<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลชี้ปัญหาแรงงานเถื่อนทะลักจนโควิดระบาดมาจากเจ้าหน้าที่บกพร่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;แรงงานเถื่อนกับโควิด-19&amp;rdquo; จำนวน 1,295 คน สำรวจวันที่ 6 &amp;ndash; 12 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่า สาเหตุของปัญหาแรงงานเถื่อนลักลอบเข้าประเทศ จนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือ ความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 72.14 สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ คือ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด ร้อยละ 68.32 และเห็นว่ากรณีที่กระทรวงแรงงาน &amp;ldquo;เปิดลงทะเบียนผ่อนผันแรงงานต่างด้าว ผิดกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ&amp;rdquo; เป็นการช่วยให้แรงงานทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ร้อยละ 63.81 มาตรการที่ควรช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวเพื่อป้องกันโควิด-19 คือ ควรตั้งจุดคัดกรองในชุมชนและสถานประกอบการ ร้อยละ 60.71 บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากกรณีนี้คือ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ร้อยละ 68.71&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจ ประชาชนเห็นว่าปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ เกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยให้มีการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว โดยเห็นว่าควรมีการใช้กฎหมายและมีบทลงโทษอย่างรุนแรง มีมาตรการเชิงรุกในการป้องกันโควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานต่างด้าว และต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นแล้วปัญหานี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.พรภัทร อินทรวรพัฒน์ &amp;nbsp;รองผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เป็นรอยแผลของสังคมไทยที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2 ดังนั้นรัฐบาลไทยโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานและหน่วยงานฝ่ายปกครองต้องทำงานเชิงบูรณาการเพื่อจัดการปัญหาอย่างเข้มข้นและจริงจัง ต้องลงโทษผู้กระทำผิดให้เป็นบทเรียนที่คนจดจำ ไม่ว่าจะคนของรัฐ ผู้ประกอบการ และนายหน้า ที่ไรัจิตสำนึกด้านสิทธิมนุษยชนและนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤติ รัฐยังต้องดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างด้าวให้พ้นจากความเสี่ยงของการระบาดระลอกใหม่พร้อมกับการดูแลความอยู่รอดทางธุรกิจของสถานประกอบการที่ทำถูกกฎหมาย สื่อสารมวลชนและประชาชนก็ต้องคอยติดตามปัญหานี้ อย่าปล่อยให้เลยผ่าน สุดท้ายคนไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมพหุวัฒนธรรม ไม่โยนความผิดให้กับแรงงานต่างด้าวที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงชีวิต เพราะทุกวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงงานต่างด้าวเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92955</URL_LINK>
                <HASHTAG>สวนดุสิต, สวนดุสิตโพล, แรงงานเถื่อนกับโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_60288e473eb3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2020 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลระบุ&#039;โควิด-19&#039; ทำให้คนไทยหันมาดูแลตัวเองเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค. 2563 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;การดูแลสุขภาพของคนไทยในปี 2020&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,135 คน สำรวจวันที่ 12 - 17 ธันวาคม 2563 พบว่า คนไทยหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น ร้อยละ 68.10 จากสถานการณ์ต่าง ๆ ในปี 2020 ทำให้คนไทยวิตกกังวลเรื่องสุขภาพมากขึ้น ร้อยละ 67.75 มีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ร้อยละ 59.38 สิ่งที่ดูแลสุขภาพของตนเองเป็นพิเศษ คือ การป้องกันตัวเองจากโควิด-19 ร้อยละ 89.48 รองลงมาคือ อาหารการกิน และการออกกำลังกาย โดยสิ่งที่สนใจอยากรู้เพิ่มเติม คือ เทคนิคในการดูแลสุขภาพตนเอง ร้อยละ 71.98&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่า คนไทยหันมาสนใจดูแลตนเองเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องการมีสุขภาพดี รักษาร่างกายให้อยู่กับตนเองได้อย่างมีคุณภาพ ไม่เป็นภาระต่อผู้อื่น เพราะการที่คนไทยอยู่ในสถานการณ์บ้านเมืองที่เคร่งเครียด เศรษฐกิจไม่ดี โควิด-19 ก็ยังระบาด รวมถึงฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่หนาแน่น การฝากความหวังไว้กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาก็หวังได้ไม่มากนัก ทำให้คนไทยต้องหันมาดูแลตนเองมากขึ้น มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีผ่านปี 2020 ไปให้ได้นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ดวงเนตร ธรรมกุล อาจารย์ประจำวิชาสาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า &amp;nbsp;การดูแลสุขภาพของคนไทยในปี 2020 พบว่ามีการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น จากการเกิดสถานการณ์พ้องของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ที่กำลังระบาด จึงทำให้คนไทยสนใจดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ เกิดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นมิติที่ดีที่คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพ เน้นการส่งเสริมสุขภาพร่างกายทั้งเรื่องของการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นการใช้อาหารให้เป็นยา รวมถึงเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายในวิถีชีวิต สอดคล้องกับนโยบายของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ใส่ใจสุขภาพคนไทยใน 5 มิติ (5 อ.) ได้แก่ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์ และอุจจาระ ทั้งนี้ หากเพิ่ม อ.6 เรื่องของ &amp;ldquo;ออมทรัพย์&amp;rdquo; คงทำให้การมีอายุยืนขึ้นของคนไทย เกิดความสมดุล เกิดความสุขในครอบครัว สังคม และชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การดูแลสุขภาพของคนไทยจะสร้างความแข็งแรงของคนไทยไปพร้อมกับอายุที่ยืนยาวขึ้น ลดภาระการดูแลสุขภาพของประชากรสูงวัยในครอบครัวลง ด้วยสุขภาพที่ดีขึ้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพตนเองต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87384</URL_LINK>
                <HASHTAG>การดูแลสุขภาพของคนไทยในปี 2020, สวนดุสิต, สวนดุสิตโพล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdeb190304b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2020 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2020 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านเพลิน! ประวัติ &#039;ที่ดินสวนดุสิต&#039; ร.5 ซื้อจากราษฎร เป็นที่มาการออกโฉนดครั้งแรกในสยาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;รัชดา มีหมาสิบเอ็ดตัว&amp;quot; ของ น.ส.รัชดา โชติพานิช หน่วยวิจัยแผนที่ ภาพถ่ายและเอกสารประวัติศาสตร์&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;quot;ที่ดินพระราชทาน&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโฉนดที่ดินให้แก่สถานศึกษา และหน่วยงานราชการ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด&amp;nbsp;เฉพาะพื้นที่ในเขตดุสิต ประกอบด้วย สถานศึกษาสามแห่ง ได้แก่โรงเรียนราชวินิต จำนวน 6 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จำนวน 60 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จำนวน 37 ไร่&amp;nbsp;1 งาน 10 ตารางวา และหน่วยงานกระทรวงมหาดไทยสองแห่ง ประกอบด้วย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 14 ไร่ 1 งาน 72.70 ตารางวา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 9 ไร่ 3 งาน 92.30 ตารางวา&amp;nbsp;รวมแล้วกว่าร้อยไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ดินพระราชทานนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสวนดุสิตในอดีต หรือพระราชวังดุสิตในปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการขยายพื้นที่พระนครทางทิศเหนือนอกแนวเขตเมืองเดิม คือคลองผดุงกรุงเกษม เป็นการชี้นำให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่และประชาชนขยับขยายย้ายที่อยู่อาศัย จากภายในพระนครที่แออัดไปอยู่พื้นที่นอกพระนคร โดยเริ่มด้วยการสร้างที่ประทับ นอกพระบรมมหาราชวัง สำหรับผ่อนคลาย พระราชอิริยาบถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...ฉันคิดจะทำบ้านเปนที่ไปเที่ยวเล่น ได้กะตกลงใจว่าจะซื้อที่&amp;nbsp;ตั้งแต่บ้านประวิตรไปจนถึงคลองสามเสน ตั้งแต่ถนนสามเสน&amp;nbsp;ยืนขึ้นไปจนถึงทางรถไฟ ได้มอบให้กรมหมื่นมหิศรแลกรมหมื่นสรรพสาตรเปนผู้จัดซื้อแลวางแปลน มีความประสงค์อยากจะใคร่ ให้ได้เร็วๆ ด้วยไม่มีที่เดินเหิรเที่ยวเล่น สังเกตได้ว่าเมื่ออยู่บางปอินสบาย เพราะได้เดินทุกวัน ครั้นกลับลงมานี่ ก็ไม่ใคร่สบายขึ้นทุกวัน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยแนวคิดจะสร้างบ้านสำหรับไปเที่ยวเล่น ทำให้ตัดสินพระทัยซื้อที่ดิน แทนการเวรคืนหรือเรียกคืนตามกฎหมายที่ดินในสมัยนั้น ได้นำมาซึ่งความวุ่นวาย ทั้งเรื่องการครอบครองที่ดิน ขอบเขตที่ดิน ราคาซื้อขายที่ดิน และอื่นๆ ได้นำมาซึ่งการโต้แย้ง ทะเลาะวิวาท ไปจนถึงการฟ้องร้อง และปัญหาคนในบังคับชาติอื่นร้องทุกข์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่า ตั้งแต่สมัยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทอง ความเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น นอกจากทรงมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศแล้ว &amp;ldquo;... ที่ในแว่นแคว้นกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ เป็นที่แห่งพระเจ้าอยู่หัว หากให้ราษฎรทั้งหลาย ผู้เป็นข้าแผ่นดินอยู่ จะได้เป็นที่ราษฎรหามิได้&amp;rdquo; จึงมีการออกหนังสือสำคัญ ใบเหยียบย่ำหรือใบจอง และโฉนดตราจอง ในเวลาต่อมา ให้แก่ผู้ครอบครองที่ดิน เพื่อใช้จัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้เข้ารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อที่ดินทั่วทั้งราชอาณาจักรเป็นของพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีการซื้อขายกัน เพียงแต่เมื่อผู้ใดทิ้งที่ดิน ปล่อยให้ผู้อื่นเข้ามาทำกินแทน ก็จะขาดสิทธิ์ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การซื้อขายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องใหม่แล้ว ยังมีความไม่ชัดเจนของโฉนดตราจอง ที่ทำกันมาช้านาน เกิดกรณีพิพาท ในการแสดงการถือครองสิทธิ์ที่ดิน ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นที่ดินของตน จึงนำมาซึ่งพระราชดําริ ที่ว่า &amp;ldquo;...ที่ดินมีราคามากขึ้น เป็นเหตุให้ราษฎร มีคดีพิพาทเรื่องที่ดินสูงขึ้นสมควรจัดระเบียบสำคัญ อันเป็นหลักฐานสำหรับที่ดิน จัดให้มีสิ่งหมายเขตสำหรับที่ดินให้มั่นคงขึ้น...&amp;rdquo; &amp;nbsp;และมีการออกโฉนดที่ดินขึ้นเป็นครั้งแรก ในสยามประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2444 ที่มาจากการสำรวจรังวัดที่ดินอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการด้านแผนที่ มีรูปแบบเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยข้อมูลผู้ถือครอง ผังบริเวณ และรายละเอียด การเปลี่ยนแปลงผู้ถือครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดซื้อที่ดินนั้น เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ จึงใช้เงินพระคลังข้างที่ อันเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ในการจัดซื้อที่ดินจากราษฎร โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงนครบาล ประสานงานติดต่อกับเจ้าของที่ดิน ร่วมกับเจ้าหน้าที่อำเภอ เป็นผู้รังวัดสอบพื้นที่ สอบถามราคา ที่เจ้าของที่ดินยินยอมขาย หากเป็นราคาที่เหมาะสมก็จะทำสัญญาซื้อขายเป็นรายๆไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังหนังสือกราบบังคมทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาลของพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง อธิบดีกระทรวงนครบาล มีความตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;วันที่ 30 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 117 ข้าพระพุทธเจ้า พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ขอพระทานกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอเสนาบดีกระทรวงนครบาลทรงทราบ ฝ่าพระบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยโปรดเกล้าฯ สั่งให้ข้าพระพุทธเจ้าจัดอำเภอไปทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งจะทรงสร้างวังสวนดุสิต พร้อมด้วยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย&amp;nbsp;แลให้คอยฟังรับสั่งกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยในการที่จะทำหนังสือสัญญาแลจัดซื้อที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปเฝ้ากรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ได้ทรงหาฤๅในการที่จะจัดซื้อที่ในเปนการสมควรแก่ราคา จึ่งได้ตรวจราคาที่ราคาซื้อฃายกันในบริเวรนั้น ทำเปนอัตรามีราคาสูงต่ำแจ้งในอัตรานั้นแล้ว จึ่งมีรับสั่งให้ข้าพระพุทธเจ้าหาตัวบรรดาเจ้าของที่มาพร้อมกัน ณ ที่วัง ข้าพระพุทธเจ้าได้ให้อำเภอท้องที่ตามตัวเจ้าของที่มาพร้อมกัน จึ่งได้ชี้แจงถึงราคาตามอัตรา ฝ่ายเจ้าของที่ซึ่งเห็นว่าเปนราคาอันสมควรได้ยอมตกลงขายที่ให้ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยได้แต่งให้จมื่นราชพันทารักษเปนผู้แทนพระองค์ท่าน เมื่อเจ้าของที่รายใดก็ ตกลงยอมขายที่ให้ตามอัตราแล้ว ก็ให้จัดการซื้อแลทำหนังสือไป...
เนื่องจากพื้นที่สวนดุสิต มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ จึงใช้เวลาจัดซื้อถึง 2 ปีในการรวมที่ดินที่จัดซื้อจากราษฎร จำนวนกว่าสามร้อยราย โดยมีขอบเขตที่ดิน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศเหนือ จรด ถนนราชวัตรในและถนนราชวัตรนอกในสมัยนั้น หรือถนนราชวัตรในสมัยนี้ แนวถนนห่างจากคลองสามเสน ประมาณ 100 &amp;ndash;150 เมตร เพื่อให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ริมคลองมาแต่เดิม ยังคงอยู่อาศัยได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศใต้ จรด ถนนคอเสื้อในสมัยนั้น หรือถนนพิษณุโลกในสมัยนี้ &amp;nbsp;แนวถนนห่างจากแนวคลองผดุงกรุงเกษมประมาณ 150 &amp;ndash; 200 เมตร เพื่อให้ห่างจากวังสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ ที่ได้สร้างขึ้นก่อนหน้านี้ รวมทั้งบ้านเรือนราษฎรในย่านนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศตะวันตก จรด ถนนสามเสน เลียบมาตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะเป็นถนนที่เชื่อมโยงพื้นที่ในพระนคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศตะวันออก จรด ถนนซิ่วในสมัยนั้น หรือถนนสวรรคโลก ในสมัยนี้ และคลองขื่อน่าที่ขนานไปกับแนวทางรถไฟสายแรกของประเทศระหว่างกรุงเทพฯ &amp;ndash; นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงานก่อสร้างสวนดุสิต ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2441 นั้น เมื่อทรงใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มิใช่เงินแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมิได้มีพระราชประสงค์ ให้เรียกที่ประทับแห่งใหม่ว่าพระราชวัง หากให้เรียกเพียง วังสวนดุสิต เท่านั้น ดังความในราชกิจจานุเบกษาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;...เป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจะได้ทำเป็นที่ประทับแลถนน หนทางที่ประพาสต่อไปด้วยเงินพระคลังข้างที่ทั้งสิ้น พระราชทานชื่อที่ตำบลนี้ว่า สวนดุสิต ผู้ใดจะเรียกชื่อที่นี่ ให้เรียกตามชื่อที่พระราชทานไว้&amp;nbsp;ฤาถ้าจะออกชื่อที่ประทับก็ห้าม อย่าให้เรียกว่า พระราชวัง เพราะเหตุที่มิได้สร้างขึ้นด้วยพระราชทรัพย์สำหรับใช้จ่ายการแผ่นดินซึ่งจะเป็นพระราชวังสำหรับสืบไป ที่วังนี้บางทีจะพระราชทานเป็นวังพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใดต่อไป &amp;nbsp;เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเรียกว่า พระราชวัง ให้เรียกว่า วังสวนดุสิต เท่านั้นก็เป็นการสมควรแล้ว...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา โปรดเกล้าให้สร้างหมู่พระที่นั่งต่างๆได้แก่ พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นที่ประทับชั่วคราว ระหว่างการก่อสร้าง พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอภิเษกดุสิต ซึ่งเป็นท้องพระโรงชั่วคราวระหว่างการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม (ที่มาแล้วเสร็จในรัชกาลต่อมา) หมู่พระตำหนักของฝ่ายในต่างๆ ในสวนสุนันทา รวมทั้งสวนนอก ที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชวินิตมัธยม และราชตฤณมัยสมาคมหรือสนามม้านางเลิ้ง เดิมเป็นสถานที่ทดลองการเกษตรแผนใหม่ เช่นครั้งหนึ่ง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตเกียว มาทดลองปลูกหม่อน เลี้ยงไหม เพื่อพัฒนาคุณภาพไหม และผ้าไหมพื้นถิ่น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มีหลายหน่วยงานเข้าใช้พื้นที่และอาคารในเขตพระราชฐาน อาทิ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา และวิทยาครูสวนดุสิต กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพระราชทานโฉนดที่ดินให้แก่สถานศึกษา และหน่วยงานราชการ เมื่อเร็วๆนี้ จึงเป็นการโอนที่ดินให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ายึดครองพื้นที่พระราชวังมานานเกือบร้อยปี ที่สำคัญเป็นการโอนทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้กับทางราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
บัณฑิต จุลาสัย และรัชดา โชติพานิช
หน่วยวิจัยแผนที่ ภาพถ่ายและเอกสารประวัติศาสตร์&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86772</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ที่ดินพระราชทาน, บัณฑิต จุลาสัย, ประวัติศาสตร์, รัชดา โชติพานิช, สวนดุสิต, ในหลวง รัชกาลที่ 10</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201213/image_big_5fd5ff8d44cc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยเจอแรง&#039;กดดัน&#039;รอบด้าน รับต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก ไม่หวังความช่วยเหลือรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ. 2563 การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นหรือแย่ลง และส่งผลต่อความสุขหรือความทุกข์ของประชาชน &amp;nbsp;แต่ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง ประเทศยังคงประสบปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาสังคมต่าง ๆ ย่อมก่อให้เกิดการทับถมและสร้างความกดดันให้กับประชาชนได้อย่างแน่นอน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน กรณี &amp;ldquo;ความกดดัน&amp;rdquo;และ&amp;ldquo;ทางออก&amp;rdquo;ของประชาชน ณ วันนี้ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,161 คน ระหว่างวันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2563 สรุปผลได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;เศรษฐกิจ&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าครองชีพสูง สินค้าแพง ไม่มีเงินใช้จ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;63.97%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า จำหน่ายสินค้าราคาถูก ประชาชนต้องใช้จ่ายประหยัด วางแผนรายรับ-รายจ่าย ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 55.91% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 24.02% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์ 20.07%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ การค้าการลงทุนหยุดชะงัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;30.73%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน มีทีมงานด้านเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ยกเว้นภาษี ลดดอกเบี้ย ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 62.50% &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 21.88% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 15.62% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดกิจการ ตกงาน ว่างงาน ไม่มีงานทำ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;26.82%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หาอาชีพสำรอง รัฐบาลเข้ามาดูแล สร้างงาน สร้างอาชีพ ไม่เลือกงาน ร่วมมือกับสถานประกอบการและภาคเอกชน ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 44.87% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 29.49% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงแรงงาน 25.64%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;การเมือง&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบริหารบ้านเมือง การดำเนินงานของรัฐบาลล่าช้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;48.11%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ละกระทรวงต้องเร่งทำผลงาน ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มีมาตรการเร่งด่วน มีนโยบายที่ดี แก้ปัญหารวดเร็ว ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 45.56% &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 34.44% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 20.00% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;31.82%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสติ ลดทิฐิ ถอยคนละก้าว คำนึงถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ เน้นการทำงานร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 35.46% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 34.03% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล 30.50% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นแก่ผลประโยชน์ ทุจริตคอรัปชั่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;25.38%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควรเปิดให้มีการตรวจสอบ ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด ตัดสินด้วยความเป็นธรรม ไม่สองมาตรฐาน ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักการเมือง 51.52% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 25.25% &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 23.23%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกาย ฆ่ากัน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;63.35%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด รัดกุม เพิ่มบทลงโทษรุนแรง ครอบครัวให้ความรักดูแลเอาใจใส่ ช่วยกันสอดส่อง ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง &amp;nbsp;47.79% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจ/ทหาร 31.86% &amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรม/มหาดไทย 20.35% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุบัติเหตุบนท้องถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;29.19%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รณรงค์เรื่องวินัยในการขับขี่ เคารพกฎระเบียบ กฎจราจร บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จับ ปรับ ลงโทษ ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 45.16% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจ 37.10% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการขนส่ง 17.74% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพกอาวุธในที่สาธารณะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;18.63%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ใช้เครื่องสแกนตามสถานที่ราชการ หน่วยงาน ห้างสรรพสินค้า &amp;nbsp;เพิ่มบทลงโทษอย่างหนัก ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 40.91% &amp;nbsp;ตำรวจ/กองปราบ 36.36% &amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรม/นักกฎหมาย 22.73% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ความกดดันทางด้าน &amp;ldquo;สุขภาพอนามัย&amp;rdquo; ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;60.80%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นจำนวนมาก จับรถที่มีควันดำ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ฯลฯ&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 38.92% &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 34.73% &amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์และพยาบาล 26.35%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;50.62%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ไปในที่พลุกพล่าน ดูแลตัวเองให้แข็งแรง รัฐมีสถานที่รักษาผู้ป่วยอย่างเพียงพอ ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 35.28% &amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์และพยาบาล 33.55% &amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 31.17%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่ารักษาพยาบาล สิทธิ สวัสดิการต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;19.14%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐจัดสิทธิสวัสดิการในการรักษาอย่างเท่าเทียม รักษาได้ทั้งรพ.รัฐและเอกชน ดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง ฯลฯ &amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 39.13% &amp;nbsp; &amp;nbsp;พึ่งตัวเอง 34.78% &amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์ 26.09%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ความกดดันทางด้านอื่น ๆ ของประชาชน ณ วันนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหารถติด การใช้รถใช้ถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;44.64%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควบคุมจำนวนรถบนท้องถนน พัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ ค่าโดยสารไม่แพง บริการดี ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี 41.67% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 33.33% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงคมนาคม/กรมการขนส่ง 25.00% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบังคับใช้กฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;30.36%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รับฟังเสียงส่วนใหญ่ เป็นประชาธิปไตย ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชน 50.00% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงยุติธรรม/นักกฎหมาย/ศาล 30.00% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจ 20.00%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนในสังคมขาดคุณธรรม จริยธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;26.79%
ทางออก/วิธีแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี รับฟังคนในครอบครัว ช่วยเหลือดูแลกัน รัฐให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตัวช่วยที่คาดหวัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาล 37.50% &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงศึกษาธิการ 33.33% &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนในครอบครัว 29.17% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57910</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, สวนดุสิต, สังคม, เศรษฐกิจ, แรงกดดัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e51d92e8635f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลเผยประชาชนวิตกกังวลค่าครองชีพสูง มัน-ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา เศรษฐกิจฝืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจประชาชนพบ มีความวิตกกังวลต่อค่าครองชีพสูง ของกินของใช้ราคาแพง น้ำมัน ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา &amp;nbsp;และด้านเศรษฐกิจ เพราะ กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ การดำรงชีพ สภาพการเงินไม่คล่อง ทำให้ประเทศไม่พัฒนา &amp;nbsp; &amp;nbsp;การค้าการลงทุนชะงัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ค. 61-มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,182 คน ระหว่างวันที่ 22-26 พฤษภาคม 2561 &amp;nbsp; &amp;nbsp;เกี่ยวกับความ ความวิตกกังวลของคนไทย ณ วันนี้ &amp;nbsp;สรุปผลได้ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำถามว่า ประชาชนวิตกกังวล &amp;ldquo;ด้านการเมืองไทย&amp;rdquo; ณ วันนี้ เรื่องใดบ้าง? &amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกตั้งและความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง 49.39% ,อันดับ 2 พฤติกรรมที่ไม่ดีของนักการเมือง ใส่ร้าย โจมตี เห็นแก่พวกพ้อง คอรัปชั่น 27.07%, อันดับ 3การบริหารประเทศและเสถียรภาพทางการเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;24.42% ,อันดับ 4 การทะเลาะเบาะแว้ง แตกแยก ขาดความสามัคคี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;17.24%และอันดับ 5 การเคลื่อนไหว การชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13.59%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อถามว่า ประชาชนวิตกกังวล &amp;ldquo;ด้านเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ณ วันนี้ เรื่องใดบ้าง? &amp;nbsp; อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าครองชีพสูง ของกินของใช้ราคาแพง น้ำมัน ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;74.77%, อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค้าขายไม่ดี การเงินฝืดเคือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;31.80%,อันดับ3 เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;24.77% ,อันดับ 4 รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ 21.48% และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจ้างงาน ตกงาน ปัญหาการว่างงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.38%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
3. ประชาชนวิตกกังวล &amp;ldquo;ด้านสังคม ชีวิตความเป็นอยู่&amp;rdquo; ณ วันนี้ เรื่องใดบ้าง? &amp;nbsp;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน &amp;nbsp;39.85%, อันดับ 2 ปัญหาปากท้อง รายได้น้อย รายจ่ายเยอะ เป็นหนี้35.38% อันดับ 3ความเหลื่อมล้ำทางสังคม มีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;28.72% ,อันดับ 4คนขาดศีลธรรม เห็นแก่ตัว อารมณ์ร้อน มีเรื่องกันง่ายขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;22.48% &amp;nbsp;และอันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ทุจริต คอรัปชั่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.23%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ประชาชนวิตกกังวลด้านใดมากที่สุด (ด้านการเมือง &amp;nbsp;เศรษฐกิจ &amp;nbsp;และสังคม ชีวิตความเป็นอยู่) &amp;nbsp;อันดับ 1ด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;39.73% &amp;nbsp;เพราะ &amp;nbsp; กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ การดำรงชีพ สภาพการเงินไม่คล่อง ทำให้ประเทศไม่พัฒนา &amp;nbsp; &amp;nbsp;การค้าการลงทุนชะงัก ฯลฯ, อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสังคม ชีวิตความเป็นอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;30.98%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะ &amp;nbsp; เป็นเรื่องใกล้ตัว รู้สึกไม่ปลอดภัย สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีปัญหา กระทบต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ฯลฯ &amp;nbsp;และอันดับ 3 ด้านการเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;29.29%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะ &amp;nbsp; ต่างชาติไม่ให้การยอมรับ ไม่เป็นประชาธิปไตย สร้างความขัดแย้ง บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่สงบ &amp;nbsp; กระทบต่อเศรษฐกิจ ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ประชาชนมีวิธีแก้ไขความวิตกกังวลอย่างไร? &amp;nbsp;อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำใจ ปล่อยวาง ปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;41.30% ,อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งสติ นั่งสมาธิ สวดมนต์ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;29.56%,อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากิจกรรมคลายเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว ออกกำลังกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;20.55%, อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลีกเลี่ยงข่าวสารที่ทำให้เครียด ติดตามข่าวสารน้อยลง10.27% และอันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดทน ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำงานต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.97%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10082</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ก๊าซหุงต้ม, ค่าครองชีพ, น้ำมัน, ประชาชน, สวนดุสิต, สวนดุสิตโพล, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0a133ddba5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2018 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2018 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สวนดุสิตโพล” เผยประชาชนวิตกกังวลประเด็นเลื่อนเลือกตั้ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; เผย 5อันดับความเคลื่อนไหวการเมืองที่ประชาชนสนใจ โดยประเด็นเลื่อนเลือกตั้งนำโด่ง แถมยังวิตกกังวลถึงเกือบ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต &amp;nbsp; ได้สำรวจความคิด เห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,217 คน ระหว่าง วันที่ 30 มกราคม &amp;ndash; 3 กุมภาพันธ์ 2561 เกี่ยวกับความ สนใจของ &amp;ldquo;ความเคลื่อนไหวทางการเมือง&amp;rdquo; ในช่วงที่ผ่านมา &amp;nbsp; พบว่ามี 5 ข่าวที่ประชาชนให้การติดตามเป็นพิเศษ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1&amp;nbsp;เลื่อนเลือกตั้ง ความสนใจถึง 84.63% โดยประชาชน อยากรู้ว่าจะเลือกตั้งเมื่อใด &amp;nbsp;เหตุผลที่แท้จริงในการเลื่อนเลือกตั้ง ของรัฐบาล &amp;nbsp;มีผลต่อการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ และชีวิตความ เป็นอยู่ ฯลฯ &amp;nbsp; ซึ่งประชาชนมีความวิตกกังวลในประเด็นนี้สูงถึง &amp;nbsp;59.81%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 2&amp;nbsp; การโต้ตอบทางการเมืองของรัฐบาลกับนักการเมือง &amp;nbsp;และกลุ่มเคลื่อนไหว มีความสนใจรองลงมา อยู่ที่ 66.72% โดยอยากรู้ข้อเท็จจริง &amp;nbsp;จะได้เห็นแนวคิด เหตุผล และท่าทีของแต่ ละฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหว รัฐบาลจะออกมาแก้ปัญหาอย่างไร &amp;nbsp; ซึ่งประชาชนวิตกกังวลกับประเด็นนี้ 66.72%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 3&amp;nbsp;กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีความสนใจ 54.07% ซึ่งที่สนใจก็เพราะ ต้องการสร้างความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากมีผลต่อการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และนักการเมือง ซึ่งประชาชนมีความกังวลในประเด็นนี้ 55.02%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 4&amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวกลุ่มต้านรัฐบาล กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ประชาชนให้ความสนใจถึง 53.41% และวิตกกังวลถึง 55.38% &amp;nbsp;โดยมีความเป็นห่วงว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะบานปลายหรือไม่ จะมีใครหรือคนกลุ่มใดออกมาร่วมด้วยอีก ใครอยู่เบื้องหลัง รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับสุดท้าย เรื่อง คดีทางการเมืองที่ค้างคา &amp;nbsp;ประชาชนมีความสนใจถึงประเด็นนี้ 49.71% และมีความกังวล 57.69% &amp;nbsp;ซึ่้งสาเหตุที่ติดตามก็เพราะ อยากให้ดำเนินคดีอย่างถูกต้อง เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผู้ที่ทำผิดจะได้รับการลงโทษอย่างไร เป็นคดีสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามองรัฐบาล ฯลฯ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2363</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ข่าว, สวนดุสิต, สวนดุสิตโพล, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180204/image_big_5a767fc9b386e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>664</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2026 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2018 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.ส่วนใหญ่เชื่อการเมืองปี61แย่เหมือนเดิมแต่เศรษฐกิจจะดีขึ้น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค. 61 &amp;ndash; สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็ฯของประชาชนเรื่องทิศทาง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ปี 2561 โดยได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,230 คน ระหว่างวันที่ 2-6 มกราคม 2561 สรุปผลได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ประชาชนคาดการณ์ว่า &amp;ldquo;การเมืองไทย&amp;rdquo; ในปี 2561 จะเป็นอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 น่าจะเหมือนเดิม 48.05% เพราะสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่นิ่ง นักการเมืองยังคงขัดแย้ง แตกแยก แตกความสามัคคี ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2 น่าจะดีขึ้น 29.51% เพราะรัฐบาลทำงานตามโรดแมป มีประสบการณ์มากขึ้น รู้ปัญหาของบ้านเมือง มีทิศทางในการทำงานชัดเจน กระตุ้นให้ทุกกระทรวงเร่งทำผลงาน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3 น่าจะแย่ลง 22.44% เพราะการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน ยังคงมีการทุจริตคอรัปชั่น รัฐบาลยังถูกโจมตี มีข่าวเชิงลบ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประชาชนคาดการณ์ว่า &amp;ldquo;เศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ในปี 2561 จะเป็นอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 น่าจะดีขึ้น 38.53% เพราะรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ตัวเลขการค้าการลงทุนส่งสัญญาณที่ดี ธุรกิจต่าง ๆ มีโอกาสมากขึ้น เป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลเร่งแก้ไขอยู่ในขณะนี้ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2 น่าจะเหมือนเดิม 31.71% เพราะข้าวของแพง ค่าครองชีพสูง ต้องประคับประคอง การเมืองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3 น่าจะแย่ลง 29.76% เพราะปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ แก้ไขได้ยาก ทั่วโลกเศรษฐกิจไม่ดี ประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประชาชนคาดการณ์ว่า &amp;ldquo;สังคมไทย&amp;rdquo; ในปี 2561 จะเป็นอย่างไร?&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 น่าจะเหมือนเดิม 44.39% เพราะสังคมไทยยังมีปัญหาหลายเรื่องที่รอการแก้ไข เช่น ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด สังคมมีความเหลื่อมล้ำ ไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 2 น่าจะดีขึ้น 28.05% เพราะคนไทยมีน้ำใจ ช่วยเหลือแบ่งปัน ทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบ&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น ภาครัฐมีการรณรงค์ กระตุ้นให้คนไทยรักและสามัคคี ทำให้สังคมน่าอยู่ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 3 น่าจะแย่ลง 27.56% เพราะจากข่าวสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น เศรษฐกิจไม่ดี ต่างคนต้องเอาตัวรอด คนขาดศีลธรรม แตกแยก หลงวัตถุ ฯลฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/664</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, สวนดุสิต, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180107/5a51b0e6122d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
