<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชมรมแพทย์ชนบทตรวจโควิดชุมชนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลวันสุดท้าย ขณะที่ พอช.หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง-เตรียมสมุนไพรสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดตรวจที่โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย หนูน้อยกลัวสำลีแยงจมูก&amp;nbsp; ทีมแพทย์ต้องช่วยกันปล้ำ (ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมแพทย์เชียงรายตรวจโควิดถึงบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่ออกมาจุดตรวจไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ /&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบทปิดปฏิบัติการตรวจโควิดเชิงรุกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นวันสุดท้าย &amp;ldquo;ไม่เสร็จ&amp;nbsp; ไม่เลิก&amp;nbsp; ไม่หมด&amp;nbsp; ไม่กลับ&amp;nbsp; กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยเปิดจุดตรวจวันนี้ 26 จุด&amp;nbsp; รองรับผู้ตรวจประมาณ 50,000 ราย&amp;nbsp; คาดพบผู้ติดเชื้อ 5,000 ราย&amp;nbsp; โดยจะแจกยาและให้การรักษาทันที &amp;nbsp;เพื่อลดภาวะเตียงล้น-บุคลากรรองรับไม่พอ&amp;nbsp; ขณะที่ พอช.เตรียมระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชน&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง&amp;nbsp; จัดเตรียมยาสมุนไพรสู้ภัยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามที่ชมรมแพทย์ชนบทจากทั่วประเทศระดมกำลังประมาณ 400 คน&amp;nbsp; กว่า&amp;nbsp; 40 ทีม&amp;nbsp; เข้ามาตรวจโควิดเชิงรุกครั้งที่ 3 ในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 6-10 สิงหาคม&amp;nbsp; ตั้งเป้าเปิดจุดตรวจทั้งหมด 174 จุด&amp;nbsp; รองรับชุมชนได้ประมาณ 300 ชุมชน&amp;nbsp; ผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 250,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดจุดตรวจที่ พอช.รองรับประชาชน 1,500 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยวันนี้ (10 สิงหาคม)&amp;nbsp; เป็นการตรวจวันสุดท้าย&amp;nbsp; facebook ชมรมแพทย์ชนบทโพสต์ข้อความว่า &amp;ldquo;ปิดแผนปฏิบัติการวันนี้ &amp;nbsp;วันสุดท้าย กู้ภัยโควิดกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ปักหลัก 26 จุดตรวจ &amp;nbsp;กระจายทั่วกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;รวมปริมณฑล จังหวัดนครปฐมและสมุทรปราการอีก 2 จุดบริการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป้าหมายตรวจคัดกรอง 5 หมื่นราย &amp;nbsp;คาดหมายว่าจะพบผู้ติดเชื้อ 5 พันราย &amp;nbsp;เข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาล &amp;nbsp;แต่ละจุดตรวจวันนี้เปิดรับประชาชนในชุมชนโดยรอบ &amp;nbsp;รวมถึงประชาชนบริเวณใกล้เคียงที่ Walk-in เข้ามาขอตรวจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เราจะตรวจให้กับทุกคน &amp;nbsp;เพราะเรามาเพื่อตรวจคัดแยกผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; ทุกทีมกำลังขนสัมภาระ &amp;nbsp;ล้อหมุนไปยังพื้นที่จุดหมาย &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp; 6.30 น.&amp;rdquo;&amp;nbsp; และ &amp;ldquo;เปิดยุทธการ&amp;nbsp; ทิ้งทวน&amp;nbsp; วันสุดท้าย&amp;nbsp; ไม่เสร็จ&amp;nbsp; ไม่เลิก&amp;nbsp; ไม่หมด&amp;nbsp; ไม่กลับ&amp;nbsp; กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนมาลงทะเบียนตรวจโควิดที่ พอช. ตั้งแต่เช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยในวันนี้ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ถนนนวมินทร์&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ชมรมแพทย์ชนบทมาเปิดบริการจุดตรวจ&amp;nbsp; โดยทีมแพทย์จากสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจิตรและนครสวรรค์ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 16 คนร่วมเป็นทีมตรวจ&amp;nbsp; มีอาสาสมัครจาก พอช. ประมาณ 30 คน&amp;nbsp; ร่วมสนับสนุนการตรวจของทีมแพทย์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ลงทะเบียนผู้ตรวจ&amp;nbsp; จัดคิว&amp;nbsp; และอำนวยความสะดวกต่างๆ&amp;nbsp; โดยมีประชาชนทั่วไปเข้ารับการตรวจประมาณ 1,500 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ นพ.ยงยศ &amp;nbsp;ธรรมวุฒิ &amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทได้มาเยี่ยมจุดตรวจที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยงยศ &amp;nbsp;ธรรมวุฒิ &amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ที่ 2 จากซ้าย) เยี่ยมจุดตรวจที่ พอช.&amp;nbsp; โดยมีผู้บริหาร พอช.ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิบัติการ &amp;ldquo;ดับไฟที่ต้นทาง&amp;rdquo;&amp;nbsp; พบติดเชื้อแล้วร้อยละ 10.8 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกรียงศักดิ์ &amp;nbsp;วัชรนุกูลเกียรติ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา&amp;nbsp; ซึ่งยกทีมจำนวน 36 คนมาตรวจโควิดเชิงรุกในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ทีมแพทย์ทั้งหมดจะใช้ชุดตรวจ Rapid &amp;nbsp;Antigen Test &amp;nbsp;Kit &amp;nbsp;(ATK หรือชุดตรวจแบบเร็ว) สามารถรู้ผลตรวจแต่ละคนภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยคนที่มีผลเป็นลบ &amp;nbsp;แพทย์จะให้กลับบ้านได้เลย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนผู้ที่มีผลบวกให้รอตรวจ RT-PCR อีกครั้ง&amp;nbsp; เพื่อยืนยันผลตรวจ&amp;nbsp; หากผลติดเชื้อแน่นอน&amp;nbsp; ทีมแพทย์จะนำรายชื่อเข้าสู่ระบบการรักษาแบบ Home Isolation ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และจ่ายยารักษาเบื้องต้นตามอาการที่พบก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวก จะได้รับยาฟ้าทะลายโจร &amp;nbsp;หรือฟาวิพิราเวียร์ตามอาการที่พบมากน้อยจากการวินิจฉัย &amp;nbsp;และเชื้อจากการสวอปเพื่อตรวจ RT- PCR ของทุกทีมจะถูกรวบรวมส่งไปตรวจที่แล็ปของ รพ.มหาราชนครราชสีมาวันละ 3&amp;nbsp; รอบ ซึ่งจะรู้ผลภายในวันเดียว &amp;nbsp;โดยผู้ติดเชื้อสามารถเข้าไปดูผลได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือในวันรุ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางชุมชนที่มีความคับแคบ&amp;nbsp; ทีมแพทย์ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าไปตรวจให้แก่ผู้สูงอายุหรือเจ็บป่วย &amp;nbsp;(ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้จากการสรุปผลปฏิบัติการบุกกรุง 5&amp;nbsp; วัน&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 4-8&amp;nbsp; สิงหาคม 2564&amp;nbsp; ตรวจคัดกรองด้วย ATK ทั้งสิ้น&amp;nbsp; 96,087&amp;nbsp; ราย &amp;nbsp;พบผลบวก 10,357 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp; 10.8 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ที่มีผลบวกเก็บตัวอย่างส่ง RT-pcr 9,790 ราย&amp;nbsp; คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp; 94.5&amp;nbsp; ผลตรวจ RT-pcr ยืนยันตรงกัน &amp;nbsp;มีผลบวกลวงเพียงร้อยละ&amp;nbsp; 0.55&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเมินระดับความรุนแรง &amp;nbsp;แดง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร้อยละ 2.5 &amp;nbsp;เหลือง &amp;nbsp;ร้อยละ &amp;nbsp;27.3&amp;nbsp; และ เขียว&amp;nbsp; ร้อยละ 70.2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมแพทย์ให้การรักษาโดยจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;4,792 ราย (รวม 239, 600 เม็ด) คิดเป็นร้อยละ 46.3 ของผู้ที่ตรวจพบเชื้อให้ผลบวก &amp;nbsp;และให้การฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;เข็มแรก &amp;nbsp;จำนวน 3,047 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปฏิบัติการบุกกรุงครั้งที่ 3 ของชมรมแพทย์ชนบทครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งเป้าตรวจทั้งหมด 250,000 ราย&amp;nbsp; ประเมินว่าผลบวกจะอยู่ที่ประมาณ 10-15% &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นจะพบผู้ที่มีเชื้อโควิดที่จะเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาจำนวน 25,000-32,500 คน ซึ่งจะสามารถตัดตอนการระบาดไปได้พอสมควร &amp;nbsp;และสามารถช่วยลดภาระเตียงล้นของโรงพยาบาลใน กทม.ลงได้ &amp;nbsp;เพราะทีมแพทย์จะพยายามจ่ายยาฟาร์วิพิราเวียร์ให้กับผู้ติดเชื้อตามเกณฑ์ที่ควรรับยาทุกคน &amp;nbsp;เพื่อลดโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์&amp;nbsp; ยังเปรียบเทียบว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;กรุงเทพฯ คือต้นเพลิงที่ไฟกำลังลุกลามไปถึงทุกจังหวัด&amp;nbsp; จึงต้องมาช่วยดับไฟโควิดที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เพื่อปลุกเจ้าของพื้นที่ให้ลุกตื่นขึ้นมาจัดการดับไฟให้เร็วที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนชุมชนจัดตั้งครัวกลาง-เตรียมสมุนไพรสู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; โดยขณะนี้รัฐบาลได้ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัด เพิ่มขึ้นเป็น 29 จังหวัด ขณะเดียวกันสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ จัดทำโครงการเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;rsquo; ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล งบประมาณเบื้องต้น 30 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ได้อนุมัติโครงการเพื่อสนับสนุนชุมชนแล้ว จำนวน &amp;nbsp;50&amp;nbsp; เครือข่ายเขต/เมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม &amp;nbsp;416 &amp;nbsp;ชุมชน&amp;nbsp; ผู้รับผลประโยชน์&amp;nbsp; 83,574ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;งบสนับสนุนรวม &amp;nbsp;18,650,000 บาท &amp;nbsp;แยกเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการระดับเครือข่ายเมือง/เขต &amp;nbsp;5 ล้านบาทโครงการระดับชุมชน 11.4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;ถุงยังชีพแจกจ่ายกลุ่มเปราะบางของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &amp;nbsp;2 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และล่าสุดจากการประชุมผ่านระบบ Zoom ร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชนต่างๆ กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พบว่าสิ่งที่ชุมชนต้องการเร่งด่วนในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้&amp;nbsp; คือ 1.จัดตั้งครัวกลางหรือศูนย์อาหารชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้บริการทั้งแบบทำอาหารรายวัน &amp;nbsp;แจกจ่ายของแห้งกลับบ้าน &amp;nbsp;หรือตั้งคลังอาหารให้สมาชิกในชุมชนมาเบิกอาหารไปปรุงเอง&amp;nbsp; 2. จัดหายาสมุนไพรรักษาโควิดให้ชุมชนให้ได้อย่างน้อย 1,000 ชุด (ประมาณเบื้องต้นชุดละ 500 บาท/คน &amp;nbsp;สำหรับยา&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ตำรับ&amp;nbsp; กินยา&amp;nbsp; 5วัน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้ำใจจากพี่น้องเครือข่ายชุมชนในต่างจังหวัด&amp;nbsp; ส่งสมุนไพรเพื่อใช้อบตัวหรือต้มสูดดมเพื่อช่วยให้ระบบหายใจดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.จัดหายาสมุนไพรสำหรับรักษาเด็กที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; (หมอสมุนไพรแนะนำยาเขียวหอม แคปซูลละ 4 บาท) 4.ประสานงานกับสำนักงานเขต&amp;nbsp; กทม.&amp;nbsp; และ สปสช. &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการจัดทำ Home isolation และ Community isolation&amp;nbsp; 5.รณรงค์ให้มีการบริจาคยาและเงินช่วยเหลือการจัดการโควิดของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.จัดหาชุด ppe &amp;nbsp;เพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะมีบทบาทพอช. 1.การประสานหน่วยงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเอกชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;บุคคล&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อระดมเงินและข้าวของช่วยเหลือครัวต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ประสานเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ชนบทเพื่อซื้อข้าวสาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาหาร&amp;nbsp; ผัก สมุนไพร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นำส่งครัวชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;สช. ใช้ &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo; ปลุกเครือข่ายสมัชชาสุขภาพรับมือโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากข้อเสนอจากผู้นำชุมชนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดประชุมเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด และสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ผ่านระบบ Zoom เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย มา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวว่า&amp;nbsp;สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าประเทศอยู่ระหว่างวิกฤต &amp;nbsp;โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ได้ทะลุ 2 หมื่นคน &amp;nbsp;เสียชีวิตมากกว่าวันละ 200 ราย&amp;nbsp; และจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมกำลังเดินหน้าสู่ 1 ล้านคนในระยะเวลาอันใกล้ &amp;nbsp;ซึ่งคาดการณ์ว่าสถิติจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฉะนั้นทุกภาคส่วนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประทีป กล่าวต่อว่า หากพิจารณาสถานการณ์การระบาด&amp;nbsp; จะพบว่าเชื้อโควิด-19 ได้ขยายออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;กระจายตัวจนใกล้เป็น &amp;ldquo;วิกฤตของระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่&amp;rdquo; ทั่วประเทศไปแล้ว &amp;nbsp;และจากตัวเลขประชาชนที่ทยอยเดินทางออกจาก กทม. กลับไปรักษาตัวตามภูมิลำเนาที่เพิ่มขึ้นทุกวันตามนโยบายส่งกลับผู้ติดเชื้อเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระเตียงของโรงพยาบาลใน กทม. เชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์การติดเชื้อของแต่ละจังหวัดจะไม่ต่างจาก กทม. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์เช่นนี้ตอกย้ำว่า เป้าหมายและกลยุทธ์รับมือโควิด-19 ระลอก 4 จะอยู่ที่ตำบลและชุมชน &amp;nbsp;โดยมีการดูแลรักษาที่บ้าน หรือ Home Isolation&amp;nbsp;และศูนย์พักรักษาที่ชุมชน หรือ Community Isolation &amp;nbsp;ที่จัดการโดยประชาชนในพื้นที่ จะเป็นระบบบริการหลัก &amp;nbsp;และมีจังหวัด &amp;nbsp;อำเภอเป็นฐานอำนวยการ &amp;nbsp;สนับสนุน &amp;nbsp;และรับรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการหนัก &amp;nbsp;รวมทั้งมีพระและวัดเป็นที่พึ่งด้านจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต&amp;rdquo; เลขาธิการ คสช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;การประชุมผ่านระบบ Zoom ของ สช.&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประทีป กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;มีตัวอย่างพลังภาคีเครือข่ายภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และจิตอาสาของจังหวัดนครปฐม ได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้การสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัด และนายก อบจ. เกิดมาตรการของชาวนครปฐม &amp;nbsp;จนเป็นต้นแบบการจัดระบบการจัดการโควิด-19 ระดับจังหวัด &amp;nbsp;เกิดเป็น &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo;&amp;nbsp;ที่มีรูปธรรมการจัดการ&amp;nbsp;กิจกรรม และนวัตกรรมทางสังคมระดับพื้นที่ที่หลากหลาย โดยล่าสุด 4จังหวัดภาคอีสาน คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ &amp;nbsp;บุรีรัมย์ และสุรินทร์ หรือ นครชัยบุรินทร์&amp;rsquo; &amp;nbsp;และ 5 จังหวัดของ กขป. เขต 10 คือ อุบลราชธานี &amp;nbsp;ศรีสะเกษ &amp;nbsp;ยโสธร &amp;nbsp;มุกดาหาร &amp;nbsp;และอำนาจเจริญ ได้นำโมเดลดังกล่าวไปต่อยอดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.สำเริง แหยงกระโทก &amp;nbsp;อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;และแกนนำสมัชชาสุขภาพเขตนครชัยบุรินทร์ กล่าวว่า &amp;nbsp;หากถอดบทเรียนเรื่องมาตรการของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่ จาก &amp;lsquo;นครปฐมโมเดล&amp;rsquo; จะพบว่ามีอยู่ 4 ประเด็นสำคัญที่แต่ละจังหวัดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การตั้งศูนย์ประสานงานภาคประชาชนสู้ภัยโควิด-19 ประจำจังหวัด &amp;nbsp;ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานและทำงานร่วมกับภาครัฐ ซึ่ง จ.นครราชสีมา ได้ดำเนินการแล้ว &amp;nbsp;2. การจัดตั้งกองทุนเพื่อระดมปัจจัยสนับสนุน ซึ่งมีตัวอย่างจาก &amp;lsquo;กองทุนลมหายใจ&amp;rsquo; ของ จ.นครปฐม &amp;nbsp;3. การบริหารสิ่งสนับสนุนทั้งทางการแพทย์และทางสังคมเข้าไปสู่ HI และ CI ในชุมชนพื้นที่ &amp;nbsp;และ 4.การสร้างและพัฒนาทักษะการจัดการ HI และ CI ของแกนนำ และอาสาสมัครในชุมชน ภายใต้การเป็นพี่เลี้ยงของระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ใช้วัดเป็นสถานที่พักคอยผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปฏิภาณ &amp;nbsp;จุมผา &amp;nbsp;รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวเสริมว่า &amp;nbsp;นอกจากมาตรการของภาคประชาชนแล้ว &amp;nbsp;บทบาทของพระสงฆ์และวัดที่มีอยู่ทุกพื้นที่มีความสำคัญมากในการเป็น &amp;lsquo;ผู้นำชุมชน และสถานที่พักพิง&amp;rsquo; รับมือกับวิกฤตครั้งนี้ &amp;nbsp;ดังที่ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ &amp;nbsp;เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ได้แสดงพระธรรมเทศนา ไว้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีเนื้อตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ทุกภาคส่วนล้วนนำเอาความดีและความเชี่ยวชาญมารวมเป็นพลังสำคัญช่วยเหลือเกื้อกูลกัน &amp;nbsp;คณะสงฆ์ได้จัดตั้งโรงทานตามพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ สนับสนุนให้ใช้พื้นที่วัดเป็นศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยสีเขียว &amp;nbsp;คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล &amp;nbsp;ร่วมประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดตั้งโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศเพื่อรองรับและสงเคราะห์ผู้ประสบภัยโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รอง ผอ.พอช.สรุปในตอนท้ายว่า&amp;nbsp; ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19&amp;nbsp; มีหลายพื้นที่ที่วัดและพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญ เช่น &amp;nbsp;1.การดูแลด้านสุขภาพกันเองของพระสงฆ์ และการร่วมดูแลชุมชน&amp;nbsp; 2.การสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้ง CI ซึ่งเป็นได้ทั้ง CI ของพระด้วยกันเอง &amp;nbsp;หรือการใช้พื้นที่วัดเป็นฐานเพื่อจัดตั้ง CI ของชุมชน&amp;nbsp; 3. การระดมปัจจัยและสิ่งสนับสนุนในพื้นที่&amp;nbsp; 4. การช่วยเหลือญาติโยมในช่วงท้ายของชีวิต และการ &amp;ldquo;ปลุก-ปลอบ&amp;rdquo; เยียวยาจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็น &amp;ldquo;เสาหลักทางจิตวิญญาณ&amp;rdquo; เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านความยากลำบากครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ส่วนหนึ่งของทีมแพทย์ชนบทจากทั้งหมดประมาณ 400 คนที่มาบุกกรุงครั้งที่ 3 (ภาพจาก facebook&amp;nbsp; ชมรมแพทย์ชนบท)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK หรือชุดตรวจแบบเร็ว, Home Isolation, Rapid  Antigen Test  Kit, กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพฯ-ปริมณฑล, จัดตั้งครัวกลาง, ชมรมแพทย์ชนบท, ดับไฟที่ต้นทาง, ตรวจโควิดชุมชน, ทีมแพทย์จากสาธารณสุขจังหวัด, นครปฐมโมเดล, นครสวรรค์, นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ, นพ.ยงยศ  ธรรมวุฒิ, นพ.สำเริง แหยงกระโทก, นพ.เกรียงศักดิ์  วัชรนุกูลเกียรติ, นายปฏิภาณ  จุมผา, บุคลากรรองรับไม่พอ, พอช., พิจิตร, ฟาวิพิราเวียร์, ยาฟ้าทะลายโจร, ลดภาวะเตียงล้น, วิกฤตของระบบสาธารณสุขระดับพื้นที่, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สมุนไพรสู้โควิด, สสจ., สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, ไม่เสร็จ  ไม่เลิก  ไม่หมด  ไม่กลับ  กู้ภัยโควิดกรุงเทพฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611252397a508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิกออฟฉีดวัคซีน! หมอหนูยันทุกจังหวัดไมมี่พลิ้ว/‘บิ๊กตู่’ตรวจ‘บางซื่อ-ดินแดง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อนุทิน&amp;rdquo; สยบปมเลื่อนฉีดย้ำคิกออฟ 7 มิ.ย. หลังสั่ง สสจ.เคลียร์ทุกจังหวัดแล้ว มั่นใจคนไทยได้วัคซีนตามเป้า แจงหลักควบคุมโรคต้องจัดสรรให้โซนสีแดงมากกว่าพื้นที่อื่น กทม.การันตีลงทะเบียนไทยร่วมใจได้ฉีด 100% ลุยวันละ 7 หมื่นคน 7-14 มิ.ย.ได้แอสตร้าฯ สปสช.เผยจ่ายอาการไม่พึงประสงค์แล้ว 393 ราย 3 ล้านบาท ทั่วประเทศคึกคักพร้อม Kick off&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีโรงพยาบาลจำนวนหนึ่งประกาศเลื่อนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ว่าได้ให้สำนักสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ของแต่ละจังหวัดเข้าไปทำความเข้าใจแล้ว โดยวันที่ 7 มิ.ย.นี้ ต้องให้บริการวัคซีนแก่ประชาชน ทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขสถานการณ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือหน่วยบริการเร่งฉีดให้เร็วจนไม่สอดคล้องกับจำนวนที่ได้รับ เมื่อหมดต้องรอล็อตใหม่เข้ามา นับเป็นความหวังดี ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของวัคซีนที่จะทยอยมาต้องจัดสรรให้ดี มิเช่นนั้นจะหมด ก่อนที่ล็อตต่อไปจะลงมาถึง แต่ขอย้ำว่าคนไทยได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงตามเป้าของรัฐบาลแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ซึ่งบางคนก็ได้ฉีดช้า บางคนก็ได้ฉีดเร็ว เพราะวัคซีนจะเข้ามาเป็นล็อตๆ ไม่ได้เข้ามารวดเดียวหมด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้บริการเสร็จภายใน 1 เดือน ตรงนี้ต้องขอให้ประชาชนเข้าใจความเป็นจริง ทั้งนี้ การให้บริการได้มีการวางแผนไว้หมดแล้ว อย่างที่ผ่านมาให้บริการกลุ่มเสี่ยง และคนมีโรคประจำตัว ในอนาคตจะให้บริการอย่างกว้างขวางขึ้น สำหรับการจัดสรรวัคซีนลงแต่ละพื้นที่ มีการคำนวณที่ตายตัว ด้วยการนำจำนวนวัคซีนที่มีมาหารจำนวนจังหวัด จากนั้นจะมาคำนวณกับจำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ ไปจนถึงสถานการณ์ของแต่ละจังหวัด ขอย้ำว่าหากเป็นพื้นที่สีแดง จะต้องได้วัคซีนมากกว่าพื้นที่อื่นแน่นอน เพราะเป็นหลักในการควบคุมโรคทั่วไป&amp;rdquo; นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการกระจายวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ไทยเพิ่งได้รับมา 1.8 ล้านโดส นายอนุทินกล่าวว่า กระจายลงพื้นที่ต่างๆ แล้ว เพราะมีความต้องการสูง จากนี้ทางผู้ผลิตมีหน้าที่ส่งมอบให้ทันตามสัญญา และต้องหารือกับกรมควบคุมโรค เพื่อวางแผนการให้บริการแก่ประชาชนให้สอดคล้องกับจำนวนวัคซีนที่ได้รับ เมื่อวัคซีนลงไปถึงพื้นที่ ให้เป็นบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด และ สสจ.ในการกระจายวัคซีนในพื้นที่ ซึ่งแต่ละจังหวัดล้วนมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ระหว่างนั้น สธ.ต้องรอให้ผู้ผลิตส่งวัคซีนเข้ามาเพิ่ม ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยอย่างละเอียด จึงจะเข้าสู่การให้บริการประชาชนตามขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวัคซีนทางเลือกนั้น ทาง สธ.สนับสนุนให้เกิดขึ้น โดยจะช่วยเหลือเรื่องการขึ้นทะเบียน หากมีขอเข้ามา จากนั้นให้เป็นหน้าที่ของเอกชนในการหารือกับผู้ผลิต เพื่อนำมาให้บริการในประเทศ ซึ่งภาครัฐสนับสนุนการนำเข้าวัคซีนที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน
นายกฯ เยี่ยมศูนย์วัคซีนบางซื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ และศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตนมาตรา 33 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในวันจันทร์ที่ 7 มิ.ย.นี้ โดยศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อมีเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนได้อย่างน้อยวันละประมาณ 10,000 คน&amp;nbsp; ซึ่งดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย จากที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. เป็นต้นมา ส่วนการเปิดบริการจริงเต็มรูปแบบในวันที่ 7 มิ.ย. จะเปิดให้บริการประชาชนที่ลงทะเบียนนัดหมายล่วงหน้าก่อนแล้วเท่านั้น เพื่อความชัดเจนว่าประชาชนที่เดินทางมาที่สถานีกลางบางซื่อจะได้รับการฉีดวัคซีนตามกำหนดที่นัดหมายอย่างแน่นอน และเป็นการลดความแออัดของสถานที่ฉีดวัคซีนอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับการฉีดวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับการนัดหมายไว้ก่อนแล้วนั้น สามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศตามแผนเดิมที่กำหนดไว้ เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้กระจายวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ทุกจังหวัดทั้งในส่วนของแอสตร้าเซนเนก้าและซิโนแวคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การจัดส่งวัคซีนจากส่วนกลางไปยังสถานที่ฉีดวัคซีนต่างๆ ทั่วประเทศนั้น มีการปรับเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยจากเดิมที่ส่งให้จังหวัดเป็นรายเดือน ได้ทำการปรับเปลี่ยนเป็นแบบรายสัปดาห์ตามสถานการณ์แทน&amp;rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กรณีที่สถานพยาบาลบางแห่งประกาศเลื่อนการฉีดวัคซีนวันที่ 7 มิ.ย.นั้น ปลัด สธ.ได้ประชุมสื่อสารทำความเข้าใจกับทุกจังหวัดถึงแนวทางการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 เรียบร้อยแล้ว โดยก่อนหน้านี้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันเกี่ยวกับการจัดส่งวัคซีน ขณะนี้รัฐบาลยืนยันจะมีการทยอยจัดส่งอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นปัญหาต่อเป้าหมายการฉีดวัคซีน จากนี้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะบูรณาการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายตามที่กำหนดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ผู้ประกันตนมาตรา 33 อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังลงพื้นที่ดูขั้นตอนการรับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของผู้ประกันตนมาตรา 33 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการบริการฉีดในวันที่ 7 มิ.ย.ว่า ทุกจุดให้บริการมีความพร้อมเต็มที่ ซึ่งใช้เวลาโดยรวมทุกจุดประมาณ 40 นาทีต่อคน ศักยภาพฉีดได้วันละ 1,500 คน โดยมีทีมบุคลากรจากโรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นเนล สมุทรสาคร มาให้บริการฉีด เมื่อรวมทุกศูนย์แล้วจะมีศักยภาพในการฉีดได้วันละ 50,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสว่า จุดบริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เขตหลักสี่ ซึ่งเป็น 1 ใน 25 &amp;quot;หน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 กรุงเทพมหานคร-หอการค้าไทย&amp;quot; เป็นความร่วมมือการให้บริการระหว่าง กทม. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และโรงพยาบาลธนบุรีซึ่งตั้งเป้าหมายในการให้บริการฉีดวัคซีน 1,000-2,000 คน/วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยวันนี้ได้ทดสอบระบบโดยทำการฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรด่านหน้า&amp;nbsp; อาสาสมัคร โดยมีความพร้อมในการให้บริการวัคซีนตามขั้นตอน มีการเตรียมระบบให้วัคซีนที่ปลอดภัยและครบถ้วนจนถึงการดูแลและสังเกตอาการ
กทม.ลุยฉีดวันละ 7 หมื่นคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอก รพ.ทั้ง 25 จุด ขณะนี้มีความพร้อมให้บริการประชาชนทุกแห่ง ทั้งในด้านระบบบริการ ด้านการบริหารจัดการวัคซีนในแต่ละจุด และการวางแผนการฉีดวัคซีน มีความพร้อมให้บริการแก่ประชาชนที่ลงทะเบียนจองฉีดวัคชีนโควิด-19 ในผ่านระบบ &amp;quot;ไทยร่วมใจ&amp;quot; ขอให้ประชาชนมาตามวัน เวลาสถานที่ที่นัดหมาย ตามที่ระบบส่ง sms ไปให้ ไม่ต้องกังวลว่ามาแล้วจะไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ยืนยันว่าหากมาตามนัดจะได้รับการฉีดวัคซีนทุกคน 100% โดยในวันที่ 7-14 มิ.ย.64 จะได้รับการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ด้านศักยภาพการให้บริการฉีดวัคซีนของ กทม. จากเดิมที่ตั้งเป้าการบริการฉีดวัคซีนทั้ง 25 แห่ง ให้สามารถบริการได้ 38,000-50,000 คน/วัน ขณะนี้สามารถเพิ่มศักยภาพรองรับประชาชนได้ 70,000 คน/วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนวัคซีนที่จะได้รับการจัดสรรจากกระทรวงสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการบริการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ที่อายุเกิน 60 ปี และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 7 โรคที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนกับ &amp;quot;หมอพร้อม&amp;quot; ซึ่งหยุดรับการลงทะเบียนไปแล้ว ทำให้มีประชาชนตกค้างโครงการ &amp;quot;ไทยร่วมใจ&amp;quot; จะนำประชาชนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบโดยให้สามารถลงทะเบียนผ่านระบบ &amp;quot;ไทยร่วมใจ&amp;quot; ได้พร้อมทั้งขอจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุข หากได้รับการจัดสรรวัคซีนประชาชนกลุ่มนี้จะได้รับการฉีดวัคซีนแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามแผนงานโครงการที่รัฐจัดให้ฟรีว่า หลังจาก สปสช.เปิดให้ยื่นขอรับเงินเยียวยาเบื้องต้นประมาณ 3 สัปดาห์ ขณะนี้มีผู้ยื่นขอเข้ามา 344 ราย และคณะอนุกรรมการทั้ง 13 เขตพื้นที่มีมติจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้ว 239 ราย ไม่จ่าย 44 ราย รอข้อมูล 61 ราย โดยการช่วยเหลือขณะนี้เป็นเงิน 3,016,700 บาท ซึ่งมีกรณีที่เสียชีวิตที่คณะอนุกรรมการฯ มีมติจ่ายเงินช่วยเหลือขณะนี้ 4 รายคือ ที่ จ.ปทุมธานี 1 ราย, จ.แพร่ 1 ราย, จ.สงขลา 1 ราย และ จ.ตาก 1 ราย ทั้งนี้อาการไม่พึงประสงค์ที่มีการจ่ายชดเชยส่วนใหญ่จะนอนโรงพยาบาล โดยเกินกว่า 50% จะมีอาการชา มีบางส่วนที่มีอาการชานานเกิน 2 เดือน นอกนั้นก็มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียจนต้องนอนพักในโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จะได้รับการช่วยเหลือไม่เกิน 400,000 บาท กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการช่วยเหลือไม่เกิน 240,000 บาท และกรณีเกิดภาวะเจ็บป่วยที่ต้องรับการรักษาไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งจะช่วย เหลือจำนวนเท่าใดนั้น เป็นการพิจารณาของอนุกรรมการฯ ตามภาวะความรุนแรง โดยสามารถยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกับ สปสช.ได้ที่ โรงพยาบาลที่ฉีด หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หรือที่ สปสช.สาขา เขตพื้นที่ทั้ง 13 เขต โดยมีระยะเวลายื่นคำร้องได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบความเสียหาย สอบถามเพิ่มเติม สายด่วน สปสช. โทร.1330
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลปทุมธานี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วยนายพิษณุ ประเภทธนานันท์ นายอำเภอเมืองปทุมธานี, นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ส่งมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 แอสตร้าฯ จำนวน 39,500 โดส และซิโนแวค 9,380 โดส ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 โรคหลักที่ลงทะเบียนผ่าน &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; โดยเริ่มฉีดในวันจันทร์ที่ 7 มิ.ย. พร้อมกันทุกหน่วยบริการ ทั้งจังหวัด โดยจังหวัดได้จัดสรรวัคซีนวัคซีนให้โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวม 23 แห่ง ทั้งนี้ นพ.สุรินทร์กล่าวว่า ที่ผ่านมาปทุมธานีได้รับวัคซีนซิโนแวคและได้ฉีดไป 10,000 คน และวันนี้มีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 39,500 โดส โดยจะดำเนินการฉีดให้กับผู้ที่จองผ่านหมอพร้อมก่อน คาดว่าภายในวันที่ 7-19 มิ.ย. จะได้รับการฉีดทั้งหมด
ทั่วไทยพร้อมคิกออฟ 7 มิ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์บัญชาการสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 จังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้การบริหารจัดการฉีดวัคซีนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยวันที่ 7 มิ.ย.เตรียมสถานที่ฉีดที่โรงพยาบาลประจำอำเภอทุกแห่ง ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจว่า? ประชาชนทุกคนที่ได้ลงทะเบียนไว้จะได้รับการฉีดวัคซีนแน่นอน แต่จะเป็นไปตามคิวการจัดสรรวัคซีนจาก สธ. โดย? 8 เดือนต่อจากนี้ไป จังหวัดเชียงใหม่จะฉีดให้ได้ถึงร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มียอดการจองแล้วกว่า 1.9 แสนราย แยกเป็นผ่านระบบหมอพร้อม? 78,862 คน? จากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ?(อสม.) และเจ้าหน้าที่? 117,974 คน? โดยขณะนี้มีหน่วยฉีดแล้ว 46 หน่วย ครอบคลุมทั้งจังหวัด สำหรับในรอบเดือน มิ.ย.นี้ ได้รับการจัดสรรวัคซีนรวม 110,000 โดส โดยจะจัดส่งเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งจะเพียงพอต่อผู้ลงทะเบียนรับวัคซีนในเดือน มิ.ย.ผ่านระบบหมอพร้อมกว่า 64,000 รายอย่างแน่นอน ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ได้รับวัคซีนแล้วทั้งหมด 76,390 ราย แบ่งเป็นฉีดเข็มแรก 53,768 ราย และฉีดทั้งสองเข็ม 22,622 ราย และถึงขณะนี้มียอดการจองวัคซีนผ่านระบบหมอพร้อม เครือข่าย อสม.และเว็บไซต์&amp;nbsp; &amp;quot;ก๋ำแปงเวียง&amp;quot; หรือกำแพงเมือง แล้วทั้งหมด 295,845 ราย จากจำนวนประชากรเป้าหมายทั้งหมด 1,324,449 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน นายนิพันธ์ บุญหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดน่าน โดยการฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. ได้รับการจัดสรรวัคซีนแอสตร้าฯ 7,500 โดส สัปดาห์แรก 3,600 โดส และสัปดาห์ที่สอง 3,900โดส โดยจะจัดสรรให้กับผู้ที่ลงทะเบียนหมอพร้อมทั้งหมดก่อน โดยยอดผู้จองลงทะเบียนหมอพร้อมมี 3,908 ราย จึงยังคงเหลือวัคซีนอีก 4,197 โดส สำหรับจัดสรรตามความเสี่ยงของกลุ่มเสี่ยง โดยจังหวัดน่านมีกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด 167,665 คน มีเป้าหมายในการฉีดวัคซีนกว่า 390,000 คน จากประชากรกว่า 400,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ตราด นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าฯ ตราด เปิดเผยว่า ได้รับวัคซีนมา 6,500 โดส จะทำการฉีดให้กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงวันละ 1,800 โดส ซึ่งจะใช้เวลา 4-5 วัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการควบคุมโรค แต่กลุ่มที่ทางจังหวัดจะดำเนินการฉีดด้วยก็คือกลุ่มครูอาจารย์จำนวนกว่า 1,000 ราย เพื่อให้ทันก่อนเปิดเทอมในวันที่ 14 มิ.ย. ทั้งนี้ จะใช้ศาลาประชาคมจังหวัดตราดเป็นสถานที่ในการฉีด โดยผู้ว่าฯ ตราดจะเป็นผู้ฉีดวัคซีนคนแรก หลังจากนั้นจะมีหัวหน้าส่วนราชการและกลุ่มผู้สูงอายุเข้าทำการฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องโคราชฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นพ.นรินทร์รัชต์ พิชญคามินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ร่วมตรวจความพร้อมการฉีดวัคซีน &amp;ldquo;คิกออฟ วัคซีน โคราช&amp;rdquo; นอกจากนี้ได้ตรวจจุดตั้งอุปกรณ์ระบบการถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งในวันที่ 7 มิ.ย. เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีจะมีการประชุมมอบนโยบายผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มายังศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เพื่อสอบถามความพร้อมและการชมบรรยากาศการฉีดวัคซีนของชาวนครราชสีมา ทั้งนี้ นพ.นรินทร์รัชต์ยืนยันว่า วัคซีนแอสตร้าฯ ไม่มีปัญหา ไม่ขาดแน่นอน ทุกคนที่มีการนัดหมายการฉีดไว้ล่วงหน้าได้ฉีดครบหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สงขลา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ระบุว่า มีประชากรกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้ลงทะเบียนไปแล้วรวมกว่า 349,002 คน โดยมีการจองวัคซีนแล้ว 180,433 คน คิดเป็นร้อยละ 51.69&amp;nbsp; และในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ มีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มดังกล่าว เข้ารับการฉีดวัคซีนประมาณ 7,387 คน และจากนั้นไปจนถึงวันที่ 13 มิ.ย. จะมีกลุ่มเป้าหมายเข้ารับการฉีดวัคซีนอีกราว 27,480 คน โดยได้กำหนดจุดฉีดวัคซีนรวมทั้งสิ้น 34 แห่ง โดยเป็นนอกโรงพยาบาล 11 แห่ง ในโรงพยาบาล 23 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชนในแต่ละอำเภออีก 15 จุด ขณะที่ทีม อสม.ย่านเมืองเก่าสงขลา นำโดยคุณอารณีย์ ศุปการ ประธาน อสม.ย่านเมืองเก่าสงขลา จัดขบวนรณรงค์เชิญชวนประชาชนออกไปรับการฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. ที่โรงยิมเนเซียม สนามกีฬาติณสูลานนท์ สงขลา ตั้งแต่เวลา 08.30 น.เป็นต้นไป โดยมีนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการฉีดวัคซีน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105494</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทรวงสาธารณสุข, ฉีดวัคซีน, ลงทะเบียนไทยร่วมใจ, วัคซีนโควิด, สสจ., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล, โควิด 19, โควิด-19, ไทยร่วมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bcdf08d1a8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอนก” รมว.อว. เยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีน ม.ธรรมศาสตร์ รับ 2,000 คนต่อวัน ย้ำ 7 มิ.ย.นี้ ได้ฉีดแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.เช้านี่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และคณะผู้บริหาร อว. เดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)&amp;nbsp; ที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้การต้อนรับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการตรวจเยี่ยม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมาให้กำลังใจ เพราะในเวลานี้เราต้องให้กำลังใจกันให้มากที่สุด ที่สำคัญ ไม่ว่าประเทศจะเจอสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เราก็ทำได้ สู้ได้เสมอเรื่องวัคซีน รัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดาย แต่ทุกอย่างไม่ได้มาได้อย่างฉับพลันอย่างที่ใจเราต้องการ แต่ขอให้มั่นใจว่าวัคซีนมาแน่ 7 มิ.ย.ได้ฉีดแน่ ทุกยี่ห้อดีหมด&amp;nbsp; และ จากนี้ไป ถ้าเปรียบเทียบเป็นการรบ ก็คือช่วงของการรุกโดยการฉีดวัคซีนให้ได้เร็วและมากที่สุดเพื่อที่เราจะรบชนะในสงครามไวรัสครั้งนี้ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทำ รพ.สนาม จากนั้นในเวลาอันรวดเร็วมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ลุกขึ้นมาทำเช่นกัน ทั้งที่มีโรงเรียนแพทย์และไม่มีโรงเรียนแพทย์ ขั้นต่อมาก็คือการเป็นศูนย์ฉีดวัคซีน ทั้งมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ของ อว.พร้อมเข้ามาทำเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ เป็น อว.ที่ออกมาจากหอคอยงาช้าง ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด&amp;rdquo;ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า&amp;nbsp; ธรรมศาสตร์เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของประชาชน และธรรมศาสตร์พร้อมเสมอในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน&amp;nbsp; และหากจะรบให้ชนะ การเป็นสถานที่รองรับและรักษาผู้ป่วยอย่างเดียวคงไม่ได้ สิ่งที่จะทำให้ชนะได้คือ การระดมฉีดวัคซีนให้คนไทยได้มากที่สุด ธรรมศาสตร์จึงจัดตั้งศูนย์รับวัคซีนขึ้น รับได้จำนวน 2,000 คนต่อวัน ถือเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากบางซื่อ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้น การประกาศเปิดศูนย์รับวัคซีนในวันนี้ จึงเป็นการบันทึกหมุดหมายอีกหน้าหนึ่งของธรรมศาสตร์ ว่าธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้ประชาชนตามความตั้งใจของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า ขณะนี้ ศบค.ได้เห็นชอบให้ อว.จัดตั้งหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนส่วนกลางจำนวน 11 หน่วย ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ให้กับ อว. แล้ว โดยจะเริ่มฉีดได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.เป็นต้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัด อว.กล่าวต่อว่า สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัดอว.ได้มีการทำงานและประสานงานร่วมกับ สสจ. เพื่อกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีโรงพยาบาลเป็นหน่วยฉีดวัคซีน&amp;nbsp; ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ยังมีสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดหลายแห่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นหน่วยฉีดวัคซีนของจังหวัดเช่นกัน เช่น มรภ.ราชนครินทร์&amp;nbsp; มรภ.สุรินทร์ และ มรภ.เพชบูรณ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105055</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการอุดมศึกษา-วิทยาศาสตร์-วิจัยและนวัตกรรม, ดร.เอนก-เหล่าธรรมทัศน์, ม.ธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, รศ.เกศินี-วิฑูรชาติ, วัคซีน, ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์-ทรงศิวิไล, ศ.ดร.สุรพล-นิติไกรพจน์, ศูนย์ฉีดวัคซีน, สสจ., อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อว., โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b7475474bd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอนก” รมว.อว. เยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีน ม.ธรรมศาสตร์ รับ 2,000 คนต่อวัน ย้ำ 7 มิ.ย.นี้ ได้ฉีดแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.เช้านี่ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และคณะผู้บริหาร อว. เดินทางมาตรวจเยี่ยมศูนย์รับวัคซีนโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)&amp;nbsp; ที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้การต้อนรับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการตรวจเยี่ยม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมาให้กำลังใจ เพราะในเวลานี้เราต้องให้กำลังใจกันให้มากที่สุด ที่สำคัญ ไม่ว่าประเทศจะเจอสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เราก็ทำได้ สู้ได้เสมอเรื่องวัคซีน รัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดาย แต่ทุกอย่างไม่ได้มาได้อย่างฉับพลันอย่างที่ใจเราต้องการ แต่ขอให้มั่นใจว่าวัคซีนมาแน่ 7 มิ.ย.ได้ฉีดแน่ ทุกยี่ห้อดีหมด&amp;nbsp; และ จากนี้ไป ถ้าเปรียบเทียบเป็นการรบ ก็คือช่วงของการรุกโดยการฉีดวัคซีนให้ได้เร็วและมากที่สุดเพื่อที่เราจะรบชนะในสงครามไวรัสครั้งนี้ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทำ รพ.สนาม จากนั้นในเวลาอันรวดเร็วมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ลุกขึ้นมาทำเช่นกัน ทั้งที่มีโรงเรียนแพทย์และไม่มีโรงเรียนแพทย์ ขั้นต่อมาก็คือการเป็นศูนย์ฉีดวัคซีน ทั้งมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ของ อว.พร้อมเข้ามาทำเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ เป็น อว.ที่ออกมาจากหอคอยงาช้าง ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด&amp;rdquo;ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า&amp;nbsp; ธรรมศาสตร์เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของประชาชน และธรรมศาสตร์พร้อมเสมอในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน&amp;nbsp; และหากจะรบให้ชนะ การเป็นสถานที่รองรับและรักษาผู้ป่วยอย่างเดียวคงไม่ได้ สิ่งที่จะทำให้ชนะได้คือ การระดมฉีดวัคซีนให้คนไทยได้มากที่สุด ธรรมศาสตร์จึงจัดตั้งศูนย์รับวัคซีนขึ้น รับได้จำนวน 2,000 คนต่อวัน ถือเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากบางซื่อ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้น การประกาศเปิดศูนย์รับวัคซีนในวันนี้ จึงเป็นการบันทึกหมุดหมายอีกหน้าหนึ่งของธรรมศาสตร์ ว่าธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้ประชาชนตามความตั้งใจของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า ขณะนี้ ศบค.ได้เห็นชอบให้ อว.จัดตั้งหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนส่วนกลางจำนวน 11 หน่วย ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ให้กับ อว. แล้ว โดยจะเริ่มฉีดได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.เป็นต้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัด อว.กล่าวต่อว่า สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัดอว.ได้มีการทำงานและประสานงานร่วมกับ สสจ. เพื่อกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีโรงพยาบาลเป็นหน่วยฉีดวัคซีน&amp;nbsp; ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ยังมีสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดหลายแห่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นหน่วยฉีดวัคซีนของจังหวัดเช่นกัน เช่น มรภ.ราชนครินทร์&amp;nbsp; มรภ.สุรินทร์ และ มรภ.เพชบูรณ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105054</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ม.ธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, รศ.เกศินี วิฑูรชาติ, วัคซีน, ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, ศูนย์ฉีดวัคซีน, สสจ., อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อว., โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b7475474bd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สีแดงในเชียงใหม่ สีชมพูในหัวใจ “เอนก&quot; บินด่วนให้กำลังใจบุคลากรใน รพ.สนามของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้       </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา นาย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงฯ บินด่วนไปให้กำลังใจกับบุคลากรที่ทำหน้าที่ใน รพ.สนามของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และของมหาวิทยาลัยแม่โจ้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (21 เม.ย. 64) ผม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ขออนุญาตท่านนายกรัฐมนตรีบินไปให้กำลังใจกับบุคลากรที่ทำหน้าที่ใน รพ.สนามของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยความที่ทราบว่าสถานการณ์ในพื้นที่อยู่ในภาวะวิกฤติ ผมจึงตัดสินพาทีมเล็กๆ ไป มีผม ท่านปลัด อว. คณะผู้ติดตามอีก 3 ท่านเท่านั้น การไปก็หลีกเลี่ยงการรับรอง ดูแล เพราะตั้งใจไปทำงานให้มาก ใช้เวลาในพื้นที่แบบกระชับ และเป็นภาระกับผู้อื่นให้น้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนลงพื้นที่ ผมได้รับการรายงานข้อมูลถึงการติดเชื้อในอัตราที่สูงในช่วงแรก จน จ.เชียงใหม่ถูกจัดให้เป็นพื้นที่สีแดง แต่เมื่อไปประชุมก็ทราบว่า&amp;nbsp; สถานการณ์มีแนวโน้มจะดีขึ้น แม้ว่าในช่วงแรกนั้นถือว่าวิกฤติ โกลาหล ทีเดียว จ.เชียงใหม่ ดูไม่มีตำราใดจะเปิดอ่านรับมือวิกฤตทันเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ท่าน นพ สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้เล่าให้ผมและที่ประชุมฟังว่า การระบาดนั้นรวดเร็วแพร่กระจายมาก การตั้งรับนั้นจุดสำคัญคือ ต้องมี รพ สนามที่พอเพียง แต่ถ้ามีผู้ป่วยจำนวนมาก โรงพยาบาลสนามที่มีอยู่ ย่อมไม่มีทางที่จะรับคนป่วยได้เพิ่มอย่างแน่นอน นี่ขนาด จ.เชียงใหม่ ที่มี รพ. มีชื่อ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนมากมายนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ท่าน นพ. สสจ. บอกว่า ในสถานการณ์ตอนนั้นเสมือนมีข้าศึกกำลังโหม กระหน่ำโจมตีเมืองเชียงใหม่ อย่างหนัก จนทัพหลวงของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รอมร่อจะต้านไม่อยู่แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โชคดีที่ได้กองหนุนในชื่อ &amp;quot;โรงพยาบาลสนามแม่โจ้ของกระทรวง อว.&amp;quot; มาช่วยทันในยามวิกฤติสุดขีด ไม่เช่นนั้นแล้วระบบสาธารณสุขของ จ.เชียงใหม่ คงล่มไปแต่ตอนนั้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จริงๆ แล้ว นอกจากที่ อว. จะสนับสนุนการทำงานของ สธ. แล้ว ยังประสานงาน สนับสนุน กระทรวงมหาดไทย หรือ มท. ด้วย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นอีก 1 แม่ทัพที่เชื่อมร้อยรัดทุกส่วนเข้าด้วยกัน มีความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็งมากครับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สงครามครั้งนี้จึงเป็นการทำงานร่วมกันของ สามกระทรวงก็ว่าได้ คือ สธ. มท . และ อว. เป็นเสมือน 3 ขาหยั่งที่รองรับความหนักกน่วงของความยากลำบากของชาวเชียงใหม่ในช่วงนี้ ผมประทับใจในความร่วมมือนี้มากครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยิ่งตอนไปตรวจไปเยี่ยม รพ.สนามทั้ง 2 แห่ง ได้เห็นความตั้งใจ เสียสละ ทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัย อาสาสมัคร การแสดงออกทางสีหน้า แววตาของผู้ติดเชื้อ และเห็นสิ่งของจำเป็นที่ได้รับบริจาคเข้ามาแบบไม่ขาดสาย แบบนี้เชียงใหม่มีความหวัง ประเทศไทยมีความหวังครับ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าว ในตอนท้ายว่า &amp;ldquo;ก่อนขึ้นเครื่องบินกลับ กทม. ผมเหลือบมอง dash board รายงานสถานการณ์ว่า กำลังดีขึ้น แม้ว่า สีของ จ.เชียงใหม่ยังเป็นสีแดง แต่ผมมองเห็นสีชมพูจากความรัก ความปรารถนาดีของคนที่ผมไปพบมา&amp;nbsp; ไปเชียงใหม่มาแล้ว ผมเชื่อมั่นในคนไทยและในประเทศไทยยิ่งขึ้นอีกครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100417</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(, ท่าน นพ สาธารณสุขจังหวัด, นาย เอนก เหล่าธรรมทัศน์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, รพ.สนาม, ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, สสจ., สาธารณสุขของ จ.เชียงใหม่, อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60824393c05db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.ผนึกหลายหน่วยงาน ลุยปราบโฆษณาผลิตภัณฑ์เถื่อนทางวิทยุ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
31ส.ค.61-0 อย.- กสทช. ร่วมผนึกกำลังจัดการปัญหาการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายทางสื่อวิทยุกระจายเสียง ชี้ &amp;nbsp;ในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม ขึ้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 สรุปเรื่องได้ภายใน 3 วันสามารถพบข้อข้อร้องเรียน และโฆษณาผิดกฎหมายได้เป็นจำนวนมาก รุกดำเนินการอย่างเข้มข้นสู่ภูมิภาคครอบคลุมทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการจัดการปัญหาการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับพื้นที่ (ภาคเหนือ) นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด เห็นความสำคัญในการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมายและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดยจะมีการดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังการโฆษณาทางสื่อต่าง ๆ เช่น ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ รวมถึงสื่ออินเทอร์เน็ต เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;ซึ่งการจัดการปัญหา จำเป็นต้องดำเนินงานเชิงรุก ภายใต้กลไกความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันของเครือข่ายทั้งภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) อย. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด (สสจ.) และภาคประชาชน เช่น เครือข่ายผู้บริโภค และในวันนี้ซึ่งถือเป็นโอกาส อันดีที่จะแสดงให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงความตั้งใจของความร่วมมือกัน เฝ้าระวัง อย่างเข้มแข็งและช่วยกันแก้ไขปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสื่อวิทยุกระจายเสียงทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาคซึ่งมีจำนวนมากถึงสามพันกว่าแห่ง ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน เพื่อคุ้มครองประชาชนชาวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. และ อย. ต่างก็มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้กฎหมายของตนเอง โดยที่สำนักงาน กสทช. มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเฉพาะ การกำกับดูแลการออกอากาศรายการหรือการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ ก่อนหน้านี้ การทำงานเป็นลักษณะที่แต่ละหน่วยงานต่างทำงาน ทำให้การพิจารณา ข้อร้องเรียนแต่ละเรื่องกว่าจะได้ข้อยุติและสิ้นสุดกระบวนการต้องใช้เวลาค่อนข้างนานอย่างน้อย 6 เดือน หรือ บางกรณีอาจใช้เวลานานร่วมปี นอกจากนี้ บทลงโทษต่อการกระทำความผิดกรรมเดียวกันยังอาจต้องรับโทษ 2 ทาง ทำให้อาจเกิดความซ้ำซ้อนและเป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ทาง กสทช. จึงได้ร่วมกับ อย. ในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม ขึ้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561ใน สำนักงาน กสทช. โดยมีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงานมานั่งทำงานร่วมกัน เมื่อมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้นสามารถวิเคราะห์ วินิจฉัยและชี้มูลได้ทันที โดยปัจจุบันสามารถสรุปเรื่องให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3 วันซึ่งถือว่าเร็วมาก และสามารถพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนหรือกรณีการโฆษณาผิดกฎหมายที่ตรวจพบได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ปัญหาการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ลดลงอย่าง เห็นได้ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินการไปยังส่วนภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ร่วมกันกับ สธ. กำหนดนโยบายการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาร่วมกันระหว่าง สำนักงาน กสทช. ภาค / เขต และ สสจ. โดย สสจ. ซึ่งได้รับมอบอำนาจตามพระราชบัญญัติเกี่ยวกับอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพจาก อย. จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการโฆษณานั้น ๆ ทั้งนี้ อาจประสานสำนักงาน กสทช. ในส่วนภูมิภาคในเรื่องการเฝ้าระวังและการข้อมูล หลักฐานต่าง ๆ แล้วส่งผลการวินิจฉัยมายัง กสทช. ส่วนกลาง เพื่อดำเนินการกำกับดูแลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สธ. เห็นความสำคัญในการปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานจากเดิม ซึ่งที่การทำงานร่วมกันของ อย. และ สำนักงาน กสทช. ทำให้สามารถลดขั้นตอนเวลาการทำงาน ส่งผลให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทั้งในส่วนของสำนักงาน กสทช. และกระทรวงสาธารณสุข เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานที่ผ่านมา อย. ได้ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการโฆษณาฝ่าฝืนกฎหมาย ในปีงบประมาณ 2561 มากถึง 529 คดี โดยแบ่งเป็นอาหาร 361 คดี ยา 81 คดี เครื่องมือแพทย์ 13 คดี และเครื่องสำอาง 74 คดี และในวันนี้ (31 สิงหาคม 2561) จะมีการนำรูปแบบดังกล่าวถ่ายทอดองค์ความรู้และประชาสัมพันธ์ลงสู่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้านโฆษณา เพื่อสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงาน กสทช. ส่วนกลาง สำนักงาน กสทช. ภาคและเขต เพื่อพัฒนาระบบการจัดการปัญหา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16549</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., สสจ., อย., โฆษณาผลิตภัณฑ์ทางวิทยุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b890326e8d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยากันยุงชายแดน ลักลอบนำเข้า จุดเสร็จสุนัขดมแล้วตาย อย.สั่งสสจ.ลงพื้นที่ตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
cr.pptv36.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.61-นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา( อย.) กล่าวถึงกรณีมีการลักลอบวางขายยากันยุงพม่าเมื่อนำไปจุดไล่ยุงให้สุนัขจน ทำให้สุนัขเสียชีวิต&amp;nbsp; ว่า ประเทศไทยมีรอยต่อตามแนวชายแดนติดหลายประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาจำหน่ายรวมถึงยากันยุงด้วย ซึ่งในส่วนของไทยก็จะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และด่านอาหารและยาของอย.คอยตรวจสอบและจับกุมไม่ให้เข้ามาในไทยอยู่แล้ว โดยเรื่องดังกล่าวจะมอบหมายให้สสจ.ลงพื้นที่ตรวจสอบต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ภก.สมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ อย.ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อขยายผลติดตามหาต้นตอการลักลอบนำยากันยุงดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย พร้อมทั้งให้ความรู้กับประชาชนในการใช้ยากันยุงอย่างถูกต้อง รู้จักถึงข้อควรระวังและอันตรายของยากันยุง โดยไม่จุดใกล้กับเด็กอ่อน หรือผู้ป่วย โดยไม่ว่าควันอะไรหากจุดในที่อับล้วนมีอันตรายต่อสุขภาพทั้งนั้น และยิ่งเป็นยากันยุงที่ลักลอบนำเข้ามาก็ยิ่งมีอันตราย&amp;nbsp; สำหรับอันตรายจากจากสารกันยุงนั้น จะมีข้างเคียงตั้งแต่ เกิดอาการแพ้หายใจไม่ออก มีผลต่อระบบประสาท ในคนอาจไม่มีผลเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่อาจมีผลต่อสุขภาพในเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการเผาไหม้ที่อาจได้รับสารอันตรายได้ในระยะยาว เป็นต้น ทั้งนี้ต้องมีการนำตัวอย่างมาตรวจหาสารเพิ่มเติมว่ามีสารชนิดใดอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามในลูกสุนัขที่เสียชีวิตนั้น ปัจจัยหนึ่งน่าจะเป็นเพราะอายุน้อยเพียง 2-3 วันจึงทำให้ได้รับอันตรายได้ โดยโทษ ของผู้ครอบครอง ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16264</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยากันยุงลักลอบนำเข้า, สสจ., อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83c51a1bee7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
