<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 22:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอปเปิลหนาว อียูเล็งบังคับใช้หัวชาร์จโทรศัพท์USB-Cเหมือนกันหมด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหภาพยุโรป (อียู) เตรียมบังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนใช้หัวชาร์จไฟชนิด USB-C เป็นมาตรฐานแบบเดียวกันหมด แต่บริษัท แอปเปิล ที่ใช้หัวชาร์จไลต์นิงสำหรับไอโฟนแย้งว่าจะเป็นการถ่วงนวัตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า คำประกาศของคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน ระบุว่า เป้าหมายของการออกกฎระเบียบใหม่นี้คือเพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้ที่ชาร์จไฟของเดิมที่มีอยู่เมื่อซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน ผู้บริโภคในยุโรป ซึ่งมีประชากรราว 450 ล้านคน มีหัวชาร์จให้เลือกใช้งาน 3 ประเภทหลักๆ คือ &amp;quot;ไลต์นิง&amp;quot; ของแอปเปิล, ไมโครยูเอสบีที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ และ USB-C ที่เป็นแบบใหม่ซึ่งใช้งานแพร่หลายมากขึ้น แต่ตามข้อเสนอของอียู จะกำหนดที่ชาร์จแบบ USB-C ให้เป็นมาตรฐานสากลสำหรับยุโรป และทันทีที่รัฐบาลของชาติสมาชิกและรัฐสภายุโรปอนุมัติ ก็จะส่งผลสะเทือนต่อตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อียูกล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยัง &amp;quot;ไม่สะดวกสบาย&amp;quot; และผู้บริโภคในยุโรปต้องใช้จ่ายเงินราว 2,400 ล้านยูโรในแต่ละปี เพื่อซื้อที่ชาร์จแยกต่างหาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านบริษัทแอปเปิล ซึ่งเริ่มใช้ตัวเชื่อมต่อแบบ USB-C กับไอแพดและคอมพิวเตอร์แล็บท็อปของตนแล้ว ยืนกรานว่า การออกกฎหมายมาบังคับให้ใช้ที่ชาร์จสากลสำหรับโทรศัพท์ทุกเครื่องทุกรุ่นในยุโรปนั้นจะเป็นการปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ แล้วจะเป็นผลเสียต่อผู้บริโภคในยุโรปและทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมาธิการยุโรปเคยทำความตกลงแบบสมัครใจไว้กับอุตสาหกรรมผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเมื่อปี 2562 เกี่ยวกับการใช้ที่ชาร์จในแบบเดียวกันและสามารถลดปริมาณขยะสายไฟได้ แต่แอปเปิลปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในข้อเสนอเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งยังสามารถพิจารณาแก้ไขได้ก่อนการให้สัตยาบัน ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจะมีเวลา 24 เดือนในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อแก้ไขให้เป็นไปตามกฎ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117691</URL_LINK>
                <HASHTAG>USB-C, สหภาพยุโรป, หัวชาร์จมาตรฐานเดียวกัน, หัวชาร์จโทรศัพท์, หัวชาร์จไอโฟน, ไลต์นิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c9d97e57d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยโดนซะแล้ว อียูถอดจากลิสต์ประเทศอนุญาตให้เดินทางเข้าได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหภาพยุโรป (อียู) ปรับปรุงรายชื่อประเทศที่สามารถเดินทางเข้าประเทศในกลุ่มอียูได้ ไทยและรวันดาโดนถอดจากบัญชี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ไทยมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อต่อจำนวนประชากรสูงเกินเกณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ที่อียูประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม ตามเวลากรุงบรัสเซลส์ ตัดสินใจเพิ่มยูเครน ซึ่งอยู่ในยุโรปตะวันออก เข้าในบัญชีรายชื่อที่มีอยู่ราว 20 ประเทศ ที่นักเดินทางจากประเทศนั้นๆ สามารถเข้าประเทศในกลุ่มอียูได้ ในขณะที่ไทยและรวันดาโดนถอดออกจากรายชื่อ &amp;quot;กรีนลิสต์&amp;quot; นี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า แต่เดิมนั้น อียูเริ่มปิดพรมแดนไม่อนุญาตให้นักเดินทางที่ไม่มีกิจธุระจำเป็นเดินทางเข้าประเทศสมาชิกเมื่อเดือนมีนาคม 2563 แต่หลังจากนั้นอียูได้ปรับปรุงรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้คนจากประเทศนั้นสามารถเดินทางเข้าได้ ซึ่งรวมถึงผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน อย่างไรก็ดี การจัดรายชื่อของอียูไม่ได้ห้ามประเทศสมาชิกในการออกข้อกำหนดเอง เช่น การตรวจหรือกักกันโรคผู้ที่เดินทางมาจากประเทศในรายชื่อนี้ ส่วนนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้วยังสามารถเดินทางเข้ามาจากนอกกลุ่มอียูได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน ประเทศในกรีนลิสต์ ซึ่งอียูปรับปรุงเป็นประจำนี้ ประกอบด้วย แอลเบเนีย, อาร์เมเนีย, ออสเตรเลีย, อาเซอร์ไบจาน, บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา, บรูไน, แคนาดา, อิสราเอล, ญี่ปุ่น, จอร์แดน, โคโซโว, เลบานอน, มอนเตเนโกร, นิวซีแลนด์, กาตาร์, มอลโดวา, นอร์ทมาซิโดเนีย, ซาอุดีอาระเบีย, เซอร์เบีย, สิงคโปร์, ไต้หวัน, เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจีนนั้น อียูตั้งเงื่อนไขว่าจะเปิดให้เดินทางเข้าได้ต่อเมื่อจีนยอมรับนักเดินทางจากอียูในแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า การตัดสินใจว่าประเทศใดจะอยู่หรือโดนถอดออกจากรายชื่อนี้ อ้างอิงจากสถานการณ์การระบาด, ความคืบหน้าของการฉีดวัคซีน, ความเข้มข้นของการตรวจเชื้อไวรัส และการตัดสินของอียูว่าข้อมูลของประเทศนั้นเชื่อถือได้เพียงใด ประเทศที่จะถูกบรรจุเข้ารายชื่อประเทศที่ได้รับไฟเขียวให้เข้าอียูได้นั้นจะต้องมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ถึง 75 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คนในช่วงเวลา 14 วันก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อมูลของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อแห่งยุโรป กรณีของยูเครน ตัวเลขอยู่ที่ 18 รายเศษ ในขณะที่ของไทยอยู่ที่ 97.3 รายต่อ 100,000 ประชากร และรวันดาอยู่ที่ 90.9 รายต่อ 100,000 ประชากร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109958</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถอดไทยจากลิสต์, สหภาพยุโรป, อนุญาตให้เข้าอียู, อียู, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f143f7b40ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 19:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 19:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อียูห้ามสายการบินเบลารุสเข้าน่านฟ้า ดัดหลังแผนสกัดเครื่องไรอันแอร์จับนักข่าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้นำกลุ่มอียูเห็นพ้องกันเมื่อวันจันทร์ ห้ามสายการบินของเบลารุสทุกแห่งใช้น่านฟ้าของชาติสมาชิก ลงโทษที่ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ใช้วิธีการช็อกโลกด้วยการสั่งเที่ยวบินโดยสารของไรอันแอร์ลงจอดเพื่อจับกุมนักข่าวฝ่ายต่อต้านเมื่อวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรมัน โปรตาเซวิช นักข่าวชาวเบลารุส ขณะให้การครั้งแรกต่อกองกำลังความมั่นคงภายหลังโดนจับกุม ที่กรุงมินสก์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม (Photo by telegram@zheltyeslivy/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ประชุมกันที่กรุงบรัสเซลส์เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2564 หนึ่งวันหลังจากผู้นำเบลารุสสั่งให้ส่งเครื่องบินขับไล่บินขึ้นสกัดเที่ยวบินของสายการบินไรอันแอร์ขณะบินผ่านน่านฟ้าระหว่างเส้นทางบินจากกรีซไปยังลิทัวเนีย เพื่อนบ้านของเบลารุส โดยอ้างว่ามีระเบิดบนเครื่อง แล้วให้เครื่องบินลงจอดที่กรุงมินสก์ ก่อนจะจับตัวนักข่าวคนดังพร้อมแฟนสาว ปฏิบัติการครั้งนี้เรียกเสียงประณามจากผู้นำโลกตะวันตกและสหรัฐ พร้อมกับเสียงเรียกร้องให้คว่ำบาตรเบลารุสเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรดาผู้นำอียูเรียกร้องให้เบลารุสปล่อยตัวโรมัน โปรตาเซวิช ผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลลูกาเชนโกวัย 26 ปี และโซเฟีย ซาเปกา แฟนสาวของเขา และยังเห็นพ้องให้ห้ามสายการบินของเบลารุสทั้งหมดบินผ่านน่านฟ้าของชาติสมาชิก และเรียกร้องสายการบินทั้งหลายที่มีฐานในประเทศอียู อย่าได้บินผ่านน่านฟ้าของประเทศนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำอียูยังเตือนด้วยว่า พวกเขาจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบเจาะจงกับทางการเบลารุสเพิ่มเติม จากเดิมที่มีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลชุดนี้ 88 คน และบริษัท 7 แห่ง โดนขึ้นบัญชีดำคว่ำบาตรอยู่แล้ว ฐานปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีกล่าวในวันอังคารด้วยว่า มีสายการบินประกาศระงับการบินผ่านน่านฟ้าของเบลารุสเพิ่มอีกหลายแห่ง อาทิ แอร์ฟรานซ์, ฟินแอร์ และสิงคโปร์แอร์ไลน์ เพิ่มเติมจากวันก่อนหน้านี้ ที่สายการบินเอสเอเอสจากสแกนดิเนเวีย, ลุฟต์ฮันซาของเยอรมนี และแอร์บอลติกจากลัตเวีย ระงับการบินผ่านเบลารุส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน โทรทัศน์ของทางการเบลารุสเผยแพร่วิดีโอความยาว 30 วินาทีของโปรตาเซวิช ที่ยืนยันว่าขณะนี้เขาอยู่ในเรือนจำที่กรุงมินสก์ และ &amp;quot;สารภาพ&amp;quot; ว่าเขาทำผิดจริงในข้อหาเป็นแกนนำก่อความไม่สงบในเบลารุส ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุก 15 ปี ในวิดีโอนี้โปรตาเซวิชซึ่งมีรอยคล้ำบนหน้าผากชัดเจน กล่าวว่า เขาได้รับการปฏิบัติ &amp;quot;ตามกฎหมาย&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104147</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก, ผู้นำอียู, สกัดเครื่องบินจับนักข่าว, สหภาพยุโรป, สายการบินเบลารุส, ห้ามใช้น่านฟ้าอียู, เบลารุส, โรมัน โปรตาเซวิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60acf222ab0d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 06:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 06:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ดร.วรัชญ์&#039;ตอบคำถามผู้ที่ฉีดวัคซีน Sinovac เข้าประเทศ EU ไม่ได้จริงหรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 พ.ค.64 - ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)&amp;nbsp; โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ผู้ที่ฉีดวัคซีน Sinovac เข้าประเทศ EU ไม่ได้จริงหรือ? มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีมีเพจหนึ่ง อ้างอิงข้อมูลจาก New York Times ว่า EU หรือประเทศในทวีปยุโรป 27 ประเทศ จะอนุญาตให้ผู้ได้รับวัคซีนเข้าประเทศได้ แต่ไม่มีวัคซีน Sinovac เพราะยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากสรุปว่า คนที่ฉีด Sinovac จะไม่สามารถเข้าประเทศในกลุ่ม EU ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากลองดูตัวข่าวจาก New York Times จะพบว่า ร่างมาตรการของ EU นี้มีรายละเอียดว่าจะอนุญาตให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนที่รับรองโดย WHO เข้าประเทศได้จริง ซึ่ง Astra Zeneca อยู่ในรายชื่อวัคซีนที่รับรองโดย WHO ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ผู้ที่ฉีด Sinovac จะเข้า EU ไม่ได้จริงหรือ?
สิ่งที่ข้อมูลจากเพจนี้บอกไม่หมดก็คือ การฉีดวัคซีนไม่ใช่เงื่อนไขเดียวในการเข้า EU แต่มีอีกหนึ่งเงื่อนไข นั่นก็คือการมาจากประเทศที่ &amp;quot;ปลอดภัย&amp;quot; จากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเงื่อนไขของการอยู่ใน Safe List นี้ก็คือ จะต้องมีอัตราส่วนของยอดผู้ติดเชื้อรวมกันในรอบ 14 วันที่ผ่านมา ต่ำกว่า 75 คนต่อแสนประชากร (ซึ่งถ้าประกาศใช้จริงๆคงจะวุ่นวายน่าดู เพราะจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา) ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้เข้า EU สำหรับ Nonessential Reasons เช่นกัน (คือการเดินทางที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน) เช่นการท่องเที่ยว หรือทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามต่อมาคือ ถ้ามีการประกาศมาตรการนี้จริงๆ ไทยจะอยู่ใน Safe List หรือไม่?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ วันที่ประกาศมาตรการ แต่สมมติว่าเรามีผู้ติดเชื้อ 2,000 คนต่อวัน ต่อเนื่องกัน 14 วัน (อันนี้ขอไม่รวมคลัสเตอร์คุกก่อนละกันนะครับ) ก็จะมียอดรวม 28,000 คน ซึ่งประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน หากคิดออกมา 28,000 ต่อ 70,000,000 ก็ได้ได้สัดส่วนอยู่ที่ 40 ต่อแสนประชากร ยังห่างจากเกณฑ์เกือบครึ่ง หรือถ้าเราจะให้ถึงเกณฑ์ 75 ต่อแสน เราต้องติดเชื้อรวม 14 วันอยู่ที่ 52,500 หรือวันละ 3,750 ต่อเนื่องกัน 14 วัน ดังนั้นจึงน่าจะค่อนข้างแน่ว่าเราจะอยู่ใน Safe List ของ EU ตามเงื่อนไขนี้ ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนอะไร หรือไม่ฉีดก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้แน่ใจอีกชั้น ผมจึงได้สอบถามจากทางกรมการกงสุลแล้ว ได้รับคำตอบว่า ณ ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ใน Safe List คือคนไทยยังสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ และกฎเกณฑ์ของ EU ที่เป็นข่าวนี้ ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าจะออกมาจริงหรือไม่ และเมื่อไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้อ แล้ว Sinovac ไม่ใช่ WHO พิจารณาว่าไม่รับรองนะครับ แต่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่าน่าจะผ่านการรับรอง เพราะผลของคณะที่ปรึกษาที่ทำการประเมินบอกว่า มีความมั่นใจในประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการป้องกันการเจ็บป่วยหนักหรือเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเอาจริงๆ คนไทยส่วนใหญ่ที่จองคิวผ่านหมอพร้อม และจะฉีดในเดือน มิย.นี้เป็นต้นไป ก็จะเป็นวัคซีนของ Astra-Zeneca อยู่แล้วครับ
ดังนั้นท่านใดจะต้องเดินทางไปในประเทศ EU ก็คงพอจะสบายใจกันได้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล. จริงๆมีอีกเงื่อนไขหนึ่งนะครับในมาตรการนี้ คือไม่จำเป็นต้องเป็นวัคซีนที่ WHO รับรองก็ได้ แต่เป็นวัคซีนที่ประเทศนั้นๆรับรอง ซึ่งประเทศในยุโรปที่ใช้ Sinovac ก็คือตุรกี ดังนั้นคนฉีด Sinovac ในประเทศที่ต้องขอวีซ่า ก็เข้าได้ ณ ตอนนี้ครับ (สำหรับไทย ตุรกีไม่ต้องขอวีซ่า ขอบคุณผู้ให้ข้อมูลครับ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล 2 ซึ่งมาตรการนี้จริงๆก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาได้หรือไม่ เพราะเกณฑ์ 75 ต่อแสนประชากรนี่ มีแค่ 3 ประเทศเท่านั้นในยุโรป คือ ฟินแลนด์ มอลตา และโปรตุเกส ที่ผ่านเกณฑ์ ที่เหลืออีก 24 ประเทศเกินหมด!
https://www.nytimes.com/.../world/europe/travel-vaccine.html&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103648</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต, วัคซีนซิโนแวค, สหภาพยุโรป, องค์การอนามัยโลก (WHO)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a6f213e2d2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 22:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 22:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อียูเล็งอนุญาตนักเดินทางฉีดวัคซีนโควิดแล้วเที่ยวยุโรปได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอคำแนะนำใหม่ต่อชาติสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ที่จะอนุญาตให้นักเดินทางจากภายนอกอียูเดินทางเข้ายุโรปได้ในเดือนหน้า แต่ต้องเป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบถ้วนอย่างน้อย 14 วันก่อนเดินทางถึง และเป็นวัคซีนที่ผ่านการอนุมัติของอียูแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปเกิดจากความประสงค์ให้ยุโรปเปิดพรมแดนรับนักเดินทางที่ผ่านเกณฑ์กำหนด เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฤดูร้อนที่สำคัญต่อชาติยุโรป &amp;quot;ถึงเวลาพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอียู และการก่อมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย&amp;quot; อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ทวีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม เป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชาติสมาชิกอียู ซึ่งแต่ละชาติสามารถพิจารณาตัดสินใจได้เองในประเด็นด้านสุขภาพ ให้ &amp;quot;ยกเลิกข้อจำกัดว่าด้วยการเดินทางที่ไม่จำเป็นสำหรับบุคคลที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วในการเดินทางเข้าอียู&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังต้องการให้เปิดรับนักเดินทางจากประเทศที่สามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้ดี โดยอ้างอิงจากเกณฑ์จำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ยต่อ 100,000 คนในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่่งเจ้าหน้าที่อียูผู้หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการร่างข้อเสนอนี้เปิดเผยว่า เกณฑ์ดังกล่าวจากปรับเพิ่มจาก 25 รายต่อ 100,000 ราย เป็น 100 รายต่อ 100,000 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวว่า ต่อไปนี้ชาติสมาชิกอียูอาจไม่ต้องเลือกรับนักเดินทางจากแค่ประมาณ 10-15 ประเทศ แต่จะสามารถรับนักเดินทางจากทั่วโลกที่มีมากถึง 100 ประเทศ หากสถานการณ์ยังพัฒนาไปในทิศทางบวกอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว ซึ่งต้องรับโดสสุดท้ายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนมาถึงอียูเพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานเต็มที่ ยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เช่นการตรวจเชื้อไวรัสโควิดไม่ว่าก่อนหรือหลังเดินทางมาถึง หรือการกักกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอนี้ยังรวมถึงทางเลือก &amp;quot;การหยุดฉุกเฉิน&amp;quot; ที่เผื่อไว้สำหรับชาติสมาชิกเพื่อปิดรับนักเดินทางจากประเทศที่ &amp;quot;ตรวจพบไวรัสสายพันธุ์น่ากังวลหรือสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ&amp;quot; ได้โดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีไวรัส 4 ชนิดที่ผ่านการรับรองขององค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) แล้ว ได้แก่ วัคซีนของไบออนเทค/ไฟเซอร์, โมเดอร์นา, แอสตร้าเซนเนก้า และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (เจแอนด์เจ) ทั้งหมดยกเว้นเจแอนด์เจต้องฉีด 2 โดส ส่วนวัคซีนชนิดอื่นๆ นั้นอาจเพิ่มในบัญชีได้ในภายหลัง โดยอีเอ็มเอกำลังเริ่มพิจารณาวัคซีนสปุตนิก 5 ของรัสเซีย แต่ยังไม่มีการประเมินวัคซีนของจีนซึ่งใช้อยู่ในหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า วัคซีนชนิดอื่นๆ อาจถูกเพิ่มในรายชื่อที่จะผ่านการอนุมัติให้เดินทางเข้าอียูได้ หากวัคซีนนั้นอยู่ในรายชื่อวัคซีนที่องค์การอนามัยโลกอนุมัติการใช้งานฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ณ เวลานี้อียูแนะนำชาติสมาชิกห้ามนักเดินทางโดยทั่วไปเข้าอียู ยกเว้นการเดินทางด้านธุรกิจที่จำเป็น ซึ่งชาติสมาชิกส่วนใหญ่ยึดตามคำแนะนำนี้ โดยมีเพียง 7 ประเทศที่อยู่ในรายชื่อสามารถเดินทางแบบไม่ใช่กิจธุระจำเป็นเข้าอียูได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับชาติสมาชิกจะพิจารณายกเว้นข้อจำกัดเอง &amp;quot;โดยลำดับ&amp;quot; ได้แก่ ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, รวันดา, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และไทย เนื่องจากตัวเลขจากประเทศเหล่านี้เผยว่าสามารถควบคุมการติดเชื้อโควิดได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจีนซึ่งอยู่ในลิสต์ดังกล่าวด้วยเช่นกันนั้น อียูกำหนดว่าจะผ่อนคลายข้อกำหนดด้านการเดินทางต่อเมื่อจีนตอบแทนในแบบเดียวกัน ซึ่งจีนยังไม่ผ่อนคลายให้ในเวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์ประกอบสำคัญของข้อเสนอนี้คือ &amp;quot;ใบรับรองสีเขียวแบบดิจิทัล&amp;quot; ที่อียูวางแผนไว้เป็นใบผ่านสำหรับการเดินทางของผู้ที่ผ่านการฉีดวัคซีนแล้ว, ผู้ที่ผลตรวจโควิดล่าสุดเป็นลบ หรือมีภูมิคุ้มกันภายหลังหายจากการติดเชื้อโควิด อียูมีแผนจะเริ่มออกใบอนุญาตนี้สำหรับการเดินทางภายในอียูในเดือนหน้า โดยมีเป้าหมายจะขยายถึงนักเดินทางจากนอกอียูด้วยในท้ายที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101668</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมาธิการยุโรป, ฉีดวัคซีนโควิด, ท่องเที่ยวยุโรป, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, สหภาพยุโรป, อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน, อียู, เปิดรับนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้ว, ใบรับรองสีเขียวแบบดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_60901918b0262.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98146</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 20:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อียูประณามจีนคุกคามสื่อต่างชาติทำนักข่าวบีบีซีเผ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหภาพยุโรปประณามจีนคุกคามสื่อต่างชาติ ภายหลังผู้สื่อข่าวบีบีซีที่รายงานข่าวละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ในซินเจียง โดนบีบให้ออกจากจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จอห์น ซัดเวิร์ธ ผู้สื่อข่าวบีบีซี เผยว่า เขาจำเป็นต้องเดินทางออกจากจีนไปพำนักที่ไต้หวัน พร้อมกับภรรยาที่เป็นผู้สื่อข่าวชาวไอริช ภายหลังโดนโจมตีด้วยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างเต็มรูปแบบจากเจ้าหน้าที่จีน หลังจากเขารายงานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีน และรายงานข่าวการระบาดของไวรัสโคโรนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกของโจเซฟ บอร์เรลล์ หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ 2 เมษายนถึงเรื่องนี้ว่า กรณีเป็นกรณีล่าสุดที่ผู้สื่อข่าวต่างชาติโดนบีบบังคับให้ต้องออกจากจีน หลังจากโดนคุกคามอย่างต่อเนื่องและถูกขัดขวางการทำงาน มีผู้สื่อข่าวต่างชาติอย่างน้อย 18 คนที่โดนบีบบังคับให้ต้องออกจากจีนเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อียูเคยแสดงความกังวลมาแล้วหลายครั้งเรื่องทางการจีน ที่กำหนดข้อจำกัดในการทำงานที่ไม่เหมาะสมกับผู้สื่อข่าวต่างชาติ และมีรายงานเรื่องเจ้าหน้าที่จีนคุกคามผู้สื่อข่าวต่างชาติ &amp;quot;ผู้สื่อข่าวต่างชาติมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารให้ข้อมูลข้ามพรมแดน และสร้างความแข็งแกร่งในการเข้าใจกันระหว่างอียูกับจีน&amp;quot; โฆษกอียูกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มเสรีภาพสื่อมวลชนเผยว่า จีนเพิ่มการควบคุมการทำหน้าที่รายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างชาติ เจ้าหน้าที่จีนเดินตามผู้สื่อข่าวบนถนน, คุกคามผู้สื่อข่าวทางออนไลน์และปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวต่างชาติอย่างน้อย 18 คนโดนขับไล่ออกจากจีนเมื่อปีที่แล้ว ระหว่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของจีนกับสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนที่ซัดเวิร์ธ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ต้องเดินทางออกจากจีนอย่างเร่งรีบ เขาโดนสื่อทางการจีนและเจ้าหน้าที่จีนโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่องที่เขารายงานข่าวว่ามีการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมฝ้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98146</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกคามสื่อต่างชาติ, จอห์น ซัตเวิร๋ธ, จีน, นักข่าวบีบีซี, ประณามจีน, สหภาพยุโรป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_60671eb943392.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 23:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 23:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยติดโผอียูเปิดพรมแดนรับ 15 ประเทศ ยกเว้นสหรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหภาพยุโรปประกาศรายชื่อประเทศปลอดภัยจากไวรัส 15 ประเทศที่ผู้คนสามารถเดินทางเข้าประเทศในกลุ่มอียูได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ไทยมีชื่อในลิสต์ด้วย แต่สหรัฐไม่ติดโผ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของอียูเมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน กล่าวว่า ในรายชื่อที่จะปรับปรุงทุกๆ 2 สัปดาห์นั้น จีนติดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สามารถเดินทางเข้าอียูได้ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลจีนต้องเปิดพรมแดนรับนักเดินทางจากยุโรปเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคนาดา, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และอุรุกวัย ติดอยู่ในรายชื่อแบบไม่มีเงื่อนไขที่พวกนักการทูตจัดทำไว้เมื่อวันศุกร์ ส่วนที่เหลือได้แก่ แอลจีเรีย,จอร์เจีย,&amp;nbsp; มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, รวันดา, เซอร์เบีย, เกาหลีใต้, ตูนิเซีย และไทย มาจากการลงคะแนนของ 27 ชาติสมาชิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อียูห้ามการเดินทางที่ไม่จำเป็นเข้าประเทศอียูตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม แม้ช่วงเวลานั้นสมาชิกหลายชาติได้ปิดพรมแดนของพวกเขาก่อนแล้วด้วยความสับสนและไม่มีการประสานงานกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้่าหมายเดิมของการจัดทำรายชื่อประเทศปลอดภัยนี้คือการเปิดพรมแดนต้อนรับนักเดินทางจากประเทศที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสเทียบเท่าหรือดีกว่าสถานการณ์ในกลุ่มอียู นั่นคือมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 16 รายหรือน้อยกว่า ต่อจำนวนประชากร 1 แสนราย ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้น การยึดเกณฑ์โดยอิงสาธารณสุขกลับขัดแย้งกับภูมิรัฐศาสตร์และผลประโยชน์แห่งชาติ ที่ทำให้บางประเทศไม่เต็มใจกับการห้ามผู้เดินทางจากสหรัฐทั้งหมดแต่กลับต้อนรับผู้เดินทางมาจากจีน ที่เริ่มพบการระบาดชาติแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงกล่าวด้วยว่า พลเมืองของอียูและคนในครอบครัวจะได้รับการยกเว้นจากข้อห้ามนี้ เช่นเดียวกับผู้พำนักในอียูเป็นเวลายาวนานและครอบครัวของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกาซึ่งไม่อยู่ในรายชื่อนี้ มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก ข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ถึงค่ำวันอังคาร สหรัฐมีผู้ติดเชื้อ 2,683,000 ราย จากผู้ติดเชื้อทั่วโลก 10,424,992 ราย และมีผู้เสียชีวิต 129,545 ราย จากผู้เสียชีวิตทั่วโลก 509,706 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70192</URL_LINK>
                <HASHTAG>15 ประเทศ, ประเทศปลอดภัย, สหภาพยุโรป, โควิด-19, ไทยติดโผ, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200319/image_big_5e73852bb9215.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
