<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 กระทบต่อเนื่องฉุดเอ็มพีไอ เดือนพ.ค. หดตัว 23.19% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2563 นายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนพ.ค. 2563 หดตัวลงเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.19% โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่หลายประเทศได้ใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้น ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว กิจกรรมสำคัญทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักลง รวมทั้งกิจกรรมด้านการขนส่ง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ลดวันทำงานลง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ในเดือนพ.ค. มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 26.86% เป็นต้น ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโดยรวมเดือนพ.ค. อยู่ที่ 52.84%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นหลังดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพ.ค.ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 2.86% จากการเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นในบางอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) ที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ปลาแช่แข็ง สัตว์น้ำบรรจุกระป๋อง การแปรรูปผักผลไม้ นม แป้งมันสำปะหลัง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.07% นับเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับ 2 หลักติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิชัย กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีเอ็มพีไอ ได้แก่ การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ น้ำมันปิโตรเลียม และเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง โรงงานยังคงหยุดสายการผลิต ประชาชนเริ่มทำงานที่บ้านจึงลดการเดินทางลง การหยุดกิจกรรมขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจากต่างประเทศและถูกปิดช่องทางการขายทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่อุตสาหกรรมหลักที่ยังคงขยายตัวดีในนี้ ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 24.89% เนื่องจากผู้ผลิตบางรายได้เพิ่มสัดส่วนในการรับจ้างผลิตสินค้ามากขึ้นจากปีก่อนที่เน้นการผลิตตามแผนการตลาดของตัวเองเท่านั้น , อาหารทะเลกระป๋อง ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21.15% โดยสถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการอาหารที่เก็บไว้ได้นานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง , เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.07% จากผลิตภัณฑ์ยาเม็ด ยาแคปซูล และยาครีม เนื่องจากมีความต้องการใช้ต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และกลุ่มนม รวมถึง อาหารทะเลแช่แข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนมิ.ย.จะกลับมาดีขึ้น โดยจะได้เงินหมุนเวียนเศรษฐกิจจากมาตรการเงินเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของรัฐบาลในส่วนต่าง ๆ ที่คืบหน้าค่อนข้างมาก อาทิ มาตรการเยียวยา 5,000 บาท รวมถึงการผ่อนคลายให้กิจกรรมและกิจการบางประเภทสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ เช่นเดียวกันกับในหลายประเทศที่มีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้ความต้องการสินค้าจากต่างประเทศเริ่มกลับมาขยายตัวอีกครั้ง&amp;rdquo;นายอิทธิชัย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70107</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ), สศอ., อิทธิชัย ยศศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ece6863e0f7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 9ค่ายรถยนต์ ลุยปรับรถใหม่ทุกคันให้เป็น Euro 5 หวังแก้ปัญหาฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล &amp;nbsp;รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศทุกรายมาร่วมประชุมหารือการกำหนดเวลายกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์ใหม่เป็นมาตรฐาน Euro 5 ภายใน 1-2 ปี และ Euro 6 ภายใน 3 ปี เพื่อลดอัตราการปล่อยฝุ่นพิษจากรถยนต์ใหม่ลงร้อยละ 80ว่า บริษัทรถยนต์ทุกรายมองว่าการใช้รถยนต์ควรมีการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และต้องยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำมันให้เป็น Euro 5 แต่อย่างไรก็ตามรถยนต์มาตรฐาน Euro 4 ยังคงมีการปล่อยฝุ่น PM จากไอเสียเครื่องยนต์ที่มีความเข้มข้นกว่ารถยนต์มาตรฐาน Euro 5 ถึง 5 &amp;nbsp;เท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมหารือ บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่ขานรับนโยบายของภาครัฐและตระหนักว่า แม้การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ Euro 4 ไปเป็น Euro 5 และ Euro 6 โดยเร็ว จะมีต้นทุนการปรับเปลี่ยนและต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้นก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้าและประชาชนไทยทุกคน ต้นทุนดังกล่าวก็คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับต้นทุนจากปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัย N95 และเครื่องกรองอากาศแบบกรองฝุ่น PM 2.5 รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอื่น ๆ ที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประชุมหารือดังกล่าว มีบริษัทรถยนต์ 9 ยี่ห้อ ได้แก่ BMW, GM, Isuzu, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, MG, Suzuki และ Toyota ได้ตอบรับกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับ Euro 5 ในรถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคัน ภายในปี 2564 เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM 2.5 และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว รวมทั้งจะเร่งรณรงค์ให้ลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน Euro 4 เติมน้ำมันที่ได้มาตรฐาน Euro 5 ที่มีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันแล้วในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดมลพิษโดยเฉพาะฝุ่นละออง PM ได้กว่าร้อยละ 20 &amp;ndash; 25&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน Euro 5 ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ &amp;nbsp;ได้แก่ Eco car รุ่นที่ 2 จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ จำนวน 11 รุ่น รวมทั้งรถยนต์นำเข้า จำนวน &amp;nbsp;19 รุ่น สำหรับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน Euro 6 ได้แก่ รถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ที่ผลิตภายในประเทศ จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์นำเข้า จำนวน 84 รุ่น &amp;nbsp;ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียง 467,000 บาท สามารถดูข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องได้จากป้าย ECO Sticker ที่ติดอยู่บนกระจกรถยนต์ใหม่ ทุกคัน และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.car.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29006</URL_LINK>
                <HASHTAG>Euro 6, บริษัทผู้ผลิตรถยนต์, มาตรฐาน Euro 5, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สศอ.บี้ค่ายรถผลิตตามมาตรฐานยูโร5แก้ปัญหาฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) จึงได้เร่งรัดให้มีการบังคับใช้มาตรฐานการระบายสารมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ให้เร็วยิ่งขึ้น หลังเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการสะสมของรถยนต์มาตรฐานยูโร4 กว่า 10 ล้านคันปล่อยฝุ่นควันจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าที่ประชาชนต้องจ่ายกรณีซื้อหน้ากากN95 คิดเป็น 18,250 บาทต่อปีต่อคน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเครื่องกรองอากาศ แผ่นกรองอากาศ โดยสศอ.เตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์ใหม่ในประเทศ ต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นขั้นต่ำภายใน 1-2 ปี หรือเริ่มผลิตมาตรฐานยูโร5 ทุกคันในปี 2561 และกำหนดให้โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต้องผลิตรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แนวทางนี้ คาดว่าการยกระดับมาตรฐานตามสหภาพยุโรป(อียู) จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 37,391 ตัน หรือลดลงจากเดิมประมาณ 80% ภายในปี 2564&amp;quot;นายณัฐพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพลกล่าวว่า แนวทางเร่งรัดคือ การประสานกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)ในการออกมาตรฐานบังคับสำหรับรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปีจากนี้ ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นมาตรการที่ค่ายรถต้องดำเนินการ หลังจากที่ผ่านมารับทราบนโยบายจากภาครัฐในการสนับสนุนรถยนต์ยูโร 5 มาตลอด แต่ค่ายรถบางค่ายชี้แจงว่ามีต้นทุนการดำเนินการต่อคันหลักหมื่นบาท ขณะที่สศอ.ประเมินว่าตัวเลขต้นทุนจริงน่าจะน้อยกว่า ประกอบกับปัจจุบันมีการลงทุนในรถยนต์รุ่นใหม่อยู่แล้ว ดังนั้นจึงน่าจะใช้มาตรฐานยูโร5กับรถยนต์ทุกรุ่นได้ นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังมีนโยบายให้โรงกลั่นทั่วประเทศผลิตน้ำมันยูโร5ด้วย เมื่อน้ำมันพร้อม การผลิตรถยนต์ยูโร5 จึงเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพลกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 5 ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งนำเข้ารถยนต์ประมาณ 171 รุ่น ได้แก่ อีโคคาร์ เฟส2 จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ จำนวน 11 รุ่น รถยนต์นำเข้า 19 รุ่น สำหรับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6 ได้แก่ รถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ที่ผลิตภายในประเทศ 27 รุ่น และรถยนต์นำเข้า 84 รุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองนี้ เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานใหม่ยูโร5 ขึ้นไปที่ปล่อยมลพิษและฝุ่นละออง PM2.5 เพียง 1 ใน 5 ของมาตรฐานยูโร 4 เดิม และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 ผ่านฉลากอีโค สติ๊กเกอร์ ที่ติดอยู่บนตัวรถยนต์ หรือสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.car.go.th&amp;quot; นายณัฐพลกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27946</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถยนต์มาตรฐานยูโร 5, ฝุ่น PM 2.5, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2018 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2018 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ปลื้มเอ็มพีไอขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.ปลื้มดัชนีเอ็มพีไอสูงสุดในรอบ 5 ปี 6 เดือน ขยายตัวอยู่ระดับ 116.57 รับผลบวกจากปัจจัยนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.5% คาดทั้งปีขยายตัวเฉลี่ย 3% คาดการณ์ปีหน้ายังเติบโตอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนพ.ย.2561 ขยายตัว 0.98% อยู่ที่ระดับ 116.57 ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี 6 เดือนสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนนี้ เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในเดือนนี้มี 3.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% อัตราการใช้กำลังการผลิต 69.37% ส่วนเอ็มพีไอ 11 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.2561) ขยายตัว 2.99%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สศอ.คาดการณ์เอ็มพีไอปีนี้ทั้งปีขยายตัวเฉลี่ยได้ 3% ตามเป้าหมายที่คาดไว้ ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 หลังจากประเทศไทยเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 จึงได้มีการปรับฐานการคำนวณใหม่ ส่วนอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม(จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปีนี้คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 2.8% ขณะที่ปี 2562 ยังคงคาดการณ์เอ็มพีไอขยายตัว 2-3% และจีดีพีอุตสาหกรรมคาดเติบโต 2-3%&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปีหน้าคาดว่าจะมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าน่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบขอมาตรการสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ เพราะคาดเดาได้ยาก ประกอบกับเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัว เสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา อย่างตรุกี บราซิล อเมริกาใต้ยังมีความเปราะบาง รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก ยังไม่มีเสถียรภาพว่าจะไปทิศทางไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25105</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, ดัชนีเอ็มพีไอ, สศอ., สูงสุดในรอบ 5 ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ปลื้มเอ็มพีไอโตติดต่อ 15 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.ปลื้มเอ็มพีไองวด ก.ค.ขยายตัว 4.64% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 เป็นผลจากความเชื่อมั่นผู้บริโภค การส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง จับตาเดือนหน้าที่อาจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เดือนก.ค.2561 ขยายตัว 4.64% อยู่ที่ระดับ 112.60 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 107.61 ซึ่งขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 ขณะที่ผลรวม 7 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.2561) ขยายตัว 4.0% อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนก.ค.อยู่ที่ 67.23%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เอ็มพีไอที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นบวกเป็นเดือนที่ 15 เป็นผลจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.สูงสุดในรอบ 62 เดือน การส่งออกของไทยขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.3% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 อีกทั้งการผลิตน้ำตาลทรายยังคงขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง 82.26% โดยเป็นการผลิตน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายบริสุทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวกต่อดัชนีเอ็มพีไอ ในเดือนก.ค. ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ขยายตัว 13.17% จากรถบรรทุกปิกอัพ เครื่องยนต์ดีเซล รถยนต์นั่งขนาดไม่เกิน 1800 ซีซี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 9.18% จาก PCBA และ other integrated circuits (IC) ตามความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มดัชนีเอ็มพีไอเดือนส.ค. มีเรื่องสำคัญคือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจมีความรุนแรงมากขึ้นเป็นระลอกที่ 3 โดยสหรัฐมีแนวโน้มจะพิจารณายกระดับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมอีก หลังจากระลอกแรกเป็นการขึ้นภาษีสินค้าเหล็ก และระลอกที่สองขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการขึ้นภาษีเหล็กที่นำเข้าจากจีนของสหรัฐก่อนหน้านี้เป็นมาตรการ American First ส่วนมาตรการภาษีที่สหรัฐกีดกันสินค้านำเข้าจากจีนก็ชัดเจนว่าจีนมีมาตรการตอบโต้ในระดับที่เท่ากันที่ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากสหรัฐยกระดับกีดกันสินค้าสูงขึ้นเป็น 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สศอ.มองว่าจีนอาจไม่สามารถตอบโต้สหรัฐได้ เพราะจีนมีรายการสินค้าตอบโต้สหรัฐเหลือเพียง 100,000 กว่าล้านเหรียญสหรัญ จึงอาจทำให้จีนหันไปบีบธุรกิจของสหรัฐที่เข้ามาประกอบกิจการในจีนเองให้ย้ายออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในจีนเอง&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16392</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายตัว 15เดือนติด, ความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ณัฐพล รังสิตพล, สศอ., เอ็มพีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb37b517cc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ถกแนวร่วมศึกษาตั้งโรงงานผลิตรถไฟในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.คุยแนวร่วม ศึกษาตั้งโรงงานผลิตรถไฟในไทย คาดเห็นผล ก.ย.นี้ ออกทีโออาร์หวังพัฒนาเทคโนโลยี-บุคลากร ลดการนำเข้า สร้างเม็ดเงินในประเทศเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือเกี่ยวกับโครงการแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศไทยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.2561 โดยเบื้องต้นผลการหารือร่วมกันต้องการกำหนดให้รัฐมีการกำหนดขอบเขตการประมูล (ทีโออาร์) การจัดซื้อแบบมีเงื่อนไข เพื่อให้มีการลงทุน การจัดซื้อในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรระบบรางในประเทศเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการหารือเบื้องต้นของโครงการคือ เป็นแนวคิดของ รมช.กระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้มีการพัฒนาระบบรางแบบยั่งยืน ดังนั้นจึงมองว่า หากกำหนดในทีโออาร์ว่าผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาระบบรางในประเทศควรจะมีโรงงานประกอบรถไฟ สร้างคน สร้างงาน พัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ&amp;rdquo; นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศสอ.จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพรวมของอุตสาหกรรมระบบราง โดยทำร่วมกับ รฟท. การฝึกฝนบุคลากร ทำร่วมกับ สวทช. เป็นต้น และเตรียมสรุปผลการศึกษาร่วมกันอีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้หากผลการศึกษาผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลจะต้องมีการกำหนดรูปแบบ ความเหมาะสมของการก่อสร้างโรงงาน และต้องมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงกว่าการนำเข้าตู้รถไฟมาจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนขั้นต่ำ 339 ตู้ ขณะที่ รฟท. มีความต้องการหัวรถจักร 314 ตู้ รถขนส่งสินค้า 3,460 ตู้ และรถไฟฟ้าความเร็วสูง 1 สาย 42 ตู้ แต่ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมระบบรางรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2561 วงเงินลงทุนระบบรางสูงกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาไทยใช้วิธีการนำเข้าขบวนรถไฟแบบสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ไม่เคยมีการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนผลิตรถไฟฟ้าหรือหัวรถจักรในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตและซ่อมแซมรถไฟในประเทศ โดยกำหนดให้มีการประกอบขั้นสุดท้ายในประเทศจะก่อให้เกิดการลงทุนขั้นต่ำกว่า 500 ล้านบาท สามารถซื้อรถไฟได้ในราคาที่ลดลง 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนรถไฟ 6,000 ตู้ คิดเป็นค่าจ้างแรงงานกว่า 2,000 ล้านบาทที่จะกลับเข้าสู่ประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานที่ใช้ความรู้ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16218</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, ระบบราง, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, โรงงานผลิตรถไฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fdace07c2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2018 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2018 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ชี้เศรษฐกิจดีปรับคาดการณ์จีดีพีอุตฯใหม่แตะ 4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.ชี้เศรษฐกิจดี ปรับคาดการณ์จีดีพีภาคอุตสาหกรรมใหม่อยู่ที่ 3-4% ด้านเอ็มพีไอ 5 เดือนขยายตัวที่ 3.8% พร้อมประเมินแนวโน้มในไตรมาสที่ 3 ยังสดใสอุตฯไฟฟ้า-อาหารเป็นบวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 2561 - นายณัฐพล รังสิตพล รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ. ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปี 2561 อยู่ที่ 3-4% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดไว้ที่ 2-3% ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) คาดคงอยู่ที่ 2.5-3% เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวดีจากการส่งออกที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เอ็มพีไอช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค.) ขยายตัว 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 0.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณดีขึ้น สะท้อนได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนพ.ค. 61 อยู่ที่ 69.91% เอ็มพีไอขยายตัว 3.2% อยู่ที่ระดับ 117.92 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 114.22 ซึ่งขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังประเมินแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมในไตรมาส 3/2561 น่าจะขยายตัวได้ดี ทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่คาดจะมีการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตต่อเนื่อง อุตสาหกรรมอาหารที่น่าจะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายตลาดใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12232</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีอุตสาหกรรม, ณัฐพล รังสิตพล, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, เอ็มพีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
