<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.62 - เว็บไชต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรพ.ศ. ๒๕๖๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติการก าหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;อ่านรายละเอียด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38397</URL_LINK>
                <HASHTAG>สวัสดิการแห่งรัฐ, เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พท.-พปชร.’ระอุ หาเสียงบลัฟเดือด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พรรคใหญ่ลงพื้นที่หาเสียงต่อเนื่อง &amp;quot;พปชร.&amp;quot; บุกสุรินทร์ชูราคา-สวัสดิการแห่งรัฐ &amp;quot;สุริยะ&amp;quot; ฟุ้งโพลชี้กวาดยกจังหวัด &amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; ไปขอนแก่นเว้า &amp;quot;คิดฮอดหลาย&amp;quot; ขอคะแนน &amp;quot;ทษช.&amp;quot; เปิดปราศรัยใหญ่ลานคนเมือง กทม. ไร้เงา &amp;quot;ปรีชาพล&amp;quot; เน้นต่อยอดงานเดิมไทยรักไทย &amp;quot;ปชป.&amp;quot; ลุยอีสาน ย้ำทุกนโยบายทำได้จริง &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ตามซัด &amp;quot;สุเทพ&amp;quot; ไม่เลิก ลั่นระบอบทักษิณไม่มีอยู่จริง &amp;quot;ลุงกำนัน&amp;quot; โพสต์แจงเหตุทำไมไม่ก้าวข้ามแม้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดทั้งวันที่ 1 มี.ค. บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน, นายอนุชา นาคาศัย ประธานยุทธศาสตร์ภาคกลาง, นายวิรัช รัตนเศรษฐ แกนนำภาคอีสาน, น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เปิดเวทีปราศรัยบริเวณลานบริษัท ไอคิว สี่แยกสลักได อ.เมืองฯ จ.สุรินทร์ หาเสียงช่วยนายอนันต์ ปาลีคุปต์ ผู้สมัคร เขต 1 จ.สุรินทร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ปราศรัยว่า วันนี้หากคนสุรินทร์เลือกพรรคเก่า ก็จะได้ของเก่า จ.สุรินทร์ ก็จะเหมือนเก่า ดังนั้นขอให้ลองเปลี่ยนมาเลือกคนของพรรคพลังประชารัฐ เพราะพรรคไม่ได้มีแค่นโยบายกินได้ แต่มีออกมาเรื่อยๆ อย่างนโยบายข้าว ที่หากชาวนาอยากได้ค่าปลูก พวกตนจะไปหารือกันเพื่อพิจารณา นอกจากนี้ยังมีนโยบายดูแลลูกหลานคนไทยไม่ให้ลำบาก อย่างนโยบายมารดาประชารัฐที่ให้ความสำคัญตั้งแต่ท้อง คือท้องปั๊บ รับ 3,000 บาท จำนวน 9 เดือน รวม 27,000 บาท จากนั้นเมื่อคลอดก็จะได้รับอีก 10,000 บาท รวมเป็น 37,000 บาท ยังไม่พอ เพราะมีค่าเลี้ยงดูให้อีกเดือนละ 2,000 อีก 6 ปี รวมค่าดูแลทั้งสิ้น &amp;nbsp;181,000 บาท พร้อมยืนยันพรรคไม่ได้มาแจกเงิน แต่ลูกหลานเรา เราต้องกล้าลงทุน ต้องดูแลคนไทยด้วยกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสนธิรัตน์และคณะเข้ากราบสักการะพระยาสังฆะบุรีศรีนครอัตจจะ เจ้าเมืองสังขะ อ.สังขะ &amp;nbsp;พร้อมขึ้นปราศรัยที่สนามกีฬากลางเทศบาลตำบลสังขะ จ.สุรินทร์ ช่วยนายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 &amp;nbsp;หาเสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ขอโอกาสฟ้องพี่น้องประชาชน มีแกนนำพรรคหนึ่งที่เป็นผู้หญิงพูดเก่ง มากล่าวหาว่าผมทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นการดูถูกว่าคนได้บัตรจน ถือว่ามีจิตใจคับแคบที่มาว่าตน ทั้งที่ความจริงต้องการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งขณะนั้นพรรคดังกล่าวพยายามคัดค้าน แต่พอเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง ก็กลับคำมาบอกว่าจะทำนโยบายนี้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสุริยะกล่าวว่า ตนได้ให้บริษัทจัดทำโพลสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ทั้งหมด 7 เขต เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา พบพรรค พปชร. จะได้ ส.ส.ทั้งหมด 7 ที่นั่ง โดยนโยบายราคาข้าวเป็นสิ่งที่ประชาชนชอบ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่ทำราคาได้สูงขนาดนี้ คือ 18,000 บาท รวมไปถึงเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ทำให้ชาวสุรินทร์ได้เงินไปใช้สอย ดังนั้นประชาชนจึงมั่นใจว่าหากพรรคได้เป็นรัฐบาลก็จะสามารถสานต่อและผลักดันเรื่องต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องได้สำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ประชาชนให้การตอบรับที่ดีกับ 3 ประเด็นคือ 1.การเสนอชื่อลุงตู่ เป็นแคนดิเดตนายกฯ 2.นโยบายการขยายผลบัตรประชารัฐ &amp;nbsp;สปก.4.0 &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหา ภบท.5 การเพิ่มการอุดหนุนชาวนา เป็น 20 ไร่ ไร่ละ 2,000 บาท &amp;nbsp;นโยบายลดภาษีบุคคลธรรมดา ร้อยละ 10 ทุกขั้น &amp;nbsp;เป็นต้น และ 3.ผู้สมัครของพรรค ที่เข้าถึงพึ่งได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก พปชร.กล่าวว่า พรรคมั่นใจน่าจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 150 คน เพราะในช่วงที่ผ่านมาแค่คนที่รักลุงตู่ ในทุกโพล ก็มีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 26-30 &amp;nbsp;ซึ่งถ้าทางพรรคสามารถเปลี่ยนความรักที่ประชาชนมีให้กับลุงตู่เป็นคะแนนเสียงได้ และรวมกับคนที่ชอบนโยบายของพรรค ชอบผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ ก็เชื่อว่าเราจะได้ ส.ส.ตามเป้าอย่างแน่นอน
&amp;#39;ทษช.&amp;#39;ปราศรัยใหญ่กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย (พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค พท. ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ขึ้นเวทีปราศรัยบริเวณ อ.ภูเวียง ช่วยนายภาควัต ศรีสุรพล ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น หาเสียงเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ในระยะเวลา 4 ปีจะปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรเพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารสุขภาพหรืออาหารปลอดภัย ป้อนคนทั้งโลก ซึ่งได้ทำแผนงานไว้หมดแล้ว โดยจะเดินหน้าแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกจะปรับเปลี่ยนตั้งกองทุนปรับเปลี่ยนหน้าดิน เข้าใจว่าตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรลำบาก จึงยืนยันว่าภายใน 6 เดือนหากได้เป็นรัฐบาล จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นทุกชนิด ซึ่งมั่นใจว่าหากมีโอกาสทำงานจะสามารถทำให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นได้ ก่อนเกษตรกรจะตั้งหลักได้เราจะพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี จากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ &amp;nbsp;ไปปราศรัยที่บริเวณทางเข้า บ.สงเปือย ต.ศิลา อ.เมือง ฯ จ.ขอนแก่น โดยมีประชาชนในพื้นที่ร่วมรับฟังการปราศรัยรวมทั้งการขอถ่ายภาพ, มอบช่อดอกไม้, มอบพวงมาลัย ร่วมกับคุณหญิงสุดารัตน์กว่า 3,000 คน ทั้งนี้ ในช่วงของการปราศรัยหาเสียงและแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคที่มาร่วมขึ้นเวทีนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ได้พูดภาษาอีสานเพื่ออ้อนขอคะแนน โดยเฉพาะกับการพูดว่า &amp;quot;คิดฮอดคนขอนแก่น ล้ายหลาย&amp;quot; &amp;nbsp;สร้างเสียงเฮและเสียงปรบมือรวมทั้งรอยยิ้มอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) จัดปราศรัยใหญ่ในพื้นที่ กทม. ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;ร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย&amp;rdquo; มีคณะแกนนำพรรคร่วมปราศรัยอย่างคึกคัก นำโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์ฯ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียง, นายนิคม ไวรัชพานิช เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนกรรมการบริหารพรรค ไม่ได้ร่วมปราศรัย เพียงแค่เดินทางมาให้กำลังใจ อาทิ นายวิม รุ่งวัฒนจินดา, นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์, นายต้น ณ ระนอง รองเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ และ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนพรรค รวมทั้งนางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช มารดา ร.ท.ปรีชาพล เดินทางมาให้กำลังใจสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ แต่ไม่พบว่า ร.ท.ปรีชาพลมาที่เวทีแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื้อหาการปราศรัยแกนนำพรรคต่างสลับกันขึ้นเวทีปราศรัย เน้นการชูนโยบายของพรรคที่ต่อยอดมาจากพรรคไทยรักไทย (ทรท.) สามารถทำได้จริง รวมถึงแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เจริญทัดเทียมนครชั้นนำของโลก และยังคัดค้านการสืบทอดอำนาจและเรียกร้องรัฐบาลประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นายเกียรติ &amp;nbsp;สิทธีอมร ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ น.ส.จิตภัสร์ ตั้น กฤดากร ลงพื้นที่ จ.สระบุรี หาเสียงที่ตลาดวิหารแดง รวมทั้งไปสักการะอนุสาวรีย์ย่าโม จ.นครราชสีมา จากนั้นได้เดินทางไปยัง จ.ชัยภูมิ และปราศรัยที่ลานน้ำพุริมบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายของพรรคเป็นรูปธรรมมากที่สุด ทั้งในเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกรและการประกันรายได้ให้ผู้ใช้แรงงาน และในวันที่ 9 มี.ค.นี้ จะแถลงภาพรวมเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องการบริหารประเทศที่ระบุว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต แก้จน สร้างคน สร้างชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) นายอารี ไกรนรา รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นเขตบางเขนและเขตดอนเมือง กทม. ช่วยพ.ต.อ.นพ.ปิยพงษ์ สาครเย็น ผู้สมัคร ส.ส.เขต 12 หาเสียงที่ตลาดยิ่งเจริญ และช่วยนางกุฎารัศมิ์ กุลฉัตร ผู้สมัคร ส.ส.เขตดอนเมือง หาเสียงที่ตลาดฝั่งโขง&amp;nbsp;
ชี้ทำไมไม่ก้าวข้ามทักษิณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ตอบโต้สิ่งที่ตนเองวิพากษ์การประกาศให้คนไทยเลือกข้างระหว่างระบอบทักษิณกับข้างประเทศไทยว่าไม่ให้ราคานั้น ไม่ทราบนายสุเทพจะเป็นคนที่มีราคา หรือจะเป็นคนที่มีความสำคัญหรือไม่ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 5 ปี นายสุเทพต้องยอมรับว่าเป็นต้นเหตุหนึ่งของการยึดอำนาจ พาประเทศเข้าสู่เผด็จการ ทำให้เกิดความยากลำบาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายสุเทพพยายามเปรียบตัวเองเสมือนว่าอยู่ฝ่ายประเทศไทย และผลักฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่พวกของนายสุเทพว่าเป็นฝ่ายระบอบทักษิณ ซึ่งระบอบทักษิณไม่มีอยู่จริง เป็นแต่เพียงการบัญญัติคำขึ้นมาเพื่อให้ตนเองได้รับโอกาสจากพวกของตนเท่านั้น ดังนั้นตนได้เตือนนายสุเทพแล้วว่า การที่นายสุเทพปลุกมวลชนของตนเองนั้น เท่ากับไปปลุกมวลชนของฝ่ายตนด้วยเช่นกัน และล่าสุดก็มีการปลุกวาทกรรมเรื่องการเผาบ้านเผาเมือง ดังนั้นหากนายสุเทพยังไม่หยุด ผมก็จะอธิบายความแบบเเลกหมัดกัน ประชาชนจะได้ตัดสินใจกันง่ายขึ้น&amp;quot; นายจตุพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค พร้อมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ก่อตั้งพรรค รปช. ลงพื้นที่โรงงานยาสูบ ช่วยนายพีรสุต จันทรานุวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตคลองเตย วัฒนา เพื่อหาเสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพกล่าวถึงกรณีพรรค รปช.หาเสียงบอกจะขอเป็น รมว.เกษตรฯ และ รมว.ศึกษาธิการ ว่า ไม่ได้เป็นการจองเก้าอี้ เพราะไม่มีสิทธิ์ แต่บอกกับพี่น้องประชาชนว่าถ้า รปช.ได้รับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาล เราสนใจที่จะบริหารงาน 2 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ไปกระทรวงเกษตรฯ เพราะเราต้องการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายผลผลิตแล้วมีกำไร วันนี้เกษตรกรขายผลผลิตไม่มีกำไร เรามีวิธีการที่ผ่านมา ส่วนที่ต้องการเข้าไปบริหารกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเราต้องการปฏิรูปบริหารจัดการทางด้านการศึกษา เพื่อให้ลูกหลานของประชาชนมีความรู้มีคุณธรรม เป็นมืออาชีพที่สามารถทำมาหากินตั้งครอบครัวใหม่ได้ และต้องเป็นการศึกษาฟรีที่ไม่เป็นภาระของประชาชนต่อไป&amp;quot; นายสุเทพกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายสุเทพได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง &amp;quot;ทำไมไม่ก้าวข้ามทักษิณ อ้างแผนคนนอกประเทศ ชูอัศวินตัวใหม่ ด้วยมุกเก่า คือ รวยไม่โกง เปลี่ยนแปลงประเทศ เป็นตัวร้ายตัวใหม่มาเสนอหน้า แทบจะถอดแบบทักษิณ ทำท่าจะเสียสละ สัญญาจะทำให้ประเทศดีขึ้น แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะยิ่งร้ายกาจกว่าเดิม เพราะมีจุดยืนแข็งกร้าวชัดเจน ด้วยการออกมาวิจารณ์ในเรื่องขนบประเพณี ศาสนา ทหาร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพระบุว่า เมื่อย้อนไปเมื่อปี 2543-2544 การเมืองไทยมีอัศวินม้าขาวมาดดูดี ชื่อทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นมาเปิดตัวด้วยภาพของนักธุรกิจที่คิดใหม่ทำใหม่ คนก็เชื่อมั่นกันไปว่ารวยแล้วจะไม่โกง เกิดเป็นกระแสเห่อของใหม่ จนชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย จนมาถึงวันที่จับได้ไล่ทันก็พบว่าโกงเก่งเป็นคำที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นิยามและอธิบายไว้ว่า โกงกันหลากหลายรูปแบบ ทั้งผิดกฎหมายและไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่แก้กฎหมายให้ไม่ผิดก็มี มีเล่ห์เหลี่ยมสูง แยบยลในการประพฤติอันมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ครั้งนี้ดูเหมือนจะยิ่งร้ายกาจกว่าเดิม เพราะมีจุดยืนแข็งกร้าวชัดเจน ด้วยการออกมาวิจารณ์ในเรื่อง ขนบประเพณี ศาสนา ทหาร หรือแม้แต่เรื่องของสถาบันฯ ที่คนไทยส่วนใหญ่เขายกไว้เหนือหัวเหนือเกล้า นี่ยังไม่นับพรรคการเมืองเก่าใหม่ ที่แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย ด้วยแผนแยกกันเดิน แล้วรวมกันตีทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ เพื่อให้ได้กลับมามีอำนาจ เช่น ผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมตอนดึกสงัด สั่งการเผาบ้านเผาเมืองโดยมีคลิปเป็นหลักฐานคาตา บงการจำนำข้าวจนเสียหายไป 5 แสนล้าน ล่าสุด ก็คือการดึงเอาสถาบันฯ มาเกี่ยวข้องกับการเมือง เชื่อเถอะครับ ทักษิณยังอยู่ แม้ว่าตัวจะหนีไปต่างประเทศก็ยังคงวนเวียนไม่ไปไหน เราต้องเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่เจ็บแล้วต้องรู้จักจำให้ดี&amp;rdquo; นายสุเทพระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30266</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ทษช., ปชป., พปชร., พรรคเพื่อไทย, พรรคใหญ่ลงพื้นที่หาเสียง, สวัสดิการแห่งรัฐ, หนังสือพิมพ์, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190301/image_big_5c7944f782f38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาร์ค&#039;ฉะรัฐบาลคสช.ไร้ระบบช่วยผู้มีรายได้น้อย จากสวัสดิการกลายเป็นประชานิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.61 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;nbsp;ทั้งการดูแลผู้สูงอายุ ค่าน้ำและค่าไฟ ว่า&amp;nbsp;รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกำลังซื้อของชาวบ้านที่ขณะนี้กำลังย่ำแย่ อย่างไรก็ตาม เราเคยคาดหวังว่าหากจะมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องทำอย่างเป็นเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องที่จะให้รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งทำตามใจชอบ วันนี้ถือว่ารัฐบาลไม่ได้ทำเป็นระบบ เพราะมติที่ออกมาไม่ทราบว่าในปีหน้าจะมีอีกหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;เริ่มแรกอุตส่าห์จะสร้างให้เป็นสวัสดิการ แต่วันนี้กลับเข้าไปสู่ประชานิยมเหมือนเดิม เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์และระบบ เพราะขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลในขณะนั้นๆ จะด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยทางการเมือง ก็ตัดสินใจได้ตามใจชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า มาตรการที่ออกมาในรายละเอียดงบประมาณมีทั้งให้แบบเงินสดส่วนหนึ่ง ซึ่งความจริงปชป.ได้บอกแล้วว่าถ้าทุกอย่างทำด้วยเงินสดตั้งแต่ต้นจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีอีกหลายส่วนที่รายละเอียดสลับซับซ้อนพอสมควร เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ต้องจ่ายไม่เกินเท่าไหร่ จึงกลับมาเป็นเครดิตได้ หรือแม้แต่ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ก็มีเกณฑ์กำหนดอายุ เท่ากับจะทำให้ระบบดังกล่าวมีความซับซ้อน ยุ่งยาก และเริ่มนำนโยบายอื่นมาพันกับบัตรสวัสดิการมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อะไรที่ช่วยเหลือประชาชน เราอยากให้ช่วย แต่การช่วยก็นึกว่าจะตั้งหลักว่าช่วยแบบเป็นระบบ แบบมีหลักเกณฑ์ ยั่งยืน แต่ลักษณะการตัดสินใจของครม.กลับไม่ได้ออกมาตามแนวทางนี้&amp;rdquo; นายอภิสิทธิ์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามาตรการช่วยค่าน้ำค่าไฟจะช่วยจนถึงเดือนก.ย. 62 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าคิดว่าดีเหตุใดจึงสิ้นสุดแค่เดือนก.ย.ปีหน้า นี่คือตัวอย่างว่ารัฐบาลไม่ได้คิดเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่าเป็นการชิงความได้เปรียบทางการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เชื่อประชาชนมองออก และคิดว่าไม่เป็นอย่างที่รัฐบาลหวังว่าจะให้ประชาชนสนับสนุนในหลายอย่างมากขึ้น ส่วนมาตรการดังกล่าวจะเป็นการหาเสียงหรือไม่ ไม่ทราบเช่นกัน แต่คิดว่าจะไม่ได้เสียงมาก ทั้งนี้ ลักษณะการอนุมัติดังกล่าวไม่ต่างจากประชานิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่าหากประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจะจัดการกับมาตรการนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า แนวคิดเกี่ยวกับสวัสดิการเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อย ปชป.สนับสนุนแต่ต้น และหากจะทำต้องมีระบบที่มีหลักเกณฑ์และทำได้ตลอด หากทำแบบรัฐบาลนี้จะทำให้ผู้ที่ถือบัตรได้อะไรขึ้นมากเรื่อยๆทั้งที่หลายคนอาจพ้นจากสถานภาพเป็นคนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ในทางกลับกัน ผู้ที่ไม่ได้ถือบัตรจะเสียสิทธิ์เรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าสิทธิ์ที่พึ่งได้ควรให้เป็นการทั่วไปให้มากที่สุด และควรให้ในรูปแบบที่สะดวกที่สุด อีกทั้งหากต้องการเพิ่มกำลังการซื้อของประชาชนไม่ควรจะจำกัดช่องทางการใช้เงิน เพราะทำให้ประชาชนไม่สะดวกไม่มีทางเลือก อีกทั้งเงินก็จะไม่หมุนเวียนในตลาดหรือร้านค้า ที่สำคัญ คนที่ขายของให้กับผู้มีรายได้น้อยจะสูญเสียมูลค่าทางธุรกิจอย่างมหาศาล ทำให้เพิ่มจำนวนคนที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; หัวหน้าพรรค กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22439</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ประชานิยม, ผู้มีรายได้น้อย, สวัสดิการแห่งรัฐ, หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, หาเสียงเลือกตั้ง, แจกเงินคนจน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181119/image_big_5bf25609a6c58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ้นจนอย่างยั่งยืน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;rdquo; ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อต้นเดือน ม.ค.2561 ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งภายใต้โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลังหมายมั่นปั้นมือว่าโครงการนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย เรียกว่า &amp;ldquo;หายจนอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การดำเนินมาตรการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ที่จะเน้นหนักไปที่การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพให้ผู้มีรายได้น้อย สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคงและถาวรนั่นเอง โดยกระทรวงหลัก ๆ ที่ให้การสนับสนุน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปจนถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการแยกย่อยออกเป็น 4 มิติสำคัญ คือ 1. การมีงานทำ 2.การฝึกอบรมอาชีพและการศึกษา 3.การเข้าถึงแหล่งเงินในชุมชน และ 4.การเข้าถึงสิ่งจำเป็นฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นก็ได้มีการเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ พ.ศ.2560 และถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 11.4 ล้านคน ที่สนใจจะพัฒนาตัวเองมาลงทะเบียนร่วมโครงการตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 22 พ.ค.2561 พบว่ามีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาลงทะเบียนและได้รับการสัมภาษณ์แล้ว 7.2 ล้านราย หรือคิดเป็น 84.2% โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็น 4.1 ล้านราย หรือ 56.4% ที่สนใจจะพัฒนาตัวเองตามมาตรการดังกล่าว และอีก 3.1 ล้านราย หรือ 43.6% ไม่สนใจจะพัฒนาตัวเอง โดยยังมีอีก 1.3 ล้านราย หรือ 15.8% อยู่ระหว่างการรอสัมภาษณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนมาในรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการจูงใจให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการมาลงทะเบียนเพื่อฝึกอบรมเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับตัวเองนั้น รัฐบาลได้มอบวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านค้าอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด แบ่งตามรายได้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี จะได้รับวงเงินเพิ่มเติม 200 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มจากเดิมที่ได้รับอยู่แล้ว 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 500 บาทต่อคนต่อเดือน และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี จะได้รับวงเงินเพิ่มเติม 100 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มจากเดิมที่ได้รับอยู่แล้ว 200 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 300 บาทต่อคนต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในส่วนของผู้ที่ไม่สนใจจะพัฒนาตัวเอง กระทรวงการคลังก็จะหยุดจ่ายเงินในส่วนที่เพิ่มเติมเดือนละ 100-200 บาทต่อคนต่อเดือนให้ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2561 เป็นต้นไป โดยเมื่อเทียบจากข้อมูลที่มี พบว่ามีผู้ที่ไม่สนใจจะพัฒนาตัวเองสูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่ารัฐบาลจะมีภาระในการใส่เงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมเดือนละ 100-200 บาทต่อเดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2-1.4 พันล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 2.4 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกับการใส่เงินในบัตรสวัสดิการก่อนหน้านี้ที่ 200-300 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี นั่นหมายถึงรัฐบาลจะต้องใส่งบดำเนินการในส่วนนี้ทั้งสิ้น 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่ามีความพร้อมในการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับรูปแบบในการพัฒนาตัวเอง จะแยกเป็นกลุ่มเกษตร กลุ่มทำงานมีนายจ้าง กลุ่มทำงานอิสระ อาทิ การอบรมเกษตรกร 120 หลักสูตร การจัดหาแรงงานในประเทศ การฝึกทักษะคอมพิวเตอร์ การฝึกอาชีพ การพัฒนาฝีมือแรงงานให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้มีรายได้น้อย ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ทั้งการส่งเสริมการออม การจัดหาที่อยู่อาศัย การจัดหาที่ดินทำกิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถือเป็นอีกมิติของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความยากจนของประเทศไทย มองว่ามาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย ถือเป็นแนวคิดที่ดีในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ส่วนความสำเร็จของโครงการคงต้องรอวัดผลจากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามผลักดันลงมา.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10676</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, สวัสดิการแห่งรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
