<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรฯ ยกระดับฐานข้อมูล Farmer ONE สู่ Data Standard จัดเก็บข้อมูลมาตรฐานเดียวกันตาม TH e-GIF พร้อมเตรียมประกาศใช้ในปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพลเชษฐ์&amp;nbsp; ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) เปิดเผยว่า จากที่ สศก. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง หรือ Farmer ONE มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรับขึ้นทะเบียน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง โดยในปี 2562 ได้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร กับหน่วยงานเพิ่มเติม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบัน การให้บริการข้อมูล Farmer ONE มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปลูกพืช 2) เลี้ยงสัตว์ 3) เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4) ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ 5) ปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 6) เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ7) ปลูกพืช, เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งสามารถสืบค้นแบบจำแนกชนิดสินค้า เพื่อรับทราบจำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว แบบรายภาค รายจังหวัด ได้ 14 ชนิด คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ ยางพารา เงาะ มังคุด และ ทุเรียน รวมทั้งข่าวสารสำคัญทั่วไป เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดผลจากการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)&amp;nbsp;เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาการให้บริการ ซึ่งภายในปี 2564 จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพิ่มเติม จากเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม จากกรมหม่อนไหม และเกษตรกรชาวสวนยาง จากการยางแห่งประเทศไทยแบบ Real Time เพื่อให้ฐานข้อมูล Farmer ONE มีข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทางด้านต่าง ๆ ให้ครอบคลุมกิจกรรมทางการเกษตรให้มากที่สุด รวมทั้งพัฒนาสู่มาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard)&amp;nbsp; ซึ่งเป็นมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลของแต่ละรายบุคคลให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดความซ้ำซ้อนการจัดเก็บข้อมูลชุดเดียวกันแต่มีข้อมูลที่ต่างกัน ยึดหลักการกำหนดมาตรฐานตามกรอบแนวทางเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ TH e-GIF และแนวทางการจัดทำมาตรฐานข้อมูลภาครัฐของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเกษตรกรสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ และในปี 2565 จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานกลางของสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบกรอบการกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ข้อมูลบุคคลของฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแล้ว สศก. จะได้นำเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนประกาศใช้ ต่อไปภายในปีนี้ ทั้งนี้ หากท่านใดที่สนใจข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ที่ www.farmerone.org หรือ สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร&amp;nbsp; ศูนย์สารสนเทศการเกษตร&amp;nbsp; โทร. 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100323</URL_LINK>
                <HASHTAG>Data Standard, Farmer ONE, TH e-GIF, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง, ฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง, นายพลเชษฐ์  ตราโช, มาตรฐานข้อมูลกลาง, สศก., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081258cc3383.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรฯ ยกระดับฐานข้อมูล Farmer ONE สู่ Data Standard จัดเก็บข้อมูลมาตรฐานเดียวกันตาม TH e-GIF พร้อมเตรียมประกาศใช้ในปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพลเชษฐ์&amp;nbsp; ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) เปิดเผยว่า จากที่ สศก. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง หรือ Farmer ONE มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรับขึ้นทะเบียน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง โดยในปี 2562 ได้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร กับหน่วยงานเพิ่มเติม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบัน การให้บริการข้อมูล Farmer ONE มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปลูกพืช 2) เลี้ยงสัตว์ 3) เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4) ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ 5) ปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 6) เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ7) ปลูกพืช, เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งสามารถสืบค้นแบบจำแนกชนิดสินค้า เพื่อรับทราบจำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว แบบรายภาค รายจังหวัด ได้ 14 ชนิด คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ ยางพารา เงาะ มังคุด และ ทุเรียน รวมทั้งข่าวสารสำคัญทั่วไป เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดผลจากการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)&amp;nbsp;เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาการให้บริการ ซึ่งภายในปี 2564 จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพิ่มเติม จากเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม จากกรมหม่อนไหม และเกษตรกรชาวสวนยาง จากการยางแห่งประเทศไทยแบบ Real Time เพื่อให้ฐานข้อมูล Farmer ONE มีข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทางด้านต่าง ๆ ให้ครอบคลุมกิจกรรมทางการเกษตรให้มากที่สุด รวมทั้งพัฒนาสู่มาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard)&amp;nbsp; ซึ่งเป็นมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลของแต่ละรายบุคคลให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดความซ้ำซ้อนการจัดเก็บข้อมูลชุดเดียวกันแต่มีข้อมูลที่ต่างกัน ยึดหลักการกำหนดมาตรฐานตามกรอบแนวทางเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ TH e-GIF และแนวทางการจัดทำมาตรฐานข้อมูลภาครัฐของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเกษตรกรสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ และในปี 2565 จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานกลางของสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบกรอบการกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ข้อมูลบุคคลของฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแล้ว สศก. จะได้นำเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนประกาศใช้ ต่อไปภายในปีนี้ ทั้งนี้ หากท่านใดที่สนใจข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ที่ www.farmerone.org หรือ สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร&amp;nbsp; ศูนย์สารสนเทศการเกษตร&amp;nbsp; โทร. 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100321</URL_LINK>
                <HASHTAG>Data Standard, Farmer ONE, TH e-GIF, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง, ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร, นายพลเชษฐ์  ตราโช, สศก., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081258cc3383.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศก. เตรียมเปิดตัวโครงการ SAEZ ปั้น โมเดลเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ ก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายฉันทานนท์ วรรณเขจร&amp;nbsp; เลขาธิการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลได้วางแนวทางพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ผลักดันและขับเคลื่อนบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตร ตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจเพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตร&amp;nbsp; โดยประกาศเขตเหมาะสมต่อการปลูกพืช ปศุสัตว์ และประมง รวม 20 สินค้า (พืช 13 ชนิด และ ปศุสัตว์ 5 ชนิด และประมง 2 ชนิด)&amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาโดยตลอด นั่นเป็นเพราะว่า ยังขาดการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การผลิตของเขตเกษตรเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขาดมาตรการจูงใจของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้ สศก. ศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ โดย สศก. ได้เสนอโครงการศึกษาวิจัย &amp;ldquo;การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ&amp;rdquo; (Special Agricultural Economic Zone: SAEZ) ซึ่งจะเน้นการพัฒนา ในเชิงพื้นที่ ทำให้สามารถลงลึกในรายละเอียดได้รวดเร็วกว่าการดำเนินงานปกติหรือการพัฒนาในเชิงภาพรวม นำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ&amp;nbsp; และเกิดการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; โดย สศก. จะดำเนินการศึกษาวิจัยร่วมกับทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมไปถึงการขอรับสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ที่เป็นหน่วยงานเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการต่อยอดงานวิจัยร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับแนวทางในการศึกษา สศก. จะศึกษาตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ&amp;nbsp; โดยใช้โมเดลต้นแบบจากพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor : EEC&amp;nbsp; ในการศึกษาและจัดทำโมเดลต้นแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษในพื้นที่และสินค้าที่สำคัญ&amp;nbsp; โดยจะมีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน การบริหารจัดการแรงงาน และการให้บริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service&amp;nbsp; นอกจากนี้ สศก. จะศึกษาถึงความเป็นไปได้ทางด้านการเงินและด้านเศรษฐศาสตร์อีกด้วย ซึ่งเบื้องต้นจะกำหนดเป้าหมายสินค้าเกษตรเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว ยางพารา และ มันสำปะหลัง&amp;nbsp; ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มศึกษาสินค้าข้าว อย่างข้าวหอมมะลิ เป็นชนิดแรก ในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นสินค้าเกษตรเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักให้ประเทศ มีคุณภาพ มีชื่อเสียง และมูลค่าการส่งออกสูง ส่งผลต่อรายได้เกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หากพิจารณาสถานการณ์การค้าของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 - 2563) จะเห็นได้ว่า&amp;nbsp; ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดไปยังตลาดโลก เฉลี่ยปีละ 7 - 8 ล้านล้านบาท&amp;nbsp; โดยเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ เฉลี่ยปีละ 6.5 - 7.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญในเขตเกษตรเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ยางพารา&amp;nbsp; มันสำปะหลัง และ ผลไม้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เชื่อมั่นว่า โครงการ SAEZ&amp;nbsp; จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต ช่วยสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ส่งเสริมผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ โครงการดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สวก. ในการสนับสนุนทุนวิจัย&amp;nbsp; และคาดว่า จะสามารถเริ่มดำเนินการโครงการได้ในเดือนเมษายน 2564&amp;rdquo; เลขาธิการ สศก. กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97356</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายฉันทานนท์ วรรณเขจร, สศก., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), โครงการ SAEZ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d8a7e3f0ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศก.โวลั่นชีวิตชาวนาดีขึ้น ชี้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
สศก.โวลั่นชีวิตชาวนาดีขึ้น หลังดัชนีราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% &amp;nbsp;ข้าวเปลือกหอมมะลิทะยาน 13,529 บาท ต่อตัน ชูผลงานการจัดการของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ของเกษตรกรในกลุ่มสินค้าข้าว สศก. พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าสินค้าอื่นๆ โดยดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก ในระยะ 4 เดือน ปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.2561) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย. 2560) 50.44% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 30.61% และดัชนีราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.18% หากแยกตามชนิดของพันธ์ข้าวแล้ว รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้น 61.55% ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้น 35.35%&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่มีออกมาเป็นระยะๆ และความพยายามที่จะบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้ได้ทั้งระบบเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการบริการจัดการสินค้าข้าว คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2560/61 แบ่งเป็น ด้านการผลิต การตลาดและการเงิน ซึ่งในระยะยาว ยังกำหนดแนวทางในการรักษาเสถียรภาพสินค้าข้าว ได้แก่ ดำเนินการแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ขยายการทำนาแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงตลาดกับการผลิตล่วงหน้า ยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าว ลดการปลูกข้าวรอบ 2 ดึง Supply ส่วนเกินออกในช่วงผลผลิตออกมาก ผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว และพัฒนาระบบ E-Agriculture เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ช่วงเดือน มกราคม-พฤษภาคม 61 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 9,207 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,785 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลมาจากเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/61 ประกอบกับบางพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลง ในขณะที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความต้องการข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9069</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ข้าวเจ้า, ข้าวเปลือก, ชาวนา, ราคาข้าว, วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข, สศก., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aade491dc952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2018 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2018 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ออร์แกนิคบูม&#039; จ่อผุด&quot;สถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ&quot; ดูแลแบบบูรณาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงเกษตรฯลุยส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ให้เป็นรูปธรรม หลังจากสินค้าออร์แกนิคได้รับความสนใจ จนมีพื้นที่เพราะปลูกทะลุ 227,137 ไร่ จ่อผุดสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ดูแลแบบบูรณาการ พร้อมต่อยอดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ติดตามผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านมา และวางแนวทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ยึดพื้นที่เป็นหลักในการบูรณาการเป็นองค์รวม เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยใช้แนวทางตลาดนำการผลิต พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภค ถึงประโยชน์และคุณค่าของสินค้าเกษตรอินทรีย์ และให้มีการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้มีเกษตรกรผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองจากระบบต่าง ๆ จำนวน 141 กลุ่ม รวม 10,895 ราย พื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 227,137 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำแผนที่เกษตรอินทรีย์ (Organic Agri - map) เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงฐานข้อมูลเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ สำหรับการสั่งซื้อโดยตรงจากตัวเกษตรกร และเตรียมจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งผลักดันการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สอดรับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธนิตย์ &amp;nbsp;เอนกวิทย์) เป็นประธาน และ สศก. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยภาคเอกชน ภาคเกษตรกร และภาคการศึกษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของ สศก. ได้เร่งจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการจัดตั้ง&amp;quot;สถาบันพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ&amp;quot; เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ และแสวงหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ ด้วยการประสาน ธ.ก.ส. เพื่อสนับสนุนโครงการสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป้าหมายวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท (ดำเนินการปี 2561 &amp;ndash; 2564) ตลอดจนเสนอกรมศุลกากร แก้ไขเพิ่มเติมรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดอัตราศุลกากร 5 สินค้า คือ ชาใบเขียวอินทรีย์ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ กะทิสำเร็จรูปอินทรีย์ มังคุดอินทรีย์ และทุเรียนอินทรีย์ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูลสินค้าอินทรีย์นำเข้าและส่งออก โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สศก. จะประมวลผลภาพรวมของประเทศ เพื่อเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่ากากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมเร็วๆ นี้ และเชื่อมั่นว่าการดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสอดรับกับโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จะสามารถเพิ่มพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ สร้างมูลค่า ขยายช่องทางตลาด และมีการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศได้เพิ่มขึ้น ตอบสนองต่อเป้าหมายภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 &amp;ndash; 2564 สร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ และผู้บริโภคถึงประโยชน์และคุณค่าของเกษตรอินทรีย์ในระยะยาว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5241</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ธ.ก.ส., พืช, วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข, สรวิศ ธานีโต, สศก., สินค้าอินทรีย์, เกษตร, เกษตรกร, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aade491dc952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
