<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 22:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 22:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชักไปกันใหญ่ &#039;ทรัมป์&#039;ขู่ตัดสัมพันธ์จีน ยันไม่มีอารมณ์คุยกับ &#039;สี จิ้นผิง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พาลไปไกลแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพฤหัสบดี บอกไม่มีอารมณ์จะคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในตอนนี้ พร้อมขู่อาจตัดความสัมพันธ์กับจีน เพราะความไม่พอใจที่จีนล้มเหลวในการจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจตึงเครียดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการกล่าวโทษจีนอย่างไม่ว่างเว้น เรื่องต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่พบแพร่เชื้อติดมนุษย์ครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อปลายปีที่แล้ว และปัจจุบันคร่าชีวิตชาวโลกไปมากกว่า 302,000 ราย ติดเชื้ออีกมากกว่า 4.47 ล้านราย โดยล่าสุดทรัมป์เรียกโควิด-19 ด้วยคำว่า &amp;quot;โรคระบาดจากจีน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมว่า ในบทสัมภาษณ์เมื่อวันพุธ ซึ่งออกอากาศทางสถานีฟอกซ์บิสสิเนสเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ กับประธานาธิบดีสี แต่ &amp;quot;ตอนนี้ผมแค่ไม่อยากพูดกับเขา&amp;quot; และว่า เขาผิดหวังกับจีนมาก ที่จีนล้มเหลวในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถูกซักถามว่า สหรัฐจะเลือกตอบโต้อย่างไร ทรัมป์ไม่ได้ตอบเฉพาะเจาะจง แต่บอกว่า มีหลายสิ่งที่สหรัฐทำได้ เราอาจตัดความสัมพันธ์ไปเลย แล้วถ้าทำแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น สหรัฐก็จะประหยัดเงินได้ 500,000 ล้านดอลลาร์ หากตัดความสัมพันธ์กับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ ย้ำว่าการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชนในสองประเทศนี้ และยังเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ณ เวลานี้ จีนและสหรัฐควรเสริมสร้างความร่วมมือต่อสู้กับโรคระบาดด้วยกันต่อไป, เอาชนะโรคระบาดนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้, รักษาผู้ป่วย และฟื้นฟูเศรษฐกิจและการผลิต แต่สิ่งนี้จำเป็นที่สหรัฐต้องพบกับจีนครึ่งทาง&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ สหรัฐมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลก 1,419,998 ราย และเสียชีวิตมากที่สุดเช่นกันที่ 85,794 ราย ส่วนจีนมีผู้ติดเชื้อ 84,031 ราย เสียชีวิต 4,637 ราย ขณะเดียวกัน ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐที่อ้างอิงจากผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในช่วง 2 เดือนที่เกิดวิกฤติโควิด-19 เพิ่มเป็น 36.5 ล้านรายแล้ว โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเผยว่า ในรอบ 1 สัปดาห์ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม มีผู้ว่างงานอีก 2.96 ล้านคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66049</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขู่ตัดสัมพันธ์, สหรัฐ-จีน, สี จิ้นผิง, โควิด-19, โดนัลด์ ทรัมป์, โรคระบาดจากจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebeb4e2e7267.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 22:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 22:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มั่นใจสงครามการค้าสหรัฐ-จีนไม่กระทบตลาดพันธบัตรไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย มั่นใจสงครามการค้าสหรัฐ-จีนไม่กระทบตลาดพันธบัตรไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ชี้ผลตอบแทนพันธบัตรไทยยังสูงกว่าสหรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีจากจีนเพิ่มอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ ว่า สงครามการค้าที่เกิดขึ้น จะไม่ส่งผลต่อตลาดพันธบัตรไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพราะเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรไทยยังสูงกว่าสหรัฐ เมื่อพิจารณาดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีที่ 2.79% ลบเงินเฟ้อที่ 1% ส่งผลอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนที่แท้จริงอยู่ที่ 1.7-1.8% สูงกว่าสหรัฐที่มีอัตราต่ำกว่า 1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวโน้มครึ่งปีหลังผลตอบแทนพันธบัตรไทยยังเป็นทิศทางขาขึ้นในกรอบจำกัด เนื่องจากเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนถึงปลายปี แม้ว่าหลายประเทศจะปรับขึ้นไปแล้ว แต่เงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูง มีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศต่ำ จึงไม่มีแรงกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่เชื่อว่าปี 62 จะขยับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น การลงทุนภาครัฐ และเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติลงทุนพันธบัตรไทยสัดส่วนที่ต่ำ หากมีเงินไหลออกอีกก็ไม่กระทบ กลับจะส่งผลดีด้วยซ้ำ ทำให้ลดภาระของธปท. ไม่ต้องออกพันธบัตรระยะสั้นมาดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน แต่การไหลออกของเงินทุนจะยุติเมื่อไหร่คงบอกไม่ได้ ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น ก็อาจเห็นไหลออกบ้าง แตไม่กระทบ เพราะการไหลออกของเงินทุนต่างชาติไม่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปีนี้ยอดการออกตราสารหนี้ระยะยาว คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเป้าหมายจากเดิม 700,000-720,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 760,000- 800,000 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการออกตราสารหนี้ยังต่ำ ส่งผลให้มีการออกตราสารหนี้ เพื่อนำไปลงทุนซื้อกิจการในต่างประเทศและรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่ครบกำหนดในครึ่งปีหลังประมาณ 200,000 ล้านบาท และคาดว่าภาคเอกชนจะออกหุ้นกู้อีก 400,000 ล้านบาท ทำให้ทั้งปีมีมูลค่าการออกจะเกินกว่าที่คาดไว้ และใกล้เคียงปีที่แล้วที่ 830,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรกตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างรวม 12.20 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.24% จาก 11.56 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาล 4.6 ล้านล้านบาท พันธบัตรเอกชน 3.36 ล้านล้านบาท พันธบัตรธปท. 3.27 ล้านล้านบาท และ พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 880,000 ล้านบาท โดยการออกตราสารหนี้ระยะยาวครึ่งปีแรก มีมูลค่ารวม 440,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.37% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นมีมูลค่าการออกเพิ่มขึ้นกว่า 30% เป็นการเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ การลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าลงทุนในตราสารหนี้ไทย เป็นมูลค่าซื้อสุทธิ 4,360 ล้านบาท ทำให้ครึ่งปีแรก ต่างชาติมีมูลค่าการลงทุนสะสมสุทธิในตราสารหนี้ไทยทั้งสิ้น 8.43 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.17% ของมูลค่ารวมตลาดตราสารหนี้ไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13246</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดตราสารหนี้, พันธบัตรไทย, สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b4627e7419d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดเช้าลบ 21.49 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 21.49 จุด หลังหุ้นใหญ่ถูกเทขาย นักลงทุนรอดูท่าทีการค้าสหรัฐกับจีน

5 ก.ค. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายในช่วงเช้า หลังมีแรงขายในหุ้นกลุ่มใหญ่กดดัน รวมถึงนักลงทุนยังกังวลสงครามการค้าสหรัฐและจีน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดที่ 1,607.71 จุด ลดลง 21.49 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -1.32% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 29,250.90 ล้านบาท

บล.บัวหลวง ระบุว่า คาดแรงซื้อคืนหุ้นไทย จากกองทุนในประเทศจะเริ่มแผ่วลงระยะสั้น หลังจากโหมซื้อหนักเกือบ 13,000 ล้านบาท ในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา คาดตลาดยังผันผวนและมูลค่าซื้อขายเริ่มลดลงไปถึงวันพรุ่งนี้ เพราะตลาดชะลอเพื่อรอดูท่าทรสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่จะมีการเรียกเก็บภาษีบนสินค้าหลายร้อยรายการ ล๊อตแรกวงเงินประมาณ 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะมีผลวันที่ 6 ก.ค.นี้ ซึ่งต้องตามดูต่อไปว่าจะมีรายชื่อสินค้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่หลังจากวันที่ 6 ก.ค.นี้ไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ดัชนีหุ้นไทย, สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังไม่ห่วง “สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน” และ “บาทอ่อน” กระทบเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังไม่ห่วง &amp;ldquo;สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;บาทอ่อน&amp;rdquo; กระทบภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองเป็นปัจจัยบวกหนุนส่งออกขยับเพิ่ม แนะผู้ประกอบการใช้โอกาสนี้ลุยขายสินค้าเพิ่ม พร้อมติดตามสถานการณ์รอบด้านใกล้ชิด

25 มิ.ย. 61 - นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคการส่งออกและภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จนส่งผลให้มีการกัดกันทางการค้ากับสินค้าหลาย ๆ ประเภท ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าไทยจะได้รับปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบจากกรณีดังกล่าว และเห็นว่าไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งส่งออก เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกในปีนี้ให้ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

&amp;ldquo;ตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยที่น่ากังวล แต่ สศค.ก็ไม่ได้อยู่เฉย มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับเรื่องสงครามการค้านั้น ไม่อยากให้มองว่าเป็นการฉวยโอกาส แต่ให้เรียกว่าใช้โอกาสในการเร่งส่งออกสินค้าที่น่าจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ดีกว่า เพราะแม้ว่าประเทศยักษ์ใหญ่จะมีปัญหาการกีดกันทางการค้ากัน แต่ก็ยังมีความต้องการจะใช้สินค้าอยู่ ซึ่งมองว่าสินค้าประเภทเหล็ก และอลูมิเนียมจะได้ประโยชน์อย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยด้วย&amp;rdquo; นายสุวิชญ กล่าว

นายสุวิชญ กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าลงในขณะนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการในภาคการส่งออกของไทยมากกว่า เพราะจะได้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทจากการค้าขายมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12052</URL_LINK>
                <HASHTAG>สงครามการค้า, สศค., สหรัฐ-จีน, สุวิชญ โรจนวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธปท.ห่วงสงครามการค้าโลกยืดเยื้อกดดันส่งออกและเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ห่วงความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง &amp;ldquo;สหรัฐ-ประเทศคู่ค้า&amp;rdquo; ส่อเค้ายืดเยื้อและเข้มข้นต่อเนื่อง ชี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวของภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 61 - นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. มองว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อและเข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง ไม่เฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีนเท่านั้น แต่ระหว่างสหรัฐกับยุโรป แคนาดา และเม็กซิโกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้ความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลกเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการขยายตัวของการส่งออกและของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งประมาณการมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยโดย ธปท. ล่าสุดที่ 9% ต่อปีในปี 2561 และ 5% ในปี 2562 &amp;nbsp;เพียงนับมาตรการภาษีที่มีความชัดเจนแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ กระแสการกีดกันการค้าโลกไม่ได้กระทบเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ แต่รวมถึงการลงทุนระหว่างประเทศด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11903</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออก, ธปท., สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เผยการค้าโลกผันผวน 2-3 เดือนจากปมกำแพงภาษีสหรัฐ-จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;ประเมินผลกระทบสหรัฐฯ-จีน เปิดสงครามการค้า พบไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าบางประเภทไปทดแทนสินค้าที่สหรัฐฯ และจีนมีการขึ้นภาษีระหว่างกัน แต่มูลค่าไม่มากแค่หลัก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เผยหลังเปิดศึก บั่นทอนเสถียรภาพการค้าโลก ทำตลาดเงิน ตลาดทุนผันผวน เชื่อใน 2-3 เดือน อาจมีการเปิดโต๊ะเจรจา สนค.เล็งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อหารือ พร้อมดันไทยหาตลาดเพิ่ม เพื่อกระจายความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ได้ทำการประเมินสถานการณ์การตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2561 ที่ผ่านมา โดยพบว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าบางประเภทไปขายทดแทนสินค้าที่สหรัฐฯ และจีนมีการปรับขึ้นภาษีระหว่างกัน โดยมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 0.42% ของมูลค่าการส่งออกของปี 2560 ซึ่งถือว่าไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีเข้าสินค้าจีนจำนวน 1,102 รายการ มุ่งสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบาย Made in China 2025 และจีนตอบโต้มาตรการดังกล่าวในทันทีด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ จำนวน 649 รายการ พุ่งเป้าสินค้าสำคัญที่มีนัยยะทางการเมือง กลุ่มการเกษตร ยานยนต์ และสินค้าประมง โดยมาตรการของทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าใกล้เคียงกันประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และจีนครั้งนี้ แบ่งเป็นสินค้า 2 กลุ่ม คือ สินค้ากลุ่มที่ 1 ฝั่งสหรัฐฯ 818 รายการ และฝั่งจีน 545 รายการ มีอัตราการเก็บภาษีเพิ่ม 25% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผลบังคับใช้พร้อมกันวันที่ 6 ก.ค.2561 และสินค้ากลุ่มที่ 2 &amp;nbsp;ฝั่งสหรัฐฯ 284 รายการ และฝั่งจีน 114 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสหรัฐฯ ยังอยู่ในกระบวนการทำประชาพิจารณ์ ก่อนที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะประกาศรายการสินค้าและมาตรการที่จะใช้ต่อไป (ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลจากการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ 2 อันดับแรกของโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และบั่นทอนบรรยากาศการค้าการลงทุนโลก โดยในระยะสั้น ตลาดเงินและตลาดทุนมีแนวโน้มผันผวนจากความกังวลต่อสถานการณ์และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าการลงทุนด้วย โดยอาจมีการชะงักงันในการสั่งซื้อสินค้า และผู้ส่งออกในจีนและสหรัฐฯ อาจเริ่มมองหาตลาดอื่นทดแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ว่าสถานการณ์อาจมียังคงตึงเครียดระยะ 2&amp;ndash;3 เดือนข้างหน้า แต่ในที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจมีท่าทีผ่อนคลายข้อกีดกันทางการค้าลง หากประชาชน เกษตรกร หรือภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากสินค้าขึ้นราคาต้นทุนสูงขึ้น เพราะจีนได้คัดเลือกกลุ่มสินค้าเป้าหมายที่เป็นฐานเสียงโดยตรงของประธานาธิบดีทรัมป์ จึงอาจถูกกดดันให้ทบทวนมาตรการขึ้นภาษีก็เป็นได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบต่อไทย สนค. ยังไม่พบการส่งออกสินค้าที่เข้าข่ายถูกขึ้นภาษีระหว่างกันทะลักเข้ามาไทยสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งหากมีสัญญาณผิดปกติ กระทรวงพาณิชย์ก็มีมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว ซึ่ง สนค. จะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ และเตรียมแผนรับมือในเร็วๆ นี้ รวมทั้งจะผลักดันให้ไทยกำหนดยุทธศาสตร์ทางการค้าใหม่ โดยจะต้องเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้นและมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงในการส่งออก หากตลาดส่งออกปัจจุบันมีปัญหา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11724</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า, สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab71c28ad87d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2018 23:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน กดดันตลาดหุ้นสัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.กสิกรไทย คาดดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหว 1,725-1,765 จุด ติดตามการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.กสิกรไทย &amp;nbsp;มองว่า สัปดาห์ถัดไป (28 พ.ค.-1 มิ.ย.) ดัชนีหุ้นไทย (SET) มีแนวรับที่ 1,725 และ 1,710 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,750 และ 1,765 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนเม.ย. ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนพ.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และดัชนีราคาผู้บริโภคของยูโรโซน ตลอดจนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,741.21 จุด ลดลง 0.74% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับลดลง 6.18% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 57,613.16 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 468.53 จุด ลดลง 1.32% จากสัปดาห์ก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10072</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้น, บล.กสิกรไทย, สหรัฐ-จีน, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf11609a638.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
