนด์ บี สตีเวนสัน ไปจัดการร่างรัฐธรรมนูญจนแล้วเสร็จ เตรียมที่จะพระราชทานในวันที่ 6 เมษายน 2475 อันเป็นวันครบรอบ 150 ปีของพระบรมราชจักรีวงศ์ แต่ด้วยมีการคัดค้านกันมากว่า ประชาชนยังไม่พร้อม เรื่องนี้จึงได้ชะลอออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมก็ทราบดี ดังพระราชบันทึกทรงเล่าของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้ทรงกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระยาศรีวิสารฯนั่นแหละรู้ดี เพราะเป็นคนติดต่อเอาคนอเมริกัน ดูเหมือนจะชื่อ สตีเวนสัน มาเป็นที่ปรึกษา หลวงประดิษฐ์เองก็รู้ว่า ในหลวงทรงมีร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะมีการพระราชทานแน่ แต่คงไม่ทันใจกัน....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร และแนวทางการปกครอง ไม่สอดคล้องกับของพระองค์ การทักท้วง ขอให้แก้ไข ไม่ว่าจะทรงทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล และไม่มีโอกาสจะเป็นผล อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า จะมีการบีบบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติ ดังปรากฏหลักฐานในพระราชหัตถเลขาปรับทุกข์ไปยัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม ความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ข่าวลือหลังนี้ที่น่าเชื่อถือก็มีมากและที่เหลวก็มี ......นอกจากนี้ก็ว่า จะให้ฉันยกพระคลังข้างที่ให้แก่ชาติทั้งหมด แล้วให้ abdicate (บีบให้สละราชสมบัติ) เขาจะประกาศเป็น republic และจะจับพวกเจ้าและตัวฉันขังไว้เป็นตัวประกัน....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เนื่องจากพระองค์มีความอึดอัดพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลไม่เคยสนใจฟังคำทักท้วงของพระองค์เลย ทรงเห็นว่ายิ่งนานไปก็ยิ่งจะมีแต่ความ &amp;ldquo;ขึ้งเคียดแก่กัน&amp;rdquo; จึงทรงเปิดโอกาสให้มีจัดตั้งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ โดยไม่ทรงแต่งตั้งรัชทายาทขึ้น เพื่อให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรจัดเลือกขึ้นเองได้ตามความพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ คือมูลเหตุที่แท้จริงของการสละราชสมบัติของพระองค์&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89203</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมขวัญ, ปิยบุตร, ร.7, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, สถาบัน, สละราชสมบัติ, หมอตุลย์, อดีตรองอธิการฯมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f673f2643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.7ทรงสละราชสมบัติที่ทรงเข้าสู่ในฐานะพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ ไม่ใช่ตามรัฐธรรมนูญ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (ซึ่งตามปฏิทินปัจจุบันเป็น พ.ศ. ๒๔๗๘) ด้วยเหตุต่างๆ ในที่นี้ขอเสนอบทวิเคราะห์องค์พระราชหัตถเลขาแต่เพียงโดยสังเขป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มที่ข้อความย่อหน้าที่ ๒ หน้า ๕ ที่ว่า &amp;ldquo;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนอ่านแค่นี้แล้วเข้าใจไปว่า ทรงสละพระราชอำนาจในวาระที่ทรงสละราชสมบัติ ซึ่งจริงๆ แล้ว ทรงสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเกือบ ๓ ปีก่อนหน้านั้นแล้ว คือเมื่อมีการ &amp;ldquo;ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rdquo; เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และทรงรับเป็น &amp;ldquo;พระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ&amp;rdquo; ซึ่งหมายความว่าไม่ทรงมีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในพระหัตถ์อีกต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ข้อความที่คัดมาข้างต้นจึงเป็นการทรงย้อนไปกล่าวถึงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่าได้ทรงสละพระราชอำนาจให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป เพื่อประกอบการทรงอธิบายเหตุผลว่า เหตุใดจึงต้องสละราชสมบัติใน พ.ศ. ๒๔๗๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำอธิบายของพระองค์โดยสรุปอยู่ที่ย่อหน้าที่ ๑ ของหน้าเดียวกัน ใจความดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุตติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้น ในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือเมื่อทรงสละพระราชอำนาจ (เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕) แล้วทรงพบว่า &amp;ldquo;รัฐบาลและพวกพ้อง&amp;rdquo; ทำการปกครองในพระปรมาภิไธย (ในนาม) ของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (องค์พระประมุข) ในรูปแบบที่ผิด &amp;ldquo;หลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;หลักความยุติธรรม&amp;rdquo; (ตามที่ทรงเข้าพระราชหฤทัย)&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงนี้อธิบายขยายความได้ว่า สองหลักนี้มีความเชื่อมโยงกันเป็นหลักของระบอบรัฐธรรมนูญแบบเสรีนิยม กล่าวคือ ถือว่ามนุษย์แต่ละคนมีเสรีภาพ (freedom) มาแต่กำเนิด ด้วยเหตุผลที่ว่ามนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดียรัจฉาน ตรงที่ คิดเป็น ใช้เหตุผลเป็น และจึงสร้างสรรค์เป็น (ส่วนจะคิดหรือใช้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสรีภาพนี้จึงต้องได้รับความคุ้มครองจากการถูกริดรอนโดยการใช้อำนาจจากมนุษย์คนอื่นโดยเฉพาะยิ่งจากผู้ปกครอง จึงเป็นที่มาของแนวคิด การปกครองโดยหลักนิติธรรม (the rule of law) การปกครองโดยหลักนิติธรรมนี้พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการปกครอง (การใช้อำนาจ) ตามอำเภอใจของผู้ปกครอง (arbitrary rule) เท่ากับว่าผู้ปกครองจะต้องทำการตัดสินใจตามกฎเกณฑ์หรือหลักการที่ใช้บังคับทั่วไปกับบุคคลทุกผู้ทุกนามอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกปฏิบัติ กล่าวคือการตัดสินใจต้องเป็นกลางไม่โอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และใช้กับทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการปกครองเป็นเช่นนี้ได้แล้ว ทุกคนก็จะมี &amp;ldquo;ความเสมอภาคกันในสายตาของกฎหมาย (equality before the law)&amp;rdquo; และมีเสรีภาพ คือปราศจากความหวาดกลัวว่าจะมีการใช้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครอง (freedom from fear) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นการปกครองที่ปวงประชาได้รับการปกป้อง (demo-protection) แนวคิด &amp;ldquo;การปกครองโดยหลักนิติธรรม&amp;rdquo; นี้เองเป็นที่มาของแนวคิด ระบอบรัฐธรรมนูญ (constitutionalism) ซึ่งต้องบอกว่ายังไม่ถึงกับเป็นประชาธิปไตย&amp;nbsp;


สล็อต789&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวนี้มาดูย่อหน้าที่ ๓ หน้า ๔ ซึ่งแยกแยะได้เป็นสองตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนแรกมีว่า &amp;ldquo;บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่าทรงนำเรื่องประชาธิปไตยหรืออำนาจอธิปไตยของปวงประชาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง หมายความว่า นอกจากประชาชนจะต้องมีเสรีภาพที่มีการปกครองในหลักนิติธรรม (ในระบอบรัฐธรรมนูญ) เป็นประกันแล้ว ยังต้องมีสิทธิทางการเมือง คือที่จะมีส่วนร่วมในการชี้ว่านโยบายของประเทศจะเป็นเช่นใดด้วย&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบายเพิ่มเติมตามศาสตราจารย์จีโอวานี ซาตอรี่ (Giovanni Sartori) นักรัฐศาสตร์ชั้นนำชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลีได้ว่า สองเสาหลัก (เสาเข็ม) ของประชาธิปไตยนั้น คือการปกครองโดยหลักนิติธรรม (the rule of law หรือ demo-protection) ประการหนึ่งและอำนาจอธิปไตยของปวงชนหรือ อำนาจของปวงชน (demo-power) อีกประการหนึ่ง (Sartori 2001)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซาตอรีตั้งปุจฉาชวนคิดไว้ต่อไปว่า &amp;ldquo;หากคุณต้องเลือกระหว่างการอยู่ในประเทศที่ demoprotection อย่างเดียวกับประเทศที่มี demo-power อย่างเดียว คุณจะเลือกอยู่ที่ไหน?&amp;rdquo; เขาวิสัชนาว่าเขาจะเลือกอย่างแรก และไขปริศนาไว้ด้วยว่า เพราะหากปวงประชาไม่ได้รับการปกป้องจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจเสียแล้วไซร้ ปวงประชานั้นจะมีหนทางใดเล่าที่จะ (ใช้ความคิดปรึกษากัน รวมตัวกัน) สร้างอำนาจปวงประชาขึ้นมาได้ ดังนั้น การปกป้องปวงประชา หรือการปกครองโดยหลักนิติธรรม (หรือระบอบรัฐธรรมนูญ) จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นของการที่จะมีประชาธิปไตย และจึงเป็นเสาหลักหนึ่งขาดไม่ได้ของระบอบประชาธิปไตย แต่มีเสานี้เสาเดียวก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย ต้องมีอีกเสาหนึ่งคือ อำนาจของปวงประชา&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ว่าแต่ละประเทศจะจัดการให้มีทั้ง ๒ เสาบนสภาพจริงตลอดจนชีวิตวัฒนธรรมของแต่ละประเทศนั้น คนในประเทศนั้นๆ ต้องคิดอ่านกันให้ดี สำหรับองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในเรื่องปัญหาการปรับใช้อยู่ไม่น้อย เห็นได้จากพระราชบันทึก Problems of Siam (พ.ศ. ๒๔๖๙) และ Democracy in Siam (พ.ศ. ๒๔๗๐) หรือแม้แต่ในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัตินี้เอง ดังความในย่อหน้าที่ ๓ ตอนหลังที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เปนอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงของสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เปนต้นไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความนี้ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ แต่ว่าน่าสนใจเพราะว่าทรงย้อนไปอ้างถึงพระราชภาระของพระมหากษัตริย์สยามตามคติธรรมราชาที่จะต้องทรง &amp;ldquo;ปกป้องปวงประชา&amp;rdquo; ดังความในพระปฐมบรมราชโองการของพระองค์ เมื่อทรงบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ ที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัดนี้เราทรงราชภาระ ครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนื่อท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติ เป็นที่พึ่งจัดการปกครองกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบาย เทอญฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พึงสังเกตว่าได้ทรงสัญญาไว้ว่าจะทรง &amp;ldquo;จัดการปกครองป้องกันอันเป็นธรรม&amp;rdquo; แต่เมื่อได้ทรง &amp;ldquo;เต็มใจ&amp;rdquo; สละพระราชอำนาจแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๔๗๗ ขณะที่จะทรงสละพระราชสมบัติจึงไม่ทรงมีพระราชอำนาจในการจัดการปกครองแล้ว เพราะได้ทรงกลายเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ ทรงมีแต่สิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;พระราชสิทธิ&amp;rdquo; ของพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญตามธรรมเนียมของระบอบนั้นในตะวันตก เช่นอังกฤษ ที่จะทรงรับปรึกษาหารือที่จะพระราชทานกำลังใจและที่จะทรงร้องขอตักเตือนผู้ที่กระทำการปกครองจริงๆ ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงใช้พระราชสิทธิ &amp;ldquo;ร้องขอ&amp;rdquo; ระหว่างพระองค์กับคณะผู้แทนรัฐบาลจากกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่าทรงรู้สึกว่าทรงล้มเหลวในอันที่จะทรงช่วยประคับประคองการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย และที่สำคัญไม่อาจที่จะทรงทำหน้าที่ของธรรมราชาในการปกป้องปวงประชาดังที่ทรงสัญญาไว้แต่ครั้งที่ทรงขึ้นสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้สำเร็จ จึงทรงสำนึกว่าต้องทรงรับผิดชอบ ด้วยการทรงลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งก็คือสละราชสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พึงสังวรว่าทรงสละราชสมบัติที่ทรงเข้าสู่ในฐานะพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ ไม่ใช่ตามรัฐธรรมนูญ จึงทรงสำนึกว่าต้องทรงรับผิดชอบกับการที่ทรงยินยอมเปลี่ยนพระราชสถานะแล้ว การณ์ปรากฏภายหลังว่าไม่อาจทรงรักษาสัญญาไว้ได้ จะใช้ตามภาษาปัจจุบันว่าทรง &amp;ldquo;ตรวจสอบ&amp;rdquo; พระองค์เองก็ได้ แต่ในการนั้นได้ทรงเน้นย้ำถึงหลักการของระบอบประชาธิปไตย ๒ หลักไว้ให้เราคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ทำความเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนการตีความเช่นนี้ก็คือ สำเนาแปลโทรเลขซึ่งส่งมาจากอังกฤษหลังจากที่ทรงสละราชสมบัติแล้วไม่กี่วัน อัญเชิญพระราชกระแสมายัง &amp;ldquo;บรรดาข้าราชการในพระราชสำนัก&amp;rdquo; ความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนจงให้อภัยแก่ข้าพเจ้า ถ้าอภัยให้ได้ ในการที่ได้ละทิ้งไปเสียในเวลานี้แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ถูกและเป็นความยุตติธรรม ข้าพเจ้าไม่สามารถจะทำตนให้ต่ำลง และครองชีวิตอยู่ได้ตลอดไปด้วยความอัปประยศเพื่อว่าจะได้ครอบครองราชย์สมบัติสืบไป...&amp;rdquo; &amp;emsp;
--------------
ผู้เรียบเรียง : รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล
สถาบันพระปกเกล้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66532</URL_LINK>
                <HASHTAG>2475, กาลครั้งหนึ่ง, ร.7, สละราชสมบัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec6334ae5817.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2019 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2019 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จักรพรรดิอากิฮิโตะ&#039; สละราชสมบัติอย่างเป็นทางการแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงประกอบพระราชพิธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันอังคาร ญี่ปุ่นเตรียมเปลี่ยนรัชสมัยจากเฮเซ เริ่มรัชศกใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถือเป็นการสละราชสมบัติครั้แรกในรอบ 200 ปีของราชวงศ์ญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เสด็จพระราชดำเนินออกจากศาลเจ้าคาชิโกโดโกโระภายในพระราชวังอิมพีเรียล ภายหลังพิธีบวงสรวง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 / Japan Pool / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชพิธีสละราชสมบัติจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในที่พระราชวังอิมพีเรียลตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 30 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนา โดยสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งมีพระชนมพรรษา 85 พรรษา ทรงประกอบพิธีสักการะและบวงสรวงดวงพระวิญญาณของจักรพรรดิองค์ก่อนและเทพเจ้าของศาสนาชินโตภายในพระราชวังอิมพีเรียล เพื่อแจ้งพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะสละราชสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเย็น สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเข้าพระราชพิธีสละราชสมบัติเบื้องหน้าเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันรวมถึงพระขรรค์โบราณและสังวาลย์ศักดิ์สิทธิ์&amp;nbsp; ณ พระที่นั่งต้นสน ภายในพระราชวังอิมพีเรียล โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และผู้เข้าร่วมพิธีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ประมาณ 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า แม้สภาพอากาศในกรุงโตเกียวจะมีฝนตกเกือบตลอดทั้งวัน ที่ด้านนอกพระราชวังยังมีประชาชนหลายร้อยคนมารวมตัวกัน คาดกันว่าคืนวันอังคารชาวญี่ปุ่นจะร่วมกันนับถอยหลังเวลาเที่ยงคืนที่เป็นการสิ้นสุดรัชศกเฮเซ ซึ่งยืนยาวนาน 30 ปี และเริ่มรัชศกเรวะ ซึ่งจะยืนยาวนานไปตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันพุธ เจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารพระชนมายุ 59 พรรษา จะทรงเข้าพิธีรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระราชพิธีนี้จะใช้เวลาเพียง 10 นาที และไม่อนุญาตให้สตรีเข้าร่วม แม้แต่เจ้าหญิงมาซาโกะ พระชายาของพระองค์ซึ่งจะเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีองค์ใหม่ หลังจากนั้นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ซึ่งเป็นองค์ที่ 126 ของญี่ปุ่น จะมีพระราชดำรัสต่อประชาชนเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ จากซ้าย สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ สวรรคตปี 2532, สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (กลาง) และเจ้าชายนารุฮิโตะ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิธีบรมราชาภิเษกที่จะเปิดให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วยนั้นกำหนดจัดในวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะจะร่วมขบวนเสด็จพระราชดำเนินไปตามท้องถนนของกรุงโตเกียวเพื่อให้พสกนิกรเข้าเฝ้าฯ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้นำและพระบรมวงศานุวงศ์ของประเทศต่างๆ ถวายพระพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้มีวันหยุด 10 วันสำหรับพระราชพิธีสละราชสมบัติและขึ้นครองราชย์ครั้งนี้ ถึงแม้ผลสำรวจความคิดเห็นชาวญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความบ้างาน จะพบว่ามีถึง 45% ที่รู้สึกเป็นทุกข์กับวันหยุดยาวนานขนาดนี้ โดยมีเพียง 35% ที่มีความสุข.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนรวมตัวที่ลานด้านนอกพระราชวังอิมพีเรียลระหว่างพระราชพิธีสละราชบัลลังก์ที่จัดเป็นการภายใน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34826</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครองราชย์, จักรพรรดิญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น, รัชศกเฮเซ, สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ, สละราชสมบัติ, เจ้าชายนารุฮิโตะ, เรวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190430/image_big_5cc8519dcadd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2018 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2018 20:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จักรพรรดิญี่ปุ่นมีกระแสพระราชดำรัสส่งท้ายก่อนสละราชย์กลางปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะพระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษาเมื่อวันอาทิตย์ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะสละราชสมบัติกลางปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงโบกพระหัตถ์ทักทายพสกนิกรชาวญี่ปุ่น ขณะเสด็จออกพร้อมสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ และเจ้าชายนารุฮิโตะ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสด็จออก ณ สีหบัญชรของพระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียว พระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผยว่ามีพสกนิกรเฝ้ารับเสด็จฯ ราว 82,850 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะมีกระแสพระราชดำรัสในตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ต้องไม่ลืมชีวิตนับไม่ถ้วนที่สูญเสียไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างขึ้นจากการสสะชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และความพยายามที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของชาวญี่ปุ่น เราต้องส่งต่อประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องสู่ผู้ที่เกิดหลังสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่ข้าพเจ้าใกล้สิ้นสุดการเดินทางในฐานะพระจักรพรรดิ ข้าพเจ้าขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจผู้คนจำนวนมาก ที่ยอมรับและให้การสนับสนุนข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ และขอบคุณสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ที่ได้เลือกทางเดินนี้กับข้าพเจ้า และกว่า 60 ปีที่อุทิศตนให้กับครอบครัวของพระจักรพรรดิและประชาชนญี่ปุ่น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้พระองค์ยังตรัสแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดในปีนี้ ซึ่งญี่ปุ่นเผชิญทั้งแผ่นดินไหว, พายุรุนแรง และคลื่นความร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายนปีหน้า ซึ่งเป็นการสละราชสมบัติของจักรพรรดิญี่ปุ่นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2360 โดยเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร จะเสด็จขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 พฤษภาคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24893</URL_LINK>
                <HASHTAG>85 พรรษา, จักรพรรดิญี่ปุ่น, มีกระแสพระราชดำรัส, สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ, สละราชสมบัติ, เจ้าชายนารุฮิโตะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f90775671f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
