<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ&quot; จากแล้งสุดในอีสาน สู่ต้นแบบทางรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จังหวัดขอนแก่น เป็นจังหวัดใหญ่ และเป็นประตูสู่อีสาน ที่มีพื้นที่เป็นอันดับที่ 15 ของประเทศ ด้วยขนาด 6.8 ล้านไร่ และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น รวมไปถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการศึกษา เทคโนโลยี การคมนาคม มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ประเพณี และธรรมชาติอันสวยงาม ทำให้เมืองแห่งนี้การเป็นหนึ่งในทำเลทองของภาคอีสาน มีนักลงทุนมาทำธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย

แต่ถึงอย่างนั้นขอนแก่นก็ยังต้องแบกรับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ที่ต้องประสบทุกปี เกือบทั้ง 26 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่ได้รับการกล่าวขานว่า แล้งที่สุด ฝนตกน้องที่สุดในภาคอีสาน &amp;nbsp;หรือแล้ง 4ปี ฝนดี 2ปี &amp;nbsp;สลับกัน ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมานานกว่า 40 &amp;nbsp;ไม่สามารถทำการเกษตรได้ คนหนุ่มคนสาวต่างอพยพไปรับจ้างขายแรงงานต่างถิ่น โอกาสที่ครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา และออกพรรษาเท่านั้น

ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ ลักษณะพื้นที่ของชุมชนมีความสูงต่ำเป็นลอนคลื่น ป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อฝนตกลงมาห้วย หรือคลองที่อยู่สูงก็ไม่สามารถที่จะดักน้ำไว้ได้ น้ำส่วนใหญ่จึงไหลหลากลงสู่ห้วยในพื้นที่ต่ำกักเก็บไว้ได้ก็ไม่พอใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ช่วงแล้งที่สุด คนในหมู่บ้านกว่า 300 คน ต้องยืนต่อคิวอาบน้ำในบ่อน้ำบ่อเดียวกัน ส่วนน้ำดื่มต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ไปตักน้ำในบ่อน้ำตื้นใกล้ป่าภูถ้ำ เราอยู่ไม่ได้ต้องอพยพไปรับจ้างต่างจังหวัด คิดว่าไปกรุงเทพฯ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นเหมือนเมืองสวรรค์ ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 28 วัน มันไม่ใช่สวรรค์เป็นนรก เราเป็นเหมือนเขียดที่คลุกดินทรายกำลังจะดิ้นตาย มันทรมาน ซึ่งสิ่งที่เราไปเห็นทำให้รู้ว่าบ้านเราเป็นสวรรค์&amp;quot;นายพิชาญ ทิพวงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต สะท้อนภาพความแล้งน้ำของชุมชนในอดีต
ขาวบ้านใช้เวลา &amp;nbsp; 4 ปี แก้ปัญหา ด้วยการขุดคลองที่ลอนคลื่นต่ำหรือลำห้วยที่มีอยู่เดิม เพื่อให้น้ำไหลไปรวมกันที่ต่ำหมด &amp;nbsp;หลังจากนั้นใช้วิธีการสูบ เมื่อจะนำน้ำมาไปใช้ในพื้นที่สูง แต่ก็ยังทำให้ต้นทุนการอุปโภคบริโภคน้ำ และทำการเกษตรอยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พิชาญเล่าอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้ชาวบ้านทั้ง 15 ชุมชน ในอ.แวงน้อย เริ่มหันมาศึกษาการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง ภายใต้กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าป่าภูถ้ำ ภูกระแต และได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ขึ้นในปี 2553 &amp;nbsp;โดยพิชาญ &amp;nbsp;รับหน้าที่เป็นประธาน &amp;nbsp;ศึกษาเก็บข้อมูลร่วมกับชาวบ้าน เริ่มต้นด้วยการรักษาป่าต้นน้ำ ที่เหลือเพียง 2,800 ไร่ จาก 5,000 ไร่ เนื่องจากการบุกรุกของนายทุนนอกพื้นที่ ที่เข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อย ส่งผลเกิดการบุกรุกถางป่า ทำให้ผืนป่าลดลง ขาวบ้านจึงหันมารักษาป่า เพื่อให้ป่ามีสภาพที่สมบูรณ์ &amp;nbsp;สามารถเข้าไปหาของป่า หรือนำวัวไปกินหญ้าได้ แต่จุดประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้ป่าช่วยชะลอน้ำไม่ให้น้ำแล้งใมนหน้าแล้ง &amp;nbsp;หรือในฤดูฝนช่วยไม่ให้น้ำหลากท่วมพื้นที่ &amp;nbsp;แต่แม้จะพยายามอนุรักษ์ป่าที่เหลืออยู่ 2,800 ไร่ &amp;nbsp;แต่ชุมชนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาดีนัก เพราะบางปียังประสบความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมอยู่อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.คลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านสละที่ดินบางส่วนของตนเพื่อให้น้ำไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;พื้นฐานเดิม ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นผืนป่าสำคัญของชุมชน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูระงำตอนล่าง ปาที่นี่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง หรือป่าโคก เป็นป่าต้นน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำชีทางด้านทิศตะวันตก คนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ใช้ป่านี้ในการเลี้ยงโค กระบือ เก็บหาของป่า เช่น เห็ด กระเจียว อีลอก ผักหวาน ผักติ้ว แย้ เป็นต้น และมีพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดอีกด้วย ดังนั้นแม้ว่าเราจะดูแลให้ป่าที่เหลือ 2,800 ไร่กลับมาสมบูรณ์ แต่ก็ยังประสบกับความแห้งแล้งเหมือนเดิม &amp;quot;พิชาญเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมุมของคลองใส้ไใก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ต่อมาในปี 2554 ทางสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร &amp;nbsp;(สสนก.) ได้คัดเลือกให้&amp;quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ &amp;quot;เป็นหนึ่งในชุมชนเครือข่ายบริหารจัดการน้ำ และเข้าร่วมฝึกอบรมเรียนรู้การทำผังน้ำ การสำรวจข้อมูลน้ำ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีการกักเก็บน้ำใช้ได้เพียงพอ รวมไปถึงการสนับสนุนชุมชนในการแก้ปัญหาน้ำโดยอาศัยโมเดล เลิกแล้ง เลิกจน &amp;nbsp;ของ&amp;quot;เอสซีจี&amp;quot; ที่ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และภาคีเครือข่าย ในการพัฒนา &amp;nbsp;โดยเอสซีจีและมูลนิธิอุทกพัฒน์ &amp;nbsp;ยกให้ชุมชนแห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก สามารถพึงพาตนเองได้ มีความรู้ทางด้านการตลาด แปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม มีรายได้ที่มั่นคง ชุมชนยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต และบอกเล่าการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการเเก้ปัญหาภัยเเล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมีโอกาสได้เจอกับ ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษา สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสน. อาจารย์ตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านเป็นนักร้อง เรียกร้องตรงนั้นตรงนี้ คัดค้านโครงการนั้นโครงการนี้ อาจารย์จึงทิ้งคำถามไว้ว่า หากคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่ดีพอ แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร จึงทำให้เรากลับมาคิดภายใต้โจทย์ใหญ่ของชุมชน ว่าเราจะหาทางเก็บน้ำ 2 ปีให้ข้ามแล้ง 4 ปีได้อย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเเก้ไขปัญหาร่วมกัน

หลังจากนั้น พิขาญ &amp;nbsp;ได้อบรมความรู้ในการบริหารจัดการน้ำและการใช้เครื่อง มื่อกับ &amp;nbsp;สสนก. และรู้จักใช้เครื่อง GPS แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม โปรแกรม QGIS ใช้สำรวจโครงสร้างแหล่งน้ำ สถานะแหล่งน้ำ ทางน้ำธรรมชาติ และความต้องการใช้น้ำ ทราบค่าระดับความสูงต่ำ เกิดเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำแล้งบนพื้นที่สูงลอนคลื่น อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทราบทิศทางการไหลของน้ำและการจัดการน้ำ&amp;nbsp;จากเดิมฝนตกน้ำหลากไหลลงแม่น้ำชี ต้องให้ภาครัฐสูบน้ำมาให้ใช้ จึงได้มีการทำคลองฟ้าประทานชล คลองดักน้ำหลากเมื่อฝนตก เพื่อให้น้ำไหลลงสู่แหล่งกักเก็บน้ำหลัก 2 แห่ง คือ หนองผักหวาน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และหนองฝายบ้าน แหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความแห้งแล้งในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; เมื่อได้องค์ความรู้การจัดการน้ำแล้ว พิชาญ บอกว่า ได้เริ่มดำเนินการวางแผน เมื่อฝนตกปกติในช่วงเดือนเมษยน-ตลาคม จึงทำการเก็บน้ำ และมีน้ำเก็บตั้งแต่ปี 2559-2560 &amp;nbsp; &amp;nbsp; และน้ำพอใช้ไปถึง &amp;nbsp;4 ปี ข้างหน้า (2561-2564) &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้น้ำเหลือประมาณ 3,000-4,000 ลบ.ม. อาจจะน้อยเพราะเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว &amp;nbsp;เมื่อฝนตกลงน้ำจะถูกดักไว้ด้วยคลองฟ้าประทานชล ก่อนน้ำจะไหลไปตามคลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านได้บริจาคพื้นที่บางส่วนให้น้ำไหลผ่าน และสามารถเก็บน้ำทำเกษตรได้ด้วย ก่อนไหลลงสู่หนองผักหวานที่สูงจากน้ำทะเลประมาณ 214 ม.รทก. ก็คือสระแก้มลิง จากเดิมที่เก็บน้ำได้ 25,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีได้เพียง 20 ไร่ ปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 80,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีจากฝนทิ้งช่วงได้ถึง 300 ไร่ &amp;nbsp; อีกส่วนจะไหลไปยังหนองฝายบ้านซึ่งอยู่ในระดับต่ำ สูงจากน้ำทะเลเพียง 202 ม.รทก. &amp;nbsp;จากเดิมกักเก็บน้ำได้ 20,000 ลบ.ม. ใช้น้ำปีละ 9,000 ลบ.ม. สำหรับ 75 ครัวเรือน ในปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 90,000 ลบ.ม. สำรองใช้ได้ประมาณ 5 ปี

พิชาญ ชี้อีกว่าน้ำจะเก็บได้มากน้อยแค่ไหน ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมฝนแต่ละปีด้วย เพราะปกติฝนจะตกเดือนละครั้ง แต่ถ้าตกแบบพรำๆ ก็กักเก็บน้ำได้น้อย แต่หากฝนดีตกหนักติดต่อกัน 1 สัปดาห์ &amp;nbsp; ก็สามารถจะกักเก็บน้ำได้เยอะประมาณ 200 มิลลิเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;
&amp;quot;การดำเนินงานที่ทำให้เราเห็นผลในช่วง 4 ปี ยังมีจุดที่ต้องดำเนินการแก้ไข คือที่ หนองฝายบ้าน มีน้ำไม่เพียงพอใช้ ซึ่งเกิดจากการคำนวนสมดุลน้ำที่คาดเคลื่อน คือ คำนวนเพียงน้ำสำหรับไว้ใช้ ไม่ได้คำนวนน้ำที่สูญเสียคือน้ำที่ซึมลงใต้ดินหรือเกิดจากการระเหย ดังนั้นน้ำที่สำรองได้ 90,000 ลบ.ม. สามารถใช้ได้เพียง 3 &amp;nbsp;ปีกว่าเท่านั้น ในความจริงน้ำที่ต้องสำรองคือ 120,000 ลบ.ม. ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านปรับตัวในสวนนอกจากพืชผัก ก็ยังมีบ่อเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บทเรียนจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้น พิชาญ บอกว่า นอกจากทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรยังได้เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เพราะปกติชาวบ้านจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น มีการสำรวจพื้นที่เพื่อวางผังแปลง ในพื้นที่ต่ำก็ขุดสระเก็บน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในรอบการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับพื้นที่ 1 ไร่เท่ากันในรอบปีการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เปลี่ยนวิถีการผลิตจำนวน 68 ราย มีรายได้จากผลผลิตรวมประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี และในอนาคตก็มีแผนที่จะสร้างหนองกักเก็บน้ำเพิ่มอีก 2 หนอง ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 90,000 &amp;nbsp;ลบ.ม. และติดตั้งระบบกรองน้ำด้วย และพร้อมจะขยายผลความคิด และวิธีการนี้ ไปช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำมี ปุ้งโพธิ์ เกษตรกรที่หันมาปลูกพืชผสมผสานพร้อมจัดพื้นที่สำรองน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เกษตรกรที่มีความพึงพอใจในการบริหารจัดการน้ำของชุมชน &amp;nbsp;นายคำมี ปุ้งโพธิ์ &amp;nbsp;บอกว่า ก่อนหน้านี้ปลูกมันเพียงอย่างเดียว ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มาตามฤดูกาล ประสบปัญหาบางปีไม่มีฝน เจอน้ำแล้งหนักมาก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการและเห็นว่ามีประโยชน์จึงได้มีการจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมกับพื้นที่ นอกจากแปลงที่ไว้ทำนา ก็ยังมีการปลูกพืชผสมผสาน เช่น ผักหวาน ผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ และมีการเสริมระบบสำรองน้ำด้วยสระและถังสำรองน้ำ เพื่อกระจายน้ำภายในแปลง ทำให้สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนลงได้ 30,000 บาท/ปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาท/ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างรายได้จากผลผลิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;เราต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงแม้เป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาก่อน เมื่อมีน้ำก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้คนในท้องถิ่นไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นไปหางานในเมืองใหญ่ ดินบ้านเราอาจไม่ดี แต่ลองเปลี่ยนใหม่ว่า ดีแล้วที่มีดิน ดีแล้วที่มีน้ำ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่อย่างไร ให้เกิดผลสำเร็จ ผมคิดว่าบ้านเป็นฐานที่มั่นที่อบอุ่นและมีความสุขที่สุด อย่างโควิดอยู่ที่นี่ไม่อดตาย เข้าไปทุ่งนาเข้าสวนก็ได้กินแล้ว เราต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่มีอยู่ชุมชนที่ยังไม่รู้จักจัดการตัวเอง อย่ารอคนอื่นมาแก้ไขปัญหา เมื่อน้ำคือชีวิต ทุกคนต้องการน้ำ เราต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันเรียนรู้ เพื่อที่จะรอดแล้งด้วยการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม สร้างป่าต้นน้ำให้มีความเขียวชอุ่ม แม้ในฤดูแล้ง&amp;rdquo; พิชาญทิ้งท้าย

&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100071</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;ขอนแก่น&#039;, ขาดแคลนน้ำ, ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต, ดร.รอยล จิตรดอน, ปัญหาภัยแล้ง, พิชาญ ทิพวงษ์, สสนก., เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e758c66583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2018 20:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมษาหน้าหนาว ก.วิทย์พยากรณ์ 6-7ลุ้นกทม.เย็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อากาศวิปริตหนัก ฝนชุกหน้าร้อนยังไม่พอ กระทรวงวิทย์พบความกดอากาศสูงจากจีนยังแผ่มาอีก ได้เจอ &amp;quot;เมษาหน้าหนาว&amp;quot; แน่ ลุ้นวันที่ 6-7 นี้ กทม.อุณหภูมิลดฮวบเหลือ 23 องศา มีพายุฤดูร้อนเป็นของแถม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 มีนาคม แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ตรวจสอบพบว่า ในวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน แล้วทำให้ลมตะวันออกเฉียงเหนือเกิดการปะทะกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบน ทำให้เกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนลมตะวันออกยังคงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับอิทธิพลจากความกดอากาศสูงกำลังอ่อนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน แล้วมาปะทะกับอากาศร้อนชื้นที่สะสมในพื้นที่ และจะเกิดยกตัวขึ้นเป็นฝน ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดคล้ายกับเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งเกิดฝนตกหนักที่บริเวณรังสิต จนทำให้เกิดน้ำท่วมขังหลายจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วาฟแจ้งด้วยว่า หลังวันที่ 2 เมษายน ความกดอากาศสูงจะอ่อนกำลังลง ปริมาณฝนก็จะลดลง และช่วงวันที่ 6 เมษายน พบว่ามีแนวโน้มบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากแนวโน้มดังกล่าวเป็นไปตามความคาดหมาย จะทำให้บริเวณความกดอากาศสูงค่อนข้างแรงดังกล่าวเกิดการปะทะกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรง และอาจจะเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บในบางพื้นที่ ประมาณวันที่ 6-7 เมษายน ปรากฏการณ์นี้จะเกิดไล่มาตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสู่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นประมาณวันที่ 8-9 เมษายน อุณหภูมิจะลดต่ำลง โดยที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสอีกรอบ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ก็จะมีลุ้นว่าอาจจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียส ดังนั้น ใช่วงวันที่ 6-7 เมษายน ขอเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั่วไป เตรียมการตรวจสอบความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ใหญ่ เพื่อเตรียมรับมือกับพายุฤดูร้อนในรอบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏการณ์ที่เดือนเมษายนยังคงมีอากาศหนาวเย็นในบางช่วงอาจจะไม่ค่อยได้พบเจอมากนัก แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีมาบ้างแล้ว โดยช่วงเวลานี้ยังคงมีบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาอยู่ ซึ่งนอกจากส่งผลให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิลดลงแล้ว ยังทำให้ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น มีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะตกในบางพื้นที่อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับกรมอุตุนิยมวิทยา ที่พยากรณ์ว่า ในช่วงวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ในขณะที่บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในช่วงวันที่ 2-4 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ เนื่องจากมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านบริเวณภาคเหนือตอนบน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 5-6 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ใน กทม.และปริมณฑล ส่วนภูมิภาคอื่นมีฝนตกเช่นกัน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ รายงานว่า เกิดฝนตกครั้งแรกในรอบปี 2561 บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ วัดปริมาณน้ำฝนได้ 6 มิลลิเมตร แม้จะไม่มาก แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กลงได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ อุณหภูมิบนยอดดอยอินทนนท์ยังคงหนาวเย็นวัดได้ 8-17 องศาเซลเซียส กิ่วแม่ปาน อุณหภูมิ 10-18 องศาเซลเซียส ส่วนที่ทำการอุทยานฯอุณหภูมิ 16-27 องศาเซลเซียส ยังคงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติเฉลี่ย 1,000 คนต่อวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6189</URL_LINK>
                <HASHTAG>พายุฝนฟ้าคะนอง, ฟ้าฝ่า ลมกระโชกแรง, วท., สสนก., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อากาศวิปริต, เมษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180331/image_big_5abf71959dc3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
