<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’ พลิกโฉมชุมชนริมคลองลาดพร้าว-เปรมประชากรจากชุมชนแออัดสู่บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษมก่อสร้างเสร็จแล้วทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนชุมชนที่พวกเราอยู่มีสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; ปลูกบ้านกันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; ทางเดินก็แคบ ส่วนใหญ่จะหันหลังบ้านลงคลอง&amp;nbsp; ส้วมก็ลงคลอง&amp;nbsp; บางหลังปลูกมานานไม้ก็ผุ&amp;nbsp; เสาก็ทรุด บ้านเกือบจะจมลงคลอง&amp;nbsp; เมื่อก่อนเด็กนักเรียนในชุมชนไม่กล้าชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาเล่นที่บ้าน เพราะอายเพื่อน... &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พอจะทำโครงการบ้านริมคลอง&amp;nbsp; เราก็ช่วยกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; เอาหน้าบ้านลงคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทางเดินเลียบคลอง&amp;nbsp; ช่วยกันดูแลคลองให้สะอาด&amp;nbsp; ทำเป็นตลาดน้ำหรือแหล่งท่องเที่ยวริมคลอง&amp;nbsp; ชาวบ้านก็สามารถค้าขายได้&amp;nbsp; ตอนนี้พอสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนก็ดูสะอาด&amp;nbsp; สวยงาม&amp;nbsp; เด็ก ๆ ก็ไม่อายเพื่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประภัสสร&amp;nbsp; ชูทอง &amp;nbsp;ผู้นำชุมชนหลัง ว.ค.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทรเกษม&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม)&amp;nbsp; คือตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; จากเดิมเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในที่ดินราชพัสดุริมคลอง&amp;nbsp; ซึ่งกรมธนารักษ์ดูแลอยู่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชาวบ้านบางส่วนที่มาอยู่ทีหลัง&amp;nbsp; หรือมีครอบครัวขยาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อที่ดินบนฝั่งคลองไม่มีที่ว่าง&amp;nbsp; จึงปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงในคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ลำคลองแคบลง&amp;nbsp; น้ำในคลองไหลไม่สะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางช่วงคลองลาดพร้าวมีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร&amp;nbsp; จากความกว้างปกติประมาณ 25-38 เมตร&amp;nbsp; ประกอบกับมีขยะ&amp;nbsp; ตะกอนดินทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; ทำให้การระบายน้ำในคลองไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลอง-เขื่อน-คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีคลอง&amp;nbsp; คู ลำกระโดง&amp;nbsp; รวมกัน&amp;nbsp; 1,980&amp;nbsp; สาย&amp;nbsp; ความยาวรวมประมาณ&amp;nbsp; 2,700 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในจำนวนนี้ถูกรุกล้ำ 1,161 &amp;nbsp;สาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำประมาณ 23,500&amp;nbsp; หลัง !! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลมีแผนงานการแก้ไขสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;เนื่องจากเป็นอุปสรรคในการระบายน้ำลงสู่คลอง&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp; น้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งส่วนใหญ่จะไหลและถูกสูบลงคลอง&amp;nbsp; แต่การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เพราะมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางเดินน้ำในลำคลอง&amp;nbsp; มีขยะและดินโคลนทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; โดยจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลอง&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกและกว้างกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่กว่าจะดำเนินการได้ก็ล่วงเข้าไปในสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวเป็นคลองแรกในปี 2559&amp;nbsp; โดยรัฐบาล คสช. มอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำ และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชนริมคลองที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวคลองและแนวเขื่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลองลาดพร้าว (ช่วงบางบัว-&amp;nbsp; ม.ราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เขตบางเขน)&amp;nbsp; ก่อนการปรับปรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลองลาดพร้าว : มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร&amp;nbsp; เชื่อมกับคลองแสนแสบบริเวณอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 &amp;nbsp;เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ผ่านวัดลาดพร้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดบางบัว&amp;nbsp; ตลาดสะพานใหม่&amp;nbsp; จนถึงประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ตลอดคลองลาดพร้าวสองฝั่งมีชุมชนตั้งอยู่เรียงราย&amp;nbsp; บางชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าว : มีความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ&amp;nbsp; 45 กิโลเมตร โดยกรุงเทพมหานครว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้าง&amp;nbsp; วงเงินก่อสร้างจำนวน&amp;nbsp; 1,645&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; จากริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; บริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีต&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อตอกเสาเข็มและพนังกั้นตลิ่งทั้งสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; มีความกว้างสองฝั่งประมาณ 38 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดแนวสันเขื่อนจะมีรั้วเหล็กกันตก&amp;nbsp; และทางเดินเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร&amp;nbsp; สามารถขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานเลียบคลองได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้จะมีการขุดลอกคลองให้ลึกประมาณ 3 &amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำในคลองไหลสะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าวจะช่วยระบายน้ำลงสู่อุโมงค์เขื่อนใต้คลองบางซื่อและอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อตอกเสาเข็มแล้ว&amp;nbsp; จะนำแผ่นคอนกรีตมาวางเรียงเป็นพนังกั้นตลิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนริมคลองลาดพร้าว :&amp;nbsp; สองฝั่งคลองลาดพร้าวในอดีตเป็นทุ่งนา&amp;nbsp; คนที่มาอยู่อาศัยรุ่นแรกๆ ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp; มีทั้งคนเช่าที่ทำนา&amp;nbsp; รับจ้างทำนา&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลอง&amp;nbsp; ใช้คลองเป็นเส้นทางสัญจร&amp;nbsp; เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น&amp;nbsp; ที่ดินแพงขึ้น&amp;nbsp; เจ้าของจึงขายที่นา&amp;nbsp; ทุ่งนาริมคลองจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรร&amp;nbsp; หมู่บ้านจัดสรร&amp;nbsp; ตึกแถว&amp;nbsp; ตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ย่านลาดพร้าว&amp;nbsp; โชคชัย 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; วังหิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ภายหลังจึงมีคนจากต่างถิ่น&amp;nbsp; ต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำมาหากินในเมืองกรุง&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองจึงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 20,000 คน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่ 8 เขต&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; วังทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยขวาง&amp;nbsp; ลาดพร้าว&amp;nbsp; จตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; บางเขน&amp;nbsp; ดอนเมือง&amp;nbsp; สายไหม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนก่อนการปรับปรุงส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมและแออัด&amp;nbsp; เพราะพื้นที่ริมคลองมีความคับแคบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนตามความยาวของแนวคลอง&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; เป็นแรงงาน &amp;nbsp;แม่บ้าน &amp;nbsp;รปภ. &amp;nbsp;พนักงานบริษัทเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ &amp;nbsp;น้อยๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขับแท็กซี่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านใหม่&amp;nbsp; ชีวิตใหม่ริมคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนมีนาคม 2559&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณจำนวน 4,061 ล้านบาท&amp;nbsp;ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช.&amp;nbsp; นำไปพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เป็นคลองแรก โดยมีเป้าหมายใน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านชุมชนแรกที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; (ตรงข้ามตลาดสะพานใหม่)&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 64&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยคอนกรีต &amp;nbsp;ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาก่อสร้างตั้งแต่ 187,000-367,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญก่อนการปรับปรุงปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อวยชัย&amp;nbsp; สุขประเสริฐ &amp;nbsp;ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ก่อนการก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะมาสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านได้บุกรุกที่ดินริมคลองปลูกสร้างบ้านกันมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; จึงกลัวว่าจะถูกไล่ที่มากกว่า&amp;nbsp; แต่ใจจริงทุกคนก็อยากจะได้บ้านใหม่&amp;nbsp; และอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;เพราะสภาพบ้านส่วนใหญ่ผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; ลูกหลานจะได้มีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวโดนไล่&amp;nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำการรวมกลุ่ม&amp;nbsp;การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จึงร่วมกันออมทรัพย์เป็นทุน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 500 -600&amp;nbsp; บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันลงเสาเอกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; มีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; รองนายกฯ มาเป็นประธาน&amp;nbsp; คนที่ยังไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริงก็ต้องเชื่อ&amp;nbsp; ชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ ยังไม่เข้าร่วม&amp;nbsp; ยังไม่เชื่อ&amp;nbsp; เมื่อเห็นชุมชนของเราสร้างบ้านเสร็จ&amp;nbsp; มีบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนใหม่สวยงาม&amp;nbsp; ก็เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; ตอนนี้ชุมชนริมคลองในเขตสายไหมสร้างเสร็จเกือบทุกชุมชนแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ&amp;nbsp; แต่เดิมบ้านเรือนส่วนใหญ่จะทรุดโทรมเพราะสร้างกันมานาน&amp;nbsp; สะพานไม้ก็ผุพัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยะก็ทิ้งลงในคลอง&amp;nbsp; น้ำก็เน่าเหม็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอเริ่มสร้างบ้านใหม่เป็นชุมชนนำร่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ก็เข้ามาสนับสนุน&amp;nbsp; ช่วยสร้างสนามเด็กเล่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีถังบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง&amp;nbsp; มีการคัดแยกขยะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันปลูกต้นไม้ริมคลอง &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัว &amp;nbsp;ชุมชนก็ดูสวยงาม&amp;nbsp; ไม่เป็นชุมชนแออัดเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพชาวบ้าน&amp;nbsp;โดยจัดอบรมฝึกอาชีพทำอาหาร&amp;nbsp;ขนม&amp;nbsp;ทำสบู่&amp;nbsp;ยาหม่องสมุนไพร&amp;nbsp;สิ่งประดิษฐ์&amp;nbsp; ของชำร่วย&amp;nbsp;ฯลฯจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญหลังสร้างเสร็จปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้หลักการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ผู้เดือดร้อนรวมกลุ่มแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.&amp;nbsp;ในฐานะผู้ดูแลโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ เช่น พอช.&amp;nbsp; ส่งสถาปนิกเข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน เรื่องการออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ให้ชุมชนเช่าที่ดินในอัตราผ่อนปรนระยะยาว&amp;nbsp; ครั้งละ 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลี่ยนจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุก&amp;rdquo;&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp; และจะทำให้สภาพแวดล้อมและคุณภาพของชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง คือ 1. หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ (หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว) จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4 บาท/ตารางวา/เดือน &amp;nbsp;โดยทุกครอบครัวจะได้รับที่ดินเท่ากัน&amp;nbsp; ขนาดบ้านประมาณ 4x6 - 4x8 ตารางเมตร มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ 2 ชั้น (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ&amp;nbsp; (ประมาณ 1-3 พันบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุน 1.สินเชื่อก่อสร้างบ้านไม่เกิน 330,000 บาท/ครัวเรือน (กรณีสร้างบ้านในชุมชนเดิม) ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี &amp;nbsp;และสนับสนุนงบประมาณสร้างสาธารณูปโภค-เงิน&amp;nbsp;อุดหนุน 147,000 บาท/ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ  ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การเดินทาง&amp;nbsp; เช่น ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน โดย พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองนี้ ไม่ใช่ พอช.ไปสร้างบ้านให้ชาวบ้าน แต่เป็นการใช้หลักการของ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ที่ พอช.ทำมาตั้งแต่ปี 2546 นั่นคือ ให้ชุมชนหรือผู้ที่เดือดร้อน รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวใหม่ ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า แต่ให้ชุมชนและชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา  โดยมี พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะทำงาน มีกระบวนการทำงาน 11 ขั้นตอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ธนัชบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:-8.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;11 ขั้นตอนสร้างบ้านมั่นคงริมคลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.สร้างความเข้าใจโครงการ โดยการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน มีคณะกรรมการชุมชน เจ้าหน้าที่ พอช. เจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมธนารักษ์ สำนักการระบายน้ำ ฯลฯ ร่วมกันจัดประชุมชี้แจงเป็นกลุ่ม หรือใช้วิธีพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่วมกันสำรวจข้อมูล รับรองข้อมูล พิจารณาสิทธิ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลครัวเรือน ผู้อยู่อาศัย ขนาดพื้นที่ของชุมชน และความต้องการที่อยู่อาศัย เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการสร้างบ้านและออกแบบผังชุมชน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาสิทธิ์และรับรองสิทธิ์ เพื่อให้ชาวชุมชนช่วยกันยืนยันว่า เจ้าของบ้านหลังนี้มีตัวตนและอาศัยอยู่จริง เพื่อไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำหรับก่อสร้างบ้าน บางชุมชนกำหนดเงินออมขั้นต่ำ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน บางชุมชนอาจมากกว่า แล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละชุมชน หากมีเงินออมมาก ยอดเงินที่จะขอกู้จาก พอช.ก็จะลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชาวชุมชนริมคลองย่านดอนเมืองร่วมประชุมเพื่อเตรียมทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และบริหารโครงการ เช่น ทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ เสนอขอใช้สินเชื่อและงบสนับสนุนจาก พอช. &amp;nbsp;บริหารการก่อสร้างบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.จัดการเรื่องที่ดิน โดยการแบ่งปันและเสียสละ คนที่เคยมีที่ดินและบ้านหลังใหญ่ จะต้องเสียสละให้คนที่รุกล้ำแนวคลองสามารถขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้ โดยเฉลี่ยแปลงที่ดินที่จะสร้างบ้านให้มีขนาดเท่ากัน (ประมาณ 4X6 ตารางเมตรหรือมากกว่าตามขนาดของชุมชน) และ 1&amp;nbsp;ครอบครัวได้ 1 สิทธิ์ หรือตามข้อตกลงของชุมชน เช่น ครอบครัวที่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 8 คน จะได้รับสิทธิ์ขยายเพิ่ม 1 สิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.ร่วมกันออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชุมชนและครัวเรือนมาออกแบบผังชุมชนและออกแบบบ้าน โดยมีสถาปนิกและเจ้าหน้าที่ของ พอช.เป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้แบบบ้านและผังชุมชนที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.เสนอโครงการและงบประมาณต่อ พอช. เมื่อผ่านกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ชุมชนจะต้องยื่นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในนามสหกรณ์เคหสถานมายัง พอช.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการและสินเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.วางแผน ขออนุญาตก่อสร้าง และรื้อย้าย ชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ พอช. สถาปนิกและวิศวกร วางแผนการก่อสร้าง แผนการรื้อย้าย และจัดเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาตก่อสร้างจากกรมธนารักษ์และสำนักงานเขต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 9.ทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อ พอช.อนุมัติโครงการแล้ว ชุมชนจะต้องส่งตัวแทนในนามของสหกรณ์เคหสถานที่จดทะเบียนเอาไว้ไปทำนิติกรรมสัญญาเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 10.กระบวนการก่อสร้างบ้าน เมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.แล้ว ชุมชนจะมีการคัดเลือกผู้รับเหมา มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น จัดทำบัญชี ตรวจสอบการเงิน และตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้าง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 11.พัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว ชุมชนจะร่วมกับ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น เรื่องอาชีพ มีการวางแผนการจัดตลาดนัด ตลาดน้ำชุมชน เรือโดยสารในคลอง ส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ &amp;nbsp;พัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว การคัดแยกขยะ การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือนก่อนปล่อยลงคลอง จัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อสร้างแล้วใน 35 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวนบ้านที่ก่อสร้างเสร็จ 3,065&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; (มีผู้เข้าอยู่อาศัยหมดแล้ว)&amp;nbsp; กำลังก่อสร้าง 194 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่พร้อมก่อสร้าง&amp;nbsp; 277 ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการในระยะต่อไป&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมด 7,069 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับชาวชุมชนที่ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส เช่น ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม เขตจตุจักร ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ชุมชนริมคลองลาดพร้าว (ช่วงคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม) ตรงข้ามกองทัพอากาศดอนเมือง&amp;nbsp; ราคาไม่เกิน 400,000 บาท&amp;nbsp; มีบรรยากาศริมคลองสวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งมีปัญหาเช่นเดียวกับคลองลาดพร้าว โดยการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำลำคลอง-ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; อุโมงค์ระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ปรับทัศนียภาพชุมชนริมคลอง-พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การท่องเที่ยวทางน้ำ&amp;nbsp; รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมรถ-ราง (ไฟฟ้า)&amp;nbsp; -เรือ&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในปี 2562-2570&amp;nbsp; ขณะนี้การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำดำเนินการไปแล้วบางช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ พอช. มีแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมฯ ทั้งหมด 38 ชุมชน รวม 6,386 ครัวเรือนในพื้นที่เขตจตุจักร หลักสี่ &amp;nbsp; ดอนเมือง และใน จ.ปทุมธานี ซึ่งชุมชนเหล่านี้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ทั้งหมด &amp;nbsp; แต่จะต้องรื้อบ้านออกจากพื้นที่ริมคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เพื่อปรับผังชุมชนแล้วก่อสร้างบ้านใหม่เพื่อให้ทุกครอบครัวอยู่ในชุมชนเดิมได้ โดย พอช.จะสนับสนุนชุมชนเช่นเดียวกับโครงการบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการชุมชนแรกในเดือนมกราคม 2563&amp;nbsp; โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านหลักแรก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นประธานงานที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดขณะนี้&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564)&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่แล้ว&amp;nbsp; 4 ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; 196 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 472 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่รื้อย้ายพร้อมก่อสร้างบ้าน 95 ครัวเรือน&amp;nbsp; ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้ง&amp;nbsp; 6,386 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้บ้านที่ก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว &amp;nbsp;มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น&amp;nbsp; เช่น บ้านแถวชั้นเดียว ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 290,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 1,500 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 5 X 6 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านใหม่ริมคลองเปรมประชากรย่านจตุจักร&amp;nbsp; สวยงามร่มรื่น&amp;nbsp; ราคาไม่กี่แสน&amp;nbsp; แต่วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาคลองสนองพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 &amp;nbsp;เร่งพัฒนา &amp;nbsp;ปรับภูมิทัศน์ &amp;nbsp;พลิกฟื้นชีวิตของประชาชนริมคลอ ง &amp;nbsp;รวมทั้งน้อมถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง &amp;nbsp;ที่ทรงให้ความสำคัญกับน้ำและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าว &amp;nbsp;มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง  จำนวน 50 ชุมชน รวม 7,069 ครัวเรือน &amp;nbsp;ได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าวความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร  และดำเนินโครงการ &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;rdquo; ริมคลองลาดพร้าว  เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp; ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังมีการรื้อฟื้นการใช้ประโยชน์จากลำคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำขึ้นมาเหมือนในอดีตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คลองเปรมประชากร &amp;nbsp;รัฐบาลได้ริเริ่มแผนพัฒนาคลองเปรมประชากรความยาวกว่า 50 กิโลเมตรทั้งระบบ &amp;nbsp;ในระยะเวลา 9 ปี คือ&amp;nbsp; พ.ศ.2562-2570&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;ระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ปี 2562 &amp;ndash; 2565 จำนวน 4 โครงการ &amp;nbsp;วงเงิน 4,448 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ &amp;nbsp;ป้องกันน้ำท่วม &amp;nbsp;และบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากรตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ริมคลอง &amp;nbsp;เช่น สร้างพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;ตลาดนัดริมคลอง &amp;nbsp;พัฒนาเส้นทางจักรยานเลียบคลอง &amp;nbsp;เชื่อมเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟและรถไฟฟ้า และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119323</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คลองลาดพร้าว, คลองเปรมประชากร, ชุมชนริมคลองลาดพร้าว, ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม, ชุมชนแออัด, ธนัช  นฤพรพงศ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, บ้านมั่นคง, พอช., มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สสส., อวยชัย  สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162bc61c8b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-ดีป้า-มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย-ภาคีเครือข่าย เปิดตัวเว็บไซต์ธนาคารหนังสือออนไลน์ คัดกรองหนังสือ-บทความเพื่อเด็กปฐมวัยกว่า 580 เรื่อง มุ่งให้พ่อแม่-คนใกล้ชิดเด็กเล็ก ใช้พลังการอ่าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และภาคีเครือข่าย จัดงานเสวนา &amp;ldquo;สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; พร้อมเปิดตัว &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบโดยตรงกับเด็กไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีมาตรการเลื่อนการเปิดภาคเรียน อาจทำให้การเรียนรู้ของเด็กถดถอย สื่อออนไลน์จึงเป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารและเป็นช่องทางเสริมสร้างการเรียนรู้และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สื่อออนไลน์จึงควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กเล็ก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว และชะลอความรุนแรงของปัญหาการถดถอยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดา กล่าวว่า สสส. เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเร่งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพัฒนา &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องมือการเรียนรู้ โดยมีการคัดกรองหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย 464 เล่ม บทความ 121 เรื่องสามารถดาวน์โหลดอ่านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงกิจกรรมอีกกว่า 70 กิจกรรม เพื่อช่วยให้พ่อ แม่ และผู้ดูแลเด็กเล็ก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแลเด็กปฐมวัย ใช้เป็นเครื่องมือสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสร้างเสริมศักยภาพที่จำเป็นในวัยเด็ก มุ่งให้เกิดกระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล (Digital Intelligence Quotient : DQ) และการอ่าน (Reading Literacy : RD) ที่สามารถวางรากฐานทักษะการเรียนรู้ของเด็กรอบด้าน ทั้งทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และทักษะป้องกันตนเองจากโควิด-19 ทำให้เด็กมีการพัฒนาศักยภาพนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;นางสาวกษมา กองสมัคร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ด้านนโยบายและความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า ดีป้า ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เห็นความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนตระหนักถึงพลังของการใช้สื่อดิจิทัลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังคนและบุคลากรด้านดิจิทัล &amp;ldquo;วิทยากรตัวคูณ สูงวัย สร้างสรรค์ รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล&amp;rdquo; กิจกรรมพัฒนาทักษะยูทูบเบอร์ผู้พิการทางสายตา การร่วมมือกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เพื่อเป็นหนึ่งในสื่อที่ให้ความสำคัญในการวางรากฐานทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล หรือ Media Information and Digital Literacy (MIDL) ตั้งแต่ปฐมวัยซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เกิดขึ้นเพื่อจะนำไปสู่คำตอบสำคัญของการร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤต พัฒนาเด็กปฐมวัยที่กำลังเผชิญภาวะพัฒนาการถดถอย ขณะเดียวกัน ได้ใช้พลังของการอ่านในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มศักยภาพให้เกิดความสมดุล ทั้งโลกดิจิทัลด้วยการวางฐานการสร้างสมรรถนะ สร้างทักษะชีวิต และทักษะเท่าทันสื่อ สร้างปรากฏการณ์ &amp;ldquo;มหัศจรรย์แห่งการอ่าน&amp;rdquo; ในการขยายพื้นที่เรียนรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมสร้างสังคมสุขภาวะที่ปรารถนาให้เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ถือเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้านสติปัญญา ความคิด ภาษา และพฤติกรรม หากเด็กสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน การร่วมมือกับ สสส. จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย จึงถือเป็นการเปิดพื้นที่สื่อปลอดภัยให้พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก มีทางเลือกที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ใช้ภาษา อ่านนิทาน ถาม-ตอบกับผู้ปกครอง 2.เคลื่อนไหว ทำกิจกรรมในครอบครัว 3.ปรับตัว เข้าสังคมกับคนรอบข้าง 4.มองตา และ 5.สัมผัสหรือกอด เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านแล้วยังสร้างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ www.earlychildhoodbookbank.com เว็บไซต์แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.&amp;nbsp; www.happyreading.in.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;ldquo;อ่านยกกำลังสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118822</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Intelligence Quotient : DQ, Reading Literacy : RD, กระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดีป้า, นางสาวกษมา กองสมัคร, นางสุดใจ พรหมเกิด, ภาคีเครือข่าย, มหัศจรรย์แห่งการอ่าน, มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย, สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615bf7f8ec8ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย รับรางวัล UNIATF Award ผ่านผลงานเด่น “ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล” ชี้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องลด 17.7 % </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาผ่านระบบออนไลน์ (Web conference) โดยรางวัลที่ได้เป็นรางวัลขององค์การสหประชาชาติที่มอบให้แก่หน่วยงาน/องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากทั่วโลก ในการผลักดันนโยบาย และขับเคลื่อน ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามกรอบ SDGs ในปีนี้มีหน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 รางวัล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้นำผลงานดังกล่าวของกรมอนามัยไปนำเสนอ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลการดำเนินนโยบาย และเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2) เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3) สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การบริโภคหวานจนเกินพอดีของคนไทยเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs หลายโรคมาก การขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีส่วนช่วยลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้ง่ายขึ้นให้กับผู้บริโภค นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินอยู่ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ ปี 2552 สสส. และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน&amp;nbsp;ซึ่งก็มีบุคลากรของกรมอนามัยร่วมเป็นแกนนำ ได้ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดการบริโภคหวานที่ล้นเกินมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม กฎกระทรวงห้ามเติมน้ำตาลในนมผงสูตรต่อเนื่อง การสื่อสารประเด็น &amp;ldquo;อ่อนหวาน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หวานน้อยสั่งได้&amp;rdquo; มาตรการขอความร่วมมืออุตสาหกรรม ให้ลดขนาดน้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัม นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสรรพสามิตอย่างเข้มข้น มีการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายในระดับภาคการเมือง โดยผ่านทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้กับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคีเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง&amp;nbsp;เป็นหลักฐานยืนยันว่า มาตรการทางภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นนโยบายทางการเงินการคลังที่ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชน ลดโอกาสเสี่ยงจากโรค NCDs เช่นเดียวกับการผลักดันมาตรการทางภาษีโซเดียมในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อการกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนทางนโยบายที่เหมาะสมต่อไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117987</URL_LINK>
                <HASHTAG>United Nations Inter-Agency Task Force, United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases, กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, นโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ภาคีเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน, รางวัล UNIATF Award, ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย, สสส., องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61516bfc45fe4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สานพลังสังคม-ชุมชน” ฝ่าวิกฤตโควิด !! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ผู้สูงอายุจากชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเขตเทศบาลนครขอนแก่นกับคูปอง &amp;lsquo;ปันกัน&amp;rsquo; ใช้ซื้ออาหารและของจำเป็นในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; ส่งผลทำให้มีการปิดโรงงาน&amp;nbsp; ห้างร้าน&amp;nbsp; มีคนตกงาน&amp;nbsp; ถูกเลิกจ้าง&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดน้อยลง&amp;nbsp; นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง&amp;nbsp; เพราะความหิวไม่เคยปรานีใคร..!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการ &amp;lsquo;ครัวชุมชน&amp;rsquo; จึงผุดขึ้นมาหลายแห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในชุมชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีทั้งคนตกงาน&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; คนชรา&amp;nbsp; เด็กๆ ที่กินไม่อิ่มท้อง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อทำอาหารแจกจ่ายกันกินในชุมชน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นแกง&amp;nbsp; ผัด&amp;nbsp; ต้ม&amp;nbsp; ก๋วยเตี๋ยว&amp;nbsp; ขนมจีน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; หรือแล้วแต่กำลังทุน&amp;nbsp; วัตถุดิบที่มี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ปันกันอิ่ม&amp;nbsp; แบ่งกันกินยามยาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผุสดี&amp;nbsp; ปั้นเลิศ&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา &amp;nbsp;เขตประเวศ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวชุมชนเฟื่องฟ้าฯ อาศัยอยู่ในที่ดินราชพัสดุและบางส่วนอยู่ในที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; มีทั้งหมด 67 ครอบครัว&amp;nbsp; ประมาณ 300 คน&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดมีอาชีพรับจ้างทั่วไป หากินไปวันๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ&amp;nbsp; มีรายได้วันละ 300-500 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ได้รับผลกระทบจากโควิดตั้งแต่ปีที่แล้ว&amp;nbsp; เพราะหลายครอบครัวมีคนตกงาน&amp;nbsp; มีรายได้น้อยลง &amp;nbsp;ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว&amp;nbsp; ชุมชนจึงหาทางช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; โดยนำเอาพืชผักต่างๆ ที่ปลูกบนที่ดินว่างในชุมชน (ปลูกก่อนโควิด&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา) เช่น&amp;nbsp; บวบ&amp;nbsp; น้ำเต้า&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; ผักกาด&amp;nbsp; ผักเคล&amp;nbsp; ผักน้ำ&amp;nbsp; ข่า&amp;nbsp; ตะไคร้&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; โหระพา&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มาแจกจ่ายไปทำกับข้าว&amp;nbsp; แต่ก็ไม่พอ&amp;nbsp; แจกจ่ายไม่ทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พอดีช่วงนั้น&amp;nbsp; มีหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวง พม.&amp;nbsp; พอช. มีโครงการสนับสนุนให้ชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ชุมชนแออัด&amp;nbsp; จัดทำครัวชุมชนเพื่อทำอาหารแจกจ่ายกันกิน&amp;nbsp; ชุมชนได้รับเงินสนับสนุน 1 แสนบาทจึงเอามาทำครัว&amp;nbsp; แต่แจกจ่ายไปชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กันอีก 10 ชุมชนด้วย&amp;nbsp; ทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; เป็นกับข้าวต่างๆ&amp;nbsp; แต่ทำได้ 8 ครั้งก็หมดงบประมาณ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผุสดีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ครัวปันอิ่มที่ชุมชนเฟื่องฟ้าฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์โควิดที่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงวันนี้&amp;nbsp; เธอบอกว่า&amp;nbsp; ทุกครอบครัวก็ยังลำบากอยู่&amp;nbsp; คนที่เคยขายของในตลาดก็ยังหายใจไม่ทั่วท้อง&amp;nbsp; เพราะหากมีแม่ค้าพ่อค้าคนใดติดโควิด&amp;nbsp; ตลาดจะต้องถูกปิด&amp;nbsp; ทำมาหากินไม่ได้อีก&amp;nbsp; มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ไม่มีคนนั่ง&amp;nbsp; แต่ยังมีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนการทำครัวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิพุทธิกา&amp;nbsp; และ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ) มอบงบประมาณสนับสนุนการทำครัวชุมชนในปีนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนก็เอาผักสวนครัวที่ปลูกมาทำอาหาร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟักต้มไก่&amp;nbsp; คะน้า-บวบ-เอามาผัด&amp;nbsp; ฟักทองเอามาแกงไก่-ผัดไข่&amp;nbsp; ชะอมชุบไข่ทอด&amp;nbsp; แกงส้ม&amp;nbsp; น้ำพริก&amp;nbsp; ผักลวก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; หมุนเวียนกันไป&amp;nbsp; ทำให้คนในชุมชนมีอาหารกิน&amp;nbsp; เด็กๆ กินอิ่มก็ไม่งอแง&amp;nbsp; ยิ้มหัวได้ทั้งวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ปีนี้เราจะทำให้ครัวชุมชนเดินไปได้ตลอด&amp;nbsp; เราจึงทำ &amp;lsquo;ครัวปันอิ่ม&amp;rsquo;&amp;nbsp; ขายกับข้าวราคาถูก&amp;nbsp; ถุงละ 20 บาท&amp;nbsp; ถุงนึงจะใหญ่กว่าร้านข้าวแกงทั่วไป&amp;nbsp; ข้าวให้ฟรีไม่อั้น&amp;nbsp; และแจกฟรีสำหรับคนแก่&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; เด็กๆ&amp;nbsp; หรือครอบครัวไหนไม่มีเงินเราก็ให้ฟรีๆ ทั้งข้าวและกับ&amp;nbsp; เราช่วยกันทำขายอาทิตย์ละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; มีกับข้าว 5-6 อย่าง&amp;nbsp; บางครอบครัวจะซื้อเอาไปใส่ตู้เย็นกินได้ทั้งอาทิตย์&amp;nbsp; คนนอกชุมชนรู้ข่าวก็มาซื้อ&amp;nbsp; ครั้งนึงจะขายได้ประมาณ 2-3 พันบาท&amp;nbsp; ขายได้เงินไม่มาก&amp;nbsp; เพราะเราไม่ได้กะจะเอากำไร&amp;nbsp; ถือว่าช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; แบ่งปันกันกิน&amp;nbsp; ข้าวเปล่าเราก็ให้ฟรี&amp;nbsp; พอให้มีเงินมาหมุนเวียน&amp;nbsp; ถ้าทำแจกฟรีคงจะได้ไม่กี่ครั้ง&amp;nbsp; แต่ถ้าทำขายแบบนี้&amp;nbsp; เราจะช่วยกันได้ตลอดไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;เธอบอกถึงอนาคตของครัวปันอิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใช่แต่จะเป็นเพียงผู้รับ&amp;nbsp; ชาวชุมชนเฟื่องฟ้าฯ ยังใช้ที่ว่างในชุมชนที่พอเหลืออยู่&amp;nbsp; ปลูกสมุนไพรเพื่อป้องกันและรักษาโควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp; กระชาย&amp;nbsp; ปลูกรวมแล้วกว่า 100 กระถาง&amp;nbsp; ขณะนี้ฟ้าทะลายโจรเก็บไปทำยาได้แล้ว&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนจะช่วยกันเอามาตากแห้ง&amp;nbsp; แล้วส่งไปให้ &amp;lsquo;ชมรมคนปลูกฟ้าทะลายโจรทั้งแผ่นดิน&amp;rsquo; นำเอาไปบดบรรจุใส่แคปซูล&amp;nbsp; เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนต่างๆ ที่จัดทำครัวปันอิ่มโดยการสนับสนุนของมูลนิธิพุทธิกาเช่นเดียวกับชุมชนเฟื่องฟ้าฯ แล้ว 13 ชุมชนในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 7,792 ครัวเรือน &amp;nbsp;กระจายความช่วยเหลือได้ 28,033 คน&amp;nbsp; บางชุมชนขายอาหารราคาอิ่มละ 9-10 บาท&amp;nbsp; หรือสูงสุดไม่เกิน&amp;nbsp; 20 บาท&amp;nbsp; เป็นการช่วยเหลือจุนเจือกันในยามยาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;คนขอนแก่นไม่ทิ้งกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; เป็นหัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน&amp;nbsp; มีสถาบันการศึกษา&amp;nbsp; โรงพยาบาลขนาดใหญ่&amp;nbsp; มีย่านธุรกิจการค้าที่คึกคักเฟื่องฟูมาช้านาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันก็มีชุมชนผู้มีรายได้น้อยกระจายอยู่รอบเมือง&amp;nbsp; มีคนทุกข์ยาก&amp;nbsp; ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเช่าบ้าน&amp;nbsp; ต้องยึดเอาพื้นที่สาธารณะเป็นที่พักพิง&amp;nbsp; (ปัจจุบันมีประมาณ 120 คน)&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิดนี้&amp;nbsp; พวกเขาต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ป้านงเยาว์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;กงภูเวศน์ &amp;nbsp;ประธานชุมชนเหล่านาดี 12&amp;nbsp; ตั้งอยู่ริมทางรถไฟในเขตเทศบาลนครขอนแก่น&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชุมชนเหล่านาดี 12 มีทั้งหมด 135 ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างรายวัน&amp;nbsp; เป็นลูกจ้างในตลาด&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อย ๆ&amp;nbsp; เมื่อได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp; จึงคิดเรื่องทำอาหารขายให้คนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; ขายในราคาถูก&amp;nbsp; จานละ 15 บาท&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ก๋วยเตี๋ยวไก่&amp;nbsp; ข้าวมันไก่&amp;nbsp; ข้าวไข่เจียว&amp;nbsp; และอาหารตามสั่ง&amp;nbsp; เริ่มทำตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราขาย 15 บาท&amp;nbsp; แต่กินอิ่มเท่ากับคนอื่นขาย&amp;nbsp; 30 บาท&amp;nbsp; คนนอกชุมชนก็มากินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคนแก่&amp;nbsp; คนป่วย&amp;nbsp; เราก็ให้กินฟรี&amp;nbsp; คนที่รู้ข่าวก็มาสนับสนุน&amp;nbsp; เอาเงินมาช่วยให้ทำอาหารแจก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคนที่ตกงานในชุมชน&amp;nbsp; แม่บ้านที่ว่างงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราก็ให้มาช่วยกันทำครัว&amp;nbsp; หั่นผัก&amp;nbsp; ช่วยล้างจาน&amp;nbsp; พอให้มีรายได้วันละ 100-200 บาท&amp;nbsp; แล้วแต่ใครทำน้อย&amp;nbsp; ทำมาก&amp;nbsp; แต่ก็ช่วยให้มีรายได้&amp;nbsp; คนกินก็จะได้กินของถูก&amp;nbsp; ช่วยเหลือกันไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;ป้านงเยาว์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการจุดประกายของป้านงเยาว์&amp;nbsp; ทำให้มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุนและต่อยอดไปช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; กลุ่มเปราะบางในชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.&amp;nbsp; พอช. เครือข่ายสลัมสี่ภาค&amp;nbsp; กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; กลุ่ม Hugtown เครือข่ายชุมชนเมืองขอนแก่น&amp;nbsp; เทศบาลนครขอนแก่น&amp;nbsp; พมจ.ขอนแก่น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนรูปแบบการช่วยเหลือมีหลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนริมทางรถไฟนำพืชผักที่ปลูกมาแจกจ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เทศบาลนครขอนแก่นจัดตรวจคัดกรองเชื้อโควิดและฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนไร้บ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนคูปองปันกัน&amp;nbsp;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;โครงการคูปองปันกัน&amp;rsquo;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp;พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น (พมจ.) และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางในภาวะวิกฤตจากการตกงาน&amp;nbsp; ขาดรายได้&amp;nbsp; กลุ่มเป้าหมายในเมืองขอนแก่นประมาณ&amp;nbsp; 300-500 คน&amp;nbsp; ให้มีเงินจับจ่ายซื้ออาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะจัดสรรคูปองอาทิตย์ละ 100 บาทให้แก่กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้นำไปซื้ออาหารและสินค้าจำเป็น&amp;nbsp; และยังช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียนด้วย&amp;nbsp; โดยมีชุมชนเข้าร่วม 11 ชุมชน&amp;nbsp; ร้านอาหาร&amp;nbsp; ร้านค้าเข้าร่วมรับคูปอง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 26 ร้าน&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการ &amp;lsquo;สร้างพื้นที่สะสมอาหาร&amp;rsquo; &amp;nbsp;ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงไก่ไข่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อนำมาทำอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการจ้างงานกลุ่มคนไร้บ้านให้ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ&amp;nbsp; เช็ดถูราวสะพานคนเดินข้าม&amp;nbsp; ให้ค่าตอบแทนวันละ 300 บาท&amp;nbsp; จ้างงานไปแล้วประมาณ 100 คนโดย พอช.สนับสนุนงบประมาณ 300,000 บาท&amp;nbsp; และ พมจ.ขอนแก่น&amp;nbsp; 360,000 บาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;ศูนย์พักคอยรองรับผู้ติดเชื้อในชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการช่วยเหลือเรื่องปากท้องดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนเหล่านาดี 12 ยังร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่น และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด&amp;nbsp; ขอใช้พื้นที่บริเวณสถานีรถไฟชั่วคราวที่อยู่ใกล้ชุมชนจัดทำศูนย์พักคอยในชุมชน (Community&amp;nbsp; Isolation) หรือ CI เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่หนัก&amp;nbsp; เพื่อแบ่งเบาภาระของทางโรงพยาบาล&amp;nbsp; โดย CI แห่งนี้ใช้ห้องต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของสถานีรถไฟ&amp;nbsp; ปรับปรุงเป็นห้องพักสำหรับผู้ติดเชื้อหรือกักตัวดูอาการ&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 7 ห้อง&amp;nbsp; รองรับได้ 14 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

ตู้ทำการภายในสถานีรถไฟชั่วคราวขอนแก่นนำมาปรับปรุงเป็น CI

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อดิเรก&amp;nbsp; แสงใสแก้ว &amp;nbsp;นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย&amp;nbsp; ในฐานะจิตอาสาที่มีบทบาทสนับสนุนการจัดวางระบบ CI &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; ศูนย์พักคอยในชุมชน&amp;nbsp; หรือ CI &amp;nbsp;มีความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่ยังมีอาการไม่รุนแรงหรืออยู่ในสถานะสีเขียว&amp;nbsp; โดยผู้ป่วยจะต้องลงทะเบียนกับ สปสช.เพื่อรับยาและเวชภัณฑ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์และพยาบาลจะดูแลผู้ป่วยผ่านระบบ telemedicine หรือให้คำแนะนำการรักษาตัวผ่านโทรศัพท์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;CI จึงเปรียบเสมือนกับโครงการแก้มลิงเพื่อพักคอยน้ำ&amp;nbsp; ไม่ให้น้ำท่วม&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นจะมีผู้ป่วยสีเขียวที่ต้องเข้าไปรอการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; และถ้ารักษาช้าหรือรู้ตัวว่าติดเชื้อช้าก็จะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น&amp;nbsp; เชื้อก็จะแพร่กระจายได้มากขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;อดิเรกเปรียบความสำคัญของ CI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกว่า&amp;nbsp; การจัดตั้ง CI ในชุมชนนั้น&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนจะต้องชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน&amp;nbsp; และท้องถิ่น&amp;nbsp; เพราะบางคนอาจกลัวว่า CI จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อ&amp;nbsp; ทำให้เกิดการต่อต้าน&amp;nbsp; ต้องมีการจัดวางระบบเพื่อความปลอดภัย&amp;nbsp; ได้มาตรฐาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การวางเตียงควรเว้นระยะห่างกันประมาณ 2 เมตร&amp;nbsp; เพื่อป้องกันการไอ จาม&amp;nbsp; นำสารคัดหลั่งที่มีเชื้อมาแพร่กระจาย&amp;nbsp; พื้นห้องควรทำความสะอาดได้ง่าย&amp;nbsp; ไม่มีรอยแยกหรือแตกเพราะจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้องมีระบบระบายอากาศ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ระบบพักน้ำ&amp;nbsp; โดยเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนระบายน้ำทิ้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ห้องอาบน้ำ&amp;nbsp; ห้องสุขาควรแยกจากกัน&amp;nbsp; จำนวน 1 ห้องต่อผู้ป่วย 10 คน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เน้นการใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ชุมชนมีอยู่หรือสินค้ามือสองมาปรับปรุงเป็นอุปกรณ์ต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อความประหยัด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การทำห้องความดันลบสำหรับแยกผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงออกจากผู้ป่วยสีเขียว&amp;nbsp; ซึ่งหากเป็นระบบแบบโรงพยาบาลอาจใช้งบประมาณนับล้านบาท&amp;nbsp; หากชุมชนทำเองอาจใช้เงินเพียง&amp;nbsp; 8,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง ใช้ศูนย์เด็กเล็กที่ปิดชั่วคราวทำ CI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยได้ร่วมกับ พอช. สนับสนุนการจัดตั้ง CI ในชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; โดยขณะนี้จัดตั้งแล้วใน 8 ชุมชน &amp;nbsp;และกำลังทยอยจัดตั้งอีกหลายแห่ง &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ชุมชนคลองลัดภาชี&amp;nbsp; เขตภาษีเจริญ&amp;nbsp; ชุมชนคลองลำนุ่น&amp;nbsp; เขตคันนายาว&amp;nbsp; ชุมชนรุ่งมณี&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ชุมชนตึกแดง&amp;nbsp; เขตบางซื่อ ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งหมดเป็น CI ขนาดเล็กตามสภาพของชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ที่ทำการชุมชนหรือศูนย์เด็กเล็กมาปรับปรุง&amp;nbsp; รองรับผู้ติดเชื้อได้ประมาณ&amp;nbsp; 5-20 คน&amp;nbsp; แต่บางแห่งอาจรองรับได้มากกว่านี้ตามสภาพพื้นที่&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณแห่งละ 50,000-150,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถือเป็นการสานพลังสังคมและชุมชนเพื่อฝ่าวิกฤตโควิดไปด้วยกัน !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116918</URL_LINK>
                <HASHTAG>Community  Isolation, Telemedicine, กลุ่ม Hugtown, กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน, คนขอนแก่นไม่ทิ้งกัน, ครัวชุมชน, ครัวปันอิ่ม, จังหวัดขอนแก่น, ชมรมคนปลูกฟ้าทะลายโจรทั้งแผ่นดิน, ชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา, ชุมชนเหล่านาดี 12, ปันกันอิ่ม  แบ่งกันกินยามยาก, ป้านงเยาว์   กงภูเวศน์, ผุสดี  ปั้นเลิศ, พมจ., พมจ.ขอนแก่น, พอช., ฟ้าทะลายโจร, มูลนิธิพุทธิกา, ศูนย์พักคอยในชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย, สร้างพื้นที่สะสมอาหาร, สสส., สานพลังสังคม-ชุมชน, อดิเรก  แสงใสแก้ว, เครือข่ายชุมชนเมืองขอนแก่น, เครือข่ายสลัมสี่ภาค, เทศบาลนครขอนแก่น, โครงการคูปองปันกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142f4a656b9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ร่วมกับ มช. ขยายเปิดอบรม “จัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน” ผ่านระบบ “อีเลิร์นนิง” เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคู่มือ-คลิปวิดีโอ แนะวิธีจัดตั้ง CI อย่างง่าย สาธิตวิธีใส่-ถอดชุด PPE ที่ถูกต้อง ตรวจเชื้อด้วย ATK พร้อมแปล 2 ภาษา อูรักลาโว้ย-ไทใหญ่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ มีพันธกิจพัฒนาศักยภาพ ให้คำปรึกษาภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับความสามารถนักสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ การพัฒนาวิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยร่วมกับวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต (CMU School of Lifelong Education) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขยายผลการอบรมออนไลน์สู่หลักสูตรแนวทางการจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation : CI) เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ระยะสั้น ใช้เวลา 1 สัปดาห์ เรียนรู้และฝึกปฏิบัติทุกวัน มุ่งให้ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ฯ และเครือข่ายในพื้นที่มีความรู้ความเข้าใจทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการจัดทำศูนย์แยกกักตัวในชุมชน หรือศูนย์พักคอย เปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร จิตอาสาในชุมชน บุคลากรในศูนย์พักคอย และนักสังคมสงเคราะห์ เข้ามาเรียนรู้ ผ่านระบบอีเลิร์นนิง ในเว็บไซต์ www.lifelong.cmu.ac.th ไม่มีค่าใช้จ่าย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เมื่อสำเร็จหลักสูตรจะได้รับใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ( e-certification)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในช่วง 3-6 เดือนนี้ ศูนย์แยกกักตัวในชุมชน มีความจำเป็น เพราะโควิด-19 ยังระบาดหนัก มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่แพร่เชื้อง่าย หลักสูตรการจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน จึงสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เพื่อสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุข ทั้งผู้ป่วยโควิด-19 หรือโรคไม่ติดต่อต่างๆ&amp;nbsp; โดย สสส. ได้จัดอบรมนำร่องให้กับทางมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กลุ่มแรก 70 คน ได้ผลน่าพอใจ ทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไปทำงานในพื้นที่ และสามารถทบทวนบทเรียน มีที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;rdquo; รศ.ดร.นพ.นันทวัช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.นพ.นันทวัช กล่าวต่อว่า สสส. ได้ทำคลิปวิดีโอขั้นตอนการตั้งศูนย์แยกกักตัว คู่มือการจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation (ฉบับปฏิบัติการ) ที่เข้าใจได้ง่าย มีคลิปวิดีโอสาธิตวิธีใส่-ถอดชุดป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment : PPE) วิดีโอสาธิตวิธีการใช้ชุดตรวจแอนติเจน (Antigen Test Kit : ATK) ในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อโควิด 19 ที่สำคัญได้อัปเดตข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอด นอกจากนี้ ยังเตรียมแปลคลิปวิดีโอการตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชนเพื่อกลุ่มคนเปราะบางโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นภาษาอูรักลาโว้ย และภาษาไทใหญ่ เพื่อขยายผลต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ผู้สนใจหลักสูตรแนวทางการจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation : CI) สามารถเข้าไปดูรายละเอียด https://www.lifelong.cmu.ac.th/ หรือ ดาวน์โหลดคู่มือการจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation (ฉบับปฏิบัติการ) ได้ที่ http://ssss.network/w15nq&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116569</URL_LINK>
                <HASHTAG>CMU School of Lifelong Education, Community Isolation : CI, ThaiHealth Academy, การสร้างเสริมสุขภาพ, จัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ., รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์, วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต, ศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ, สนับสนุนระบบบริการสาธารณสุข, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, หลักสูตรแนวทางการจัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, อีเลิร์นนิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f1c6be00ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 19:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. – School of Changemakers จัดงาน ThaiHealth Youth Solutions ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติปี 2564 ซึ่งตรงกับวันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นโอกาสที่สังคมจะร่วมตระหนักถึงศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในปีนี้ สสส. ร่วมมือกับ School of Changemakers จัดกิจกรรม ThaiHealth Youth Solutions ครั้งที่ 2 สำหรับเยาวชนอายุ 14 &amp;ndash; 20 ปี ที่สนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศได้สมัครเข้าร่วมเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเสวนา 8 ครั้ง อบรมเชิงปฏิบัติการ 15 ครั้ง และกิจกรรมทดลองแนวคิดหรือทดสอบไอเดียใหม่ในการแก้ปัญหาอีก 5 กิจกรรม ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตามได้ความสนใจโดยทุกกิจกรรมจะนำเสนอตลอดเดือนกันยายนผ่านโปรแกรมซูม (Zoom) โดยปีนี้มีเยาวชนอายุ 14-20 ปีสมัครเข้าร่วมโครงการรวม 354 คน เป็นเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 83 คน ที่เหลือกระจายอยู่ในทั่วทุกภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวณัฐยา กล่าวต่อว่า กิจกรรม ThaiHealth Youth Solutions เกิดจากเจตนารมณ์ที่ต้องการพลิกมุมมองต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มักถูกนำเสนอในมุมของปัญหา ให้เห็นถึงความตั้งใจที่ดีและความกระตือรือล้นที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงดีๆให้เกิดกับสังคมรอบตัว ในการจัดงานปีแรก เป็นงานแบบออนไซต์ 2 วัน มีเยาวชนเข้าร่วมงานเกือบ 150 คน แต่ในปีนี้สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องเปลี่ยนมาจัดแบบออนไลน์แต่พบว่าสามารถเข้าถึงเยาวชนจำนวนมากจากทั่วทุกภาคของประเทศ เห็นได้จากการเปิดรับสมัครเพียง 5 วัน ผ่านหน้าเพจแต่กลับมีเยาวชนสนใจสมัครเข้าร่วมหลายร้อยคน ซึ่ง สสส. มีความตั้งใจที่จะเปิดพื้นที่แห่งโอกาสและการเรียนรู้เช่นนี้ให้แก่วัยรุ่นและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการที่หลากหลายตลอดทั้งปีสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กของ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร School of Changemakers กล่าวว่า อยากจะเชิญชวน เยาวชนที่สนใจ เข้าร่วมหรือต้องการติดตามผลงานของผู้เข้าร่วมงานสามารถติดตามได้ที่ แฟนเพจเฟซบุ๊ก School of Changemakers น้องๆ จะได้พบปะ พูดคุยกัน เรียนรู้การทำโปรเจกต์เพื่อสังคมของเพื่อนๆ เยาวชน เวิร์คชอปเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และกิจกรรมเพื่อสังคมที่เริ่มต้นได้ทันทีจากพี่ๆ ที่กำลังทำกิจการเพื่อสังคมต่างๆ กิจกรรมภายในงานจะจัดขึ้นทุกเสาร์-อาทิตย์ ผ่าน Zoom ตลอดเดือนกันยายน 2564 เวลา 13.00-21.00 น. ภายในงานมีหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย เช่น ชวนตามหาไลฟ์สไตล์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, คิดไอเดียเที่ยวทิพย์ ฟื้นฟูการท่องเที่ยว, แชร์ปัญหาผู้สูงอายุ สถานการณ์และโอกาสการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยสามารถติดตามตารางกิจกรรมแต่ละสัปดาห์ได้ที่ www.Schoolofchangemakers.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115824</URL_LINK>
                <HASHTAG>School of Changemakers, ThaiHealth Youth Solutions, นางสาวณัฐยา บุญภักดี, นางสาวพรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์, วันเยาวชนแห่งชาติปี 2564, ศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_61360ebd44bcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ห่วงเด็กช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน กินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลมมาก เตือนอย่าละเลยเรื่องกิน-เล่น เสี่ยงอ้วน แนะจัดเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพให้เด็ก ใช้เงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน ให้คุ้มค่าได้ประโยชน์สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมสุขภาพของเด็กๆ อย่างมาก โดยเฉพาะการกิน การเล่น หากไม่มีการจัดการที่ดี เด็กจะกินอาหารที่มีไขมันสูง ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นตลอดทั้งวัน รวมทั้งขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือขยับเขยื้อนร่างกายน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็กและเกิดภาวะอ้วนตามมาได้ จากรายงานคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center : HDC) ปี 2560 -2563 ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กวัยเรียน อายุตั้งแต่ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2563 เด็กวัยเรียนมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนถึงร้อยละ 12.50 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การไปโรงเรียนทำให้เด็กได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ชนบท หรือมีฐานะยากจน แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เด็กไม่ได้รับประทานอาหารที่โรงเรียน อาจจะทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพอาหารและโภชนาการที่เด็กควรจะได้รับ รวมทั้งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้บางครอบครัว ไม่สามารถซื้อ หรือปรุงอาหารที่ดีมีประโยชน์ตามที่ต้องการได้ และอาจมีการบริโภคอาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็ก&amp;rdquo; ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผู้จัดการโครงการเด็กไทยแก้มใส สสส. กล่าวว่า โครงการเด็กไทยแก้มใส ร่วมกับ สสส. จัดทำแนวทางสำหรับผู้ปกครองในการจัดอาหารที่มีคุณภาพสำหรับเด็กวัยเรียนช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพราะตระหนักถึงความสำคัญของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ต้องการอาหารที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 3 มื้อ เพื่อการเติบโตอย่างสมวัย เกิดพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ที่ดี มีความแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย &amp;nbsp;สำหรับนโยบายที่โรงเรียนจัดสรรเงินค่าอาหารกลางวัน &amp;nbsp;20 บาทต่อคนต่อวัน เพื่อให้พ่อแม่จัดหาหรือซื้อหาอาหารมื้อกลางวันให้เด็กกินเองนั้น มีความจำเป็นต้องสร้างความรู้และทักษะให้กับพ่อแม่และเด็กในการเลือกซื้อและกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เครือข่ายโครงการเด็กไทยแก้มใส เสนอแนวทางการให้ความรู้ทางโภชนาการกับผู้ปกครอง ในรูปแบบง่ายๆ เพื่อให้ข้อมูลว่า แต่ละวันควรทำอาหารอะไรให้เด็กกินบ้าง โดยออกเป็นคำแนะนำจากโรงเรียน ในการดูแลอาหารสำหรับเด็ก ซึ่งมีเมนูอาหารหลากหลาย สามารถเลือกจัดอาหารตามความเหมาะสมของแต่ละบ้าน เพื่อให้การจัดการเงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคนต่อวัน ที่ให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด โดยพ่อแม่ที่ต้องจัดทำ หรือซื้ออาหารให้ลูก ควรยึดหลักตามที่โรงเรียนมีคำแนะนำ แต่หากจะให้เงินลูกไปซื้ออาหารกินเอง ต้องคอยดูแลให้ลูกเลือกซื้ออาหารสะอาด ปลอดภัย และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น&amp;rdquo; นางจงกลนี กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางจงกลนี &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า สำหรับอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยที่ผู้ปกครองควรจัดให้เด็กนักเรียน คือ 1.จัดอาหารครบ 5 หมู่ ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ติดมัน ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง ผักผลไม้ น้ำมันพืช 2.จัดอาหารที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันด้วยอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินดี สังกะสี และซิลีเนียม เช่น ผักคะน้า พริกหวาน ชะอม หอมหัวใหญ่ ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ กล้วย มะปราง มะขามป้อม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ตับ ปลาทู ปลา กุ้ง ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ส่งเสริมให้เด็กได้กินผักผลไม้หลากหลาย ทุกวันๆ ละ 300-400 กรัม (อนุบาล 175 กรัม/วัน ประถมศึกษา 350 กรัม/วัน มัธยมศึกษา 400 กรัม/วัน หรือ มื้อละ 1-2 ทัพพี) ตามวัยของเด็ก เพื่อเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ 4.หลีกเลี่ยงการใช้อาหารสำเร็จรูป การเติมผงชูรส ผงปรุงแต่งรส อาหารที่มีสีฉูดฉาด กรณีหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรเพิ่มไข่ เลือด ตับ ผักใบเขียว เพื่อเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ รวมทั้งแนะนำให้ใช้เกลือเสริมไอโอดีนไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวันในการปรุงประกอบอาหาร และ 5.ปลูกฝังการกินอาหารรสจืด ไม่หวาน มัน เค็ม ไม่เติมน้ำปลา/น้ำตาลเพิ่มในอาหาร และส่งเสริมการดื่มน้ำสะอาด และนมรสจืด (2 กล่อง/วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115795</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, การดูแลอาหารสำหรับเด็ก, การเรียนออนไลน์, กินขนมกรุบกรอบ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี, น้ำอัดลม, ภาวะอ้วน, มูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ, สสส., สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, โครงการเด็กไทยแก้มใส สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d55e1933c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
