<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120024</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2025 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯตั้ง‘ณัฐพล’คุมแก้โควิดใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยติดเชื้อใหม่ 10,863 &amp;nbsp; ราย เสียชีวิต 68 ราย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เซ็นคำสั่งตั้ง &amp;quot;พล.อ.ณัฐพล&amp;quot; บัญชาการ &amp;quot;ศปค.ส่วนหน้า&amp;quot; แก้โควิดชายแดนใต้ นายกฯ ปลื้มทุกภาคส่วนขานรับเปิดประเทศ พอใจฉีดวัคซีนได้ตามเป้า มั่นใจเศรษฐกิจกลับมาพลิกฟื้นได้แน่ ขณะที่สวนดุสิตโพลเผยประชาชน 60% ยังไม่พร้อมเปิดประเทศ เมืองคอนหนักป่วยพุ่ง 618 ราย สงขลายังวิกฤต 650 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10,863 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 10,792 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 10,181 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 611 ราย, &amp;nbsp;จากเรือนจำและที่ต้องขัง 64 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 7 ราย ผู้รักษาหายป่วยเพิ่ม 10,383 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 107,790 ราย อาการหนัก 2,820 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 658 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 68 ราย เป็นชาย 39 ราย หญิง 29 ราย เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 53 ราย มีโรคเรื้อรัง 13 ราย จำนวนนี้เป็นเด็ก 1 ราย อายุ 8 ขวบ ชาวกัมพูชา ที่จ.สระแก้ว ผู้เสียชีวิตมากที่สุดใน กทม. &amp;nbsp;12 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,783,701 ราย ยอดรวมหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,657,638 ราย ขณะยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 18,273 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการฉีดวัคซีนวันที่ 16 ต.ค. 1,063,719 โดส ฉีดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 65,202,741 โดส สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กทม. 1,065 ราย, ยะลา 727 ราย, สงขลา 650 ราย, &amp;nbsp;ปัตตานี 647 ราย, นครศรีธรรมราช 519 ราย, นราธิวาส 468 ราย, ชลบุรี 389 ราย, &amp;nbsp;เชียงใหม่ 360 ราย, ระยอง 346 ราย และสมุทรปราการ 343 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงประกาศเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัว สำหรับผู้เดินทางเข้าไทยโดยทางอากาศที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว จากประเทศความเสี่ยงต่ำ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นี้ &amp;nbsp;ซึ่งสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้ปลดล็อกให้มีจํานวนผู้โดยสารได้ตามความจุของเครื่องบินตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศยังทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเร่งจัดทำเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน โดยวางแผนใช้ทดแทนการอนุมัติ Certification of Entry (COE) ให้ได้ภายในวันที่ 1 พ.ย. เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเฟส 3 กว่า 6 แสนราย ผู้ประกอบการ 2,249 ราย ทำให้ยอดสะสมโครงการเฟส 1-3 กว่า 8.8 ล้านคน มูลค่าสะสมรวมกว่า 1,162.4 ล้านบาท และยอดจองห้องพักสะสมรวมจำนวนทั้งสิ้น 120,328 ห้อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่านนายกฯ ยังประกาศผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมกันเตรียมพร้อมมาตรการรองรับการเปิดประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถที่ได้เปิดประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะพลิกฟื้นและกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งระบบ&amp;rdquo; นายธนกรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ พอใจภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดย สธ.รายงานข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-16 ต.ค.2564 ยอดสะสมทั้งประเทศอยู่ที่ 65 &amp;nbsp;ล้านโดสแล้ว แบ่งเป็นเข็มที่ 1 ฉีดสะสมจำนวน 37,609,600 ราย คิดเป็นร้อยละ 51 ของประชากร, เข็มที่ 2 ฉีดสะสมจำนวน 26,007,497ราย คิดเป็นร้อยละ 35 ของประชากร และเข็มที่ 3 ฉีดสะสม จำนวน 1.8 ล้านราย รัฐบาลมั่นใจว่าจะฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนทั้งประเทศได้ตามเป้าหมายที่กำหนดคือ 100 ล้านโดส ครอบคลุมคนไทยจำนวน 50 ล้านคน คิดเป็น 70% ของจำนวนประชากร ภายในปี 2564 ได้สำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;เปิดประเทศ 1 พ.ย.64&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่าง 1,392 คน ระหว่างวันที่ 11-14 ต.ค.2564 พบว่า ประชาชนมองว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว ร้อยละ 60.10 ปัจจัยที่จะทำให้เปิดประเทศได้คือต้องฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนได้เกิน 70% ร้อยละ 74.78 และมองว่าข้อจำกัดคือประชาชนยังไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน ร้อยละ 71.60 ผลดีของการเปิดประเทศคือกระตุ้นเศรษฐกิจ ร้อยละ 77.29 ผลเสียคืออาจเกิดการติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 83.43 และภาพรวมประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเปิดประเทศ 1 พ.ย.2564 ร้อยละ 59.86
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล กล่าวว่า จากผลการสำรวจเมื่อพิจารณากลุ่มตัวอย่างจำแนกรายอาชีพ พบว่า กลุ่มอาชีพประกอบธุรกิจเห็นด้วยกับการเปิดประเทศมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มรับจ้าง/ลูกจ้าง ถึงแม้ว่าจะกังวลเรื่องการติดเชื้อใหม่ แต่ก็คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานมากขึ้น สร้างความหวังที่จะลืมตาอ้าปากได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งด้านสุขภาพและการฟื้นฟูเศรษฐกิจไปพร้อมๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ศบค.ประกาศยกระดับจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดนครศรีธรรมราชรายงานสถานการณ์ว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่ม 618 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 23,602 ราย รักษาหายแล้วสะสม 16,504 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 8 ราย ยอดเสียชีวิตสะสม 154 ราย นอกจากนี้ พบว่าโรงพยาบาลมหาราช ทั้งตึกอุบัติเหตุและตึกอื่นๆ มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อกว่า 30 ราย ซึ่งทุกคนนำเข้าสู่กระบวนการรักษาแล้ว และประกาศปิดการให้บริการคลินิกเฉพาะทางนอกเวลาราชการ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มเสี่ยงจากบุคลากรทางการแพทย์อีกนับน้อยคนที่ทางเจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนโรคและเข้าสู่กระบวนการกักตัว ทำให้คนไข้และญาติคนไข้หวาดผวาอย่างหนัก เพราะหลายคนต้องถูกกักตัวไปด้วย ไม่สามารถกลับบ้านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สงขลา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 650 คน ไม่รวมผู้ติดเชื้อในเรือนจำและจากต่างประเทศ รวมยอดสะสม 38,783 คน มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน เสียชีวิตสะสม 172 คน ทั้งนี้ สถิติย้อนหลัง 7 วัน ผู้ติดเชื้อเพิ่มเฉลี่ยวันละ 400-600 คน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เชียงใหม่ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 314 ราย ทั้งนี้ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เป็นประธานการประชุมในการควบคุมโควิด-19 จากคลัสเตอร์ตลาดเมืองใหม่ที่อาจลุกลามไปยังชุมชนรอบข้างและอำเภอรายรอบ หลังมีการติดเชื้อ​พุ่งสูงกว่า 1,000 ราย ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าการจัดการกับ &amp;ldquo;สะเก็ดไฟ&amp;rdquo; โดยให้มีการสุ่มตรวจในทุกชุมชน หากพบผู้เสี่ยงสูงให้ออกคำสั่งกักตัวทุกคน​ แล้วนำตัวเข้าสู่มาตรการในการควบคุม และจะปูพรหมตรวจด้วย ATK อีกครั้งในวันที่ 21 ต.ค.นี้ 1,500 ชุด รวมทั้งจัดสรรวัคซีนในตลาดเมืองใหม่อีก 4,000 โดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 21/2564 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เรื่องจัดตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ &amp;ldquo;ศบค.ส่วนหน้า&amp;rdquo; โดยให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์ มีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวทางการบูรณาการ ประสานงาน ขับเคลื่อน เร่งรัดและติดตามการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้คลี่คลายโดยเร็ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.2564 เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;h25thth
tga365th
gslotz999th
betflik88th
betup888th
kinggame365th
sb888
wowslot818th
bar4bets
livewin1688th
imba96
wowgame1234
ufa100
gg168th
wingame99th
pxjth
dk7th
sands999th
ufa365day
ufa191th
ufa168th
ufa800th
ufa289th
ufa656th
ufa345th
lagalaxy1th
legalaxy88
sbobetth
ufa747th
ufa25hrth
ufa888th
ufa24hth
ufa350th
ufa777th
ufa4kth
askmebetth
ambbet
Betflik28
betwayth
databet88
wowslot1688th
wowslot369th
wowslot007th
wowslot191
wowslot888th
wowslot345th
joker123
joker123th
jokerslotz999
live22
pg888th
pg789
pg888asia
xoslotz
188bet
1ufabet
123plus
123play
123maxx
168pg
bet365
fun88
ib888
818king
77evo
imi689
ezslot
123up
hengjing168
allslot
ufa888goal
ufa888goal
ufa888goal
ivip9
allcasino
8xbet
hydra888
k9win
faz123
777pg
lucabet168
beo555
bozz777
gembet99
brazil999
918kissme
123vip
joker999
369superslot
bitbet69
g2g24time
123auto
huc99
fox88
ezcasino
123vega
goodbet711
fafa888
g2g789t
akbet

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120024</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศปค., สวนดุสิตโพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้โควิดชายแดนใต้, ไทยติดเชื้อใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d401c43e319.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดุสิตโพล&#039; ชี้ผลสำรวจ 60% มองไทยยังไม่พร้อมเปิดประเทศ 1 พ.ย. 64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;เปิดประเทศ 1 พ.ย.64&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่าง 1,392 คน ระหว่างวันที่ 11-14 ตุลาคม 2564 พบว่า ประชาชนมองว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว ร้อยละ 60.10 ปัจจัยที่จะทำให้เปิดประเทศได้ คือ ต้องฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนได้เกิน 70% ร้อยละ 74.78 และมองว่าข้อจำกัดคือ ประชาชนยังไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน ร้อยละ 71.60 ผลดีของการเปิดประเทศคือ กระตุ้นเศรษฐกิจ ร้อยละ 77.29 ผลเสียคือ อาจเกิดการติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 83.43 และภาพรวมประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเปิดประเทศ 1 พ.ย. 2564 ร้อยละ 59.86&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจเมื่อพิจารณากลุ่มตัวอย่างจำแนกรายอาชีพ พบว่า กลุ่มอาชีพประกอบธุรกิจเห็นด้วยกับการเปิดประเทศมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มรับจ้าง/ลูกจ้าง ถึงแม้ว่าจะกังวลเรื่องการติดเชื้อใหม่ แต่ก็คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานมากขึ้น สร้างความหวังที่จะลืมตาอ้าปากได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งด้านสุขภาพและการฟื้นฟูเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัลลภ ห่างไธสง &amp;nbsp;รองคณบดี โรงเรียนกฎหมายเเละการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตจากการที่รัฐบาลมีนโยบาย &amp;ldquo;เปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ และต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว&amp;rdquo; ถือเป็นความเสี่ยงที่ท้าทายมาก เนื่องจากจำนวนประชากรคนไทยที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั่วประเทศแล้วนั้น ยังมีจำนวนตัวเลขเพียงแค่ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นซึ่งผลสำรวจจากสวนดุสิตโพล พบว่า ประชาชนร้อยละ 60.10 คิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะให้ประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีค่า GDP ที่สูงขึ้น แน่นอนว่าเมื่อการเปิดประเทศเกิดขึ้นจริง ธุรกิจทุกภาคส่วนย่อมต้องมีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าซึ่งต้องใช้แรงงานคนมากขึ้น อาจมีการลักลอบเข้าเมืองของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายได้ รัฐบาลควรทำให้คนเหล่านี้ถูกกฎหมายเพื่อที่จะได้รับการฉีดวัคซีนจากภาครัฐ เพื่อความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวและประชาชนภายในชาติของเราด้วยเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119945</URL_LINK>
                <HASHTAG>สวนดุสิตโพล, เปิดประเทศ 1 พ.ย.64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616b761250c8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยข้องใจ ‘สทนช.’ถลุงงบ จัดซื้อเครื่องสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผยผลสำรวจเหยื่ออุทกภัยระบุน้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ แต่ควรบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เชื่อมั่นรัฐจะป้องกันได้ &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; เรียงหน้าถล่ม! &amp;quot;ยุทธพงศ์&amp;quot; แฉพิรุธ สทนช.ของบกลาง 567 ล้านซื้อเครื่องสูบน้ำ ส่งกลิ่นล็อกสเปก &amp;quot;อรุณี&amp;quot; ยกก้น &amp;quot;ยิ่งลักษณ์&amp;quot; วางแผนรับมือภัยพิบัติพร้อมเยียวยา เย้ย &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; เอาแต่โทษฟ้าฝน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 2564&amp;rdquo; โดยสำรวจเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม &amp;nbsp;569 ครัวเรือน ระหว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม 2564 พบว่า ปัญหาและอุปสรรคของน้ำท่วมครั้งนี้คือ ภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ 70.49%, ที่ผ่านมาไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง 69.61%, ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกภัย 65.90%, การทำงานแยกส่วน ไม่ประสานร่วมมือกัน 59.01% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญ คือ ควรมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ 77.03%, รัฐบาลให้ความสำคัญและแก้ไขอย่างจริงจัง 71.91%, มีวิธีการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว &amp;nbsp;70.67%, เร่งฟื้นฟูธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ 70.14%, สถานการณ์น้ำท่วมมีกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน &amp;nbsp;86.62%, พืชผลทางการเกษตรเสียหาย 83.10%, บ้านเรือนเสียหายต้องซ่อมแซมบ้านเรือน 78.35%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการโดยเร่งด่วน คือ ช่วยเหลือประชาชนที่น้ำท่วม เช่น เรือ ห้องน้ำ ที่พักชั่วคราว ถุงยังชีพ 87.35%, &amp;nbsp;ให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชน แจ้งเตือนรวดเร็ว 83.48%, เร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม 74.52%, ป้องกันพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เตรียมพร้อมรับมือ 74.1% ส่วนความเชื่อมั่นต่อการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลไม่น่าจะป้องกันได้ 44.17%, &amp;nbsp;ป้องกันไม่ได้ 28.62% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ปัจจุบัน พบว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมภายใต้ สทนช. โดยจัดซื้อเครื่องสูบน้ำระบบไฮดรอลิก พบความไม่โปร่งใส ใช้การจัดซื้อแบบพิสดาร คือผ่านการคัดเลือกบริษัทแทนการให้บริษัทเสนอราคาเข้าแข่งขัน สทนช. ที่แบ่งศูนย์ในภูมิภาคต่างๆ พบว่าได้ของบกลางรวม 567 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องสูบน้ำขนาดต่างๆ รายละเอียดพบว่าศูนย์ใน จ.นนทบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.พระนครศรีอยุธยา จ.กาญจนบุรี จ.สงขลา ได้แบ่งรายการจัดซื้อไม่เกิน 25 ล้านบาท ซึ่งเกินอำนาจของผู้อำนวยการแต่ละศูนย์จะจัดซื้อได้ เฉลี่ยอยู่ที่ 21 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่ส่อให้เห็นความไม่โปร่งใส คือการล็อกสเปกไม่ประกวดราคาด้วยระบบอีบิดดิง และการจัดซื้อรายการที่มีคุณสมบัติเหมือนกันควรรวมรายการซื้อ แทนการแยกซื้อรายศูนย์ ราคาที่ใช้เป็นราคากลางพบว่าสืบราคามาจาก 3 บริษัทเอกชน และมีคู่เทียบ แต่เลือกซื้อจากบริษัทเพียงรายเดียวที่มีที่ตั้งใน กทม.ทั้งที่ในจังหวัดต่างๆ เชื่อว่าจะมีบริษัทที่สามารถขายเครื่องปั๊มน้ำที่ต้องการได้ เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร จะบอกว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้ เพราะมีความเกี่ยวข้อง ควรยกเลิก สนทช. เพราะปล่อยให้มีการฮั้วประมูลล็อกสเปก พล.อ.ประยุทธ์คือผู้อนุมัติงบกลางให้จัดซื้อ ส่วนผู้ของบคือ พล.อ.ประวิตร&amp;quot; นายยุทธพงศ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คนนนทบุรีน้อยใจ สนทช. เพราะไม่นำเครื่องสูบน้ำมาช่วยประชาชน ขณะเดียวกันรัฐบาลปัจจุบันพบการจ่ายเงินเยียวยาให้ ประชาชนน้อยกว่าสมัยของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อมหาอุทกภัยปี 2554 ได้แก่ การเยียวยาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ให้ 4.09 หมื่นบาท สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ 2.4 แสนบาท ค่าดำรงชีพ รัฐบาลปัจจุบัน ให้ 3,800 บาท สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ 5,000 บาท ส่วนการเยียวยา เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว รัฐบาลปัจจุบันให้ไร่ละ 1,340 บาท สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ 2,222 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด เป็นหลักฐานสะท้อนชัดว่าตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศล้มเหลว ลูบหน้าปะจมูก ทั้งที่ทุ่มงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก พล.อ.ประยุทธ์และพวกพ้องได้ใช้เวลาไปกว่า 7 ปีแล้ว สภาพบ้านเมืองมีปัญหารอบด้าน ก่อนพลิกโฉมประเทศ ควรพลิกกลับการตัดสินใจ ยุติบทบาททางการเมืองดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 31 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบ 227,470 ครัวเรือน และปัจจุบันยังมีหลายจังหวัดที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง แต่ตลอดระยะกว่า &amp;nbsp;3 สัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ทำได้เพียงลงพื้นที่แจกของและให้กำลังใจบอกรักจังฮู้ ทั้งๆ ที่งานวิจัยเคยระบุชัดว่าปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากการบริหารจัดการ พล.อ.ประยุทธ์กลับไร้ภาวะผู้นำ ไร้มาตรการเยียวยา ตรงกันข้ามกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ปัญหาอุทกภัยปี 2554 ได้แสดงวิสัยทัศน์ภาวะผู้นำ มีแผนในการรับมือภัยพิบัติทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมประกาศมาตรการเยียวช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบน้ำท่วมทันที 7 ปีที่ผ่านมาไม่ทำอะไรนอกจากโทษฟ้าโทษฝน ยังคิดจะบริหารงานต่ออีก 5 ปี ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ รู้จักคำว่าอายฟ้าดินบ้างรึเปล่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119350</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, สวนดุสิตโพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เผยผลสำรวจเหยื่ออุทกภัยระบุน้ำท่วมคือภัยธรรมชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faaa54c46e64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 07:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 07:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล เผยประชาชน61% พร้อมให้บุตรหลานฉีดวัคซีน แม้จะเป็นห่วงผลข้างเคียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีบุตรหลานในวัยเรียนต่อกรณี &amp;ldquo;การฉีดวัคซีนให้กับเยาวชนอายุ 12-17 ปี&amp;rdquo; จำนวนทั้งสิ้น 1,089 คน ระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน 2564 พบว่า ประชาชนที่มีบุตรหลานพร้อมให้บุตรหลานไปฉีดวัคซีน ร้อยละ 61.43 ขอรอดูก่อน ร้อยละ 26.17 และไม่พร้อม ร้อยละ 12.40 โดยเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพของวัคซีน ร้อยละ 64.72 คิดว่าการฉีดวัคซีนมีผลดีมากกว่าผลเสีย ร้อยละ 46.74 มีทั้งผลดีและผลเสียพอ ๆ กัน ร้อยละ 40.96 เรื่องที่เป็นห่วงคืออาการข้างเคียงหลังฉีด ร้อยละ 77.59 ทั้งนี้อยากให้จัดการฉีดวัคซีนให้ที่โรงเรียน ร้อยละ 64.13 และเห็นด้วยกับการฉีดวัคซีนเพื่อให้เปิดเรียนได้ตามปกติ ร้อยละ 75.44&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ปกครองพร้อมให้บุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีนถึงแม้ยังกังวลเรื่องผลข้างเคียง โดยคาดว่าจะช่วยให้บุตรหลานสามารถไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังช่วยลดระดับความเครียดของผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานที่บ้านอีกด้วย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลโพลในต่างประเทศ พบว่าผู้ปกครองยังไม่พร้อมมากนักเพราะยังกังวลผลในระยะยาว วัคซีนสำหรับเด็กอาจเป็นตัวเปลี่ยนสถานการณ์โควิด-19 ได้ และเด็กทุกคนรวมถึงเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วก็ควรได้รับสิทธิในการฉีดวัคซีน ซึ่งการฉีดวัคซีนที่ป้องกันสายพันธุ์เดลต้าได้จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการฟื้นฟูด้านการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.รุ่งนภา ป้องเกียรติชัย ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลการสำรวจพบว่าประชาชนมีความพร้อมที่จะให้บุตรหลานเข้ารับวัคซีน อาจเนื่องจากความเชื่อมั่นในการป้องกันอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับข้อมูลที่พบว่าหลายประเทศได้เริ่มมีการฉีดให้กับเด็กในวัยนี้ จึงทำให้เห็นว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย โดยเฉพาะเรื่องการเปิดโรงเรียนเพื่อเรียนได้ตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจพบว่า ประชาชนยังกังวลเกี่ยวกับอาการข้างเคียงของการได้รับวัคซีน เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่จะเกิดในเด็กที่ได้รับวัคซีนแล้ว อาจยังมีค่อนข้างน้อย และสำหรับประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้นในการฉีดวัคซีนให้กับเด็กกลุ่มนี้ ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจหรือลดความเป็นห่วง ทั้งนี้การสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีน รวมถึงวิธีการปฏิบัติตัวก่อนและหลังรับวัคซีน และข้อมูลเกี่ยวกับอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับวัคซีน จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค เป็นต้น &amp;nbsp;จะช่วยลดความกังวลลงได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118574</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนให้กับเยาวชนอายุ 12-17 ปี, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_6158fb07c9eec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 07:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 07:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล เผยโควิด-19 สร้างปัญหาความยากจน ว่างงาน คนไทยกังวลภัยสังคมมีมากขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;ภัยสังคมในยุคโควิด-19&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,172 คน ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2564 พบว่า เมื่อเปรียบเทียบก่อนมีโควิด-19 กับในยุคโควิด-19 ประชาชนคิดว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง ร้อยละ 72.78 ค่อนข้างวิตกกังวล ร้อยละ 54.46 ภัยสังคมที่ประชาชนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ภัยจากออนไลน์ ร้อยละ 68.66 โดยมองว่าปัญหาภัยสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาความยากจน ว่างงาน ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ร้อยละ 89.31 เคยมีประสบการณ์ประสบกับปัญหาภัยสังคม ร้อยละ 34.17 จากภัยสังคมในปัจจุบันทำให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง ร้อยละ 65.90 จึงควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน ร้อยละ 85.82&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหา &amp;ldquo;ภัยสังคม&amp;rdquo; ในปัจจุบันมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกวิตกกังวลและไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง ถึงแม้เดิมคนไทยจะมีลักษณะนิสัยมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นก็ตาม รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งนับว่าเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา รวมไปถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าประชาชนต้องอยู่ในสังคมที่มีภัยรุมเร้ารอบด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต &amp;ldquo;ภัยสังคมในยุคโควิด-19&amp;rdquo; เป็นภัยที่มาในรูปแบบที่หลากหลาย สอดคล้องกับบริบทวิถีชีวิตสังคมในยุคไร้พรมแดน มีต้นเหตุมาจากปัจจัยหลักๆ คือ ปัญหาทางสังคม เช่น การเลิกจ้างงาน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ความเป็นอยู่ยากลำบาก พฤติกรรมบริโภคนิยม ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่พัฒนามาในรูปแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการแฮกข้อมูล สแกมเมอร์ เฟคนิวส์ ภัยเงียบเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยต่ำลง ส่งผลให้ชีวิตไม่มีความสุข ซึมเศร้า วิตกกังวล หวาดระแวงจากผู้คนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยสังคมที่ต้องเร่งแก้ไข ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือโดยเริ่มจากสถาบันครอบครัวต้องเข้มแข็ง สถาบันการศึกษาต้องสร้างภูมิคุ้มกันเร่งผลิตวัคซีนเพื่อสร้างหลักสูตร &amp;ldquo;ทักษะชีวิต&amp;rdquo;บนฐานรากคุณธรรม ให้กับเยาวชน อย่าลืมว่า &amp;ldquo;ถ้าผู้ใหญ่เติบโตจากเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี ปัญหาภัยสังคม อาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชั่น ก็จะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดน้อยลง เป็นการลดปัญหาต่อสังคม ประเทศชาติ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117850</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภัยสังคมในยุคโควิด-19, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_614fbb2b4b237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล เผยโควิด-19 ทำให้คนไทยรู้จัก&#039;สมุนไพร&#039; มากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ย. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; ในสายตาคนไทย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,428 คน สำรวจระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน 2564 พบว่า สมุนไพรที่ส่วนใหญ่รู้จัก คือ กระเทียม ร้อยละ 92.96 รองลงมาคือ ตะไคร้ ร้อยละ 92.89 และฟ้าทะลายโจร ร้อยละ 92.61 โดยประชาชนพอจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรไทยบ้าง ร้อยละ 82.22 &amp;nbsp;จากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีความรู้เรื่องสมุนไพรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 86.24 และเชื่อว่าสมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคได้ ร้อยละ 59.48 ทั้งนี้ร้อยละ 45.39 พอเชื่อบ้างว่าฟ้าทะลายโจรใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้ สิ่งที่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ คือ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์และโทษ ร้อยละ 83.35 และบอกสรรพคุณที่ชัดเจนของสมุนไพร ร้อยละ 80.82&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมุนไพรไทยเป็นที่ต้องการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศใช้ในอุตสาหกรรมยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง และธุรกิจสปา เป็นต้น โดยผลโพลพบว่ากลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นมีความสนใจเรื่องสมุนไพรมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย จึงนับเป็นโอกาสทองของอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยที่จะส่งเสริมและเร่งพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ พาณิชย์กุล ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสมุนไพรไทยมีหลากหลายชนิด นำมาใช้ประกอบอาหารทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่น่ารับประทาน เช่น กระเทียม ตะไคร้ หอมแดง กระเพรา ขิง ขมิ้น และอื่นๆ ซึ่งคนไทยบริโภคเป็นประจำ แต่ไม่รู้สรรพคุณทางยาของสมุนไพร การระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้ ช่วยทำให้คนไทยหันมาสนใจสมุนไพรมากขึ้น เห็นได้จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้คนไทยมีความรู้เรื่องสมุนไพรเพิ่มขึ้น และมีความต้องการใช้สมุนไพรเพิ่มอย่างมาก จนทำให้ฟ้าทะลายโจรขาดตลาดในช่วงที่ผ่านมา &amp;nbsp;การระบาดของโรคโควิด-19 เกิดขึ้นทั่วโลก จึงมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่ต้องการยารักษาโรคได้ สมุนไพรเป็นทางเลือกในการค้นหายาตัวใหม่ที่ใช้รักษาโรค ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรเร่งในการส่งเสริมการพัฒนายาจากสมุนไพรอย่างครบวงจร นอกจากนี้สมุนไพรยังสามารถถูกแปรรูปเป็นอาหารเสริม ผลิตประเภทเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือเวชสำอาง ซึ่งเป็นการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117133</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมุนไพรไทย, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_6146865f5671a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ท่องเที่ยว-สังสรรค์&#039;หายไปจากคนไทยในยุคโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.ย. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนไทยในยุคโควิด-19&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,218 คน ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม &amp;ndash; 2 กันยายน 2564 &amp;nbsp;พบว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงมากที่สุด คือ การไปร่วมงานสังสรรค์ต่าง ๆ ร้อยละ 90.50 รองลงมาคือ การเดินทางท่องเที่ยวร้อยละ 89.50 ส่วนพฤติกรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือ การดื่มแอลกอฮอล์/สูบบุหรี่ ร้อยละ 55.48 โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ คือ การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา การเลือกซื้อหน้ากากหลากหลายแบบมากขึ้น ร้อยละ 90.12 ภาพรวมประชาชนค่อนข้างพึงพอใจต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ร้อยละ 35.48 และไม่ค่อยพึงพอใจ ร้อยละ 27.79&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์โควิด-19 บีบให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว เช่น การใส่หน้ากาก ล้างมือ ทำอาหาร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องพึ่งตนเองระหว่างที่รอการบริหารจัดการของภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้นการที่ประชาชนไม่สามารถออกไป ทำกิจกรรมปฏิสังสรรค์กันได้ก็ยังส่งผลต่อสุขภาพจิต อีกทั้งยังกระทบต่อภาคเศรษฐกิจด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์อัษฎา &amp;nbsp;พลอยโสภณ รองคณบดีฝ่ายบริหารและกิจการนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่น การไปร่วมงานสังสรรค์ การเดินทางท่องเที่ยว การรับประทานอาหารนอกบ้าน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการคุมเข้มของภาครัฐในการห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคล ประชาชนจึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แต่ยังพบว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์/สูบบุหรี่ ดูความบันเทิงแบบจ่ายเงินและเสริมความงาม เนื่องจากเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลที่สามารถกระทำได้ในเคหะสถาน ของตนเอง โดยประชาชนได้มีพฤติกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา การดูแลสุขภาพของตนเอง เนื่องจากประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโรคโควิด-19 ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนได้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่จนเป็นปกติ หรือที่เรียกว่า (New Normal) ทั้งนี้ยังมีมิติทางสังคมที่สะท้อนลักษณะนิสัยของคนไทยที่แม้ว่าโควิด-19 จะทำให้พฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปในหลายด้าน แต่ยังคงการช่วยเหลือกัน ความมีน้ำใจ และมีอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคนไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115636</URL_LINK>
                <HASHTAG>พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนไทยในยุคโควิด-19, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_6134183bc0504.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
