<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบบนี้ก็ได้เหรอ!นกเงือกขอเลือกแอสตร้าเซเนก้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.2564 - ที่สวนสัตว์นครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ทางเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ได้ได้นำนกเงือกมาร่วมรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยนายธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา เปิดเผยว่า สวนสัตว์นครราชสีมาจัดกิจกรรมร่วมรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 โดยการส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์นกเงือก ชื่อ น้องซอนย่า ซึ่งเป็นนกเงือก เพศเมีย อายุ 7 ปี ชอบอาหารจำพวกผลไม้ฉ่ำน้ำ เช่น องุ่น มะเขือเทศราชินี และมะละกอโดยเจ้าหน้าที่สวนสัตว์นครราชสีมาได้นำผลไม้ใส่ไว้ในภาชนะที่ติดด้วยป้ายวัคซีน 2 ชนิด คือ Astrazeneca และ Sinovac ซึ่งน้องซอนย่าได้เลือกผลไม้ที่อยู่ในภาชนะของวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพียงเพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวเท่านั้น และไม่ว่าจะฉีดวัคซีนชนิดใดทั้ง Astrazeneca และ Sinovac ก็ถือว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีเหมือนกันทั้งหมด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106542</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, นกเงือก, วัคซีน, สวนสัตว์นครราชสีมา, แอสตร้าเซเนก้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c974c8ef9a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92074</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮา!กว่า25 ปีของไทยที่พญาแร้งออกไข่สำเร็จ1ฟองที่สวนสัตว์นครราชสีมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.พ.64&amp;nbsp; -เมื่อช่วงสายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ที่สวนสัตว์นครราชสีมา ต.ไชยมงคล อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายณรงวิทย์ ชดช้อย รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา เปิดเผยถึงความโชคดีต้อนรับเทศกาลตรุษจีนและวันวาเรนไทน์ วันแห่งความรัก ที่สวนสัตว์นครราชสีมามีพญาแร้งออกไข่ในรอบ 25 ปีว่า ถือเป็นครั้งแรกในเอเชียที่พญาแร้งออกไข่ในกรงเลี้ยง และกว่า 25 ปีของประเทศไทยที่พญาแร้งออกไข่สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสวนสัตว์นครราชสีมามีพญาแร้งทั้งหมด 4 ตัว ได้แก่ &amp;ldquo;&amp;nbsp; ป๊อกกี้ &amp;ldquo; เพศผู้อายุ 19 ปี &amp;ldquo; แจ็ค &amp;ldquo; เพศผู้อายุ 21 ปี &amp;ldquo; ตาล&amp;rdquo; เพศผู้อายุ 12 ปี และ&amp;rdquo;นุ้ย&amp;rdquo; เพศเมีย อายุ 10 ปี เริ่มทำการเพาะเลี้ยงขยายพันธ์ ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ ทีมทำงานโครงการ &amp;rdquo;การฟื้นฟูประชากรพญาแร้งในถิ่นอาศัยของประเทศไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ต่างรอลุ้นกันมาตลอดทั้งปี ว่าพญาแร้งในกรงเลี้ยง สวนสัตว์นครราชสีมาจะวางไข่อีกหรือไม่ และก็ได้เฮกันอีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2564 แม่นุ้ยพญาแร้งในกรงเลี้ยง วางไข่ 1 ฟอง ให้เป็นของขวัญแก่พี่น้องชาวจ.นครราชสีมา และคนไทยทั้งประเทศ โดย &amp;#39;พญาแร้ง&amp;#39; เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอีกหนึ่งชนิดที่สูญพันธุ์จากธรรมชาติของประเทศไทยไปแล้วเกือบ 30 ปี และหลงเหลืออยู่ในการเพาะเลี้ยงของประเทศไทย เพียง 5 ตัวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา นายสัตวแพทย์สุเมธ กมลนรนาถ รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Sumate Kamolnorranath เกี่ยวกับโครงการ การฟื้นฟูประชากรพญาแร้งในถิ่นอาศัยของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงวิทย์ ชดช้อย รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา กล่าวว่า ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า&amp;nbsp; ทีมงานสวนสัตว์นครราชสีมา ได้มีการนำไข่ของพญาแร้งจำนวนหนึ่งฟอง มาเก็บในตู้ฟักไข่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย&amp;nbsp; ทั้งนี้การนำไข่เข้าตู้ฟักจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดของลูกนก และยังเป็นการกระตุ้นให้แม่นกวางไข่ใบที่ 2 ตามกระบวนการเพาะพันธุ์นกนักล่าในสภาพการเพาะเลี้ยง เพื่อเพิ่มจำนวนไข่ต่อฤดูกาลอีกด้วย สำหรับไข่ฟองนี้เกิดจากพ่อพญาแร้ง ชื่อตาล และแม่พญาแร้ง ชื่อนุ้ย ซึ่งจับคู่กันมาซักระยะแล้ว แต่ยังไม่เคยวางไข่สำเร็จ ทีมเพาะเลี้ยงจึงได้พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการเลี้ยงเกือบทั้งระบบ และกำลังอยู่ในความดูแลของทีมเพาะเลี้ยงอย่างใกล้ชิด ในธรรมชาติพญาแร้งจะวางไข่ 2 ปี เพียง 1 ฟองเท่านั้น แต่ในการเพาะพันธุ์ อาจวางไข่ได้ทุกปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ วัย และอาหาร&amp;nbsp; ที่อุดมสมบูรณ์ หากโชคดี&amp;rdquo;แม่นุ้ย&amp;rdquo; พญาแร้งวางไข่ใบที่สอง จะให้แม่นุ้ยได้ฟักไข่เอง รอฟังความคืบหน้าต่อไป อีกครั้งใน 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ปัจจุบันกำลังมีโครงการภายใต้ความร่วมมือของ 4 องค์กรหลัก ได้แก่ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และอีกหลายหน่วยงานพันธมิตรที่มีเป้าหมาย เพื่ออนุรักษ์พญาแร้งนอกถิ่นอาศัย ให้มีประชากรที่เพียงพอต่อการปล่อยสู่ธรรมชาติ เพื่ออนุรักษ์พญาแร้งในถิ่นอาศัย ณ บริเวณพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ต่อไปในอนาคต
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92074</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายณรงวิทย์ ชดช้อย, พญาอีแร้ง, สวนสัตว์นครราชสีมา, อีแร้งออกไข่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601cce9756ea1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คืน&quot;นกกระเรียนพันธุ์ไทย &quot;กลับสู่ธรรมชาติ         </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ในประเทศไทย &amp;nbsp;เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้อยใหญ่มากมาย รวมทั้ง นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่ในอดีตพบเจอได้ง่าย แต่ ปัจจุบันนกกระเรียนไทย กลายเป็นสัตว์หายาก สาเหตุเนื่องจากการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรม มีการทำเกษตรที่ใช้สารเคมี &amp;nbsp;หรือการล่า ที่ยังคงมีการลักลอบทำกันอยู่ทั้งเพื่อนำไปเป็นสัตว์ในครอบครองและเพื่อบริโภค ทำให้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นกกระเรียนพันธุ์ได้ถูกระบุเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความสุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ของนักกระเรียนพันธุ์ไทย ทำให้ต่อมา ได้มีการจัดให้นกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็น&amp;nbsp;1 ในสัตว์ป่าสงวนตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.&amp;nbsp;2535&amp;nbsp;และเป็นสัตว์ในบัญชี 2&amp;nbsp;ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ &amp;nbsp; ก็เคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนมากมาก่อน จากหลักฐานภาพถ่ายของครอบครัว ครูคุ้ม เอี่ยมศิริ ชาวบ้านอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. ประโคนชัย อ.ประโคนชัย &amp;nbsp;บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ หรือในบันทึกลานกระเรียน ในรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานว่าเคยมีนกระเรียนอยู่มากมายในจ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;แต่ก็ประสบปัญหาเหมือนพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ คือ นกกระเรียนค่อยๆลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญหาย &amp;nbsp; และเมื่อมีกฎหมายคุ้มครองนักกระเรียนไทยให้เป็นสัตว์สงวน มีความพยายามอนุรักษ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนบุรีรัมย์กับกัมพูชา ได้นำนกกระเรียนไทยมาบริจาค นอกจากนี้ ยังมีคนที่ครอบครองนกกระเรียนดังกล่าว ได้นำมาส่งคืนอีก ประมาณ 20 ตัว รวมกับที่มีอยู่ในสวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ซึ่งเป็นสถานที่เพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไข่นกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกนกกระเรียนที่เสัียชีวิตแล้วถูกดองไว้ในขวดเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการเกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนในปี&amp;nbsp;2552&amp;nbsp;มีลูกนกกระเรียนที่เกิดใหม่รวม&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;องค์การสวนสัตว์(อสส.)&amp;nbsp;จึงได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติใน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แหล่งทั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบงคาย&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยตลาดและห้วยจระเข้มาก&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว&amp;nbsp;และทุ่งกะมัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ก็พบว่าไม่ประสบผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยนกระเรียน10ตัว คืนสู่ธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และในปี &amp;nbsp;2554&amp;nbsp;ได้มีการทดลองปล่อยนกกระเรียนไทย จำนวน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ตัว อีกครั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ จากการติดตามพบว่านกกระเรียนดังกล่าวสามารถดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้ตามปกติ เป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ดีว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเนื้อที่เกือบ 4 พันไร่แห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารที่เพียงพอ อีกทั้งชาวบ้านยังทำการเกษตรแบบอินทรีย์ &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นกกระเรียน เป็นเหตุผลให้เกิดการจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยองค์การสวนสัตว์(อสส.) ร่วมกับ บริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้มีการปล่อยนกกระเรียนเพิ่มอีก 10 ตัว เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัด และดูแลอนุรักษ์เหล่านกกระเรียนพันธุ์ไทยเพื่อให้เป็นถิ่นอาศัยและขยายพันธ์ต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า เป็นการต่อยอดการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต ของกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยเป็นงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และอนุรักษ์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชุมชน อีกทั้งยังต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สวนสัตว์นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สังกัดสำนักอนุรักษ์และวิจัยองค์การสวนสัตว์ สวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ได้เล่าว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย(Eastern Sarus Crane)&amp;nbsp;นับว่ามีลักษณะเด่นที่บินได้สูงที่สุดในชนิดพันธุ์ย่อยของนกกระเรียนพันธุ์เอเชีย ที่มีอีก 2 สายพันธุ์ ได้แก่&amp;nbsp;นกกระเรียนพันธุ์อินเดีย(Indian Sarus Crane)&amp;nbsp;ในสายพันธุ์ย่อยนับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด และนกกระเรียนสายพันธุ์ออสเตรเลีย (Australian Sarus Crane)&amp;nbsp;ที่มีขนาดเล็กที่สุด ในช่วงที่ไม่มีการพบนกกระเรียนที่ไทย&amp;nbsp;ก็จะพบได้ในบางประเทศเท่านั้น คือ กัมพูชา พม่า และเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่บางส่วนที่จัดแสดงนกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม เล่าต่อว่า&amp;nbsp;จากการที่นกกระเรียนสูญหายไปในธรรมชาติ ทำให้เกิดโครงการวิจัยเพื่อขยายพันธุ์นกกระเรียนทั้งแบบเทียมและแบบธรรมชาติ เพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งก็ได้มีการเรียนรู้จากมูลนิธินกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) รัฐวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;ทั้งวิธีการเลี้ยง ที่ผู้เลี้ยงต้องส่วมชุดมาสคอสเพื่อให้กลมกลืน การผสมพันธุ์ มาปรับใช้ในประเทศไทยจนประสบผลสำเร็จ โดยได้เลือกพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;แห่งเดียวในประเทศไทย จากการคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่ที่พบว่ามีหญ้าแห้วทรงกระเทียม เป็นพืชตระกูลกก คล้ายกับสมหวังที่รับประทาน ซึ่งเป็นอาหารทดแทน กินในช่วงฤดูแล้งได้ และชาวบ้านที่มีความเข้าใจและพร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลอนุรักษ์ ให้เป็นพื้นที่ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีการใส่หวงขาที่ตัวนกเพื่อทำการติดตาม เพราะเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นตั้งแต่ปี 2554&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;ปัจจุบัน ได้มีการปล่อยนกกระเรียนทั้งหมด 114 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว เกิดในธรรมชาติ 15 ตัว และ&amp;nbsp;ในสวนสัตว์นครราชสีมาที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ราวๆ 100 ตัว และคาดว่าในทุกปีจะมีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ประมาณ 10-15 ตัว หรือขึ้นอยู่กับการว่างไข่ในปีนั้นๆด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม&amp;nbsp;เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายทองพูน อุ่นจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านสวาย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เล่าให้ฟังว่า จากคำบอกเล่าของรุ่นพ่อแม่ที่มีอายุ 80 ปี &amp;nbsp;ว่าในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก มีการพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยแบบนี้ แต่ก็มีการล่านำมาเป็นสัตว์เลี้ยงและบริโภคเพราะเมื่อก่อนยังไม่มี&amp;nbsp;พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า&amp;nbsp;จนมันหายไปไม่เคยอีกเลย จนกระทั่งได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าจะมีการอยู่รวมกันอย่างไร เพราะด้วยวิถีนกกระเรียนที่กิน หอย ปู ปลา และวัชพืชในนาข้าว ก็ไม่ได้เป็นปัญหา อุ้งเท้าของมันก็ไม่ได้ทำลายนาเสียหาย เมื่อนกกระเรียนวางไข่ หรือเวลาบินไปที่ไหนก็จะมีการรายงานกันอยู่ตลอด เพราะหวังว่านกกระเรียนจะมีการขยายพันธุ์สู่ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงขาไว้ใส่นกระเรียนที่ผ่านการผสมพันธุ์ เพื่อขยายจำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จะมีการจัดแสดงประวัติความเป็นมาของนกกระเรียนชนิดพันธุ์ต่างๆ และความเป็นมาของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มีทั้งโหลดองลูกนกกระเรียน ไข่ ขน หรือห่วงขาที่ใช้สำหรับติดตามนกกระเรียน รวมไปถึงหอดูนก และพื้นที่จัดแสดงนกกระเรียนพันธุ์ไทย 2 ตัว เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้ชมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ไว้บางส่วนที่มีไว้่เพื่อจัดแสดงนกกระเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังสามารถติดตามดูนกกระเรียนพันธุ์ได้ง่ายขึ้น ดร.ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึง การจัดทำแอปพลิเคชัน Doo Nok (ดูนก) ซึ่งจัดว่าเป็นโครงการระยะยาว เพื่อเป็นอีกช่องทางในการรับทราบจุดที่จะพบนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยมีฟังก์ชั่นพิเศษในการทราบพิกัดที่จะพบเจอนก และยังเป็นการรวบรวมข้อมูลพันธุ์นกกว่า 500 ชนิด สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งในระบบ iOS App store และ Google Play store&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จัดแสดง


&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45155</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย, สวนสัตว์นครราชสีมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d725210b9e73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนสัตว์โคราชหาวิธีคลายหนาวให้สัตว์ป่าป้องกันเจ็บป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.61&amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศขณะนี้ที่จังหวัดนครราชสีมา อุณหภูมิในเช้าอยู่ที่ 19-20 องศาเซลเซียส นายเทวินทร์ รัตนะวงศะวัต ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์หาวิธีคลายความหนาวให้กับสัตว์ป่าในความดูแล อาทิ ตัดแต่งกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่ปิดบังกรงนกออก เพื่อเปิดรับให้ความอบอุ่นจากแสงแดดเข้ามาในกรง นอกจากนี้ยังนำฟางแห้งไปปูรองให้สัตว์ป่านอน พร้อมทั้งเปิดหลอดไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นภายในกรงสัตว์ อย่างเช่นสัตว์ป่าจำพวก ลีเมอร์ เต่าดาว อีกัวน่า งู และสัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงนี้ อาจทำให้สัตว์ป่าในสวนสัตว์ล้มป่วย เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงต้องช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับสัตว์ป่า เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าล้มป่วยได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23060</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายหนาวสัตว์ป่า, นครราชสีมา, สวนสัตว์นครราชสีมา, สวนสัตว์โคราช, อากาศหนาวเย็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bff43c9313c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
