<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจ้งอนุมัติประกอบธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ทั่วประเทศ 985 ราย ปล่อยกู้ 4. 2 พันล้าน เจอหนี้เสีย  17.6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค. 2564 นางสาวสภัทร์พร &amp;nbsp;ธรรมาภรณ์พิลาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ที่ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้มีหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) เข้าร่วมมาตรการเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับลูกหนี้ตามความเหมาะสมเพื่อร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564ภาพรวมการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์มีจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และเปิดดำเนินการแล้วสะสมสุทธิ985 ราย ใน 75 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (579 ราย) รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง (161 ราย) ภาคเหนือ (126 ราย) ภาคตะวันออก (67 ราย)และภาคใต้ (52 ราย) ตามลำดับทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ที่กระทรวงการคลังได้เปิดให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2564ได้มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายย่อยไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 553,974 บัญชี รวมเป็นวงเงิน 12,698.10 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 22,921.83 บาทต่อบัญชี ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1)สินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์สะสมสุทธิทั้งสิ้น885 ราย ใน 74 จังหวัดและมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 847 รายใน 74 จังหวัดโดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา (79 ราย) กรุงเทพมหานคร (67 ราย) และขอนแก่น (51 ราย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2)สินเชื่อประเภทพิโกพลัส ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทพิโกพลัสสะสมสุทธิทั้งสิ้น 156 รายใน 49 จังหวัดและมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 138 ราย ใน 45จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา (20 ราย) อุดรธานี (9 ราย) อุบลราชธานีและกรุงเทพมหานคร (จังหวัดละ 8 ราย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ภาพรวมสถานะสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม2564มียอดสินเชื่อคงค้างจำนวนทั้งสิ้น198,217บัญชี คิดเป็นจำนวนเงิน 4,233.97 ล้านบาทโดยมีสินเชื่อค้างชำระ 1 - 3 เดือน สะสมรวมทั้งสิ้น27,432 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม627.87ล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.83 ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม และมีสินเชื่อค้างชำระที่เกินกว่า 3 เดือน (NPL) สะสมรวมจำนวน 32,440บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม748.27ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.67ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังคงดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาคีแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมายซึ่งนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนสะสม 9,596ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 จำนวน 244 ราย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ที่เปิดดำเนินการได้ทางเว็บไซต์ www.1359.go.th และสามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบที่ผิดกฎหมายได้โดยตรงที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน1599
&amp;bull; ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567
&amp;bull; ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359
&amp;bull; ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) โทร.025753344&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111363</URL_LINK>
                <HASHTAG>สภัทร์พร  ธรรมาภรณ์พิลาศ, สศค., สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210728/image_big_6100bd40debf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเตือนเจ้าหน้าที่รัฐรีบสละสิทธิ์เราชนะไม่งั้นถูกเรียกเงินคืนแน่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ. 2564 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้โพสต์ประกาศเตือนถึงการสละสิทธิ์สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ระบุว่า &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดกรองสิทธิเบื้องต้นแต่ขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการเราชนะ เนื่องจากเป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใด ในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง สามารถสละสิทธิได้ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันนี้ &amp;ndash; 25 มีนาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหมายเหตุ ระบุไว้ว่า ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐที่มีลักษณะงานเป็นอาสาสมัครหรือลูกจ้างรายวันและได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง หากผ่านเกณฑ์การคัดกรองของโครงการฯ สามารถได้รับความช่วยเหลือจากโครงการฯได้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93347</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, สละสิทธิ์, สศค., เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602cdeec96c4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาคมสั่งคลอด ของขวัญปีใหม่ ช่วยคนตกงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนคลังสั่ง &amp;ldquo;สศค.&amp;rdquo; คลอดของขวัญแจกปีใหม่ไม่ให้ซ้ำ &amp;ldquo;คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน&amp;rdquo; รับต้องใช้เวลากว่าเศรษฐกิจฟื้น&amp;nbsp; ปลัดคลังเผยอาจเจาะเป้าคนว่างงานที่มีอยู่กว่าล้าน โอ่ไม่ต้องกลัวงบเหลือบาน 5 แสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ว่าได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษาแนวทางการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน หลังจากที่ได้ออกนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้า และมาตรการช้อปดีมีคืน ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคแล้ว โดยมาตรการที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ที่จะออกมานั้นจะเป็นอย่างไร และแจกให้ใครบ้าง ต้องขอเวลาพิจารณาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สศค.ยังได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2563 และแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2564 โดยคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างเร่งด่วนเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
รมว.การคลังยังกล่าวถึงนโยบายการคลังว่า ต้องเน้นการประสานนโยบายและมาตรการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างยั่งยืน โดยระยะสั้นจะให้ความสำคัญกับการบริหารเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (ศบศ.) โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนคือ การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น มาตรการซอฟต์โลน การเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงมาตรการการพักชำระหนี้ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 22 ต.ค.นี้ กระทรวงต้องประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในระยะต่อไป ส่วนรายละเอียดต้องรอความชัดเจนจาก ธปท.อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภารกิจสำคัญอีกเรื่องในระยะสั้นคือต้องพยายามให้เอกชนรักษาการจ้างงานขององค์กรไว้ให้ได้มากที่สุด โดยขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่แล้ว ส่วนการสร้างความเข้มแข็งให้ฐานะการคลัง และการดูแลกระแสเงินสดของภาครัฐให้เพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จะให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย โดยยังไม่มีการปรับเป้าใหม่ รวมทั้งต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2564 ทั้งงบรายจ่ายและงบลงทุน โดยเฉพาะงบการจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัด&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการระยะปานกลาง นายอาคมกล่าวว่า มีเป้าหมายคือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและดูแลให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพหลังจากวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp; โดยมีประเด็นเร่งด่วนคือ การเตรียมมาตรการฟื้นฟูหลังเศรษฐกิจเปิด ทั้งมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว และเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยชูจุดแข็งว่าไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยในการลงทุน เพราะเป็นประเทศปลอดเชื้อ ซึ่งอาจจะเจาะกลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อการลงทุน จากเดิมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการแจกของขวัญปีใหม่จะเน้นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นคนละส่วนกับมาตรการช้อปดีมีคืน และคนละครึ่ง ซึ่งเบื้องต้นอาจเจาะกลุ่มผู้ว่างงาน ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขอยู่ราว 1 ล้านคนที่เข้าไปช่วยก่อน โดยไม่ต้องห่วงเรื่องงบประมาณ เพราะยังเหลือเงินจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทอีกประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่ยังนำมาใช้ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80546</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน, ฟื้นเศรษฐกิจ, ภาวะเศรษฐกิจไทย, สศค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f87141b6001b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 18:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 18:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;จับโกงเราเที่ยวด้วยกันพบโรงแรมเล็กเข้าข่ายทุจริต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากที่ได้เริ่มโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.2563 ในภาพรวมมีผลตอบรับในทางที่ดี มีประชาชนสนใจลงทะเบียน 4.76 ล้านราย ลงทะเบียนสำเร็จ 4.51 ล้านราย มีโรงแรมสนใจเข้าร่วมโครงการ 6,815 แห่ง กระจายตัวอยู่ครบในทุกจังหวัดทั่วประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมืองหลักที่มีโรงแรมสนใจเข้าร่วมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ และเมืองรองที่มีโรงแรมสนใจเข้าร่วมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เชียงราย จันทบุรี น่าน นครศรีธรรมราช และตราด โดยมีการจองโรงแรมแล้ว 391,731 ห้อง จ่ายเงินจองเรียบร้อยแล้ว 388,461 ห้อง และโรงแรมที่มีการจองห้องพักแล้วมีจำนวน 3,465 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของจำนวนโรงแรมที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืนอยู่ที่ 2,950 บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หลังจากได้เปิดให้ร้านค้า OTOP เข้ามาลงทะเบียนร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2563 พบว่า มีร้านค้า OTOP สนใจเข้าร่วม 453 แห่ง ทั้งนี้ ร้านค้า OTOP ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนจะสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ทุกวันที่เว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบพบผู้ประกอบการที่พักขนาดเล็ก 1 แห่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยอาจเข้าข่ายทุจริตจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยที่พักดังกล่าวมียอดการจองห้องพักเต็มตลอดเวลาและเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่ รวมทั้งผู้เข้าพักมีประวัติการใช้ e-Voucher สำหรับการซื้ออาหารในที่พักโดยที่โรงแรมดังกล่าวไม่มีห้องอาหารไว้ให้บริการแก่ผู้เข้าพัก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ได้ระงับการจ่ายเงินสนับสนุนค่าที่พักในสัดส่วน 40% ของราคาที่พัก และ E-Voucher แล้ว และจะพิจารณาตัดสิทธิ การเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันต่อไป &amp;nbsp;
นายลวรณ กล่าวว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกันมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานหลักของประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ดังนั้น จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่พักปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; เพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดีให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73618</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลวรณ แสงสนิท, สศค., เราเที่ยวด้วยกัน, โรงแรมทุจริต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22cbb2809d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ชี้เศรษฐกิจไม่เอื้อปรับภาษี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้เตรียมเสนอแผนการปฎิรูปโครงสร้างภาษี รมว.การคลังคนใหม่พิจารณาแล้ว แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่เสนอหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ รมว.การคลัง เพราะการศึกษาที่ผ่านมาของคณะกรรมการที่มีนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ศึกษาในสมมุติฐานที่แตกต่างจากปัจจุบัน ดังนั้นอาจต้องเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างที่ศึกษาแล้วเสร็จได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เหลือ 10% จากปัจจุบันสูงสุด 35% ตามนโยบายการหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะมีการดำเนินการต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ รมว.การคลังคนใหม่เช่นกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายสมมุติฐานที่ สศค.ได้ศึกษาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าเมื่อสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป สมมุติฐานด้านการจัดเก็บภาษีของกรมต่าง ๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะปรับเพิ่มหรือลดตัวไหนในตอนนี้ แต่ในสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ ยืนยันได้แค่ว่า ไม่เหมาะสมหากต้องปรับเพิ่มภาษีประเภทใด เพราะยิ่งเป็นการซ้ำเติมประชาชนได้&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายลวรณ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ว่า สศค.ก็มีความพร้อมในการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่เช่นกัน แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนออกไปก่อน อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลงในเร็ว ๆ นี้ ก็พร้อมที่จะเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้แน่นอน ส่วนการได้รับสิทธิ์สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 200 และ 300 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าก๊าชหุงต้ม ผู้ถือบัตรในปัจจุบันยังคงได้รับสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังได้มีการของบประมาณในปี 2564 เพื่อใช้จ่ายดังกล่าวไว้อยู่แล้ว ดังนั้นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ที่ผ่านมาในปี 2561 รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 43,164.51 ล้านบาท ในปี 2562 จำนวน 93,155.42 ล้านบาท ปี 2563 จำนวน 47,843.56 ล้านบาท และปี 2564 คาดการณ์ค่าใช้จ่ายที่ 54,729.25 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73094</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับโครงสร้างภาษี, ลวรณ แสงสนิท, สศค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec13205a1788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดจอง&#039;เราเที่ยวด้วยกัน&#039;อืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยอดการเปิดลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกันผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ล่าสุดถึงวันที่ 25 ก.ค. 2563 ณ เวลา 21.00 น. มีผู้เข้ามาลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการรวม 4.56 ล้านคน และลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 4.30 ล้านคน ซึ่งขณะนี้กำลังทยอยแจ้งผลทางเอสเอ็มเอสโทรศัพท์มือถืออยู่ขณะที่ยอดการจองโรงแรม ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีผู้เข้าจองโรงแรมแล้ว 234,670 คืน จากจำนวนสิทธิทั้งหมด 5 ล้านคืนโดยมีการจองแล้วชำระเงินให้กับโรงแรม 193,323 ห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงวันหยุดยาวประชาชนจำนวนมากเริ่มเดินทางออกไปท่องเที่ยวตามที่ได้ลงทะเบีบนและจองโรงแรมไว้ ซึ่งมีการเช็คอินในโรงแรมกว่า 21,369 ห้อง และมีการเช็คเอาท์แล้ว 6,273 ห้อง&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติเห็นชอบให้มีการเพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ช่วงวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ แก่ผู้จองสิทธิในส่วนของค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวจากวันละ 600 บาท เพิ่มเป็น 900 บาท อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72604</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายลวรณ แสงสนิท, ยอดจอง, ลงทะเบียน, สศค., เราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec13205a1788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดจอง&quot;เราเที่ยวด้วยกัน&quot;อืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยอดการเปิดลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกันผ่านเว็บไซต์ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ล่าสุดถึงวันที่ 25 ก.ค. 2563 ณ เวลา 21.00 น. มีผู้เข้ามาลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการรวม 4.56 ล้านคน และลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 4.30 ล้านคน ซึ่งขณะนี้กำลังทยอยแจ้งผลทางเอสเอ็มเอสโทรศัพท์มือถืออยู่ขณะที่ยอดการจองโรงแรม ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีผู้เข้าจองโรงแรมแล้ว 234,670 คืน จากจำนวนสิทธิทั้งหมด 5 ล้านคืนโดยมีการจองแล้วชำระเงินให้กับโรงแรม 193,323 ห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงวันหยุดยาวประชาชนจำนวนมากเริ่มเดินทางออกไปท่องเที่ยวตามที่ได้ลงทะเบีบนและจองโรงแรมไว้ ซึ่งมีการเช็คอินในโรงแรมกว่า 21,369 ห้อง และมีการเช็คเอาท์แล้ว 6,273 ห้อง&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติเห็นชอบให้มีการเพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ช่วงวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ แก่ผู้จองสิทธิในส่วนของค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวจากวันละ 600 บาท เพิ่มเป็น 900 บาท อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72603</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายลวรณ แสงสนิท, ยอดจอง, ลงทะเบียน, สศค., เราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec13205a1788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
