<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 21:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเออีออก &#039;วีซ่าเขียว&#039; ต่างชาติทำงานได้ไม่ต้องมีนายจ้างอุปถัมภ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศออกวีซ่าแบบใหม่ที่จะอนุญาตให้คนต่างชาติทำงานในประเทศได้โดยไม่ต้องมีนายจ้างอุปถัมภ์ เป็นการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่ เพื่อพยายามกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(Photo by Artur Widak/NurPhoto via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเออีว่า การออกวีซ่าแบบใหม่ที่เรียกว่า &amp;quot;วีซ่าเขียว&amp;quot; นี้จะทำให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานที่ประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องมีผู้อุปถัมภ์ (sponsor) จากเดิมที่โดยทั่วไปจะได้วีซ่าแบบจำกัดที่เกี่ยวโยงกับการจ้างงาน และการขอถิ่นที่อยู่ระยะยาวเป็นเรื่องยาก ผู้ที่ถือวีซ่ากรีนยังสามารถเป็นผู้อุปถัมภ์ในการพาพ่อแม่และลูกที่อายุไม่เกิน 25 ปีเข้าประเทศได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทานี อัลเซยูดี รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การตรวจลงตราแบบใหม่นี้พุ่งเป้าที่บุคคลที่มีทักษะสูง, นักลงทุน, นักธุรกิจ, ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักศึกษาพิเศษและระดับสูงกว่าปริญญาตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศในภูมิภาคอ่าวที่อุดมด้วยทรัพยากร เช่น ยูเออี กำลังพยายามเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาน้ำมัน การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจในประเทศนี้ ซึ่งเศรษฐกิจซบเซาอยู่แล้วเพราะราคาน้ำมันตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2562 ยูเออีเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอ่าวที่ริเริ่ม &amp;quot;วีซ่าทอง&amp;quot; ระยะ 10 ปี เพื่อดึงดูดเศรษฐีและแรงงานทักษะสูง ต่อมาหลายประเทศในภูมิภาคก็ออกโครงการลักษณะคล้ายกัน เช่น ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยูเออี, วีซ่าทอง, วีซ่าเขียว, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_6134d6d9be835.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์วุ่น! เจอโควิดนักท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Phuket Sandbox ปาดเหงื่อ! &amp;nbsp;สวอบที่สนามบินเจอนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ติดโควิด 1 ราย กักตัวในโรงแรม 14 วันยกลำ &amp;quot;วราวุธ&amp;quot; และปลัด ทส.กักตัว หลังพบความเสี่ยงร่วมเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตรวจแล้วเป็นลบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตรายงานว่า &amp;nbsp;ในจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามา พบผู้ติดเชื้อแล้ว 1 คน เป็นเพศชาย เดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อถึงท่าอากาศยานภูเก็ต มีการตรวจสวอบแล้วไปรอผลที่ห้องพักโรงแรม จากนั้นผลตรวจสวอบที่ท่าอากาศยานภูเก็ตออกมาเมื่อคืนประมาณ 4-5 ทุ่มแล้วว่าติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังทราบผลดังกล่าว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตได้รีบแจ้ง SHA Manager โรงแรม ที่นักท่องเที่ยวเข้าพัก และได้นำนักท่องเที่ยวรายนี้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว ส่วนคณะที่มาด้วยกันได้นำเข้าโรงแรม ALQ สถานที่กักตัวที่รัฐกำหนด เป็นเวลา 14 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการและตรวจหาเชื้อตามเวลาที่กำหนด ตามขั้นตอนของสาธารณสุขในการควบคุมโรคโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การตรวจพบครั้งนี้ ถือเป็นรายแรกจากโครงการ Phuket Sandbox ที่พบว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอยู่ในกระบวนการที่จัดการได้ เป็นการดำเนินการอย่างเข้มแข็งที่สามารถตรวจพบในเวลารวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ได้ส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแล้ว ส่วนคณะที่มาด้วยกันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีก 14 คน ได้ส่งเข้ากักตัวในโรงแรม ALQ สถานที่กักตัวที่รัฐกำหนดแล้ว เป็นเวลา 14 วัน ขณะนี้ส่งเชื้อที่ตรวจพบดังกล่าวไปที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจค้นหาสายพันธุ์ว่าเป็นสายพันธุ์ใด อยู่ระหว่างรอผลตรวจ &amp;nbsp;คาดว่าต้องใช้เวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าเชื้อที่ตรวจพบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ใช่ซากเชื้อ เป็นเชื้อจริง แต่ยังไม่ทราบสายพันธุ์ ที่ผ่านมาในจังหวัดภูเก็ตพบเพียงสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้ )
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในโครงการ &amp;nbsp;Phuket Sandbox ตั้งแต่วันที่ 1-7 กรกฎาคม 2564 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจังหวัดภูเก็ต จำนวน 2,113 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี โฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากการที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) ได้ร่วมคณะเดินทางไปตรวจติดตามความพร้อมการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ภายใต้โครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket Sandbox) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา และได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยการเดินทางทั้ง 2 ครั้ง ได้มีข่าวพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากเที่ยวบิน VZ314 ซึ่งเป็นเที่ยวบินขากลับจากภูเก็ตเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 และมีผู้แจ้งว่าติดเชื้อโควิด-19 หลังกลับจากร่วมเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการและปลัดกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น โดยได้เข้าตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทันทีหลังจากที่ได้ทราบข่าวในวันที่ 30 มิถุนายน ณ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ซึ่งผลจากการตรวจในครั้งแรกปรากฏว่าทั้ง รมว., ปลัด ทส. และผู้ติดตาม ไม่พบเชื้อโควิด-19 หลังจากนั้นได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ซ้ำอีกครั้งเมื่อได้รับทราบข่าวในวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งผลจากการตรวจในครั้งที่ 2 นี้ ยังคงปรากฏผลว่า &amp;nbsp;ไม่พบการติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ทั้ง นายวราวุธและนายจตุพรได้ยกเลิกภารกิจที่ต้องเข้าร่วมทั้งหมดตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกักตัวตามมาตรการดังกล่าว แต่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การสั่งการต่างๆ ยังคงดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เพื่อสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังคงปฏิบัติภารกิจเฉพาะที่สามารถเข้าร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ก่อนกลับมาปฏิบัติภารกิจตามปกติอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีตามที่รัฐบาลได้มีการเปิดพื้นที่นำร่องส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องใน จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.64 เป็นต้นมา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จึงได้เปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมขับเคลื่อนนโยบาลรัฐบาล และได้กำชับสั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัดให้ประสานการปฏิบัติระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมควบคุมโรค และหน่วยงานในพื้นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขับเคลื่อนการปฏิบัติภารกิจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามพิธีการคนเข้าเมืองและตามมาตรการสาธารณสุขที่กำหนด เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยอีกส่วนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบจนพบตัว และเข้าไปทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวดังกล่าวให้ปฏิบัติตามกฎเป็นที่เรียบร้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่สละแรงกายแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอด และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง รวมถึงดูแลสุขภาพตนเองให้ดี เพื่อจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.ฝากประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว หรือผู้เดินทางที่เข้ามาในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้ปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนดและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จากทาง ศบค., จ.ภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องการเข้าพักในโรงแรมที่กำหนดและอยู่พื้นที่ จ.ภูเก็ต เป็นเวลา 14 วัน, การโหลดแอปพลิเคชัน &amp;quot;หมอชนะ&amp;quot; และเปิดระบบเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่หากแจ้งจากทางโรงแรมว่ามีนักท่องเที่ยวหายไป หรือพบนักท่องเที่ยวที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการก็จะแจ้งมาที่ศูนย์ 191 จากนั้นก็จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกไปดำเนินการ ซึ่งการตรวจสอบนั้นจะประสานไปยังทุกหน่วยที่เกี่ยวของ ทั้งสนามบิน, ด่านท่าฉัตรไชย และตรวจสอบข้อมูลจากแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;หมอชนะ&amp;rdquo; รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบการเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดภูเก็ตก่อนกำหนดในทุกช่องทาง ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หากประชาชนหรือนักท่องเที่ยวต้องการความช่วยเหลือหรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด &amp;nbsp;สามารถโทร.มายังสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลข 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109001</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายณรงค์ วุ่นซิ้ว, นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, วราวุธ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรงแรม ALQ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e53d87a9d39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105011</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แซ่บถึงทรวง&#039;นารีปู&#039;สวน&#039;บิ๊กตู่&#039;หัดโทษตัวเองบ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 มิ.ย.2564 &amp;ndash; น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีคำพิพากษาคดีจำนำข้าวอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อวานได้ฟังคุณประยุทธ์ชี้แจงในสภาฯ ว่า หนี้สาธารณะเพิ่มเพราะมีหนี้จำนำข้าวในลักษณะที่เป็นการพาดพิงถึงดิฉัน โดยอ้างว่า ท่านใช้หนี้ไปแล้ว 7 แสนห้าพันล้านบาท และเหลือภาระหนี้อีก 2.8 แสนล้านบาท ต้องใช้หนี้อีก 12 ปีถึงจะหมด นั้น ขอยืนยันว่า &amp;quot;คุณประยุทธ์กล่าวเท็จในสภาฯ&amp;quot; และก็อยากบอกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เมื่อคุณประยุทธ์ทำรัฐประหารยึดอำนาจนั้น ยอดหนี้สาธารณะของโครงการฯ เป็นภาระค้ำประกัน และมียอดดไม่ถึง 5 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน และโครงการฯ ยังมีสต็อกข้าวสารหลายแสนล้านบาท ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปสอบถาม รมว.การคลังของท่านดู เสียดายที่รัฐบาลท่านปล่อยปละให้มีการทุจริต นำข้าวดี ๆ เหล่านั้นไปจัดเกรด ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำมาก่อนมีผลให้นำไปขายในราคาต่ำกว่าราคาจริง เป็นอาหารสัตว์บ้าง เป็นพลังงานบ้าง ซึ่งถ้าขายข้าวกันอย่างสุจริต ภาระคงค้างที่เกิดจากภารกิจช่วยเหลือชาวนาอย่างจริงจังในครั้งนั้นก็ย่อมจะไม่มาก และโครงการฯ ก็มีความคุ้มค่าต่อภารกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม ตามรายงานของสภาพัฒน์ฯ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ส่วนคำกล่าวหาในลักษณะที่ว่ารัฐบาลดิฉันสร้างหนี้มาก มาดูข้อมูลจริงกันค่ะ ในช่วง 3 ปีงบประมาณ (2555-2557) ที่ดิฉันบริหารงาน การกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลลดลง ต่อเนื่องทั้ง 3 ปี จาก 400,000 ล้านบาท เป็น 300,000 ล้านบาท และ 250,000 ล้านบาท (และวางเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นงบประมาณสมดุล ในปี 2560) รวมยอดหนี้ฯ 3 ปีงบประมาณ เท่ากับ 950,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาดูฝีมือสร้างหนี้ของคุณประยุทธ์ กันสิคะว่าเป็นอย่างไร การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ที่กำลังลดลงและควรจะลดลงอีก กลับทะยานเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 ที่มียอดเงินกู้ 250,000 ล้านบาท ปรากฏว่ามีการกู้เงินที่มียอดสูงขึ้นในช่วงเวลาอีก 4 ปี ต่อเนื่องก่อนการเลือกตั้ง (2559-2562) เป็น 390,000 ล้านบาท; 552,921.7 ล้านบาท; 550,358 ล้านบาท และ 450,000 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นช่วงก่อนจะมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 เสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอปี 2563 และ 2564 ก็ยิ่งกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณสูงเป็นประวัติการณ์ คือ 683,000 ล้านบาท และ 623,000 ล้านบาท และในสองปีนี้ยังออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อภารกิจโรคระบาด อีกสองฉบับ ปี 2563 กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และในปี 2564 เมื่อไม่กี่วันก่อนก็กู้อีก 5 แสนล้านบาท และนี่ยังไม่รวมที่ คุณประยุทธ์กำลังเสนอ พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 ที่ต้องกู้ชดเชยขาดดุลอีก 7 แสนล้านบาท รวมเป็นยอดเงินกู้ถึง 5.699 ล้านล้านบาท หนี้ขนาดนี้ใช้นานเท่าไหร่จะหมดคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.มาดูดอกเบี้ยจ่ายกันบ้างก็พอจะบอกได้ว่าหนี้ที่ท่านก่อไว้สร้างภาระแค่ไหน งบประมาณปี 2565 ที่กำลังอภิปรายกันอยู่ มียอดรวม 3.1 ล้านล้านบาทนี้ ต้องจัดเตรียมไว้จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 182,988 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ถึง 67 % เมื่อเทียบกับ สมัยรัฐบาลดิฉัน ในปีงบประมาณ 2557 ก่อนรัฐประหาร งบฯ จ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่เพียง 109,511 ล้านบาท ดอกเบี้ยสูงขึ้นมาก เพราะคุณประยุทธ์กู้เงินมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.รัฐบาลดิฉันวางระบบชำระคืนหนี้สาธารณะก้อนโตที่ทิ้งค้างไว้ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ทำให้รัฐบาลคุณประยุทธ์นอกจากจะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้ว ยังลดยอดหนี้สาธารณะลงไปหลายแสนล้านบาทโดยท่านไม่ต้องทำอะไรเลย แทนที่จะชื่นชมรัฐบาลก่อน กลับเอาแต่โทษโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อเบี่ยงเบนความเสียหายที่ท่านก่อขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ดิฉันไม่ได้บริหารประเทศมา 7 ปีแล้ว คุณประยุทธ์หัดโทษตัวบ้างเถอะค่ะ อย่าโทษแต่ดิฉันเลย ดิฉันฟังมา 7 ปีแล้ว สุภาพบุรุษชายชาติทหารเขาไม่ทำกันแบบนี้หรอกค่ะ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105011</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำนำข้าว, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อดีตนายกรัฐมนตรี, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b6ff1119017.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 20:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีบีซีเผยคลิปวิดีโอ&#039;เจ้าหญิงดูไบ&#039;โดนกักขัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายการ &amp;quot;พาโนรามา&amp;quot; ของบีบีซีออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เผยคลิปวิดีโอเก่าของเจ้าหญิงลาติฟา พระธิดาของชีค โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัลมักตูม เจ้าผู้ครองรัฐดูไบ ระบุว่าพระองค์โดนกักตัวอยู่ในตำหนักแห่งหนึ่งและกลัวว่าชีวิตจะเป็นอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพสกรีนช็อตจากวิดีโอของเจ้าหญิงลาติฟาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของบีบีซี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหญิงลาติฟาไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะตั้งแต่พยายามหนีออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ทางทะเล แต่โดนจับได้ในปี 2561 ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือที่บีบีซีบอกว่าบันทึกเมื่อราว 1 ปีมาแล้ว เจ้าหญิงนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องน้ำ กล่าวว่าพระองค์เป็นตัวประกันในตำหนักแห่งนี้ที่เป็นเหมือนคุก มีตำรวจชายอยู่ด้านนอก 5 คนและตำรวจหญิงในบ้าน 2 คน และกังวลเรื่องความปลอดภัยของชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในอีกคลิปวิดีโอ เจ้าหญิงลาติฟาบอกว่า สถานการณ์ของพระองค์สิ้นหวังลงทุกวัน พระองค์ต้องการเป็นอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดมินิก ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวเมื่อวันพุธว่า อังกฤษมีความห่วงกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ วิดีโอดังกล่าวเผยให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นทุกข์อย่างมาก และอังกฤษจะจับตาการตอบสนองจากองค์การสหประชาชาติอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแถลงว่าจะสอบถามยูเออีเกี่ยวกับเรื่องเจ้าหญิงลาติฟา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93382</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัลมักตูม, บีบีซี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เจ้าผู้ครองรัฐดูไบ, เจ้าหญิงลาติฟา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602d1d9f90e27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74979</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 22:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 22:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซาอุฯไม่เล่นด้วย ปัดสถาปนาสัมพันธ์กับอิสราเอล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ซาอุดีอาระเบีย พี่เบิ้มของโลกอาหรับ ประกาศชัดเจนแล้วเมื่อวันพุธว่าจะไม่ตามรอยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล จนว่ารัฐยิวแห่งนี้จะบรรลุความตกลงสันติภาพกับปาเลสไตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเก็บงำท่าทีมานับแต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) สร้างความประหลาดใจแก่โลกอาหรับและทั่วโลก เมื่อบรรลุความตกลงกับอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ปรกติ ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบ อันทำให้ยูเออีเป็นประเทศที่ 3 ของโลกอาหรับ ต่อจากอียิปต์และจอร์แดนที่สถาปนาความสัมพันธ์กับรัฐยิว และเพิ่มการคาดหมายว่าชาติอาหรับที่นิยมตะวันตกอีกหลายประเทศจะทำความตกลงในแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างเยือนกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ประกาศชัดเจนว่า อิสราเอลต้องบรรลุความตกลงสันติภาพกับปาเลสไตน์บนพื้นฐานความเห็นพ้องของนานาประเทศเสียก่อน ซาอุดีอาระเบียจึงจะสถาปนาความสัมพันธ์ในรูปแบบปกติกับอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการแถลงข่าวร่วมกับไฮโก มาส รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนี เจ้าชายไฟซาลยังวิจารณ์การดำเนินนโยบายโดยฝ่ายเดียวของอิสราเอลอีกครั้ง ทั้งเรื่องการผนวกดินแดนและการสร้างที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในเวสต์แบงก์ ว่า &amp;quot;ไม่ชอบด้วยกฎหมาย&amp;quot; และสร้างความเสียหายต่อการหาทางออกแบบสองรัฐคู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อตกลงระหว่างอิสราเอลกับยูเออีนั้น อิสราเอลตกลงจะระงับการผนวกดินแดนในเขตยึดครองเวสต์แบงก์ ทว่านายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลย้ำว่า แผนผนวกดินแดนไม่ได้ถูกยกเลิก เป็นแค่เพียงการระงับชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปาเลสไตน์ประท้วงข้อตกลงอิสราเอล-ยูเออีฉบับนี้ว่าเป็นการทรยศของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในโลกอาหรับ ซึ่งมีจุดยืนโดยทั่วไปว่าการสานสัมพันธ์ขั้นปกติกับอิสราเอลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อพิพาทกับปาเลสไตน์ได้รับการแก้ไขแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74979</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาอุดีอาระเบีย, ปาเลสไตน์, สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิสราเอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3d48e6a6446.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 23:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปาเลสไตน์ซัด&#039;ยูเออี&#039;แทงข้างหลัง ลอบคบหาอิสราเอล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; ได้หน้า ไกล่เกลี่ยข้อตกลงอิสราเอล-ยูเออี เตรียมเปิดทำเนียบขาวจัดพิธีลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติของสองฝ่ายในไม่กี่สัปดาห์ พันธมิตรสหรัฐโลกสวยเชื่ออิสราเอลระงับผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ปูทางสันติภาพ แต่ผู้นำปาเลสไตน์รวมถึงอิหร่านและตุรกีซัดยูเออีทรยศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นคนกลางชักจูงให้ยูเออีสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล เมื่อวันพฤหัสบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐเป็นผู้ประกาศข่าวการบรรลุความตกลงฉบับประวัติศาสตร์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) มิตรที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองของสหรัฐ ผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเปิดเผยแถลงการณ์ร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างตัวเขา, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และเชคโมหะเหม็ด บิน ซายิด อัลนาห์ยัน ผู้นำยูเออี ว่าพวกเขาตกลงที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติอย่างเต็มรูปแบบระหว่างอิสราเอล-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตาม &amp;quot;ความตกลงอับราฮัม&amp;quot; ซึ่งทรัมป์ช่วยเป็นคนกลางให้ อิสราเอลรับปากจะระงับแผนการผนวกพื้นที่ยึดครองในเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ สอดคล้องกับแผนสันติภาพที่ทรัมป์เคยประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคม คาดว่าพิธีลงนามความตกลงระหว่างอิสราเอลกับยูเออีจะจัดที่ทำเนียบขาวภายใน 3 สัปดาห์ และผู้แทนของสองประเทศนี้จะพบเจรจากันเพื่อหารือเรื่องการลงทุน, การท่องเที่ยว, เที่ยวบินตรง, ความมั่นคง และการตั้งสถานทูต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลจะทำให้ยูเออีเป็นชาติอาหรับชาติที่ 3 และเป็นชาติจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียชาติแรก ที่คบหากับอิสราเอล ต่อจากอียิปต์ที่สถาปนาความสัมพันธ์เมื่อปี 2522 และจอร์แดน ปี 2537 นายกฯ เนทันยาฮูกล่าวว่า การบรรลุความตกลงครั้งนี้เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่จะเปิดศักราชใหม่สำหรับโลกอาหรับและอิสราเอล ส่วนทรัมป์ซึ่งได้โอ่ผลงานความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาเก้าอี้อีกสมัย คุยด้วยว่ากำลังมีการหารือข้อตกลงแบบนี้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้อิสราเอล, ยูเออี และสหรัฐจะยกย่องความสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของความตกลงนี้ แต่พวกผู้นำปาเลสไตน์ทั้งในเวสต์แบงก์และกาซา ซึ่งดูเหมือนจะไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ต่างประณามว่าเป็นการ &amp;quot;แทงข้างหลัง&amp;quot; และประกาศถอนเอกอัครราชทูตออกจากยูเออี ทั้งขอให้สันนิบาตอาหรับประชุมฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส ออกแถลงการณ์จากเวสต์แบงก์ โจมตีว่า เป็นการทรยศต่อเยรูซาเลม, ต่อมัสยิดอัลอักซอและต่ออุดมการณ์ของปาเลสไตน์ ซึ่งรวมถึงการตั้งเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศปาเลสไตน์ในอนาคต ส่วนโฆษกของกลุ่มฮามาสที่ควบคุมกาซากล่าวว่า การสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลเป็นการแทงข้างหลังและเป็นประโยชน์ต่อการยึดครองของอิสราเอลเท่านั้น อิหร่านและตุรกีซึ่งสนับสนุนฮามาสก็ประณามเช่นกันว่าเป็นการทรยศต่อปาเลสไตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคอ่าว ทั้งบาห์เรนและโอมานสนับสนุนความตกลงนี้ แต่ซาอุดีอาระเบียยังนิ่ง ชาติตะวันตกและอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ยินดี โดยหวังว่าการระงับแผนผนวกดินแดนจะช่วยให้ทางออกแบบสองรัฐคู่เป็นจริงได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74493</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปาเลสไตน์, ยูเออี, สถาปนาความสัมพันธ์, สหรัฐ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิสราเอล, แทงข้างหลัง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f36b56071311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 00:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 00:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิสราเอล-ยูเออีบรรลุข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บรรลุข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ที่มีสหรัฐเป็นคนกลาง เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยยูเออีจะเป็นชาติที่ 3 ของโลกอาหรับที่มีความสัมพันธ์ขั้นปกติกับอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ร่วมที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐนำมาเปิดเผยผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม ระหว่างตัวเขา, นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และเจ้าชายโมฮัมเหม็ด อัล นาห์ยาน แห่งอาบูดาบี กล่าวว่า พวกเขาหวังว่าพัฒนาการครั้งประวัติศาสตร์นี้จะขับเคลื่อนสันติภาพในตะวันออกกลางให้ก้าวหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่ลงนามในความตกลงฉบับประวัติศาสตร์นี้ ยูเออีจะเป็นชาติอาหรับประเทศที่ 3 ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตแบบปรกติกับอิสราเอล ต่อจากอียิปต์ที่ลงนามสันติภาพเมื่อปี 2522 และจอร์แดนในปี 2537&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกลุ่มอิสลามิสต์ฮามาสของปาเลสไตน์ที่ควบคุมดินแดนกาซา คัดค้านความตกลงนี้ทันทีว่าเป็นการตกรางวัลให้การยึดครองและอาชญากรรมของอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามแถลงการณ์ร่วมที่ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยนั้น ความตกลงฉบับนี้อิสราเอลตกลงจะ &amp;quot;ระงับ&amp;quot; แผนการผนวกที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิวและดินแดนอื่นๆ ในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครองไว้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74378</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความตกลงสันติภาพ, ยูเออี, สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิสราเอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f3574227fa80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
