<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.ก้าวไกล พบพิรุธ &#039;กองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ&#039; หากินกับคนตาย บนความทุกข์คนเป็น  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.64 - นางสาววรรณวิภา ไม้สน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 กล่าวถึงการตัดลดงบประมาณและตรวจพบข้อสงสัยต่อการเบิกจ่ายที่ผิดปกติของ &amp;#39;กองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;#39; ซึ่งมีตัวแทนจากกระทรวงการคลังเข้าชี้แจงกับกรรมาธิการในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตัดลดงบประมาณกองทุนสวัสดิการประชารัฐจากเดิมวงเงิน 50,000 ล้านบาท เหลือเพียงวงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยได้ชี้เเจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า เงินในส่วนงบประมาณปี 64 คงเหลือ รัฐบาลจึงได้ตัดงบประมาณของกองทุนสวัสดิการประชารัฐออก แต่เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังนำข้อมูลรายงานประจำปีของงบประมาณปี 2564-2565 เข้าชี้เเจงต่อคณะกรรมาธิการ พบข้อเท็จจริงว่าเงินในส่วนงบประมาณปี 2564 ใช้ได้ถึงแค่วันที่ 30 เมษายน 2564 จำนวนประมาณ 28,000 ล้านบาท ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นจะกล่าวว่าเงินเหลือไม่ได้ เพราะยังเหลืออีก 5 เดือนที่ยังไม่ได้จัดสรรตามปีงบประมาณที่สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน โดยงบประมาณที่เหลือจะจ่ายในครึ่งปีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในฐานะกรรมาธิการใน กมธ.งบประมาณฯ ได้ซักถามข้อสงสัยต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังว่า ตกลงเเล้วข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร เป็นตามที่พลเอกประยุทธ์ชี้เเจงในสภาผู้แทนราษฎร หรือตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ชี้เเจงต่อคณะกรรมาธิการ รวมถึงในประเด็นการทำเเผนงบประมาณของกระทรวงการคลังที่นำเสนอของบประมาณในส่วนของงบประมาณปี 2565 มีเเผนแต่ละไตรมาสอย่างไร ซึ่งพบว่าในไตรมาสที่ 3 มีเเผนใช้งบประมาณเหลือเพียง 495 ล้านบาท เเละในแผนไตรมาสที่ 4 ไม่มีแผนการใช้งบประมาณที่เกี่ยวกับกองทุนสวัสดิการประชารัฐเลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อซักถามต่อในที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่า เหตุใดตัวเลขจึงออกมาเช่นนี้ เเละมีการวางเเผนในอนาคตอย่างไร นางสาววรรณวิภา กล่าวว่า ทางผู้ชี้เเจงได้ตอบว่า จะทำเรื่องของบประมาณในส่วนกองทุนสวัสดิการประชารัฐคืนกลับมา เนื่องจากตัวเลขงบประมาณที่ตั้งไว้จำนวน 30,000 ล้านบาทไม่เพียงพอต่อเป้าหมายของจำนวนประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ โดยทางกระทรวงการคลังยังตั้งเป้าหมายอนาคตว่าในปี 2566 - 2567 ได้ตั้งงบประมาณไว้ 77,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีจำนวนคนจนลดลงปีละ 500,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้อสังเกตต่อกรณีนี้คือ ทางกระทรวงการคลังนำหลักเกณฑ์อะไรมาใช้ชี้วัดว่า เเต่ละปีจะมีจำนวนคนจนลดลงปี 500,000 คน หรือหมายความว่า อีกไม่เกิน 8 ปี เราจะไม่มีคนจนในประเทศไทยเลยใช่หรือไม่ เเละในเล่มเอกสารรายงานงบประมาณฯ ปี 65 ได้ทำงบขาดดุลไว้ ขาดประมาณ 40,000 ล้านบาทที่จะนำมาชดเชยในส่วนงบของกองทุนสวัสดิการประชารัฐ&amp;quot;&amp;nbsp;

นอกจากนี้ นางสาววรรณวิภา ยังกล่าวถึงกรณีที่กองทุนสวัสดิการประชารัฐมีปัญหาว่า ได้นำวาระเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่ได้รับรองร่าง พ.ร.บ.งบ 65 เนื่องจากมีเอกสารเพียง 5 หน้ากระดาษ และยังมีกรณีที่ สตง.ลองสุ่มตรวจผู้เสียชีวิตจำนวน 100 กว่าคน ปรากฏพบว่ายังมีจำนวนผู้เสียชีวิตที่ยังใช้สิทธิ์บัตรประชารัฐประมาณ 22 คน หรือประมาณ 1 ใน 5 จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความไม่โปร่งใสในการใช้เงินในส่วนงบประมาณที่นำมาใช้บริหารจัดกองทุนประชารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะที่เป็น กมธ.งบประมาณฯ ปี65 ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล พร้อมทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในส่วนด้านรัฐสวัสดิการอย่างเต็มที่ ตามที่หารือกันในส่วนกมธ.พรรคก้าวไกล จะตัดงบประมาณในชื่อโครงการที่ซ้ำซ้อนไม่สมเหตุสมผล เบื้องต้นพบว่ามีกว่า 10 โครงการ จำนวนงบประมาณรวมหลายร้อยบาท ซึ่งหากมีข้อมูลหรือคำชี้แจงที่ไม่ชัดเจนก็จะเสนอให้ตัดงบในส่วนนี้ออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106130</URL_LINK>
                <HASHTAG>วรรณวิภา ไม้สน, สวัสดิการ, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c450be61fbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘ชายไทย’44% แห่สมัครทหาร สวัสดิการเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชายไทยแห่สมัครทหารเกณฑ์กว่า 4 หมื่นคน คิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์จากยอดรวม ทบ.เผยเพราะเหตุจูงใจจากการปรับเพิ่มโอกาสสู่ทหารอาชีพ พร้อมสวัสดิการเพียบ ขอบคุณเข้าตรวจเลือกทหารแบบปลอด COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกได้ดำเนินการตรวจเลือกทหารกองประจำการ ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม-9 สิงหาคม 2563 เสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งในส่วนของกระบวนการของทางราชการและความร่วมมือจากประชาชน โดยผู้เข้ารับการตรวจเลือกส่วนใหญ่พึงพอใจในกระบวนการตรวจเลือกฯ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการป้องกัน COVID-19 ตามวัตถุประสงค์ที่กองทัพได้ตั้งไว้ ตั้งแต่เรื่องการบริหารจัดการสถานที่ รักษาระยะห่าง อุปกรณ์ป้องกัน จำกัดจำนวนคน การคัดกรองโรค การตรวจเลือกกระชับรวดเร็ว สร้างความประทับใจและสัมผัสได้ถึงความห่วงใย ความตั้งใจของกองทัพในการจัดการตรวจเลือก ที่สำคัญไม่พบกลุ่มเสี่ยงในระหว่างดำเนินการ ทำให้การตรวจเลือกทหารในปีนี้ปลอดภัยจาก COVID-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการตรวจเลือกเป็นทหารกองประจำการผลัด 1/2563 กองทัพได้นัดหมายให้มารายงานตัวเพื่อเข้าประจำการในหน่วยทหาร ระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน 2563 สำหรับผู้ที่ไม่ได้มาเข้ารับการตรวจเลือกตามหมายเรียกของทางราชการ เจ้าหน้าที่จะมีหนังสือแจ้งให้มาพบเพื่อชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และพิจารณาดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม กองทัพบกจะได้นำภาพรวมการปฏิบัติในการตรวจเลือกครั้งนี้ เป็นแนวทางพิจารณาดำเนินการตรวจเลือกในช่วงต่อไป หากยังคงมีสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนโยบายการตรวจเลือกทหารในปีนี้ นอกจากจะเน้นเรื่องมาตรการป้องกัน COVID-19 แล้ว กองทัพให้ความสำคัญกับการเชิญชวนให้ชายไทยสมัครเป็นทหาร ตั้งแต่ช่วงการแก้ไขหมายเรียก โดยมีการเพิ่มคะแนนพิเศษเพื่อต่อยอดสู่การเป็นทหารอาชีพ ส่งผลให้การตรวจเลือกในปีนี้ ปรากฏว่ามีผู้สมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการถึง 41,406 นาย คิดเป็นร้อยละ 44.72 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา ถือว่าสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพที่ดำเนินการตรวจเลือกแบบผสมผสาน คือเปิดโอกาสให้มีการสมัครเป็นทหารก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกกองทัพบกเผยว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้ชายไทยตัดสินใจสมัครเป็นทหาร อาทิ การได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองและสิทธิพิเศษที่กองทัพปรับเพิ่มให้สามารถต่อยอดสู่การเป็นทหารอาชีพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น, เป็นความชอบส่วนบุคคลในอาชีพทหาร, ต้องการพัฒนาและเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย, เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว, สวัสดิการที่กองทัพมอบให้, ภาพลักษณ์ที่ดีของทหารที่ช่วยดูแลประชาชน รวมทั้งอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและดูแลบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดตรวจเลือกทหารภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ในปีนี้ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย กองทัพบกขอขอบคุณเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการประจำจังหวัด อำเภอ เขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ให้การสนับสนุนการตรวจเลือกในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอขอบคุณชายไทยที่แสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดยเข้ารับการตรวจเลือกทหาร ปฏิบัติตามขั้นตอนของทางราชการอย่างครบถ้วน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและตระหนักในความสำคัญของการมีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติด้วยการเป็นทหารในช่วงเวลาหนึ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74559</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมัครทหารเกณฑ์, สวัสดิการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพิ่มโอกาสสู่ทหารอาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee8acf9f30f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 00:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2018 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบพิเศษตั้งเป้า1ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ไฟเขียวเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบพิเศษถึงพื้นที่หสัง เปิดโอกาสกลุ่มคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียงเข้าสู่ระบบ ตั้งเป้า 1 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 61 - นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.)เห็นชอบการเปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในช่วงปี 2560 ได้ หลังจากทีมเจ้าหน้าที่ไทยนิยมได้ลงพื้นที่สอบถามประชาชนจากปัญหาไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการได้ เพราะมีปัญหาส่วนตัว ที่ประชุม ครม.จึงให้เจ้าหน้าที่เตรียมลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มดังกล่าวสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ถึงบ้านภายในเดือนมิถุนายนนี้ คาดว่ากลุ่มเป้าหมายประมาณ 1 ล้านคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณสมบัติยังเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม ทั้งเรื่องรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท มีกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ ในส่วนผู้ที่ลงทะเบียนรอบที่ผ่านมาแล้วตรวจสอบไม่ผ่านคุณสมบัติเมื่อปี 2560 นั้น จะไม่มีสิทธิ์ลงทะเบียนเพิ่มเติมได้ การเปิดลงทะเบียนรอบพิเศษครั้งนี้ เพื่อหวังช่วยเหลือคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ให้เข้าสู่กระบวนการขอรับบัตรสวัสดิการได้ และจะปรับรูปแบบการใช้บัตรสวัสดิการเพื่อให้ได้รับสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน กำหนดใช้บัตรสวัสดิการช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ร่วมกันพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางการลงทะเบียนไว้ โดยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียนเพิ่มเติมจะใช้คุณสมบัติเหมือนการลงทะเบียนในปี 2560 เช่น สัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ว่างงานหรือมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 1 แสนบาท ไม่มี หรือมีทรัพย์สินทางการเงินรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท และไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากนี้ทีมงานลงพื้นที่ตั้งแต่กลางเดือนพ.ค. และคาดว่าภายในสิ้นเดือนมิ.ย. จะได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งนี้ทีมงานจะลงไปในชุมชนเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้กรอกใบสมัครถึงบ้าน ซึ่งคุณสมบัติต่างๆ ยังคงเหมือนเดิม แต่จะเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกเรื่องเดียว คือ จะมีคำถามว่าต้องการจะพัฒนาตัวเองหรือไม่&amp;quot; นายณัฐพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพรกล่าวว่าสำหรับผู้ที่ได้เคยลงทะเบียนไว้ในรอบที่แล้วและคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ จะไม่สามารถมาลงทะเบียนเพิ่มเติมในรอบนี้ได้ ทั้งนี้ คาดว่าภายหลังการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ อย่างครบถ้วนแล้ว ผู้ลงทะเบียนในรอบใหม่นี้จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.61 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขอให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ไปร่วมกันหามาตรการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่กลุ่มคนดังกล่าวที่จะได้รับสิทธิในการลงทะเบียนเพิ่มเติมในรอบนี้ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10200</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนพิการ, ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ทะเบียนคนจน, ผู้ป่วยติดเตียง, สวัสดิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a95554e41b1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2018 19:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2018 19:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงพักสมุทรสงครามทำตู้น้ำสวัสดิการลิตรละ 1 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.61- พล.ต.อ. เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.(ปป) เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมติดตามการยกระดับการให้บริการประชาชนของสภ.บางโทรัด จ.สมุทรสาคร ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในด้านการให้บริการ การจัดสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับประชาชน ปรับปรุงพัฒนาศูนย์วิทยุ 191 โดยให้ใช้แอพพลิเคชั่น Police i Lert u เพื่อเสริมงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในส่วนด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ให้หัวหน้าสถานีตำรวจ ดูแลกำลังพลให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งเน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกนายปฏิบัติตนให้มีบุคลิกภาพที่ดี แต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อยสมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติไปตรวจเยี่ยมติดตามการยกระดับการให้บริการประชาชนของ สภ.เมืองสมุทรสงคราม ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในด้านต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น &amp;nbsp;และได้ไปตรวจโรงน้ำดื่มประชารัฐ ที่จัดไว้เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชน โดยได้ทดลองหยอดเหรียญกดน้ำจากตู้ดังกล่าว &amp;nbsp;พบว่าสามารถใช้การได้ดี &amp;nbsp;ซึ่งราคาเพียงลิตรละ 1 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์กับข้าราชการตำรวจและประชาชนในพื้นที่อย่างมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4183</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, ตู้น้ำ, พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สวัสดิการ, โรงพัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180302/image_big_5a99470759c70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
